|
พญ.อมรา มลิลา
|
|
หน้า 1 จาก 3

ทางสองแพร่ง
อมรา มลิลา
12 กุมภาพันธ์ 2534
(ตอนที่ 1)

วันนี้เราจะพูดกันถึงเรื่องของตัวเรา เรื่องของการปฏิบัติธรรม ท่านอาจารย์บอกมันไม่ได้อยู่ที่ไหน มันอยู่ที่กายกับใจ ไม่ให้เราหลุดไปจากปริมณฑล คือผิวหนัง อันนั้นเป็นรั้วเขตแดนไกลที่สุดที่เราจะท่องเที่ยวไปได้ ถ้าหลุดไปนอกผิวหนังเราแล้ว เราหลง หลงป่า
การจะพิจารณาถึงเรื่องของกายของใจนี้ เราพบว่า จริง ๆ แล้ว เรื่องกายไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เพราะกายก็เป็นผลที่ใจคิด เป็นเครื่องไม้เครื่องมือ ถ้าใจคิดไปอย่างเดียวแล้วไม่มีทางออก คือ ไม่มีมือมีกายเป็นขี้ข้าไปจัดการ หรือมีปากเที่ยวได้พูดออกไป แล้วมีปฏิกิริยาโต้ตอบ ใจก็หมดสนุกก็เรียบร้อยอยู่ในโอวาท แต่ทีนี้ใจมันเจ้าเล่ห์แสนกลในการหลอกกาย พอมันเริ่มต้นคิด กายก็เตรียมพร้อมที่จะไปรับใช้ ทำให้สนุกไปใหญ่ ไม่มีฝั่งมีฝา พอจับจุดตรงนี้ได้เราก็จะมาคอยดูใจของเรา
พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ว่า ตัวเราเหมือนโพรงเหี้ย ใจเหมือนตัวเหี้ย โพรงเหี้ยอันนี้มีรูอยู่ 6 รู คือ ตา หู จมูก ลิ้น กายสัมผัส และมโนทวาร เป็นทางให้ใจออกไปรับรู้ ตาเห็นรูปก็เป็นจักขุวิญญาณ หูได้ยินเสียงก็เป็นโสตวิญญาณเราจะตะครุบจับตัวเหี้ย คือ ตะครุบจับใจเราโดยที่มีรูเปิดทั้ง 6 รู ย่อมไม่มีทางสำเร็จ ท่านก็สอนให้เราปิดรูทั้ง 5 เสีย ทำเป็นไม่สนใจกับกาย สำรวมอินทรีย์ทั้ง 5 ตา หู จมูก ลิ้น กายสัมผัสสำรวมอยู่ แล้วคอยมองดูใจของเราเวลาที่มีอะไรมากระทบกระทั่งจากข้างนอก และจากข้างใน คือเกิดสัญญาณและสังขารขึ้นมาเอง ใจมีปฏิกิริยาอย่างไรบ้าง
พอเราค่อยๆ จับสังเกตแล้วจะพบว่า เวลาเราคิดอะไร มันไม่คิดไปในทิศทางเดียว มันเหมือนเรายืนอยู่ตรงทางแยก เออ อย่างนี้ดีแฮะ แต่พอจะก้าวเดิน ฮื้อตรงข้ามจะดีกว่ากระมัง ใจเรามีความระแวงไม่แน่ใจ ลังเลสงสัยอยู่อย่างนี้ คือ ไม่ใช่ ไปไม่ไป จะเป็นอย่างนี้อยู่ตลอดเวลา และถ้าเราตรึกตรองให้ลึกซึ้งลงไป ก็จะพบว่าอันนี้คือหัวใจของพระพุทธศาสนา ที่ท่านตรัสเอาไว้ว่า อะไรๆ ๆ ในชีวิตของเราประกอบมาจากเหตุ 2 ประการคือ เหตุของทุกข์หรือเหตุของความดับทุกข์ สิ่งที่เราจะคิด สิ่งที่เราจะทำลงไปนี้ก็คือ สมุทัยหรือมรรค
เพราะฉะนั้นชีวิตของเรายืนอยู่บนทางสองแพร่งทุกๆ ขณะลมหายใจ ตราบเท่าที่ใใจของเรายังไม่หลุดไปจากวิชชาพุทธะของเราพยายามฉายแสงออกมาให้เราเห็นหนทาง ให้เป็นปัญญา แต่ปัญญาอันนี้ก็ถูกเมฆมาบังทุกครั้งไป ทำให้ทางที่เราเห็นเลอะเลือน
เหมือนเรามองบ่อน้ำ ตอนแรกเรานั่งมองอยู่ เราก็ว่าเราเห็นนะ มันมีก้อนหินอยู่ตรงนั้นมีปลาอยู่ตรงนี้ สักประเดี๋ยวลมพัดผิวน้ำเป็นระลอกขึ้นมา ตรงที่เราว่าเป็นก้อนหินดูอีกทีเอ๊ะ! ปลานี่นาผิวน้ำที่เป็นระลอกเคลื่อนไหวลวงตาเราให้มองไม่ถนัดชัดเจน เราก็คิดเอาว่า เห็นไหมคะเราคิดเอาว่า สังขารจิตเข้ามาปรุงแต่งให้เราคิดเอาว่าสิ่งที่คิดเอาว่านั้น เป็นความรู้ตามเป็นจริงแล้ว
ความแตกต่างระหว่างความคิดกับความรู้ คือ สิ่งที่ทำให้สมุทัยเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเราอย่างมากมาย เพราะไม่ได้เอาสติเข้าไปไตร่ตรองว่า นี่เราคิดหรือเรารู้จริงๆ ถ้าเราไม่เคยฝึกจิตเรา เวลามีอะไรมากระทบปุ๊บแล้วเราตัดสินโครมลงไปมันก็เป็นสมุทัยเสียทั้งนั้น
แรกๆ ไม่ต้องไปท้อใจหรือไปคิดว่า ถ้าอย่างนั้น เราก็อย่าทำอะไรเสียเลยจะดีกว่า พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ที่พุทธะอันนี้จะสามารถหลุดจากอำนาจของอวิชชาได้ โดยที่เราไม่เรียนรู้จากความผิดพลาด ท่านจึงว่าความผิดเป็นครู ถ้าเราเห็นหลักอันนี้ เราก็จะไม่เกิดความลังเลสงสัย แล้วก็กลัวจนเกินเหตุ จนในที่สุดชีวิตเราเลยไม่ได้ทำอะไร เพราะผิดไม่ได้ จริงๆ แล้ว ความผิดเป็นครู
ถ้าย้อนดูชีวิตของพระพุทธเจ้า เวลาท่านตรัสสอนหรือเวลามีเหตุอะไรขึ้น พวกลูกศิษย์ไปทูลถามถึงเหตุการณ์นั้นๆ ท่านจะเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แล้วกลับมาเปรียบเทียบว่า เพราะเหตุเก่าๆ เพราะบุพกรรมอันนี้ ๆ ๆ จึงมาเป็นอย่างนี้
เป็นต้นว่าตอนที่ท่านถูกพวกเดียรถีย์ใส่ไคล้ ให้สานุศิษย์ คือนางจิญจมาณวิกาเอาหมอนไม้ใส่ท้อง แล้วกล่าวอ้างว่าพระพุทธเจ้าทำนางท้อง พระพุทธเจ้าก็ตรัสให้ฟังว่า อันนี้เป็นบุพกรรมของท่าน สมัยหนึ่งท่านไปกล่าวร้ายพระปัจเจกพุทธเจ้า ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดไม่ใส่บาตรไม่อุปัฏฐากพระปัจเจกพุทธเจ้า ด้วยบุพกรรมนี้ติดตามมาจึงทำให้ท่านประสบวิบากอย่างนี้
หรือตอนที่ท่านจะปรินิพาน ร่างกายของท่านเป็นไข้สูง ปกติคนเราเวลาไข้สูงก็เหมือนอย่างกับดินที่ถูกเผาร้อนมากๆ จนแห้งกรอบ ทำให้ธาตุขันธ์ของท่านกระหายน้ำ ท่านตรัสให้พระอานนท์เอาบาตรไปตักน้ำมา น้ำขุ่นเพราะเกวียนประมาณ 500 เพิ่งผ่านไป พระอานนท์ก็ไม่ตัก กราบทูลเชิญให้เสด็จต่อไปยังกุกธานที พระพุทธเจ้าก็ตรัสซ้ำว่า ตักมาเถอะอานนท์ อันนี้เป็นบุพกรรมของเราเองพระอานนท์กลับไปตักก็ได้น้ำใส
ท่านเล่าให้ฟังว่าสมัยหนึ่งท่านเป็นพ่อค้าวัวต่างๆ มีวัวลากเกวียนบรรทุกของไปขาย ครั้งหนึ่งกลับจวนจะถึงบ้านอยู่แล้ว วัวเกิดกระหายน้ำมาก เกวียนของท่านตามหลังเกวียนของพ่อค้าคนอื่นๆ มา รอยเท้าที่เกวียนเหล่านั้นย่ำผ่านน้ำไปทำให้น้ำขุ่น ด้วยความที่ท่านหวังดีต่อวัว เห็นว่าจะถึงบ้านอยู่แล้ว จะไปหยุดกินน้ำขุ่นๆ ทำไม กลับไปกินน้ำที่บ้านเราดีกว่า ท่านไม่ทราบความกระหายของวัว เลยไม่หยุดให้วัวกินน้ำกลับไปจนถึงบ้านจึงเอาน้ำให้กิน แต่วัวไม่เข้าใจนึกน้อยใจว่า ดูสินะเราซื่อสัตย์สุจริตอดทน ทำงานสารพัดให้เขา ขนสินค้าไปขายเขาได้กำไรร่ำรวยสุขสบายดีขึ้นสารพัด แค่เพียงเราหิวน้ำจะขาดใจตาย เจาจะหยุดสักนิดให้เรากินก็ไม่มี ด้วยบุพกรรมที่ทำให้วัวเสียใจน้อยใจตอนที่ท่านประชวรไข้สูงกระหายน้ำ น้ำก็ขุ่น เป็นอย่างนี้
พระพุทธเจ้าทรงมีปัญญาญาณ เพราะชำระขจัดอวิชชาออกไปจากพระทัยท่านจนกระทั่งพระจิตกลายเป็นพุทธะทั้งดวง ตื่น รู้ เบิกบาน สามารถเห็นทะลุปรุโปร่งไปหมดว่าตรงไหนเป็นอะไร ใจสิ้นความสงสัย เห็นแต่ทางตรงที่เป็นทางรอดปลอดภัยถูกต้อง
แต่อย่างพวกเรายังไม่เจอทางนั้น เพราะใจของเราเวลาที่ตั้งสติกำหนดอยู่ พุทธะก็ฉายแสงออกมา แต่พอเผลอ สติกระพริบเหมือนอย่างกับไฟสลับ กระพริบ เมฆหมอกอวิชชาอุปาทานก็เข้ามาบังโดยที่เราไม่ทันรู้ เหมือนแสงไฟกระพริบอยู่ตลอดเวลา เราก็ว่ามันเปิดสว่างต่อเนื่องกันเห็นไหม
สติของเรา ความไวความคมของเราสัมผัสได้เพียงชั้นหยาบๆ เท่านั้นเอง เราก็เลยไม่รู้ว่า ตรงไหนที่หลุดเข้าแพร่งสมุทัยไปแล้ว ตรงไหนที่ยังรักษาตัวรอดอยู่บนมรรค เราต้องรอจนกระทั่งผลวิบากของการกระทำของเรากลับมาสนองแล้ว อันนั้นแหละอ๋อ…เราเผลอไปแล้วนะ เราก็ไม่ต้องเสียใจ ไม่ต้องโทษซ้ายป่ายขวา
เราต้องเรียนรู้จากความผิด ผิดครั้งที่ 1 เป็นครู ให้ผิดครั้งที่ 1 เพียงครั้งเดียวแล้วจดจำไว้ เพราะถ้าเผลอให้มีผิดครั้งที่ 2 ก็จะมีต่อไปอีกเป็น 3, 4 แล้วก็ถึงครั้งที่นับครั้งไม่ได้ กลายเป็นอาจิณกรรม แพร่งตรงนี้แหละที่เราจะต้องระวังให้จงหนัก
ท่านอาจารย์ดุดิฉันว่า พระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ท่านเห็นอย่างนี้แล้วท่านเด็ดเดี่ยวกับองค์ท่านเอง ผิดครั้งแรกครั้งเดียวเป็นครู แล้วต้องหลาบจำ ถ้าจะเผลอผิดเป็นครั้งที่ 2 ยอมตาย ยอมตายแต่จะไม่ยอมทำผิดซ้ำเป็นครั้งที่ 2 เพราะจะติดเป็นอุปนิสัยเป็นอาจิณกรรม ส่วนพวกเรานี้ โอ้ย...จำ....จำ จะไม่ทำแล้ว แต่ยังไม่ทันข้ามวันเลยก็กลิ้งผิดไปอีกเพราะสติไม่มี
ทีนี้พอทำผิดซ้ำอีก แทนที่เราจะลงโทษตัวเอง หรือทำอะไรให้เด็ดขาดเรากลับเข้าข้างตัวเอง ก็มันผิดไปแล้วจะให้ทำอย่างไร เหมือนตัวดิฉัน ตอนเข้าไปปฏิบัติก็ตั้งในใจว่า เราผิดครั้งแรกครั้งเดียวแล้วจะหลาบจำ ระหว่างเดินจงกรมสลับกันทำอะไร ๆ ไป ก็ได้เห็นความไม่ได้เรื่องของตัวเอง ยกตัวอย่าง วันหนึ่งที่วัดร้อนจัดมากก็ตั้งใจว่า วันนี้ร้อนก็จะรู้ว่าร้อน ก็จะดูว่าร้อน ดูเฉย ๆ หัดทำใจให้รู้สึกแต่ว่ารู้ ตอนแรกเดินจงกรมร้อนก็รู้ว่าร้อน สักแต่ว่าร้อน หนักเข้ามา มันมารูปใหม่ โอ๊ย...เมื่อยขาแล้วก็ร่างกายนี้มันก้อนทุกข์ ก็ต้องเอาอิริยาบถไปบดบังไว้ เราปฏิบัติใจ ส่วนร่างกายก็ต้องมีอิริยาบถ พระพุทธเจ้ายังประทานอนุญาตให้อิริยาบถทั้งสี่สม่ำเสมอกัน เราไปนั่งสักหน่อยเถิด เพราะเราก็ยังเอาสติดูใจของเราไว้ เรื่องของกายก็เป็นเรื่องของกาย
กิเลสเริ่มต้นยุให้รำตำให้รั่ว เราก็ว่าเรารู้เท่าทัน ตกลงก็เดินไปนั่ง ดูใจสงบดีอยู่ วิบเดียวแหละ ไม่รู้กิเลสมันทะลุทะลวงรั้วของเราแต่เมื่อไร จัดแจงกระซิบ ไปอาบน้ำเสียก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรนี่นา เราก็ไม่ได้ทำอะไร ตอนนี้ก็ไม่มีใครใช้ห้องน้ำ ก็ไม่ได้ไปแย่งใครหรือไปทำให้ใครเดือดร้อน แล้วกิเลสก็ยังสอนว่า เดินไปอย่างมีสติ ดูใจไป ก็ภาคภูมิใจเหลือเกิน ยังไม่รู้ตัวว่า อวิชชา คือ ความผ่องใสอย่างยิ่ง เป็นอย่างนี้ มีความรู้สึกว่ายังไม่ได้พลาดพลั้งต่อกิเลสเลย ก็เข้าไปอาบน้ำ มีความรื่นเริงบรรเทิงใจมาก กำหนดอยู่ว่าน้ำถูกตัวนะ ฟอกสบู่นะจนเสร็จถึงได้สติว่า อ้าว... ไหนว่าจะรู้ว่าร้อนก็สักแต่ว่าร้อนไงจะไม่ไปทำอะไรให้มันหายร้อน นี่ปรากฏว่าเสร็จมันเข้าไปแล้ว อาบน้ำจนเรียบร้อยแล้ว ยังเคราะห์ดีมิใช่ว่าเสร็จออกไปเดินจงกรมแล้วบอกตัวเองว่า เราแน่จริงวันนี้ ก็ตกหลุมกิเลสไปอีกตามเคย
พอตกหลุมไปแล้วก็รู้ตัวว่าเป็นคนใจร้อนขี้โมโห เพราะฉะนั้นจะต้องไม่หงุดหงิดเมื่อพลาดไปแล้วก็ให้แล้วไปเถอะ ก็หาแยบคายอุบายมาปลอบใจตัวเองว่า ช่างมันเถอะ เรื่องแล้วไปแล้ว แต่ขอให้จดจำใส่ใจไว้ว่าความผิดครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก ต้องให้ผิดครั้งเดียวเป็นครู ดูซิเผลอสติกระพริบตาเดียว เอ็มไพร์สเตทพังไปทั้งตึกแล้ว คือ ปรับไหมตัวเองว่า ความเผลอครั้งนี้ร้ายแรงเท่ากับเราถล่มตึกระฟ้าทั้งตึก
ท่านอาจารย์เคยเปรยเสมอว่า อาจารย์เป็นคนยากจน อาจารย์ก็ต้องเจียมตัว ตรงไหนที่รู้ว่าจะทำให้เป็นที่ผิดที่บกพร่อง เป็นอกุศล อาจารย์ก็ระวังตัวเองไม่เหมือนศิษย์ ศิษย์ร่ำรวย แท้ที่จริงเราไม่ใช่คนร่ำรวย แต่ทำอย่างไรได้ ตกกระไดแล้วก็ต้องพลอยโจน จะไปคร่ำครวญหรือก็กระไรอยู่ จะไปอธิษฐานว่าผิดครั้งนี้ยอมตาย น่ากลัวจะตายเปล่า อย่างน้อยก็ต้องมีสังขารเอาไว้เป็นเรือแพ ถ้าไม่มีกายอันนี้เราจะทำอย่างไรถึงได้เห็นตะกอนในใจล่ะ กิเลสอีกล่ะค่ะมันบอก
เราก็เออ ตึกระฟ้าพังไปแล้วก็ให้พังไป จะมานั่งเสียใจอะไร อย่ามัวแต่ไปคร่ำครวญถึงอดีต กิเลสบอก ช่างหัวมัน พังเป็นพัง เราลูกกำนัน ไม่เป็นไรสร้างเอาใหม่ เรามาตั้งต้นเราใหม่ ประเดี๋ยวมันก็มีเรื่องมาอีกล่ะค่ะ เราก็...เราคนจริง อยู่กับปัจจุบัน ตึกระฟ้าพังอีกตึกก็ช่างมัน เราขวนขวายให้มากขึ้นก็แล้วกัน
ตกค่ำ ท่านอาจารย์ลงมาเทศน์เพราะเห็นแล้วว่าไอ้นี่ถูกกิเลสคาบไปแล่วก็ยังไม่รู้ว่าถูกคาบ ท่านอาจารย์ว่าเมื่อไหร่จะเอาจริงเอาจังเสียทีล่ะ เราก็งง กราบเรียนท่านว่าวันนี้ทั้งวันเอาจริงนะเจ้าคะ ไม่ได้เล่นเลย เฝ้าดูใจตัวเองอยู่ไม่ให้กิเลสมาพาให้เผลอเพลินไปเลย ท่านประท้วงว่า เหรอ อาจารย์ก็นั่งมองอยู่นะ เห็นว่ากิเลสมันงับหมอกกลืนลงไปจนเหลือแต่หัวแม่เท้ากระดิกอยู่รำไร ๆ แล้วหนา
ดิฉันก็มองท่าน เออ...อะไรกันนะท่านอาจารย์หรอกเด็กไม่สำเร็จหรอก เพราะดิฉันว่า ดิฉันยังมีสติรู้เท่าทันกิเลสอยู่นะ
ดิฉันก็กราบเรียนท่านว่า อะไรกันเจ้าคะท่านอาจารย์ ดิฉันนั่งจ้องกิเลสอยู่เนี่ยมันยังไม่ได้กระดิกไปไหนนะ แม้ว่าดิฉันจะยังฆ่ามันไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้ปล่อยให้มันคลาดสายตาไป นี่ก็กำลังนั่งขึงตามองกิเลสอยู่
ท่านหัวร่อตามแบบของท่าน แล้วก็บอก เฮ้อ... อาจารย์ก็เวทนาคนเคยรู้จักกัน เห็นว่าจะเอาตัวไม่รอด เพราะหลุดเข้าไปจนกระทั่งเหลือแต่หัวแม่เท้ากระดิกอยู่ไหว ๆ อยู่นิด ๆ แล้ว อาจารย์ช่วยดึงให้ออกมาก็ไม่ยอมเชื่ออีก ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร ตัวใครตัวมันนะ ใครขยันทำมาหากินก็มีทุนรอน ใครประมาทขาดสติไปทุกข์ยากลำบาก อาจารย์ก็ไม่รู้ด้วยนะ
เราก็เอ...อย่างไรกันนะ แต่ตอนนั้นเชื่อว่า เราก็ทำงานทำการของเราอยู่บนมรรคแท้ ๆ ท่านอาจารย์ก็เกินเหตุเกินผล หลอกให้เราเกิดนิวรณ์ขึ้นอีกแล้ว พอท่านอาจารย์กลับไป เราเดินจงกรม ค่อย ๆ คิดทบทวน ก็ค่อย ๆ เห็นว่าแพร่งนั้นก็หลุดเข้าสมุทัย แพร่งนี้ก็หลุดเข้าสมุทัย จนเดี๋ยวนี้ก็ยังอยู่ในสมุทัย ไม่ได้อยู่บนมรรคแต่สำคัญตนผิดแล้วยังไปเพ่งโทษท่านอาจารย์อีกว่า ศิษย์นี้อยู่บนมรรคมาตลอดตั้งแต่เช้าเชียวนะ ท่านอาจารย์ไปดูใคร แล้วมาปรับไหมผิดตัว
เวลาที่สติของเราไม่แหลมไม่คม มีคนมาเตือนให้ท่านเอาขุมทรัพย์มาให้ก็ยังไปก่ออกุศลกล่าวร้ายท่านอีก ท่านอาจารย์ทำเกินเหตุเกินผล น่ากลัวจะต้องพิจารณาย้ายสำนักเสียแล้ว เวลาที่เราไม่รู้เท่าทันกิเลสมันเป็นอย่างนี้
สติของเราค่อย ๆ เห็นทัน รู้จักอับอาย เสียใจกับความไม่ได้เรื่องของตัวเอง ท่านอาจารย์ก็รู้ว่า ศิษย์เขยื้อนมาแพร่งที่ถูกแล้ว ท่านก็คอยมาให้กำลังใจ วันหนึ่งสติค่อยคมขึ้น ตั้งแต่เช้ามาไม่ว่าจะคิดอะไรไม่มีถูกสักเรื่องหนึ่ง เพราะเห็นเท่าทันหมดว่าอวิชชา คือ ความผ่องใสอย่างยิ่ง มันอย่างยิ่งอย่างนี้นะ คือสติหลุดตามมันไปแล้วเรายังไม่รู้เลย
(ต่อหน้า 2)
|
|
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Saturday, 17 May 2008 )
|