วันเวลาปัจจุบัน 13 พ.ย. 2019, 13:53  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 มิ.ย. 2015, 20:06 
 
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 ก.ย. 2013, 07:16
โพสต์: 1937

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


พระสามาเถรี
สหายของนางสามาวดี

:: ศ.(พิเศษ) เสฐียรพงษ์ วรรณปก

=========================

วันนี้ขอนำเรื่องราวของ สามาเถรี ผู้เป็นสหายรักของนางสามาวดี มาเล่าให้ฟัง

ผู้ที่ศึกษาพระพุทธศาสนา คงเคยได้ทราบประวัติของนางสามาวดี มเหสีของพระเจ้าอุเทนมาบ้าง

พระนางสามาวดี นี้แหละครับเป็นต้นเหตุให้พระพุทธองค์ตรัสพุทธภาษิตสอนใจว่า “ความประมาทเป็นทางแห่งความตาย ความไม่ประมาทเป็นทางอมตะ ผู้ไม่ประมาทจะไม่มีวันตาย ผู้ประมาทแล้ว ถึงยังมีชีวิตอยู่ก็เหมือนคนตายแล้ว”

พระนางสามา เป็นบุตรของเศรษฐี หนีตายเพราะโรคห่าลงเมือง มาเมืองโกสัมพีพร้อมกับพ่อแม่ พ่อแม่ส่งลูกสาวไปขอทานบ้านเศรษฐี วันแรกนางขออาหารสำหรับคนสามคน วันที่สองขอสำหรับคนสองคน เพราะพ่อตรอมใจตายไป วันที่สามขอสำหรับตัวคนเดียว เพราะแม่มาตายไปอีกคน

ผู้จัดการโรงทานของเศรษฐีดุด่าหาว่าเป็นเด็กตะกละ วันแรกๆ คงคิดว่าท้องตัวจะบรรจุอาหารได้มากซีนะ จึงขอไปมากๆ วันนี้รู้ประมาณท้องของตัวเองแล้วใช่ไหม อะไรทำนองนั้น นางจึงเล่าความจริงให้ฟัง ผู้จัดการโรงทานรับนางเป็นบุตรสาวบุญธรรม

ต่อมานางบอกพ่อให้ทำรั้วให้คนขอทานเรียงคิวเข้ารับทานทีละคน เสียงอื้ออึงจึงหายไป เพราะเหตุนี้นางจึงได้นามใหม่จากพ่อบุญธรรมว่า สามาวดี (สามาผู้เป็นต้นคิดทำรั้ว) เศรษฐีรู้เรื่องของนาง ขอนางไปเป็นบุตรสาวบุญธรรม พ่อบุญธรรมเดิมเห็นว่านางจะได้เจริญก้าวหน้า จึงมอบให้ไป

ต่อมา นางได้เป็นมเหสีองค์หนึ่งของ พระเจ้าอุเทน

พระนางสามาวดีได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าบรรลุโสดาปัตติผลมาก่อนแล้วตั้งแต่อยู่เมืองเดิม เมื่อได้ทราบว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมายังเมืองโกสัมพี ก็อยากฟังธรรม แต่หาโอกาสไม่ได้ เพราะพระเจ้าแผ่นดินไม่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จึงส่งสาวใช้ร่างค่อมไปฟังธรรม แล้วให้มาเล่าให้ฟัง จึงเกิดมีการ “เทศน์” ขึ้นในตำหนักของนาง โดยนางขุชชุตตรา (อุตตราร่างค่อม) เป็นผู้แสดง

สาวใช้ในวังต่างก็สนใจฟังธรรม และอยากเห็นพระพุทธองค์พร้อมภิกษุสงฆ์ นางจึงสั่งให้เจาะฝาห้องของตนส่องดูเวลาพระองค์เสด็จออกบิณฑบาตพร้อมพระสงฆ์

บังเอิญในราชสำนักนั้นมี นางคันทิยา คู่แค้นเก่าของพระพุทธเจ้าอยู่ด้วย นางผูกใจเจ็บที่พระองค์แสดงธรรมให้พ่อแม่ของตนฟัง กล่าวตำหนินางว่าเป็นเพียง “กระสอบอุจจาระ”

เรื่องของเรื่องก็คือ อีตาพ่อจะยกลูกสาวให้พระพุทธเจ้า พระพุทธองค์จึงทรงตรัสสอนพราหมณ์ผู้พ่อว่า สมัยพระองค์เป็นเจ้าชายอยู่ในเมืองกบิลพัสดุ์ นางสนมกำนัลงามกว่าลูกสาวพราหมณ์ พระองค์ยังไม่ยินดี เรื่องอะไรจะมายินดีกับความงามของลูกสาวพราหมณ์ ซึ่งก็คือ “กระสอบอุจจาระ” ดีๆ นี่เอง

นี่แหละครับ คือที่มาของความแค้นของนางมาคันทิยา

นางมาคันทิยา รู้เรื่องพระนางสามาวดีกับบริวาร จึงหาทางกลั่นแกล้งใส่ไฟหาว่าพระนางสามาวดีตีตัวเอาใจออกห่างจากพระเจ้าอุเทน พระราชาทรงเชื่อจึงจะประหารชีวิต พระองค์ลงมือแผลงศรเพื่อปลิดชีพพระมเหสีเอง แต่ไม่สามารถปล่อยลูกศรได้ จึงวางธนูเข้าไปขอโทษพระนาง และทรงอนุญาตให้พระนางพร้อมบริวารนิมนต์พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์มาเสวยภัตตาหารที่วังได้แต่นั้นมา

มาคันทิยาแทบคลุ้มคลั่งที่แผนการของตนไม่สำเร็จ จึงสั่งให้ลอบวางเพลิงเผาพระนางสามาวดีพร้อมทั้งบริวารหมดสิ้น

หลังจากพระนางสามาวดีสิ้นชีพ พระสงฆ์ได้กราบทูลถามพระพุทธองค์ว่า ทำไม อุบาสิกาผู้มั่นในพระรัตนตรัยอย่างพระนางสามาวดีจึงต้องตายอย่างอนาถเช่นนี้


พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า สามาวดีมิได้ประมาทในธรรม ถึงตายก็เสมือนไม่ตาย ดังกล่าวข้างต้น

:b39: สหายสนิทของพระนางสามาวดี นามว่า สามา เช่นกัน ได้เห็นเหตุโศกนาฏกรรมนั้นถนัดตา เกิดความสลดสังเวชใจ ไปบวชอยู่ในสำนักนางภิกษุณีบำเพ็ญสมาธิภาวนา แต่ทำอย่างไรก็ลืมภาพอันสยดสยองนั้นไม่ลง ไม่ว่าเธอจะนั่งสมาธิเมื่อใด ภาพของสหายรักก็ผุดขึ้นให้เห็นเมื่อนั้น จนไม่ประสบความก้าวหน้าในสมาธิภาวนา

วันหนึ่ง นางได้กราบเรียนให้พระอานนท์ทราบ พระเถระได้แสดงธรรมอันเป็นวิธีแก้ไขให้นางฟัง นางได้ปฏิบัติตามคำแนะนำของพระเถระ จึงก้าวหน้าในการทำสมาธิภาวนาไปเรื่อยๆ จนในที่สุดบรรลุพระอรหัต ทำที่สิ้นสุดทุกข์โดยสิ้นเชิง

ขณะที่ให้คำแนะนำแก่สามาภิกษุณีนั้น พระอานนท์ท่านยังเป็นพระโสดาบันอยู่ เนื่องจากพระเถระเป็นพหูสูต ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้ามามากกว่าใคร จึงรู้เทคนิควิธีหลากหลายที่จะให้คำปรึกษาแก่ผู้ประสบความขัดข้องในการปฏิบัติ

ครั้งหนึ่งพระวังคีสะ ซึ่งเป็นจินตกวี หลังจากบวชใหม่ๆ เดินตามท่านพระอานนท์ไปบิณฑบาต เกิดเรื่อง คือราคะ ความกำหนัดยินดีขึ้นปัจจุบันทันด่วนถึงกับเดินต่อไปไม่ได้ จึงร้องบอกพระอานนท์ว่า ช่วยผมด้วย พระอานนท์จึงหยุดเดินบอกให้พระวังคีสะกำหนด “อสุภนิมิต” (คือนึกภาพว่ามันไม่สวยงาม กระสอบขี้ทั้งนั้น อะไรทำนองนั้น) พระหนุ่มทำตาม ราคะกำหนัดจึงสงบ เดินตามท่านต่อไปได้

ที่ยกมาพูดนี้ เพื่อชี้ให้เห็นว่า พระอานนท์ท่านมีเทคนิควิธีสอนที่ได้ผล เพราะท่านจดจำมาจากพระพุทธองค์มาก

:b44: เมื่อบรรลุพระอรหัตแล้ว พระสามาเถรีได้กล่าวโศลกธรรม ความว่า

ตามปกติแล้วเราไม่สามารถบังคับจิตให้อยู่ในอำนาจได้ นั่งสมาธิแล้วต้องลุกออกไปจากวิหาร ๔ ครั้ง ๕ ครั้ง จำเดิมแต่เราได้ฟังโอวาทจากพระอานนทเถระ เราจึงบังคับจิตเราได้ ถอนตัณหาได้หมดแล้ว เราได้รับทุกข์ใจมหาศาล (เพราะเพื่อนตายอย่างน่าสงสาร)

บัดนี้เรายินดีในความไม่ประมาท บรรลุความสิ้นตัณหาแล้ว นับว่าเราได้ทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว
:b16:


:b8: คัดบางตอนมาจาก...หนังสือ พุทธสาวก พุทธสาวิกา
ประมวลประวัติพระเถระพระเถรี อุบาสกอุบาสิกาสมัยพุทธกาล
เรียบเรียงโดยศาสตราจารย์พิเศษ เสฐียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิต


=========================

:b45: ภิกษุณี ในสมัยพุทธกาล
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=71&t=46460


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร