วันเวลาปัจจุบัน 20 ก.ย. 2019, 01:50  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 4 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 เม.ย. 2010, 12:53 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ส.ค. 2005, 10:46
โพสต์: 12075

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

ทำความดีต้องมีอุปสรรค
โดย หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม



ขอเจริญพรว่า ทำความดี น่ะยาก ต้องใช้เวลามาก
ทำความดีนั้นต้องมีอุปสรรค
คือมีศัตรูในใจมันมาปิดบังอำพราง
บุญมีแต่กรรมบัง มันไม่อยากให้สร้างความดี
มันมาแย้งกับเราคือศัตรูในใจ
ไม่อยากจะสร้างความดีกับเขา ตรงนี้น่าคิดมาก
คนที่สร้างความชั่วน่ะมันไม่มีศัตรูเลย ไม่มีอุปสรรคด้วย
เหมือนไหลไปตามน้ำ สบาย ไม่มีใครขัดคอแต่ประการใด
แต่ถ้ามาสร้างความดี ท่านมีศัตรูทีเดียว
มันมาแย้ง มันมาเป็นมารให้เราไม่สร้างความดี
ท่านทั้งหลายโปรดตีความก่อน
ไม่หมายความว่าสร้างความดีแล้ว
จะสบายอยู่เย็นเป็นสุข...ไม่ใช่
ต้องการสบาย ต้องการอยู่เย็นเป็นสุข กินสบาย
นอนสบาย นั่นกำลังชั่วแล้ว กำลังทำความชั่ว

แต่หลักที่อาตมาจะชี้แจงนั้น
สร้างความดีต้องลงทุนความลำบากได้ทุกวิถีทาง
สร้างความชั่วชอบลงทุนความสบาย
เอาปูนหมายหัวคนนั้นไว้ก่อน กินสบาย นอนสบาย
ไม่เอางานเอาการแต่ประการใด ตรงนั้นน่าคิดพิจารณา
เอามาพิจารณาคน พระเอกนางเอกในเรื่องละครชีวิต
ไม่เคยมีความสบายเลย
ตลอดลาโรงของชีวิตละคร มีแต่ความยากความลำบาก
ที่ต้องระหกระเหิน ต้องใช้อุดมการณ์ อุดมคติมากมาย

ข้อสอง มารไม่มี บารมีไม่เกิด ประเสริฐไม่ได้
ถ้ามารมีต่อสู้มาร ขอฝากพี่น้องกรรมฐานไว้ทุกคน
มีความหมายเพราะเหตุใด
จะสร้างความดีมันมีศัตรูมากมายเหลือเกิน
เรามีบุญแต่กรรมบัง ไม่อยากให้สร้างความดี
มาปิดบังอำพรางเรา
เรามานั่งกรรมฐานเอาแต่ความสบาย
วันนี้นั่งสบายไม่มีเวทนา
จิตฟุ้งซ่าน ท่านคิดไหมว่าท่านจะได้ ครูไม่มาสอนท่านแล้ว
ว่างเปล่า นั่งสบาย ใจก็ลอยออกไปชมวิวทิวทัศน์
ถือว่าได้ญาณ ถือว่าได้ผลงาน นั่นแหละถือว่าเลว
ไม่ได้อะไรเลย เพราะครูไม่มาสอน
ครูเวทนาก็ไม่ได้มาสอน ครูฟุ้งซ่านก็ไม่ได้มาสอน
ออกมาอย่างนี้นะ แต่ท่านตีความผิดกันทั้งนั้น
เข้าใจว่านั่งสบายวันยังค่ำ ไม่เมื่อยไม่ปวด
คิดว่าท่านได้ฌานได้ญาณ คิดว่าได้สมาธิ
ไม่ได้เลยนะ ไม่ได้อะไรเลย
ตรงกันข้ามกับมารอันนี้ ถ้าเรามานั่ง ความวัวยังไม่ทันหาย
ความควายเข้ามาแทรก
เดี๋ยวก็ปวด เดี๋ยวก็ฟุ้งซ่าน เดี๋ยวก็เสียใจ เดี๋ยวก็ดีใจ
นั่นแหละครูมาสอน ต้องเรียน
ต้องเรียนตำรานั้นให้ได้เรียกว่า สมถะ

สมถะ แปละว่าต้องศึกษา แสวงหาความรู้
ถ้ารู้จริงเมื่อไร พบของจริง ได้ของจริง ของแท้ แน่นอนแล้ว
จึงจะเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นวิปัสสนา
ขอฝากท่านไปตีความให้มันชัดเจนกว่านี้หน่อย
จิตมีอุปาทาน จิตยึดเวทนา ยึดมากปวดมาก ยึดน้อยปวดน้อย
ถ้ายึดมาหนักเข้ามันก็ปวดจนน้ำตาจะร่วง
นั่นแหละการศึกษาแสวงหาความรู้ เรียกว่า สมถะ
กำหนดจิตได้ต่อสู้กับเวทนา
พอทราบความจริงของเวทนาแล้วมันบังคับบัญชาไม่ได้
เวทนาแปลว่าบังคับไม่ได้ บัญชาไม่ได้ ไม่มีตัวตน
แต่มันปวดที่ไหน ปวดที่ขา ขานี่คืออะไร สังขารปรุงแต่ง
อาศัยรูปอยู่ ณ บัดนี้ มันจึงปวดดังที่กล่าวมา
พอศึกษาให้เข้าใจของหลักธรรม ปวดหนอๆๆๆ
ศึกษาหนักเข้าไปเป็นสมถะ
จับจุดมุ่งหมายได้ก็แตกโป้ง รูปนามขันธ์ ๕ เป็นอารมณ์
ก็เรียกว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พบตรงนั้นเมื่อไร
จิตก็ไม่เป็นอุปาทานยึดมั่นอีกต่อไป
ตรงนั้นแหละมันจะไม่ปวดต่อไป
มันปวดเพราะจิตใจไปยึด แต่จำเป็นต้องยึด
เหมือนโยมขึ้นบันได มีอยู่ ๙ ขั้น
ก้าวขั้นที่ ๑ ก็ต้องเกาะ ก้าวขั้นที่ ๒ มือก็ปล่อย
อย่างนี้นะ ก้าวขึ้นไปอีกก็ปล่อยอีก
ต้องก้าวไปถึงขั้นสุดท้ายเลยนะ ถึงจะปล่อยได้
ก้าวต้องมีที่เกาะ เกาะต้องมีที่เก็บ
ตรงนี้ลึกซึ้งมาก แต่เราไม่สามารถจะตีปัญหาอันนี้ได้
เราไม่มีโอกาส เราจึงเห็นว่ายาก
ที่อาตมาพูดไว้เมื่อวันก่อนว่า
ยากแท้แต่เราไม่เคย ถ้าเคยแล้วมันง่ายแท้
เพราะทุกอย่างต้องฝึก เรียกว่า สมถะ
ถ้าท่านทำงานเรียนวิชาการเสร็จแล้วไม่ได้ฝึก
รับรองจะไม่ได้ผล ทุกอย่างต้องฝึกหมด
ที่อาตมากล่าวไว้แล้วเป็นเวลานาน
แข่งเรือแข่งแพแข่งได้ แข่งวาสนาแข่งไม่ได้
มีแรงจะไปจ้ำเรือ แต่เสียใจด้วย ท่านพายเรือไม่เป็น
ลงเรือก็จะล่มแล้ว
นี่หรือจะไปอวดรู้ อวดดี จะไปแข่งเรือ ใช่หรือไม่
ไม่ฝึกการพายเรือ จะมีแรงยังไงก็จ้ำไม่ไป
มันก็หมุนไปทางโน้น หมุนไปทางนี้
นี่แหละจุดมุ่งหมายอันนี้ต้องฝึก ต้องหัด ต้องดัดนิสัย
จิตใจก็จะเข้าสู่จุดมุ่งหมายอันนั้นเป็นประการสำคัญ

ปวดหนอ ต้องศึกษา อย่าเลิก ทักษะแปละว่าอะไรหรือ
เกิดความคิดใหม่ๆ เรื่องเก่ามาคิดให้ทันสมัย
ประยุกต์ปริทรรศน์ให้เกิดวิปัสสนาญาณ เป็นผลงานของชีวิต
ประจำจิตประจำใจ ประจำถิ่น ประจำฐาน ประจำครอบครัว
จะมีความสุขในตัวเอง ออกมาในทำนองนี้เป็นต้น

ทำอะไรทำให้จริงเถอะ ทำจริงจะได้ผลภายใน ๗ วัน
มีตัวอย่างที่วัดนี้ ถ้าทำไม่จริง จิ้มๆ จ้ำๆ ไม่ได้อะไร จะได้บาปนะ
อย่าหมิ่นประมาทต่อกรรมฐาน
อย่าไปว่าหนอๆ แหนๆ ไม่ได้เรื่องได้ราว
ระวังนะ “หนอ” มีราคาหลายล้านนะ
“หนอ” เป็นคำภาษาไทย แปลมาจากภาษาบาลีว่า “วต”
ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ไม่วุ่นวายหนอ เชิญมาได้ทุกเวลา
มีหลักอยู่ แต่จะไม่ขอกล่าวให้ยืดยาวออกไป
“หนอ” เป็นตัวรั้งจิตให้มีสติดี
เราหายใจยาวๆ เข้าไว้ อย่าหายใจสั้น
คนเราหายใจสั้นมีทิฏฐิมาก โมโหเก่ง
พองหนอ ยุบหนอให้มันยาวๆ หน่อยได้ไหม
พองหนอ ไม่ทันหนอมันก็ยุบ ยุบยังไม่ทันหนอมันก็พอง
เลยเอาพอง-ยุบ พอง-ยุบ ไม่ต้องได้อะไรกันแล้ว
ไปกันใหญ่แล้ว
มักง่าย มักได้ เลยเอาดีไม่ได้ เพราะขาดมรรคแปด
ถ้าคนขาดศีล สมาธิ ปัญญา จะมักง่ายทันที มักได้ด้วย
ไม่เอาเหนือเอาใต้แต่ประการใด
ออกมาในรูปแบบลักษณาการอย่างนี้

มาสร้างความดีก็ต้องละความชั่ว สร้างความดีก็ต้องละบาป
มาทำบุญยังมีบาปในใจมากอีก รับรองไปไม่รอด
ไปทอดกฐินกี่โครมก็ไม่ได้ผล
เสียเปล่าโดยปราศจากประโยชน์
ไม่ได้บุญได้กุศลไปทำทำไม
ตรงนี้เป็นจุดหมายสำคัญอันหนึ่ง
น่าจะเป็นที่พึ่งของเราชาวพุทธไปได้แล้ว แต่ไม่เอากัน
ไปเอาสิ่งที่นอกตัว ขยันนอกหน้าที่การงาน
ได้ที่จริงไม่ชอบไปชอบที่ไม่จริง ที่ได้ไม่เอาไปเอาที่ไม่ได้
ไม่มีการสร้างความสุขความเจริญในชีวิตของตน
อันนี้สำคัญมากน่าจะเข้าใจ

ข้อนี้อาตมาเป็นห่วงโยมเหลือเกิน
ต้องทำให้มันถูกจุด ตั้งอกตั้งใจ
ถ้าตั้งใจทำงานมีงานทำเยอะ
ถ้าคนขยันงานเหลือมือ คนขี้เกียจไม่มีงานทำ
คนขี้เกียจเป็นคนประเภทโมหะ
พวกไร้ปัญญาขี้เกียจที่สุด
ไม่อยากเอางานเอาการแต่ประการใด
บ้านรกรุงรังอย่างรังไก่รังกา แต่ไม่มีงานทำ
คนประเภทโมหะไม่ควรจะฝากงานให้
บ้านของตัวเองยังสกปรก ที่กินยังไม่สะอาด ยังไม่ดี
ที่ถ่ายก็ยังไม่ดีด้วย สวนรกรุงรัง ก็มาถางสวนให้มันเตียน
ปลูกต้นไม้ให้งอกงามเข้าซิ ถึงจะเรียกว่าคนทำงาน
คนมีธรรมะเป็นคนขยัน
คนปฏิบัติธรรมมีแต่ความขยันหมั่นเพียรไม่มีขี้เกียจเลย
คนมีคุณธรรมมีค่าสูงมาก
ถ้าจิตใจมีคุณธรรม มีคุณค่าของจิต
ผลงานก็ตามขึ้นมา ชีวิตมีค่า เวลาก็มีประโยชน์เกิดขึ้น

เรามาปฏิบัติธรรมกันต้องให้ถึงธรรมะ
อย่าลดละภาวนาไว้ตลอดรายการ
มีสติสัมปชัญญะรวมรวมเข้าไว้ก่อน
ถ้าคนมีสติสัมปชัญญะสวยน่ารักจริงๆ จะเดิน จะยืน จะนั่ง
จะนอน จะเหลียวซ้ายแลขวา จะคู้เหยียด เหยียดขา
มีระบบ มีระเบียบ เพียบด้วยวินัย มันจะบอกออกมาชัด
จะควบคุมตัวเองได้

:b51: :b52: :b53:


คัดลอกจาก...
http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=4553

:b44: รวมคำสอน “หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=44758


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 เม.ย. 2010, 16:29 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 มี.ค. 2010, 12:49
โพสต์: 117

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8: อนุโมทนาสาธุค่ะ :b8: :b8: :b8:

.....................................................
หนทางสว่าง เริ่มต้นจากใจของเรา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 เม.ย. 2010, 17:39 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ก.พ. 2009, 20:49
โพสต์: 3961

แนวปฏิบัติ: พอง-ยุบ
งานอดิเรก: อ่านหนังสือ
ชื่อเล่น: นนท์
อายุ: 42
ที่อยู่: นครสวรรค์

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:

อนุโมทนาสาธุด้วยครับคุณลูกโป่ง

:b8: :b8: :b8:

.....................................................
แม้มิได้เป็นสุระแสงอันแรงกล้า ส่องนภาให้สกาวพราวสดใส
ขอเป็นเพียงแสงแห่งดวงไฟ ส่องทางให้มวลชนบนแผ่นดิน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ส.ค. 2011, 09:33 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ต.ค. 2010, 09:11
โพสต์: 589


 ข้อมูลส่วนตัว


อนุโมทนาสาธุๆค่ะ ขอบพระคุณค่ะ :b8: :b8: :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 4 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร