วันเวลาปัจจุบัน 06 ธ.ค. 2019, 20:58  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=7



กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.ย. 2012, 16:59 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4905

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด
เมื่อวันที่ ๘ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๑

:b42: กิริยาเป็นตามนิสัยวาสนา :b42:

สรุปทองคำทั้งหมดที่มอบแล้วและยังไม่ได้มอบ ถึงวันที่ ๗ ตุลา ได้ทองคำ ๑๑,๘๓๑ กิโล ๓๙ บาท ๙๕ สตางค์ นับว่าได้มากอยู่ ไม่ใช่เล่นๆ นะทองคำตั้งหมื่นกิโลกว่า เราก็ได้พยายามหาสมบัติเข้าส่วนรวม หามาเรื่อยละสมบัติเข้าส่วนรวม ดูว่าได้เท่าไรเวลานี้ทองคำ (๑๑,๘๓๑ กิโลครับ) ๑๑,๘๓๑ กิโล นี่ละเอาเข้าคลังหลวงเรา ไม่ไปไหน นี่ละพี่น้องทั้งหลายจำเอานะ ธรรมพาเดินอย่างนั้นละไม่มีที่จะรั่วไหลแตกซึมไปไหนเลย ตรงเป๋งๆ อย่างนั้นละ

หลวงตานี้ก็ให้คนนั้นให้คนนี้แล้วถึงเวลาแล้วก็ไป พูดให้มันชัดเจนนะเราปฏิบัติธรรมมาได้ ๗๔ ปี ตั้งแต่บวชมาได้ ๗๔ ปี หาแต่ความดีงามตลอด ไม่ได้ตำหนิติเตียนตนเองว่าบกพร่องที่ตรงไหน หามาตลอด จนกระทั่งถึงว่า..(มีหมาเดินเข้ามา) พอเห็นนี้เราไม่ลืมนะ ไปวัดเสือ วัดท่านจันทร์นั่นแหละ ไอ้เหาะเรามันไปด้วย เกิดมาแต่โคตรพ่อโคตรแม่มันไม่เคยเห็นเสือนะ มีมันเห็นตัวเดียว มันไปคึกคะนองวิ่งนู้นวิ่งนี้ พอดีมาเห็นเสือนอนอยู่กับเรานี่..ลูกเสือ เราเล่นกับมัน มันก็เลยนอนอยู่นี่เสือตัวนี้ พอเข้ามามองเห็นเสือ โหย โดดทีเดียวผางลงไปนู้น ขี้ทะลักออกเลย ไปเลย

ไม่มีใครบอกมันก็รู้นะ มันขึ้นมาเฉยๆ ไอ้นี้เขาก็นอนอยู่กับเรา..เสือนะนี่ลูกเสือ หมาตัวนั้นมานี่มาเห็นทางหลังเขานะ ไม่ได้เห็นหน้าเขาละ โหยโดดทีเดียววิ่งตกลงนู่นขี้ทะลักเลย ไม่มีใครบอกมันก็รู้เองกลัวเอง พวกนกกับเหยี่ยวไม่มีใครบอกมันก็รู้เอง เสือกับหมา มันรู้เอง แต่คนกลัวนี้มีผิดกับสัตว์ทั้งหลายกลัวกันนะ คนกลัวอะไรนี่มีแง่ต่อสู้ ไม่ได้วิ่งป่าราบไปทีเดียวนะคนกลัว มีท่าหลบภัยต่อสู้ภัย เป็นอย่างนั้นละ

เราไปวันหนึ่งๆ เอาของไปส่งโรงพยาบาล ไปแต่ละวันๆ เอาไปส่งโรงพยาบาลนั้นโรงพยาบาลนี้ทุกโรง ของไปเต็มรถเลยละ เทปั๊วะลงแล้วมา วันนี้ไปโรงนั้น วันนั้นไปโรงนั้น คือมันมีแต่โลกอดอยากขาดแคลน เราจะไปที่ไหนเรามีแค็ตตาล็อกของเรา โรงนี้ไปวันที่เท่าไรเดือนอะไร ถึงระยะเวลาขนาดไหนควรไปอีก ไปติดกันไปทุกวันๆ แล้วกลับมาอีกสลับอยู่อย่างนี้ตลอด

นี่เราพูดถึงเราบวชมานี้ได้ ๗๔ ปี เรียกว่าเราหาแต่ความดี ตั้งแต่วันบวชมาไม่เคยมีเจตนาฆ่าสัตว์แม้ตัวเดียว เป็นแต่เพียงไม่เห็นถูไปไถมามันเป็นธรรมดา ไม่มีเจตนา เช่นถูมดเหยียบมดบ้างอะไรไป จนกระทั่งป่านนี้ได้ ๗๔ ปีบวชมาปฏิบัติเสาะแสวงหาความดีเรื่อยมา บวชมาทีแรกเรียนถึงเรื่องสวรรค์ก็อยากไปสวรรค์ พอไปอ่านจนกระทั่งถึงพรหมโลกถึงนิพพานท่านแสดงไว้ ทีนี้ใจมันก็หนักถึงนิพพานๆ เลยนะ ไปสวรรค์ไปพรหมโลกอยากไปทีนี้เมื่อถึงนิพพาน นิพพานเหนือกว่าทุกอย่างสุดยอดแล้ว แต่อยากไปนิพพาน

ทีนี้มันเกาะอยู่นั้นเลยนะไปนิพพาน เกาะอยู่นั้นตลอด เราอยากจะทราบว่ามีท่านผู้ใดก็ตามมาบอกเราว่ามรรคผลนิพพานมีอยู่ๆ แล้ว เราจะมอบกายถวายตัวกับท่านผู้นั้น เสร็จแล้วเราจะเอาตายเข้าว่าเลย คือสู้กิเลส จะให้ได้มรรคผลนิพพาน ไปก็เข้าไปถึงพ่อแม่ครูจารย์มั่นทีแรกนะ พอหยุดจากการเรียนแล้วก็มาเข้าหาท่าน เหมือนว่าท่านกางเรดาร์ไว้เลย วันนั้นท่านเทศน์รู้สึกว่าเทศน์แผดมากทีเดียว
ท่านมาหาอะไร หาต้นไม้เป็นต้นไม้ หาภูเขาเป็นภูเขา หาฟ้าแดดดินลมก็มีอยู่ทั่วไปทั่วโลกดินแดน ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่กิเลส สิ่งที่มันเบียดเบียนและหนุนเราให้แก้ความเบียดเบียนให้มีความสุขบ้างคืออะไร ก็คือธรรม ธรรมก็ดี กิเลสก็ดี ตัวเบียดเบียน ตัวทำลาย ตัวหนุนเรา ตัวแก้ไขกองทุกข์ทั้งหลายก็ดีอยู่ที่ใจ ท่านซัดลงตรงนี้เลยละ

พูดถึงเรื่องมรรคผลนิพพาน มรรคผลนิพพานก็พระพุทธเจ้าเป็นผู้แสดงเอาไว้ ไม่ใช่ผู้ใดแสดงพอจะมาเป็นเรื่องโกหกพกลมแก่โลก มีแต่จอมปราชญ์ๆ มาแสดงทุกอย่างไว้ให้พวกเราฟัง มีแต่ความแน่ใจทั้งนั้น แล้วเรายังเร่ๆ ร่อนๆ อยู่เหรอ เอาละนะที่นี่ จิตมันก็เกาะถึงเรื่องมรรคผลนิพพาน ไปถึงพ่อแม่ครูจารย์มั่นมันถึงใจเหลือเกินนะ ท่านกางเรดาร์ไว้แล้ว พอไปก็..พระพุทธเจ้าตรัสรู้ที่ไหน พระสงฆ์สาวกที่ได้มาเป็นสรณะของพวกเราท่านตรัสรู้ที่ไหน สิ่งนั้นเหล่านั้นมีอยู่กับใคร ท่านสอนลงที่ไหน สอนลงที่ใจ แน่ะ ลงที่ใจๆ หมด ละชั่วทำดีคือใจ

โห ท่านเทศน์แผดจริงๆ วันนั้น เหมือนว่าท่านกางเรดาร์ไว้ต้อนรับคนทุคตะเข็ญใจ จอมปราชญ์คือพ่อแม่ครูจารย์มั่นเรา ต้อนรับทุคตะเข็ญใจคือหลวงตาบัว ไปฟังเทศน์เหมือนว่าตัวพองขึ้นเลย จิตมันเอาจริงเอาจังมาก เพราะมันสงสัยเรื่องมรรคผลนิพพานว่ามีไม่มี ถ้ามีแล้วเราจะเอาตายเข้าว่า ความหมายว่าอย่างนั้น แต่ถ้าทำด้วยความสงสัยผลประโยชน์ก็ไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย เราอยากจะทราบจากท่านผู้ใดก็ตามมาแสดงเป็นข้อยืนยันว่ามรรคผลนิพพานมีอยู่ เราจะกราบไหว้และถวายตัวเป็นลูกศิษย์ท่าน แล้วจะทำความเพียรเอาตายว่าเลยให้ได้มรรคผลนิพพาน ไปพ่อแม่ครูจารย์มั่นก็ซัดลงตรงนี้เลย หาที่ไหนๆ ก็ไม่ใช่มรรคผลนิพพาน ไม่ใช่บาปไม่ใช่บุญ บาปบุญจริงๆ มรรคผลนิพพานจริงๆ อยู่ที่ตัวเหตุใหญ่คือใจ ท่านว่าอย่างนั้น พยายามปรับปรุงจิตใจให้มีนี้ นี่เราออกมาภาวนาแล้วเป็นทางตรงแน่วเพื่อมรรคผลนิพพานโดยถ่ายเดียว ไม่มีทางปลีกทางแวะจากภาคปฏิบัติแล้วถึง ว่าอย่างนั้นละ โอ๊ย รู้สึกว่าตัวมันพองขึ้นเลย พอฟังเทศน์จากท่านแล้ว..เราก็พักอยู่แคร่เล็กๆ เดินไปที่พักตั้งปัญหาขึ้นถามเจ้าของ ตั้งปัญหาถามเจ้าของ เป็นอย่างไรฟังเทศน์ท่านถึงใจไหมวันนี้ เมื่อถึงใจแล้วตัวเราจะว่าอย่างไร เราก็บอกว่าถึงใจ ความเพียรก็จะเอาตายเข้าว่าเพื่อมรรคผลนิพพาน

ตั้งแต่วันนั้นมาความเพียรเอาจริงนะนี่ ไปภาวนาไม่ได้ไปกับใครละ ไปองค์เดียวๆ ก็ไม่มีที่ตำหนินะ แบบแปลนแผนผังเปรียญได้ถึงนักธรรมตรี โท เอก ถึงมหา นี่แบบแปลนแผนผังก็ได้แล้ว มีแต่เราจะปฏิบัติจริงหรือไม่จริงเท่านั้น ทางนี้ก็บอกว่าเอาตายเข้าว่าเลย ลงใจแล้วพ่อแม่ครูจารย์มั่นเทศน์ แหม ลงใจเท่านั้นซัดกันเลย ตั้งแต่บัดนั้นมาถึง ๙ ปี

คือนิสัยอันนี้เป็นนิสัยจริงจังมาก ถ้าเวลาเล่นเล่นได้ทุกอย่าง เหมือนพระสารีบุตรแต่ก่อนท่านเคยเป็นลิง ท่านเป็นพระอรหันต์ เป็นอัครสาวกข้างขวาของพระพุทธเจ้า พระโมคคัลลาน์เป็นอัครสาวกข้างซ้าย อัครสาวกข้างขวาพระสารีบุตร นิสัยของท่านแต่ก่อนเคยเป็นลิง พอมาเห็นคลองเล็กๆ น้ำมันไหลไปมาโดดข้ามคลองนั้นแล้วโดดข้ามคลองนี้ไป พระสงฆ์ยกโทษท่าน ร้อนเป็นไฟมาหาพระพุทธเจ้า มาฟ้องพระพุทธเจ้า ว่าพระสารีบุตรได้รับคำยกย่องมา ใครเป็นคนที่ยกย่อง ก็คือองค์ศาสดา หาที่ค้านที่อะไรไม่ได้แล้ว แล้วทำไมพระสารีบุตรขนาดว่าเป็นพระอรหันต์แล้ว เป็นอัครสาวกข้างขวาด้วย แล้วทำไมจึงทำตัวเป็นลิง ว่าอย่างนั้นนะ โดดกลับไปกลับมา ไปเห็นร่องน้ำเล็กๆ โดดไปโดดมา นี่มีพระพุทธเจ้านะรับรอง ถ้าไม่อย่างนั้นพระสงฆ์ก็จะโจษจันกันอย่างหนัก นี่ไม่โจษ โจษไม่ได้ โอ๋ นี่เธอเคยเป็นลิงมา พระองค์ออกมารับเลย เธอเคยเป็นลิงมาจนเป็นนิสัย เพราะฉะนั้นกิริยาอันนี้ยกให้ลิงเสีย อัครสาวกที่เรียบร้อยนั้นยกให้พระสารีบุตรของเรา ส่วนลิงนั้นยกให้ลิงไปเสีย ท่านตอบกันฟังซิน่ะ นี่พระพุทธเจ้ายืนยันรับรองไว้ นี่หมายถึงว่าผู้ที่มีนิสัยอย่างไร หนักทางไหนไปทางนั้น

อย่างที่ว่าพระสันตกายก็เหมือนกัน ผู้ที่นิสัยหลุกหลิกเป็นกิริยาที่เคยมา อย่างเคยเป็นลิงมาอย่างพระสารีบุตรท่านมาแสดงกิริยาลิง เป็นแต่เพียงกิริยา จิตท่านหมดทุกอย่างแล้วนะ แต่นิสัยอันนั้นมีอยู่ มาแสดงให้พระสงฆ์ทั้งหลายตำหนิติโทษ แต่พระพุทธเจ้าทรงรับรองซิ นี่เธอเคยเป็นลิงมา กิริยาของลิงอันไหนเป็นลิงก็ออกเป็นลิงไปซิ อะไรที่เป็นอัครสาวกข้างขวาเป็นพระอรหันต์ก็ยกอันนั้นมาบูชาซิ ลิงก็ปล่อยให้เข้าป่าไป นั่นเห็นไหมพระพุทธเจ้าท่านแก้ ลิงปล่อยให้เข้าป่าลิงไปเสีย สาวกของพระพุทธเจ้าให้เป็นสาวกไป เข้าใจไหมล่ะท่านว่าอย่างนั้นละ นิสัยมันเคย

นิสัยพระสันตกายก็อีกเหมือนกันนะ ท่านไปไหนนี้เรียบหมดเลย พระสงฆ์ทั้งหลายในวัดนั้นน่ะค่อนข้างแน่ใจ เกือบจะทั่วทั้งวัดละว่าท่านเป็นพระอรหันต์ สันตกายคือว่าท่านมีกิริยามารยาทสวยงามมาก เคลื่อนไหวไปไหนปรากฏว่ามีสติทุกแง่ทุกมุม เหมือนว่าไม่พลั้งไม่เผลออะไรเลย ถามท่าน ท่านก็บอกว่าท่านยัง เลยเอาเรื่องนี้ไปทูลถามพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านก็สอน มีเครื่องรับรองอย่างนั้นนะ ที่จิตเรียบร้อยมาตลอดนี้ สันตกายเป็นผู้มีกายวาจาใจอันสงบ แปลแล้วนะ นี่เธอเคยเป็นราชสีห์มา ราชสีห์-แมวเป็นสัตว์ที่มีสติ เรียบร้อยระมัดระวังตัวมาก ว่าอย่างนั้นนะ ราชสีห์ก็เหมือนกัน เสือระวังตัวมาก นี่เธอเคยเป็นราชสีห์มา กิริยาอาการทุกอย่างจึงเรียบร้อย เรียกว่าพระสันตกาย เทศน์กัณฑ์นั้นมีพระสำเร็จมรรคผลนิพพานตั้งเยอะนะ โดยอาศัยพระสันตกายที่มีกิริยาเรียบร้อยแล้วออกเป็นสภาของธรรมะ พระพุทธเจ้าทรงแสดงเอง

มันมีพื้นเพมาๆ พระสันตกายนี้ท่านเคยเป็นราชสีห์มา กิริยาท่าทางของท่านทุกอย่างจึงเหมือนมีสติ แล้วเวลามาเทียบทางพุทธศาสนาก็เหมือนเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง คือใครพูด นึกว่าเป็นอรหันต์แล้วเหมือนว่ากิริยาท่าทางนี้จะผิดจากโลก มีใจเท่านั้นผิดจากโลก กิริยานี่เป็นไปตามนิสัยวาสนาที่เคยเป็นมา เคยเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น อย่างพระสันตกายนี้ท่านเรียบตลอด ท่านเคยเป็นราชสีห์มา พระพุทธเจ้ายกมารับกัน เคยเป็นลิงก็บอก อย่างพระสารีบุตรเคยเป็นลิง พระพุทธเจ้าทรงรับสั่งเสียเองจะผิดไปไหน เป็นอย่างนั้นละมันเป็นไปตามนิสัย อย่างพระสันตกายไปไหนมาไหนมีกิริยาเรียบเลย ใครก็ยกให้ท่านว่าเป็นพระอรหันต์ แต่ท่านก็ปฏิเสธท่านบอกว่ายังไม่เป็น ก็ไปทูลถามพระพุทธเจ้าอีก วันนั้นเลยประชุมกันใหญ่ เทศน์ถึงเรื่องพระสันตกายที่มีกิริยามารยาทสวยงามมาก บอกว่าท่านนี้เคยเป็นราชสีห์มา กิริยาของราชสีห์ของเสือของแมวนี้มีสติสตังระมัดระวังตัวได้ดีมาก ว่าอย่างนั้น นี้เธอเป็นอย่างนั้นมาแต่ก่อน ยกมารับๆ จึงว่าพระสันตกายนี้เหมือนกัน เคยเป็นราชสีห์มา เหมือนว่ามีสติทุกด้านทุกทาง ทีนี้จะให้พร


คัดลอกมาจาก
http://www.luangta.com/thamma/thamma_talk_text.php?ID=5147&CatID=2

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 17 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร