วันเวลาปัจจุบัน 11 ธ.ค. 2019, 16:04  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=7



กลับไปยังกระทู้  [ 5 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ก.ย. 2012, 13:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 มี.ค. 2011, 13:32
โพสต์: 245


 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

เทศน์อบรมฆราวาส ณ สวนแสงธรรม กทม.
เมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๖


ท่านสอนไว้เป็นบาลีว่า นตฺถิ อตฺต สมํ เปมํ (นัตถิ อัตตะ สมัง เปมัง) ความรักอื่นใดไม่เสมอกับความรักตนเลย ความรักตนนี้สำคัญ สำคัญมาก เรารักตัวของเราต้องรักความดีงาม ซึ่งจะเป็นเครื่องส่งเสริมตัวของเราให้ดีมีความสุข ความเจริญ นี้เรียกว่าคนรักตัว รักตัวด้วยความชั่วช้าลามก หาฟืนหาไฟมาเผาผลาญตัวเองก็ฉิบหายไปทั้งคนนั้นแหละ ให้พากันระมัดระวัง ศาสนาคือคำสอนของพระพุทธเจ้านี้เลิศเลอแล้ว ให้พากันยึดเข้ามาปฏิบัติ ขมก็ให้กลืน มันจะขม จะเผ็ด จะร้อน ขนาดไหนกลืนเข้าไปเถอะ คุณค่าจะเกิดขึ้นจากความขมเป็นยานั้นแหละ หวานนั้นมันเป็นพิษ อย่าไปหาเรื่องของกิเลสที่ว่าหวานๆ นั้นเข้ามาใส่ตัว จะเผาตัวของเรา คนเราดีด้วยการฝึกฝนอบรม ไม่ใช่ดีด้วยการปล่อยเนื้อปล่อยตัว คำสอนนี้เป็นเครื่องชำระล้างสิ่งไม่ดีทั้งหลาย ให้ดีทั้งนั้นๆ เป็นกฎ เป็นแบบ เป็นฉบับ เพื่อสร้างคนให้ดี แต่กิเลสมันก็แบบฉบับในหลักธรรมชาติของมัน สร้างคนให้ชั่วช้าลามก จนกระทั่งมีตั้งแต่ความทุกข์ทั้งวันทั้งคืน อยู่ในโลกนี้ก็เป็นความทุกข์ ทั้งๆ ที่เขามีความสุขความเจริญ เราก็มีแต่ความทุกข์เต็มตัว เพราะเราสร้างแต่ความทุกข์ ท่านผู้มีความสุขเพราะท่านสร้างความสุข รบรากับสิ่งไม่ดีทั้งหลายออกเป็นลำดับลำดา

นั่นแหละดีด้วยการฝึกนะ ไม่ได้ดีด้วยการปล่อยเนื้อปล่อยตัว ให้พากันหักห้าม ความอยาก ความทะเยอทะยานของตน ส่วนมากมักเป็นภัย อยากไปในทางไม่ดีทั้งนั้นแหละ ส่วนความดีนี้ฝืนความอยากนั้นละ ไม่ทำตาม ๆ หลายวันหลายคืนก็ค่อยชินเข้ามา ชินเอง ต่อไปจะทำความดีงามนี้ราบรื่นไปเลย จะทำความชั่วนี้ฝืนภายในใจ ทั้งๆ ที่แต่ก่อนการทำความชั่วนี้ราบรื่นไปเลย แต่อำนาจแห่งความดีเข้าลบล้างกัน เลยทำความดีอย่างราบรื่น ความชั่วขัดข้องภายในใจ ไม่ปลงใจที่จะทำ นี่ละเราฝึกไปนานๆ ก็เป็นนิสัย

อย่างพระท่านตั้งใจมาบวช มุ่งอรรถมุ่งธรรมจริงๆ แล้ว ท่านจะมีการระมัดระวังตั้งแต่ขณะที่บวชตลอดไป ไม่ชินชากับการรักษาตัว รักษาศีล รักษาธรรม ให้มีศีลเต็มตัว ธรรมก็มีความอุตส่าห์พยายาม วิริยธรรม คือความพากความเพียร ขันติธรรม อดทนทำในทางที่ถูกที่ดี ต่อไปก็ค่อยชินไปๆ การคัดค้านต้านทานความชั่วทั้งหลาย ซึ่งเราเคยทำมาแต่ก่อนนั้นค่อยเบาลงไปๆ ไม่ต้องได้คัดค้าน แล้วก็ราบรื่นไปเลย ผลปรากฏเป็นความสุขเย็นใจ นี่คือผู้รักษาตัวด้วยศีลด้วยธรรม จะเป็นความดีงามหาที่ต้องติไม่ได้ พระพุทธเจ้าทรงทำเป็นพยานของพระองค์ชัดเจนแล้วมาสอนโลกให้เป็นคติตัวอย่างอันดีงาม ตามฐานะของสัตว์โลกที่จะรับไปได้มากน้อยเพียงไร เราเป็นสัตว์โลกก็ควรจะอุตส่าห์พยายามปฏิบัติตามพระองค์ จะเป็นคนดีเป็นลำดับลำดาไป ปฏิบัติตนด้วยศีลด้วยธรรม ทำคนให้ดีอย่างนั้น ให้จำเอา

อย่างที่พระท่านปฏิบัติ ที่ว่าเป็น สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ของพวกเรานั้น ล้วนแล้วตั้งแต่ท่านผู้รบรากับความชั่วช้าลามกที่ฝังใจอยู่ด้วยกันนั้นแหละออกเป็นลำดับลำดา จนกลายเป็นผู้เลิศเลอทั้งๆที่เป็นมนุษย์ด้วยกัน สังขารร่างกายธาตุ ๔ เป็นเหมือนกัน แต่จิตใจของท่านเป็นธรรมทั้งแท่ง เพราะท่านซักฟอกขัดถูอยู่ตลอดเวลา ใจก็มีความสว่างไสวกลายเป็นสรณะของพวกเราได้ นี่เราก็พยายามซักฟอกความไม่ดีของเรา ให้เป็นสรณะของเราโดยทางที่ดี สรณะของเราเองนั้นได้แก่เราปฏิบัติตัวเราให้เป็นคนดี อยู่ที่ไหนก็อบอุ่นเย็นใจสบายใจ นี่เป็นสรณะแล้วนะ ความดีนั้นละจะมาเป็นสรณะของพวกเรา

ความชั่วเป็นภัยต่อสัตว์โลกทั่วๆ ไป ความดีเป็นคุณต่อสัตว์โลกเช่นเดียวกัน ให้พากันอุตส่าห์พยายามปฏิบัติ อย่าปล่อยเลยตามเลย นิสัยการปล่อยตัวนี้มันมีประจำอยู่ทุกหัวใจสัตว์ ถ้าไม่มีอรรถมีธรรมความดีงามเข้ามาแก้ไขดัดแปลงแล้ว จะชั่วไปเรื่อยๆ จนกระทั่งจม ตายไปเลย ชาตินี้ก็ชั่ว สร้างแต่ความชั่ว ชาติหน้าเสวยแต่ความทุกข์ มันต่างกันนะ ชาตินี้สร้างความชั่ว สร้างทั้งวันทั้งคืน ถือว่าเป็นของดิบของดีทั้งๆ ที่เป็นของชั่ว ก็เป็นผลชั่วขึ้นมาในตัวของผู้สร้าง สร้างไม่หยุดไม่ถอยกระทั่งถึงวันตาย ได้ความทุกข์ขนาดไหน พิจารณาซิ มีตั้งแต่สร้างมา หาขนเข้ามา กว้านเข้ามา ขนเข้ามาทุกวันไม่มีทางออก มีแต่ทางเข้าๆ ความทุกข์ทั้งหลายก็เต็มตัวของเรา ถ้ามีทางออกก็เรียกว่ากำจัดด้วยความดีงาม กำจัดด้วยอรรถด้วยธรรม ความทุกข์ก็จะไม่พอกพูน ความดีก็จะเด่นขึ้นๆ เรื่อยๆ

อย่าพากันสร้างตั้งแต่ความชั่ว เหมาตั้งแต่ความทุกข์ ทั้งๆ ที่ยังไม่ตายก็เหมาไว้ปัจจุบันนี้ด้วย แล้วอนาคตก็เป็นความทุกข์เต็มตัว ความทุกข์ที่เราเสวยอยู่ในชาตินี้ มีมากมีน้อยเพราะการทำความชั่วของเรานั้น มีชั่วอายุเราเท่านี้ไม่ได้ยืดยาวอะไรเลย แต่ความทุกข์ในเมืองผีนั้น เป็นความทุกข์ที่ยืดยาวหลายร้อยเท่าพันทวีกับเวล่ำเวลาที่เราเสวยอยู่นี้ เช่น เราเสวยอายุด้วยความชั่วนี้ไป ๕๐ ปี ๖๐ ปีเราตาย อายุอันนี้กับทุกข์อันนี้ก็ดับในชาตินี้ แต่ไปแผลงฤทธิ์ขึ้นในชาติหน้าเป็นร้อยๆ คูณขึ้นไป ความทุกข์ทวีคูณขึ้นไป นี่ละท่านถึงบอกว่าผู้ตกนรกนั้นตั้งกัปตั้งกัลป์ ก็คือมันขยายตัวไปเองไม่ใช่จะลดลง ขยายตัวไปเรื่อยๆ ตกนรกในเมืองผีก็นาน ติดคุกติดตะรางในเรือนจำเท่านั้นปีเท่านี้ปี อย่างมากก็ว่าติดคุกติดตะรางตลอดชีวิต ครั้นไปทำความดีงามให้แก่ทางเรือนจำแล้ว ผลก็ค่อยได้ขึ้นมาและลดโทษลงไปไม่ถึงตลอดชีวิต ก็ออกจากคุกจากตะรางได้

อันนี้เราไปทำความชั่วแล้วไปตกนรก มันก็ยืดยาวเข้าไปอีก เรื่องที่ว่าจะตลอดไปไม่มี ไม่ว่านรกหลุมใด นานนั้นยอมรับกันว่านาน ตามอำนาจแห่งกรรมของสัตว์ และกรรมดีกรรมชั่วนี้ก็เป็นกฎอนิจจัง มีความเปลี่ยนแปลง ช้าหรือเร็วเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นผู้ตกนรกหมกไหม้จึงพ้นขึ้นมาได้ ถึงจะกี่กัปกี่กัลป์ก็มีทางพ้นได้ เหมือนเขาติดคุกติดตะรางว่าตลอดชีวิตอย่างนี้ ก็มีทางพ้นมาได้ พ้นมาแล้วถ้ากลับเนื้อกลับตัวดี ก็ไม่ถูกเขาจับไปติดคุกติดตะรางอีก ถ้าไปทำชั่วซ้ำเข้าอีกก็กลายเป็นลูกพี่ในเรือนจำ ตายอยู่ในเรือนจำ เป็นเปรตเป็นผีเฝ้าเรือนจำอยู่นั้น อันนี้ทำตั้งแต่ความชั่วช้าลามก ตกลงไปในนรกแล้วก็จะไปเป็นผีเฝ้านรก ผีที่ไหนจะยิ่งกว่าผีแห่งความชั่วที่เราตกนรกอยู่แล้วนั้น

แนบไฟล์:
post-con-2011-03-03-704.jpg
post-con-2011-03-03-704.jpg [ 23.9 KiB | เปิดดู 2294 ครั้ง ]


ให้เชื่อคำสอนของพระพุทธเจ้า นรกพระองค์ทรงทราบ ทรงรู้ทรงเห็นประจักษ์พระทัยด้วยกันทุกๆ พระองค์ บรรดาพระพุทธเจ้าตรัสรู้มากี่พระองค์นับไม่ได้เลย มีความรู้ความเห็นในสิ่งเหล่านี้เหมือนกันหมด เพราะฉะนั้นท่านเเสดงไว้จึงแสดงแบบเดียวกัน คือพระพุทธเจ้าตรัสรู้ขึ้นมาแต่ละพระองค์นี้ มารู้มาเห็นสิ่งที่มีอยู่ทั้งหลาย คือฝ่ายดีฝ่ายชั่ว ฝ่ายชั่วก็คือบาปกรรม ทำสัตว์ทั้งหลายให้เกิดเป็นเปรตเป็นผี เป็นสัตว์นรก จนกระทั่งถึงตกนรกกี่กัปกี่กัลป์ นี่เรื่องของเมืองผี พระองค์ก็ทรงทราบทุกๆ พระองค์ เห็นประจักษ์พระทัย ตลอดถึงความดี คนที่สร้างความดีแล้วมาเกิดเป็นมนุษย์ เป็นเทวบุตรเทวดาอินทร์พรหม พระองค์ก็ทรงทราบทุกสิ่งทุกอย่างตามสิ่งที่มีที่เป็นทั้งหลาย แล้วนำมาสั่งสอนสัตว์โลกด้วยความเมตตา

สิ่งใดที่ชั่วก็สอนสัตว์โลก ห้ามไม่ให้ทำ ถ้าทำลงไปแล้วก็เท่ากับตัวของเราดื้อด้าน ทะลึ่งเข้าหาฟืนหาไฟ แล้วก็จมลงในนรก นี่ท่านก็นำมาสอนหมด ความชั่วอย่าทำ เป็นทางแห่งความทุกข์ทั้งหลาย จนกระทั่งถึงตกนรกหมกไหม้ ความดีให้พากันพยายามสร้าง ตถาคตทุกๆ พระองค์สร้างความดีทั้งนั้นถึงได้เป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมา ไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าเพราะการสร้างความชั่วช้าลามกทั้งหลาย พระองค์ก็ทรงสอนให้สร้างความดี แม้จะไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า ไม่ได้ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า ความสุขความเจริญ ความดิบดี เป็นสิ่งที่สัตว์โลกปรารถนาและต้องการทั่วหน้ากัน ทางที่จะให้สมหวังก็คือการทำความดี ชำระความชั่ว ให้ดีขึ้นเป็นลำดับๆ ตามที่ท่านสอนไว้นั้นแล

คำสอนของพระพุทธเจ้าไม่มีอะไรที่ให้เกิดความสงสัย คือกลับตาลปัตรกันว่า บาปมี ท่านสอนว่าบาปมี เราพลิกตาลปัตรก็ว่า บาปไม่มี นี่คือความผิดของเราไม่ใช่ความผิดของพระพุทธเจ้า ว่านรกมี สวรรค์มี แต่เราลบล้างว่านรกสวรรค์ไม่มี นี่ก็เป็นความชั่ว ความผิดของเรา ไม่ใช่ความผิดของพระพุทธเจ้า ให้พากันจำอันนี้ เราเดินทางเป็นทางสองแพร่ง ทางหนึ่งไปทางดี ทางหนึ่งไปทางชั่ว พระองค์สอนไว้หมดทั้งทางชั่วทางดี ให้เราเลือกเฟ้นในตัวของเรา ก้าวเดินในทางที่ถูกที่ดี ที่ท่านสั่งสอนและส่งเสริมให้ดี ให้ปฏิบัติตามนั้น

สิ่งใดที่พระพุทธเจ้าทรงหวงห้ามอย่าฝืนทำ ความผิดจะเป็นของเราทั้งนั้น ไม่ได้เป็นความผิดของพระพุทธเจ้าที่ทรงสั่งสอนห้ามปราม แล้วกลับผิดพลาดไปเสียอย่างนี้ ไม่มีในพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ความฝ่าฝืนของคนมีกิเลสก็คือพวกเรา มีตั้งแต่เรื่องความผิดความพลาดอยู่ตลอดไป ให้นำธรรมเข้ามากางแล้วก็ปฏิบัติ ทุกข์ยากลำบาก เราเกิดในท่ามกลางแห่งความทุกข์ความสุข ย่อมมีเป็นธรรมดา แต่ทุกข์ขอให้ทุกข์เพื่อเป็นความสุข เช่นคนอุตส่าห์พยายามสร้างความดีงามทั้งหลายก็ต้องมีทุกข์เหมือนกัน แต่ผลที่เกิดขึ้นหลังความทุกข์นั้นเป็นความสุขความเจริญ คนสร้างความชั่วก็เป็นทุกข์ ตายไปก็เป็นทุกข์ ผลเป็นทุกข์ตลอด ให้เราเลือกเฟ้นเอา

ทุกข์ยากลำบากก็ต้องทนคนเรา ไม่เช่นนั้นหาความดีไม่ได้นะ มีแต่นอนฝันกันอยู่เฉยๆ ฝันอยากได้ดิบได้ดีด้วยความฝันอย่างนั้น โลกนี้ฝันกันได้ทั้งนั้น แต่ไม่เห็นเป็นผลเป็นประโยชน์ เพราะฉะนั้นจึงสรุปความลงไปว่า เราเป็นลูกชาวพุทธ ให้เชื่อคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ทรงสั่งสอนไว้แล้วโดยถูกต้อง อย่าฝ่าอย่าฝืน จะเป็นการทำลายเรา ผู้ผิดเป็นเรา ความผิดเป็นของเรา ความทุกข์เป็นของเราไม่ได้เป็นของพระพุทธเจ้า ผู้สั่งสอนไว้แล้วด้วยความถูกต้อง ที่เรียกว่าสวากขาตธรรม ตรัสไว้แล้วโดยชอบ ท่านไม่ได้ผิด ท่านดีเพราะปฏิบัติตามสิ่งดีงามทั้งหลายต่างหาก ท่านไม่ได้ดีเพราะทำความชั่ว เราอย่าไปแหวกแนวทำความชั่วเพื่อหวังความดิบความดี จะมีแต่ฟืนแต่ไฟทั้งนั้น ให้พากันจดจำเอาไว้




ที่มา : http://www.luangta.com/thamma/thamma_ta ... 83&CatID=2

.....................................................
"องค์ใดพระสัมพุทธ สุวิสุทธสันดาน ตัดมูลเกลศมาร บ มิหม่นมิหมองมัว
หนึ่งในพระทัยท่าน ก็เบิกบานคือดอกบัว ราคี บ พันพัว สุวคนธกำจร"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ก.ย. 2012, 18:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4907

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ก.ย. 2012, 09:20 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 มี.ค. 2011, 13:32
โพสต์: 245


 ข้อมูลส่วนตัว


สวัสดีครับคุณฮานาโกะ ^ ^ เอาคลิปอันนี้ของหลวงตามาฝากด้วยเพราะเห็นว่าขบขันดี :b32:

.....................................................
"องค์ใดพระสัมพุทธ สุวิสุทธสันดาน ตัดมูลเกลศมาร บ มิหม่นมิหมองมัว
หนึ่งในพระทัยท่าน ก็เบิกบานคือดอกบัว ราคี บ พันพัว สุวคนธกำจร"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ก.ย. 2012, 09:32 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4907

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


มีขำขันด้วยหรอคะ เดี๋ยวช่วงเวลาว่างๆอีกสักครู่จะมาเปิดดูมั่งค่ะ :b16:


ดูเหมือนฮานาโกะจะเฝ้าบอร์ดตลอดเวลาไปหน่อยแล้วพักนี้ คนเขาจะหาว่าว่างงานหรือเปล่าคะเนี่ย :b9: :b9: :b9:



.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 ก.ย. 2012, 10:58 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 มี.ค. 2011, 13:32
โพสต์: 245


 ข้อมูลส่วนตัว


แสดงว่าเป็นผู้อุทิศตนเพื่อประโยชน์แห่งพระพุทธศาสนาครับ หุหุ

.....................................................
"องค์ใดพระสัมพุทธ สุวิสุทธสันดาน ตัดมูลเกลศมาร บ มิหม่นมิหมองมัว
หนึ่งในพระทัยท่าน ก็เบิกบานคือดอกบัว ราคี บ พันพัว สุวคนธกำจร"


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 5 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 4 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร