วันเวลาปัจจุบัน 21 พ.ย. 2019, 05:01  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ต.ค. 2019, 12:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 มิ.ย. 2009, 10:51
โพสต์: 2217


 ข้อมูลส่วนตัว


Kiss


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ต.ค. 2019, 12:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 มิ.ย. 2009, 10:51
โพสต์: 2217


 ข้อมูลส่วนตัว


พระโสณาเถรี : ภิกษุณีเฒ่าผู้พากเพียรสูง
ศ.พิเศษ เสฐียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิต

พระพุทธองค์ตรัสไว้หลายวาระว่า ผู้บวชเมื่อแก่นั้นมีข้อเสียหลายอย่าง เช่น ผู้บวชเมื่อแก่นั้นว่าง่ายหายาก ผู้บวชเมื่อแก่คงแก่เรียนหายาก ผู้บวชเมื่อแก่มีอาจาระงดงามหายาก ผู้บวชเมื่อแก่มักน้อยหายาก อะไรเหล่านี้

แต่ไม่ใช่ว่าจะเป็นอย่างนี้กันทุกรูป พระหลวงตาราธะบวชอยู่กับพระสารีบุตรกลับได้รับยกย่องชมเชยว่าเป็นผู้ว่าง่ายที่สุด ท่านผู้นี้อยากบวช แต่พระสงฆ์ไม่ยอมให้บวช เพราะหาผู้รับรองไม่ได้

จนกระทั่งวันหนึ่ง พระพุทธองค์ตรัสถามว่า “ใครเคยรู้จักพราหมณ์แก่คนนี้บ้าง”

พระสารีบุตรกราบทูลว่า “รู้จักพราหมณ์แก่คนนี้ เคยใส่บาตรท่านทัพพีหนึ่ง” พระพุทธองค์จึงให้พระสารีบุตรรับรองและท่านก็ได้บวช เมื่อบวชแล้วก็เป็นพระผู้เฒ่าหรือหลวงตาที่น่ารักที่สุด รับฟังโอวาทจากพระอุปัชฌาย์อย่างนอบน้อม

พระพุทธองค์ตรัสถามพระสารีบุตรในวันหนึ่งว่า สารีบุตร สัทธิวิหาริก เธอเป็นอย่างไร (ทรงเป็นห่วงเกรงว่าหลวงตาราธะจะดื้อรั้น) พระสารีบุตรจึงกราบทูลว่า “ราธะ เธอว่าง่าย พระเจ้าข้า” รับฟังโอวาทและอนุศาสน์เป็นอย่างดี

โอวาท หมายถึงว่ากล่าวตักเตือนครั้งเดียว ส่วนอนุศาสน์ หมายถึงว่ากล่าวตักเตือนซ้ำๆ หลายครั้ง คำหลังนี้มาจากอนุ (เนืองๆ) + ศาสน์ (สั่งสอน) รวมแล้วอนุศาสน์ คือ การสอนบ่อยๆ สอนเนืองๆ

ข้างฝ่ายภิกษุณีเล่าว่า พระโสณา ก็เป็นผู้ว่าง่ายที่สุดรูปหนึ่ง

สมัยเป็นคฤหัสถ์ ท่านมีบุตรหลายคน สามีก็ออกบวชอีกต่างหาก นางจึงต้องเลี้ยงลูกมาคนเดียว เมื่อลูกๆ แต่งงานออกเหย้าออกเรือนกันไปหมดแล้ว จึงแบ่งสมบัติที่มีอยู่ให้ลูกๆ ทุกคน ไม่เหลือไว้เพื่อตนเองแม้แต่น้อย คิดว่าตัวคนเดียวลูกๆ อาจช่วยกันดูแล คงไม่ลำบากอะไร

แต่การณ์หาเป็นเช่นนั้นไม่ บรรดาลูกๆ ต่างก็เกี่ยงงอน เมื่อไปอยู่บ้านลูกชายคนโต ลูกสะใภ้ก็คอยยุยงสามีและพูดกระทบกระเทียบต่างๆ นานาว่า คุณแม่คงเห็นว่าเราร่ำรวยกว่าลูกๆ คนอื่นกระมัง ทั้งๆ ที่ก็แบ่งสมบัติให้เท่ากันหมดทุกคน นางทนฟังคำบาดหูไม่ได้ จึงย้ายไปอยู่กับลูกคนรอง ก็โดนแบบเดียวกันอีก จนกระทั่งในที่สุดก็มาอยู่กับลูกคนเล็ก

ใหม่ๆ ก็ดูเหมือนทุกอย่างจะเป็นไปได้ด้วยดี เพราะลูกคนเล็กก็เอาใจใส่ดูแลแม่อย่างดี ไปๆ มาๆ ก็เข้าอีหรอบเดิม คุณยายโสณาก็มานึกปลงถึงความเป็นอนิจจังแห่งชีวิต จิตใจน้อมไปในบรรพชาแต่บัดนั้น จึงบอกลูกว่าอยากบวช ลูกๆ ก็ดีใจหายที่แม่อยากบวช (เพราะได้ไล่แม่โดยทางอ้อม) จึงพาคุณแม่ไปบวชอยู่ในสำนักนางภิกษุณี

หลังจากบวชเป็นภิกษุณีแล้ว เหล่าภิกษุณีทั้งหลายก็ไม่ได้ใส่ใจสั่งสอนนาง เพราะเห็นว่าแก่แล้ว สั่งให้ปัดกวาดลานวัด ต้มน้ำร้อนให้พระเถรีที่เป็นพระเถระผู้คงแก่เรียนอาบ เวลาภิกษุไปฟังธรรมจากพระเถระ พวกเธอก็ไม่ให้นางไปด้วย สั่งให้เฝ้าวัดอยู่คนเดียว

วันหนึ่งนางภิกษุณีเฒ่าได้ข่าวว่า พระพุทธเจ้าจะเสด็จลงแสดงพระธรรมเทศนาจึงขอไปฟังธรรมกับเหล่าภิกษุณีทั้งหลายด้วย แต่ถูกปฏิเสธ “คุณยายไม่ต้องไปดอกแก่เฒ่าแล้ว เดินเหินลำบาก อยู่เฝ้าวัดดีกว่า คอยต้มน้ำร้อนไว้ให้พระเถรีท่านอาบ”

เมื่อไม่ได้รับอนุญาตให้ตามไป นางก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงานตามที่สั่ง ผ่าฟืนพอที่จะต้มน้ำ แล้วก็นั่งพักผ่อนสักครู่ บังเอิญว่าบรรยากาศยามนี้สงบสงัดเหมาะแก่การทำสมาธิอย่างยิ่ง เพราะไม่มีเสียงรบกวน นางจึงนั่งสมาธิ สักพักจิตก็ดิ่งลงสู่ความแน่วแน่ทั้งๆ ที่หลับตาอยู่ ปรากฏมีแสงสว่างวาบเข้ามา จนต้องลืมตาขึ้น ได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงยืนใกล้ๆ พระสุรเสียงกังวานว่า “โสณา ชีวิตของผู้ที่ปรารภความเพียร มองเห็นความจริงแห่งสรรพสิ่งแม้วันเดียวก็ประเสริฐกว่าชีวิตตั้งร้อยวันของผู้ไม่เห็นธรรม”

พระภิกษุณีผู้เฒ่ามีความปลื้มปีติ ที่พระพุทธองค์เสด็จมาแสดงธรรม โปรดบุญบารมีที่นางได้สั่งสมมาแต่อดีต ก็รวมเป็นพลวปัจจัย (เงื่อนไขที่มีพลัง) ทำให้นางได้บรรลุธรรมในที่สุด

เป็นอันว่า ณ บัดนี้ ภิกษุณีผู้เฒ่าได้กลายเป็นพระอรหันต์ทรงอภิญญาไปเรียบร้อยแล้ว โดยที่เหล่าภิกษุณีไม่มีใครทราบ

พอกลับมาถึง ภิกษุณีทั้งหลายจึงเรียกหาน้ำร้อน เพื่อผสมน้ำให้ภิกษุณีเถรีอาบ เมื่อเห็นกองฟืนยังกองอยู่ น้ำในกาก็เย็น จึงเอะอะโวยวายขึ้นว่า “คุณยายทำไมป่านนี้ยังไม่ต้มน้ำ แล้วพระเถรีอาจารย์จะเอาน้ำที่ไหนอาบ เหลวไหลจริงเชียว”

พระเถรีผู้เฒ่าก็เกรงว่า ภิกษุณีเหล่านี้จะประสบบาปมิใช่น้อย เพราะดุด่าพระอรหันต์ จึงบันดาลด้วยฤทธิ์ให้น้ำในการ้อนขึ้น กล่าวอย่างเยือกเย็นว่า “ลูกเอ๋ย อย่าได้วิตกกังวลเลย น้ำร้อนมีอยู่ในกานั้นแล้ว และในตุ่มก็อุ่น พออาบทีเดียว”

เมื่อพวกเธอไปจับกาน้ำ (ซึ่งเมื่อครู่นี้ยังเย็นเฉียบอยู่เลย) อีกครั้ง ก็ปรากฏว่าน้ำนั้นร้อนอย่างมหัศจรรย์ ครั้นไปดูที่ตุ่ม น้ำใส่ตุ่มก็อุ่นพออาบพอดิบพอดี จึงประหลาดใจไปตามๆ กัน หรือว่า...ใช่แล้วคุณยายคงได้บรรลุอรหัตผลแล้ว

พวกเธอจึงพากันมาก้มกราบขอขมาคุณยายที่พวกเธอเคยใช้ทำโน่นทำนี่จนเหนื่อย

ตามหลักแล้ว การว่าร้ายพระอริยะเป็นบาป เรียกว่า “อริยุปวาท” ผู้ว่าร้ายล่วงเกิน จะถูกถอนรากถอนโคนไม่สามารถงอกงามในพระธรรมวินัยได้ ทันทีที่รู้ตัวว่าได้ล่วงเกินพระอริยะ ต้องรีบขอขมา เมื่อท่านยกโทษให้ทุกอย่างก็จะกลับเป็นดังเดิม

ขอขมาไม่ทันขณะท่านยังมีชีวิต ก็ให้ไปขอขมา “ศพ” ท่าน อย่างนี้ท่านก็ว่าพ้นได้เหมือนกัน คงเพราะนี้กระมังจึงมีธรรมเนียมไปเผาศพผู้ตาย เพื่อขอขมาเผื่อบางทีท่านผู้วายชนม์ที่เราอาจได้ล่วงเกินไปโดยไม่รู้ตัวนั้นเป็นพระอริยะ เราก็จะได้พ้นจาก “อริยุปวาท” ดังกล่าว ทำเผื่อไว้เป็นดีที่สุด

พระพุทธเจ้าทรงยกย่องพระโสณาภิกษุณีว่าเป็นเอตทัคคะ (ผู้เลิศกว่าผู้อื่น) ในทาง “ปรารภความเพียร” คือ เป็นผู้มีความพากเพียรสูงยิ่ง



:b8: :b8: :b8: ที่มา : หนังสือ พุทธสาวก พุทธสาวิกา
ประมวลประวัติพระเถระพระเถรี อุบาสกอุบาสิกาสมัยพุทธกาล
เรียบเรียงโดยศาสตราจารย์พิเศษ เสฐียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิต


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ต.ค. 2019, 12:44 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 มิ.ย. 2009, 10:51
โพสต์: 2217


 ข้อมูลส่วนตัว


:b50: :b49: :b50:

:b45: :b45: ภิกษุณี ในสมัยพุทธกาล
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=71&t=46460


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร