วันเวลาปัจจุบัน 12 ธ.ค. 2019, 15:29  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ก.ย. 2019, 14:08 
 
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ก.ย. 2012, 15:32
โพสต์: 1622


 ข้อมูลส่วนตัว


ชาวนานิรนาม ผู้รอดตายเพราะพระมหากรุณา
:: ศ.(พิเศษ) เสฐียรพงษ์ วรรณปก

:b45: :b47: :b45:

เหตุการณ์เกิดขึ้น ณ ทุ่งนาแห่งหนึ่ง แห่งเมืองสาวัตถี ชาวนาผู้ที่ตำนานไม่ได้จดชื่อไว้คนหนึ่ง กำลังไถนาเหย็งๆ อยู่ตั้งแต่เช้า พระพุทธองค์พร้อมด้วยพระอานนนท์พุทธอนุชา เสด็จผ่านมาทางนั้น ขณะที่เขากำลังหยุดไถ จะมานมัสการพระพุทธองค์ เขาก็ได้ยินพระพุทธดำรัสตรัสสนทนากับพระอานนท์แว่วมา

“อานนท์ เธอเห็นอสรพิษไหม”

“เห็น พระพุทธเจ้าข้า อสรพิษตัวใหญ่ พิษร้ายกาจเสียด้วย” ตรัสแล้วพระองค์ก็เสด็จพุทธดำเนินต่อไป

เขาคว้าไม้มาท่อนหนึ่ง หมายใจว่าจะฆ่างูพิษตัวนั้น เพราะทิ้งไว้เดี๋ยวจะไปกัดคนเดินผ่านไป ผ่านมา ไม่เห็นอสรพิษสักตัว เห็นถุงวางอยู่ถุงหนึ่ง ด้วยความอยากรู้จึงแก้ออกดู ปรากฏว่าเป็นกหาปณะ (เงิน) จำนวนมาก

ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เขาจึงเอาถุงนั้นซุกไว้ใต้พุ่มไม้แห่งหนึ่ง แล้วก็กลับไปไถนาต่อ เสียงประชาชนร้องเย้วๆ ใกล้เข้ามา เขาก็มิได้ใส่ใจ ยังคงไถนาอยู่อย่างนั้น ตั้งใจจะรีบไถให้เสร็จก่อนสาย จะได้ปักดำให้แล้วเสร็จ

ชาวบ้านหยุดอยู่ ณ จุดนั้น ปากก็ร้องบอกกันว่าเจอแล้ว ถุงเงินอยู่ตรงนี้ มันต้องไอ้คนที่แกล้งไถนาอยู่นี่แหละตัวการ แล้วก็กรูเข้ามาจับเขา เฆี่ยนตีอย่างเจ็บแค้น เขาร้องเสียงหลงว่า ตีผมทำไม

“มึงขโมยเงินกูแล้วยังมีหน้ามาร้องถามว่าตีทำไม ไม่กระทืบให้ตายคาตีนก็บุญแล้ว” เจ้าของทรัพย์ร้องตอบ

“ผมเปล่า ผมไม่รู้เรื่อง”

“เอามันไปให้ทางการลงโทษให้เข็ด” ชาวบ้านร้องบอกกัน แล้วก็จับเขาไปส่งเจ้าหน้าที่บ้านเมืองพิจารณาทำโทษ

ขณะที่ถูกนำตัวไปนั้น ชาวนานิรนามผู้น่าสงสารร้องได้อยู่สองประโยคว่า

“อานนท์ เธอเห็นอสรพิษไหม...”

“เห็น พระพุทธเจ้าข้า อสรพิษตัวใหญ่ พิษร้ายกาจเสียด้วย”


ร้องอยู่อย่างนี้ตลอดทาง จนเขาเข้าใจว่ามันคงกลัวตายจนเพ้อ ไม่ได้สติ

เจ้าหน้าที่บ้านเมืองเมื่อเห็นเขาร้อง อ้างพระดำรสัของพระพุทธเจ้าและพระอานนท์ จึงไม่กล้าที่จะทำอะไร รีบเข้ากราบทูลพระเจ้าปเสนทิโกศล พระราชาแห่งโกศลรัฐ พระราชาจึงรับสั่งว่า อย่าพึ่งไปทำอะไรชายคนนั้น

พระองค์ก็เสด็จเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ กราบบังคมทูลเรื่องราวให้ทรงทราบพร้อมกราบทูลถามว่า เรื่องราวมันเป็นมาอย่างไร ชายคนนั้นจึงบังอาจอ้างพุทธดำรัสอย่างนั้น

พระพุทธองค์ตรัสว่า ชาวนาคนนั้นก็มิใช่ขโมย ถุงทรัพย์นั้นมันตกอยู่ในที่นาของเขา โดยที่เขาไม่รู้ ตถาคตเกรงว่าเขาจะถูกเข้าใจผิดและถูกจับไปประหารชีวิต จึงได้ผ่านไปทางนั้น และกล่าวคำดังกล่าวกับพระอานนท์ ที่เขาอ้างคำพูดของตถาคตนั้นถูกต้องแล้ว

พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงเสด็จกลับ รับสั่งให้ปล่อยชาวนาคนนั้น แล้วให้สืบหาคนผิดมาลงโทษในภายหลัง

เป็นอันว่าชาวนานิรนามคนนี้ได้พ้นจากความตาย เพราะพระมหากรุณาของพระพุทธองค์

พระพุทธองค์นั้นทรงมีพระคุณมากมาย สรุปได้เป็น ๓ ประการ คือ

๑. พระปัญญาคุณ ทรงมีพระปัญญาเฉียบแหลม ตรัสรู้ความจริงอันประเสริฐด้วยพระองค์เอง

๒. พระวิสุทธิคุณ ทรงมีความบริสุทธิ์หมดจดแห่งจิตสันดาน ปราศจากกิเลสเครื่องมัวหมองทั้งหลาย

๓. พระมหากรุณาธิคุณ ทรงมีพระคุณอันยิ่งใหญ่หาที่เปรียบมิได้


พระคุณ ๒ ประการแรก เป็นคุณสมบัติส่วนพระองค์ เป็นความรู้เป็นความบริสุทธิ์เฉพาะพระองค์ ถ้าพระองค์ทรงพอพระทัยที่จะอยู่อย่างเงียบๆ ไม่เกี่ยวข้องกับใคร ไม่สอนใคร ย่อมมีสิทธิทำได้ แต่ที่พระองค์ทรงทำเช่นนี้ เพราะพระคุณประการสุดท้าย เป็นพลังผลักดันให้พระองค์ทรงอยู่นิ่งเฉยไม่ได้

พระมหากรุณาธิคุณนี้แลเป็นพลังขับเคลื่อนให้พระองค์ต้องเสด็จออกไปโปรดเหล่าเวไนยสัตว์ให้ได้รู้ธรรมตามพระองค์


การเคลื่อนไหวด้วยพระมหากรุณาธิคุณนี้ จึงเป็นการเคลื่อนไหวที่ยิ่งใหญ่ดุจเดียวกับพระเทพชั้นสูง คือ พระพรหมมาอันเชิญทีเดียว

คนสมัยโน้นถือว่า พระพรหมเป็นเทพยิ่งใหญ่ การที่เขียนตำนานให้มีพระพรหมอันเชิญเสด็จไปโปรดสัตว์นั้น เป็นการบอกในตัวว่า การที่พระองค์เสด็จออกไปโปรดสัตว์นั้น เป็นการเคลื่อนไหวที่ยิ่งใหญ่

ข้อเท็จจริงไม่จำเป็นต้องเป็นพรหมจริงๆ ก็ได้ หากเป็น “สัญลักษณ์”

พรหม หมายถึง พรหมวิหาร (อันมีเมตตากรุณาเป็นหลักใหญ่) การที่พระพุทธองค์รับคำเชิญของพรหมออกไปสอนประชาชน ก็คือทรงเกิดความเมตตากรุณารักห่วงใย สงสารสัตว์โลกที่ตกอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์ ความเมตตา ความสงสาร มีมากท่วมท้นพระทัย จนไม่สามารถนิ่งนิ่งอยู่ ต้องออกไปโปรด

เพราะพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่นี้เอง ทำให้เหล่าสัตว์ผู้น่าสงสารได้รับแสงสว่างแห่งธรรมะตามสมควรแก่นิสัยและอุปนิสัยของแต่ละคน

กระทั่งคนกำลังจะถูกฆ่าตายเพราะไม่มีความผิดอย่างชาวนานิรนามนี้ก็รอดตาย

มหาโจรฆ่าคนมาเป็นร้อยเป็นพัน กำลังจะพบมารดา และ (หากพบ) ก็จะฆ่ามารดา กลายเป็นคนบาปหนาสาหัสมาก ก็ได้กลับใจขอบวชเป็นพระสาวก

ทั้งหมดนี้ เพราะมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของพระพุทธองค์นั้นแล

“องค์ใดประกอบด้วยพระกรุณาดังสาคร
โปรดหมู่ประชากร มะละโอฆะกันดาร
ชี้ทางบรรเทาทุกข์ และชี้สุขเกษมสานต์
ชี้ทางพระนฤพาน อันพ้นโศกวิโยคภัย...
ข้าขอประณตน้อม ศิรเกล้าบังคมคุณ
สัมพุทธการุณยภาพนั้น นิรันดร”


ครูและนักเรียนทั้งหลาย ทราบไหมว่าบทสวดสรรเสริญพุทธคุณอันไพเราะนี้ใครเป็นผู้แต่ง

พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร เปรียญ ๗ ประโยค) แห่งสำนักวัดสระเกศวรมหาวิหาร ชาวเมืองแปดริ้ว ผู้ปราดเปรื่อง ได้ประพันธ์ไว้เพื่อให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติไทย ขอรับ

ช่วยบอกต่อๆ กันด้วย ความซาบซึ้งในความดีงามของท่านเป็นกตัญญุตา

การบอกต่อๆ กันไป การสวด และพยายามปฏิบัติตามคำสวดนั้น เป็นกตเวทิตา ขอรับ


:b8: :b8: :b8: คัดมาจาก...หนังสือ พุทธสาวก พุทธสาวิกา
ประมวลประวัติพระเถระพระเถรี อุบาสกอุบาสิกาสมัยพุทธกาล
เรียบเรียงโดยศาสตราจารย์พิเศษ เสฐียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิต


:b45: :b47: :b45:

:b44: อุบาสก ในสมัยพุทธกาล
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=71&t=46457


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร