วันเวลาปัจจุบัน 22 ก.ค. 2019, 00:53  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 เม.ย. 2011, 14:28 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7023

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ
หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

รูปภาพ
ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก

:b47: :b44: :b47:

อาจารย์เฟื่อง ระยอง

พระธรรมเทศนาบางส่วนของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
เมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๓๒
เทศน์อบรมฆราวาส ณ สวนแสงธรรม เขตบางแค กรุงเทพฯ


พระองค์ไหนนี่ แบกคัมภีร์มาตีหัวเรา เวลาท่านเอา ท่านเอาอย่างจริงจัง เหมือนอย่างพระ ก็พระอาจารย์เฟื่องนี่แหละ อาจารย์เฟื่องไปอยู่กับท่านทีแรก อาจารย์เฟื่อง ระยอง เป็นเพื่อนกันกับเรา รู้สึกจะอ่อนกว่าเรา ๓ พรรษานะ อาจารย์เฟื่องนี่ พวกเดียวกันกับเรานี่นะ ไปบิณฑบาตกับท่าน เขาเอาน้ำตาลงบมาส่งให้ น้ำตาลงบ หลักพระวินัยมีนี่ กาลิกระคนกัน ไม่ระคนกันก็บอก เช่น น้ำตาล ถ้านำมาผสมกับข้าว อายุได้แค่ข้าวเท่านั้น จากเช้ายันเที่ยง น้ำตาลนี่จะหมดอายุถ้าเปื้อนข้าวนะ ถ้าไม่เปื้อนข้าว น้ำตาลนี่จะเก็บไว้ได้ตามกาล คือ ๗ วัน คือฉันได้ในเวลาวิกาล ตลอดอายุ ๗ วันของมัน ถ้าผสมกับข้าวแล้วจะได้เพียงถึงเที่ยงเท่านั้น เรายกตัวอย่างเฉพาะอันเดียวนะ “กาลิก” นี่มีถึง ๔ กาลิก ยาวกาลิก ยามกาลิก สัตตาหกาลิก และยาวชีวิก

ยาวกาลิก คือ ประเภทอาหารที่รับประเคนแล้ว พอถึงเที่ยงวันหมดอายุ แล้วเอามาฉันอีกไม่ได้นะ ฉะนั้น อาหารมาจริงๆ พระจึงไม่รับประเคนถ้าเลยหลังฉันแล้ว มีข้อพระวินัยอยู่

ส่วน ยามกาลิก ได้ชั่ว ๒๔ ชั่วโมงเป็นอย่างมาก คือ พวกน้ำอัฏฐบาน

ส่วน สัตตาหกาลิก พวกน้ำอ้อย น้ำตาล เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง อันนี้เมื่อไม่ระคนกับอาหารประเภทที่อายุสั้น ก็ฉันได้ตามกาลของมัน คือ ๗ วัน จึงหมดอายุ เมื่อหมดอายุแล้วต้องเสียสละไปเลยนะ มายุ่งอีกไม่ได้

ส่วน ยาวชีวิก นั้นเป็นพวกยา ฉันได้ตลอดกาลของมัน คือจนกระทั่งหมด ยาวชีวิกคือตลอดชีวิตของยานั้น

ที่นี้ท่านเฟื่อง ไปอยู่กับท่านใหม่ๆ พอบิณฑบาตท่านได้น้ำตาลมาก้อนหนึ่ง ห่อมาอย่างดี ท่านก็ยกขึ้นมา แล้วว่า “นี่น้ำตาลนี่ดี ไม่เปื้อนอะไร ใครจะเก็บฉันในเวลาวิกาลก็ได้” ท่านว่าอย่างนี้ ท่านไม่ได้บอก ๗ วัน เพราะพระรู้เรื่องแล้วเรื่องสัตตาหกาลิกนี่ สำหรับอันนี้เป็นสัตตาหกาลิก แต่เอาออกมาจากบาตรนะซี ที่ทำให้อาจารย์เฟื่องถูกสงสัย นี่ก็บิณฑบาตมากับข้าวแล้ว ทำไมท่านอาจารย์องค์นี้ ว่าเป็นผู้ปรากฏชื่อลือนามทางด้านธรรมวินัยเคร่งครัดที่สุด แล้วทำไมจึงต้องเอาน้ำตาลที่เขาใส่บาตรมานี่เก็บไว้ฉันในเวลาวิกาล มันสมควรที่ไหน คิดแล้วไม่ลงท่านนะ

พอเช้าวันหลังนี่ ท่านว่า “พระองค์ไหนมาอยู่กับเรานี่ แบกคัมภีร์มาตีหัวเราเมื่อคืนนี้” นั่นเห็นไหม แบกคัมภีร์มาตีหัวเรา “เรานี่เป็นภิกษุเฒ่าไม่รู้คัมภีร์วินัยอะไรเลย พระองค์นั้นอยู่แถวนี้แหละ จะยกคัมภีร์มาตีหัวเรา คืนนี้จะพิจารณาให้ชัดเจน”

ความจริงท่านชัดเจนแล้ว ท่านตีแต่ฉากไปฉากมาเสียก่อน เข้าใจหรือเปล่า วันนี้ยังไม่ชัดเจนเท่าไร เอาไว้วันพรุ่งนี้จะพิจารณาให้ชัดเจน อาจารย์เฟื่องหมอบ ต้องไปขอขมาท่าน ท่านก็เลยอธิบายพระวินัยให้ฟัง

พระวินัยข้อนี้นะเห็นไหม กาลิกระคนกัน เช่น สัตตาหกาลิก น้ำอ้อย น้ำตาล มาผสมกับข้าวนี่ ฉันได้เพียงถึงอายุเที่ยงวันเท่านั้น หมดอายุ ฉันต่ออีกไม่ได้ แต่ถ้าน้ำตาลนี่ไม่เปื้อนเปรอะอะไรเลย ห่อมาเรียบร้อย ก็ฉันได้ตามกาลของมันแม้จะมาในบาตรก็ตาม นี่เราทำอย่างนั้น นั่นเวลาท่านสอนท่านสอนอย่างนั้น หาที่ค้านไม่ได้ พระวินัยมีอย่างนี้ แต่คนไม่เห็นกาลิกที่แยกน่ะซี เห็นแต่กาลิกระคนกันแล้วใช่ไหม พระวินัยมีทั้งกาลิกระคนกันและกาลิกแยกกัน แม้จะมาในขณะเดียวกัน เช่น เขาถวายอะไรมาพร้อมกับอาหาร ถึงจะเป็นคนละประเภท เรายกตัวอย่าง หมาก มันก็เป็นหมากไปเสีย ผสมกับข้าวไม่ได้ก็จัดเป็นคนละประเภทๆ ไป ท่านก็อธิบายให้ฟัง



:b8: :b8: :b8: http://www.luangta.com

:b47: รวมคำสอน “ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=47090

:b47: ประวัติและปฏิปทา “ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=27449

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร