|
พญ.อมรา มลิลา
|
|
หน้า 1 จาก 3

หลักใจสำหรับผู้ป่วยสิ้นหวัง
พญ. อมรา มลิลา
บรรยาย ณ ห้องประชุมจงจินต์ ชมรมพุทธธรรม รพ.รามาธิบดี
วันที่ ๑๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๘

ท่านอาจารย์และท่านผู้สนใจ
หลายท่านอาจนึกว่า เรื่องที่เราจะพูดกันวันนี้ห่างไกลตัวมาก แต่จากความจริงที่ประจักษ์ ความเจ็บและความตายเป็นสิ่งที่กำหนดกันไม่ได้ บางท่านกำลังแข็งแรง หนุ่มฉกรรจ์ ขับรถไปประสบอุบัติเหตุ กลายเป็นผู้พิการ ช่วยตัวเองไม่ได้ บางท่านเกิดเป็นมะเร็งในวัยที่ไม่คาดคิด แม้จะรักษาอย่างไร ๆ มะเร็งก็ลุกลาม ไม่หยุดยั้ง จนถึงแก่ความตายในที่สุด
จากการได้เห็นอย่างนี้ ทำให้คิดว่า ทำอย่างไรจึงจะเตรียมชีวิตของเรา หรือในช่วงที่เริ่มรู้ว่าเราเข้าที่คับขัน เวลาที่เหลืออยู่อย่างจำกัดนั้น จะใช้ให้เป็นสาระประโยชน์อย่างที่สุดอย่างไรบ้าง
ประการแรก ทุกคนพอเจ็บป่วย จะมีความหวาดกลัว ต้องการให้หมอบอกว่า เราเป็นอะไร จะตายหรือจะหาย ซึ่งหมอคนไหนคนไหนก็บอกไม่ได้ทั้งนั้น และถ้าคนไข้เอาใจไปมัวครุ่นคิดแต่ว่าจะหายหรือจะตาย เลยไม่มีจิตใจเหลืออยู่เพื่อทำชีวิตที่เป็นอยู่ให้สงบสุขได้
ทำอย่างไรหมอหรือผู้ใกล้ชิดจึงจะเบนความสนใจของคนไข้ออกจากตรงนั้นได้
จากกรรมวิธีที่ตัวเองใช้และได้ผลก็คือ เริ่มต้นคุยกับคนไข้ก่อน ปูทางให้เห็นว่าทุกคนต้องตายทั้งนั้น ถึงไม่เจ็บก็อาจนอนหลับไปแล้วไม่ตื่นขึ้นมาอีกก็ได้ หรือคุณลุงดิฉันท่านเป็นมะเร็งที่ตับ คุณหมอตรวจแล้วบอกลูกหลานว่า ถ้าดูแลดี ๆ ก็อาจอยู่ไปได้อีกสักปีหรือสองปี แต่ถ้ามีอะไรแทรกซ้อนหรือกระทบกระเทือนใจก็อาจเร็วกว่านั้น ลูกหลานก็ทำใจไม่ได้ มัวเกี่ยงงอนกันว่าเวลาสั้นเกินไป แต่ความเป็นจริงคุณลุงเจ็บไปได้ยังไม่ถึงสองเดือน ท่านเกิดเป็นปอดบวมและตายด้วยโรคปอดบวม ดิฉันก็เล่าเรื่องนี้ให้คนไข้หลายคนฟัง จะอยากรู้ไปทำไมว่าการเจ็บป่วยครั้งนี้มันเจ็บป่วยด้วยอะไรกันแน่ เพราะเห็นไหม ทั้งที่ลุงดิฉันเป็นมะเร็ง กลับตายปุบปับด้วยปอดบวม หรือตัวดิฉันมาเยี่ยมคุณอยู่นี่ พอลากลับออกไปอาจถูกรถชนตาย แต่ตัวคุณซึ่งกังวลว่าจะตาย กลับยังมีชีวิตอยู่ก็ได้
เรื่องทำนองนี้ ที่จะทำให้เขายอมรับความจริงว่า การตายไม่จำเป็นต้องเจ็บเสียก่อนถึงจะตาย แข็งแรงอยู่อย่างนี้อาจมีเหตุปัจจุบันอะไรมาทำให้ตายก็ได้ ให้ใจของเขาคลายกังวล ยอมรับว่าความตายเป็นเรื่องสามัญ
ท่านอาจารย์สิงห์ทองเคยบอกว่า คนเราทุกคนพอคลอดจากท้องแม่ ร้องแว้แรก ก็เอาป้ายตัดสินประหารชีวิตห้อยคอมาด้วยแล้ว มีอะไรบ้างที่มีชีวิตในโลกนี้เกิดมาแล้วไม่ตาย เมื่อความจริงเป็นเช่นนี้ มันก็เหมือนกับว่า พวกเราทุกคน พอหายใจเฮือกแรก ก็รับป้ายตัดสินประหารชีวิตแขวนคอมาพร้อมแต่เขาจะเอาไปเข้าหลักประหารเมื่อไหร่เรารู้ไม่ได้ แล้วเราจะเดือดร้อนไปทำไม
เมื่อคนไข้ยอมรับสัจธรรมข้อนี้แล้ว ท่านอาจารย์สอนให้รู้ไว้ว่า ความเจ็บป่วยเป็นโชค เพราะทำให้เรามีโอกาสได้ลงสนามซ้อม เพื่อเตรียมตัว ถ้ายิ่งเราได้เจ็บป่วยหลายครั้ง เจ็บแล้วหาย เจ็บแล้วหาย ยิ่งดี ได้ซ้อมจนช่ำชอง เพราะบางคนไม่มีโอกาสได้ซ้อม พอเจ็บครั้งแรกก็ตายเลย อย่างนั้นอาจเสียท่า ปรับตัวไม่ทัน แต่เราโชคดี ได้เจ็บและได้ซ้อม เพราะฉะนั้น แทนที่จะไปห่วงว่า เจ็บนี่น่ะ มันจะหาย มันจะตาย มันจะเป็นอย่างไร อย่าไปสนใจ ความเจ็บเป็นเพียงแบบฝึกหัด ให้เราดูใจเราว่าพร้อมที่จะลงสนามรบครั้งสุดท้ายหรือยัง เราจะได้เก็บข้อมูลว่าตรงไหนที่ยังบกพร่อง คราวหน้าจะได้วางแผนให้รัดกุมกว่านี้
สิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหามาก คือ เวทนา ความเจ็บปวด ถ้าคนไข้เป็นมะเร็ง ความเจ็บปวดจะเป็นเรื่องใหญ่ ที่คนไข้ประท้วงว่า มันดูใจไม่ไหวเพราะเห็นแต่ปวดท่าเดียว เราก็ปลอบว่า ตรงนี้แหละสำคัญที่สุด ถ้าเราไปยึดว่าความปวดเป็นตัวเราแล้วละก็ ใจจะจมมิดอยู่ในความปวดจนไม่มีทางช่วยตัวเองได้ เพราะ เวลาที่ใจจะเปลี่ยนภพ มันก็เหมือนเรากำลังออกเดินทาง ถ้าเราออกเดินทางเวลาโพล้เพล้ จะสว่างก็ไม่สว่าง จะมืดก็ไม่มืด มองอะไรก็ไม่ถนัด ยิ่งใจของเราตื่นกลัวหวาดหวั่น มันก็เหมือนฝนตั้งเค้าทะมึน มีลมพายุ ดีไม่ดีมีทั้งฟ้าแลบ ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า และฝนกระหนำลงมาจนเราเปียกปอน ลื่นล้มลงไปในหลุม ในร่องที่มองไม่เห็น แข้งขาหัก เดินต่อไปไม่ได้
เมื่อจะเดินทาง อย่างน้อยที่สุด ต้องมีไฟฉายคือสติปัญญาอยู่กับใจ ให้เราเห็นหนทาง ถ้าเตรียมสติปัญญาของเราพรักพร้อม ก็เหมือนเราออกเดินทางเวลาที่ท้องฟ้าแจ่มใส มองเห็นทางชัดเจน ถ้ามีเสบียงกรังมากกว่านั้น ก็เหมือนกับว่าเราไปพบถนนราบเรียบ ไม่อยากนั้นหนทางอาจขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ หรือหลงเข้าไปในป่าดงพงพีแล้วหาทางออกไม่ถูก
อะไรเล่าที่จะเป็นเสบียงกรังเหล่านี้
การอบรมใจ หรือที่เรียกว่าภาวนา ถ้าเราตั้งสติให้อยู่กับใจไม่ได้ ต่อให้มีมีด มีพร้า มีครบหมดทุกอันในเป้หลัง พอถึงเวลาจะใช้ หยิบไม่ทัน หาไม่ได้ แบกไปหนักเปล่า ๆ ทำอะไรไม่ได้ทั้งนั้น หลายท่านที่เคยปฏิบัติ เคยรู้ธรรมข้อนั้น ข้อนี้ ข้อโน้น แต่เวลาจวนตัว ชักออกมาใช้ไม่ทัน คนบางคนรู้หมด ความโกรธไม่ดีอย่างโน้นอย่างนี้ ต้องแก้ด้วยเมตตา พูดได้ทุกอย่าง แต่เวลาตัวเองโกรธเข้าจริง ๆ เปรี้ยงออกไปแล้ว ถ้ามีปืนอยู่ตรงนั้นก็ยิงไปเลย
นี่ก็เหมือนกัน เรารู้ว่าความเจ็บปวดต้องกำหนดแยกจากกาย แต่พอเจ็บปวดเข้าจริง ๆ สติตั้งไม่ได้ มันก็แยกความเจ็บปวดไม่ออก มันไม่เอาอะไรทั้งนั้น ใจไปคลุกอยู่แต่ตรงปวดนั่น เราก็ให้กำลังใจเขา ให้ลองซ้อมก่อน การจะซ้อมให้ได้ผล ก็ต้องเริ่มซ้อมตั้งแต่ยังไม่เจ็บปวด หรือเจ็บปวดน้อย ๆ ก่อน! เพราะถึงเจ็บเป็นมะเร็ง หรือเป็นอะไรก็ตาม ทุกขเวทนาก็ไม่หนักต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา มันจะมีขณะที่รู้สึกสบาย พอทนได้แทรกเข้ามา
ตรงที่สบายนี่แหละ ให้เขาลองฝึกสติ นั่งไม่ได้ นอนก็ได้ โดยมุ่งกำหนดสติให้อยู่กับใจ
การกำหนดสติให้อยู่กับใจ สำหรับผู้ไม่เคยเป็นของยากว่าจะกำหนดอย่างไร ถ้าคนไข้กำลังให้น้ำเกลือ เราก็ให้เขามองกระเปาะที่น้ำเกลือหยดลงมา เปรียบกระเปาะเป็นเหมือนใจของเขา คำบริกรรม”พุท-โธ” ที่เอาสติไปกำหนดเป็นเหมือนหยดน้ำเกลือ เมื่อกำหนดคำบริกรรมแต่ละคำหยดลงไปในใจ มันจะเข้าไปชะล้างจิตใจที่กำลังทุกข์ หวั่นกังวลด้วยความเจ็บปวด ให้คลี่คลาย เบาบางลง ตั้งสติให้แน่วแน่ไว้ที่ตรงหยดน้ำเกลือก็ได้
เมื่อน้ำเกลือหยดหนึ่งหยด กำหนด “พุธ” หยดถัดไป “โธ” กำหนด พุท-โธ พุท-โธ ต่อเนื่องกันอยู่ดังนี้ เมื่อสติมีที่หมายชัดแจ้ง ใจก็จดจ่ออยู่แต่กับหยดน้ำเกลือ ไม่แวบปลิวไปที่ไหนเสีย
ถ้าไม่มีน้ำเกลือ เรากำหนดที่ตรงไหนก็ได้ เป็นต้นว่าให้เพ่งเข้าไปในตัวของเขาเอง สมมุติว่าตรงกึ่งกลางอกเป็นที่ซึ่งใจเขาอยู่ ก็เอาสติไปกำหนดไว้ที่ตรงนั้น หรือกำหนดไว้ที่กะบังลม ตรงที่เขาหายใจเข้าไปจนสุด และกำหนดพุท-โธ ตามจังหวะที่ลมหายใจเข้า หายใจออกกระทบ ถ้ากำหนดได้ เขาจะรู้สึกใจสบาย ความเจ็บปวดค่อยคลายไป
คนไข้หลายราย ขณะมีกำลังใจ จะเอายาแก้ปวดวางไว้ก่อน แล้วกำหนดสติ ทำสมาธิ บางครั้งทำแล้วไม่ต้องใช้ยาแก้ปวด ผลที่ประจักษ์กับตนเอง ทำให้มีกำลังใจขึ้นมาก ถ้าเขาทำอยู่สม่ำเสมอ จนกระทั่งใจสงบลงรวมเป้นสมาธิ บางคนลงรวมจนรู้สึกร่างกายเบาหายไปหมด เหลือแต่ตัว “รู้” เฉย ๆ โปร่งโล่ง
ถ้าได้สัมผัสจุดนี้ เราก็อธิบายให้เขาเห็นว่านี่อย่างไร ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่ากายของเราเป็นสมมติ ประกอบขึ้นจากธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ ซึ่งมีธรรมชาติแปรปรวน เปลี่ยนแปลง เหมือนสิ่งทั้งหลายในโลกที่เราเห็น เช่น อาคารบ้านเรือนก็เก่า แตกร้าว พังไป ต้นไม้ เมื่อถึงวาระก็ยืนต้นตาย สิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ไม่ว่าพืช สัตว์ หรือ คน ที่เราเห็น รวมทั้งปู่ ย่า ตา ยาย ก็แก่ ก็ตายไปทั้งสิ้น
ก้อนร่างกายของเราก็เช่นกัน วันหนึ่งก็จะแปรปรวนไปอย่างนั้น แต่ใจซึ่งเป็นธาตุรู้ เป็นพลัง อมตธาตุ ไม่ได้ตายตามไปด้วย ภาวะสมาธิทำให้ประจักษ์กับใจของเขาเองแล้วว่า ธาตุรู้ และ ดิน น้ำ ลม ไ ฟ เป็นคนละส่วน คนละอันกัน ธาตุรู้ที่เป็นอมตธาตุ ไม่ตาย คง”รู้”อยู่ เช่นที่เขาเป็นขณะจิตรวม เมื่อเห็นชัดอย่างนี้ เขาก็เกิดความเชื่อ แน่ใจ มั่นใจว่า เวลาเปลี่ยนภพเปลี่ยนภูมิ กายกับใจแยกกันอย่างนี้เอง ถ้ามีสติกระชับอยู่กับใจ
แต่ถ้าตั้งสติไม่ดี อุปาทาน ความยึดมั่นถือรั้นผิด ๆ จะเป็นกาววิเศษ ที่ผนึกธาตุรู้ซึ่งเป็นใจ เข้าไว้กับกายซึ่งมาจาก ดิน น้ำ ลม ไฟ แล้วก็ชักเย่อกัน ขลุกขลักทุลักทุเล ยิ่งมีเวทนาเข้าไปผสมโรงด้วย ทำให้ยิ่งแยกไม่ออก แล้วยังทุรนทุรายอีกด้วย ถ้าเป็นอย่างนั้น หนทางก็มืดมิด ถนนที่ใครชี้บอกว่ามีอยู่ก็มองไม่เห็น ดิ้นรนจนตกลงไปในปลักโคลนตม ดีไม่ดีแข้งขาหัก เดินต่อไปไม่ได้
เพราะเหตุอย่างนี้แหละ เราจึงต้องเตรียมตัวไว้ให้พร้อมที่จะลงสนามรบได้ทุกขณะ ถ้ามีหลักใจ เชื่อมั่นว่าใจไม่ได้ติด เกี่ยวพันกับ ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่แปรปรวน เปรียบเหมือนเรานั่งอยู่ในบ้านที่ปลวกขึ้น จนจะพังมิพังแหล่ แต่ตัวเราไม่ได้ถูกปลวกกัดกิน ไม่ชำรุดทรุดโทรมไปด้วย เมื่อเห็นว่าบ้านอยู่ต่อไปไม่ไหวแล้ว พังแน่ ๆ เราก็เดินออกประตู ทิ้งบ้านไป
ตัวเราก็เหมือนกัน ถ้าเห็นว่าก้อนดิน น้ำ ลม ไฟ อันนี้แปรปรวนเกินการเยียวยาแก้ไขแล้ว กลายเป็นภาระอันหนักแม้กระทั่งจะหายใจเข้าทีหนึ่ง ออกทีหนึ่ง ก็เหน็ดเหนื่อยเสียจนกระทั่งไม่มีแรงจะหายใจแล้ว เราก็ปล่อยให้เป็นไปตามสภาพของมัน จดจ่อดูธาตุรู้ เอาสติกุมมันไว้ให้ดี แยกไว้ต่างอันต่างไป
ถ้าหลักอันนี้แน่วแน่น มั่นคง เวลาที่จะไป เวลาวิกฤตใจจะไม่ทุรนทุราย มีสติอยู่รักษาใจ เมื่อตั้งสติได้อย่างนี้ ใจที่มีสติรักษา มีปัญญาแนะสอน ย่อมเป็นไปตามเหตุปัจจัยของมัน เพราะสิ่งไรก็ตามที่เรามีสะสมอยู่ บุญหรือบาป จะเป็นเสบียงกรังนำเราไปสู่ถิ่นที่เหมาะที่ควร
ปัญหาที่หลายคนชอบถาม คือ มีผู้เฒ่าผู้แก่สอนว่าเวลาจะตายให้คนมาบอกทาง ให้เรานึกถึงแต่คุณงามความดี นึกถึงแต่บุญกุศล นั่นคือการพูดตามทฤษฎี ใครก็พูดได้ แต่ใจของคนเราเป็นของสลับซับซ้อน แปลกประหลาดมหัศจรรย์ทั้ง ๆ ที่พระมาสวดพุทธมนต์เต็มห้อง หรือคนที่รักกุมมือเรา ให้กำลังใจอยู่ สัญญาความจำเก่า ๆ ก็ยังแซงเข้ามาในมโนทวารทำให้ไปนึกถึงเรื่องที่ตัวเองซ่อนเร้น ปกปิด พยายามลืม แล้วความคิดนั้นก็เข้ามาจับใจของเราเอาไว้ เหนี่ยวนำให้ไปยึดติดอยู่ในโลกของความนึกคิด จนไม่รับรู้ความจริง
เพราะฉะนั้น ทฤษฎีก็มีได้ พูดไปต่าง ๆ นานา แต่ถ้าไม่ฝึกซ้อม ไม่หัดช่วยตัวเองเอาไว้ ถ้าอารมณ์อะไรพัดเข้ามาในใจ ทำอย่างไรเราจะดับมัน ทำอย่างไรเราจะไม่ปล่อยใจให้ติดตามไปเสวยอารมณ์นั้น จนหาทางออกไม่ได้
ท่านอาจารย์เคยเล่าให้ฟังถึงแม่ชีท่านหนึ่ง บวชตั้งแต่ยังเด็ก เมื่อบวชแล้วก็ตั้งอกตั้งใจปฏิบัติอย่างดี จนใคร ๆ คาดเดาว่า เมื่อท่านตายไปคงไม่กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกแล้ว จิตของท่านคงยกภพภูมิ ไปเป็นเทวดาหรือพรหม
เมื่อท่านเข้าวัยชรา วันหนึ่ง ขณะเอาผ้านุ่งที่ซักเสร็จแล้วไปตากที่ราว เหลือบไปเห็นแมลงเล็ก ๆ เปียกน้ำตายติดอยู่ที่ผ้า คนทั่วไปพบเหตุการณ์ทำนองนี้ก็คงขออโหสิกรรมว่าไม่ตั้งใจ แล้วแผ่เมตตาให้บุญกุศลที่ได้กระทำมาช่วยให้แมลงนั้นไปสู่ภพภูมิที่ดีขึ้น และเป็นสุขเป็นสุขเถิด ก็เป็นอันแล้วกันไป
แต่แม่ชีหักใจจากแมลงตัวนี้ไม่ได้ มันมาเกาะอยู่ในอารมณ์ ทำให้ใจหมองอยู่ตลอดเวลา ประเดี๋ยว ประเดี๋ยวก็นึกถึงแต่แมลงตัวนี้ แล้วก็ท้อใจ เสียใจว่า ดูทีหรือ เราปฏิบัติมาแต่เด็ก จนกระทั่งบัดนี้ ศีลบริสุทธิ์ ระแวดระวัง ไม่เคยให้ด่างพร้อยเลย เจ้ากรรมอะไรทำให้แมลงตัวนี้เกาะติดผ้าแล้วเปียกน้ำจนตายไป จิตใจเศร้าหมอง ที่เคยภาวนาได้ก็ไม่สงบ เพราะมัวแต่นึกถึงแมลงตัวนั้นที่เป็นต้นเหตุให้ศีลด่างพร้อย
ครั้นถึงวาระที่เจ็บ จะตาย แทนที่จะกำหนดสติให้อยู่กับใจ “รู้” อยู่กับขณะปัจจุบัน ใจกลับเกิดความท้อ หม่นหมอง จนกระทั่งหมดลมไป เลยไปเกิดในอบายภูมิ
พวกลูกศิษย์ที่นั่งฟังอยู่ ประท้วงว่า… โอย… ไม่ยุติธรรมเลย ถ้าอย่างนั้นเราจะทำความดีไปทำไม… ท่านอาจารย์ตอบว่านี่อย่างไร ที่พระพุทธองค์ทรงย้ำให้อยู่กับปัจจุบัน ให้ฝึกสติเพื่อรักษาใจ “รู้” อยู่กับปัจจุบัน แต่ละขณะ แต่ละขณะ อะไรที่ผ่านเป็นอดีตไปแล้ว เหมือนรอยที่เขียนไปในน้ำ เอากลับคืนมาไม่ได้ เขียนแล้ว น้ำไหลพัดไปก็ลบหายหมด ต้องรอจนเมื่อไรผลของมันเกิดให้เราประสบเป็นปัญหา เราจึงค่อยแก้ไขในขณะนั้น ขณะนั้น แต่จะไปครุ่นนึกถึงอดีตเพื่อหมุนเอากลับมาลบแก้ ไม่ได้
ทำนองเดียวกับหว่านเมล็ดอะไรลงไปในดินแล้ว ไปขุดขึ้นมาก็ไม่เป็นเมล็ดเดิมแล้ว เพราะมันเปลี่ยนแปลง เริ่มผลิใบเลี้ยง แทงต้น เป็นอะไร ๆ ไปแล้ว การปล่อยใจให้ไปนึกติดอยู่กับอดีต ก็เป็นอันตรายอย่างนี้ หรือถ้ามัวแต่ไปนึกถึงอนาคต อยากให้เป็นอย่างนั้น อย่างนี้ แต่ไม่ลงมือหว่านไถ ไม่ทำปัจจุบันให้ดี ก็ไม่มีประโยชน์
นี่ก็เหมือนกัน ถ้าใจของคนไข้คอยไปนึกถึงแต่อดีตหรือนึกถึงแต่อนาคตอยู่เรื่อย ๆ ยิ่งกังวลว่าเวลามีน้อย ไอ้โน่นก็อยากทำ ไอ้นี่ก็อยากทำ ไอ้นั่นก็อยากทำ ใจเลยร้อนรุ่มกระสับกระส่ายไปหมด ต้องคอยเตือนเขาเอาไว้ว่า กำหนดสติ อยู่กับปัจจุบัน เพราะปัจจุบันเท่านั้นที่เป็นตัวบ่งบอกว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร
ถ้าเราทำตรงนี้ดี ก็เหมือนกับว่าเอาเมล็ดพันธ์ที่ดีหว่านลงไป พองอกเป็นต้นใบขึ้นมา ย่อมให้ดอกผลดีสมใจ ถ้าไม่เตือนอยู่อย่างนี้ อัตโนมัติของกิเลส ดึงดูดใจมนุษย์ให้หยุดคิดไม่เป็น ยิ่งป่วยไข้ เป็นกังวล ก็ยิ่งคิดมาก ยิ่งคิดก็ยิ่งฟุ้งซ่าน เพราะไม่คิดด้วยเหตุผล แต่คิดไปด้วยอารมณ์รัก อารมณ์ชัง
การคิดด้วยเหตุผล เหมือนกับไฟลุกไหม้อยู่ในถ่านหินมีลักษณะคุกรุ่น ไม่โชนออกมา คิดด้วยอารมณ์เปรียบเหมือนไฟไหม้ฟาง ลุกโพลงให้เรารู้สึกว่ามีประสิทธิภาพกว่า ยิ่งคับขัน ยิ่งกังวลเท่าไร สติก็หลวมไปจากใจเท่านั้น ความคิดเลยไหลไปตามอารมณ์ คิดห่วงลูก ห่วงงาน ห่วงล้วนสิ่งไม่เป็นสาระ ทำให้จิตใจหม่นหมอง คิดแล้วก็ทำอะไรไม่ได้ คิดแล้วก็ยิ่งกระสับกระส่ายมากขึ้น ตื่นกลัวต่อสภาพความจริงที่ตัวเองไม่มีเรี่ยวแรงจะลุกไปได้ดังใจอยาก อารมณ์ก็ยิ่งเตลิดอยากไปตรงนั้น ก็ไปไม่ไหว ขยับตัวก็เจ็บแล้ว ลุกขึ้นก็เหนื่อยแล้ว ไม่มีแรง ใจก็ยิ่งหงุดหงิดเพิ่มขึ้น
เมื่อใจหงุดหงิด ของรอบข้างที่เห็นอยู่เฉพาะหน้าก็กลายเป็นความไม่พอใจไปทั้งนั้น มีแต่อกุศลหมุนเป็นพายุอยู่ในจิตใจ ทำให้รุ่มร้อน หงุดหงิด คับข้อง วาจาก็กระฉอกว่าคนรอบข้างให้เจ็บช้ำน้ำใจ เหนื่อย ท้อแท้ที่จะพยาบาลเรา กายกรรมก็ฟาดแขน ฟาดขา ทิ้งเนื้อทิ้งตัวด้วยความไม่ได้ดังใจ ก่อแต่วิบากที่เป็นอกุศลเต็มไปหมด เหมือนกับสร้างกรงขึ้นมาล้อมกรอบ ขังตัวเอง
ถ้าใจเป็นอย่างนี้ ก็เหมือนคุณแม่ชีเมื่อกี้ แมลงตัวน้อย ๆ ตัวเดียว เกาะติดใจจนลื่นลงอบายภูมิไปได้
ท่านอาจารย์แก้ข้อกังขาของลูกศิษย์ที่ว่าไม่ยุติธรรมว่า แม้ขณะปัจจุบันเขายังรักษาใจให้เข้มแข็ง อยู่กับความจริงไม่ได้ เมื่อไปอยู่ในอบายภูมิไม่ได้ เมื่อไปอยู่ในอบายภูมิแล้ว คิดหรือว่าใจนั้นจะเกิดความเข้มแข็ง ได้คิดว่า… เออ… เราพลาดท่าไปแล้ว เพราะฉะนั้นตั้งสติให้มั่น จะได้ผ่านวิบากตรงนี้ไปได้ ใจก็คงขาดสติฟาดงวงฟาดงาเรื่อยไป พร่ำบ่นว่า ดูสิ ไม่ยุติธรรมเลยโลกนี้ เราทำความดีมาตั้งเยอะแยะแล้วยังต้องมาทุกข์ร้อนอย่างนี้ ถ้าใจมัวแต่คร่ำครวญ ทุกข์โทมนัสอยู่อย่างนั้น มันก็หมอง ไม่มีวาระที่จะเกิดสติ เกิดปัญญามาชักจูงให้เห็นหนทางที่ถูกที่ควรได้ จิตใจเวียนต่ำลง ต่ำลง ต่ำลง บุญกุศลที่มีอยู่ก็คอยอยู่อย่างนั้น แต่ไม่ได้เจอะได้เจอกัน
ท่านอาจารย์ยกตัวอย่างอีกรายหนึ่ง เป็นผู้ชาย เกิดมาก็ไม่รู้ว่าใครเป็นพ่อเป็นแม่ เติบโตขึ้นมาโดยไม่มีใครอุปการะ อะไรที่จะทำให้ตัวสามารถเลี้ยงตัวได้ก็ทำทั้งนั้น ไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษ ขอให้ตัวอิ่มมื้อหนึ่ง มีที่ซุกหัวนอนเป็นพอ วันหนึ่งไปพบพระอรหันต์เข้า ฟังท่านเทศน์ ก็เกิดความรู้สึกจับใจมองเห็นชีวิตของตนที่แล้วมา ถูกกาลเวลากินไปโดยเปล่าประโยชน์ ก็เกิดความสลดใจ ได้คิดขึ้นมาว่า ทำไมเล่า เราก็ไม่มีห่วงมีใยอะไร ตัวคนเดียว ถ้าเราไปจัดการทรัพย์สมบัติที่มีอยู่เพียงเล็กน้อยบริจาคทานไปเสีย แล้วมาขอบวชเป็นพระติดตามพระอรหันต์องค์นั้นไปประพฤติปฏิบัติ เราก็คงพอสะสมเสบียงกรังให้ตัวเอง มีความสงบผาสุขอย่างท่าน
คิดแล้ว จิตใจก็ปีติ อิ่มเอิบ ตั้งใจไปจัดการบริจาคทรัพย์สมบัติ เพื่อติดตามสมณะรูปนั้น แต่ยังไม่ทันจัดให้แล้วเสร็จก็เป็นลมปัจจุบันตายไป จิตขณะตายยังปีติอิ่มเอิบ ก็ไปอุบัติบนสวรรค์
ผู้ฟังประท้วง ทนไม่ได้…. โอย…. ถ้าเป็นอย่างนี้ละก็ เลิกทำคุณงามความดีกันเถอะ เพราะไม่รู้ว่าจิตใจจะปีติหรือหมองเมื่อไร
ท่านอาจารย์ก็ย้ำว่า รักษาใจให้อยู่กับขณะปัจจุบันสิ ปัจจุบันเท่านั้นที่มีความหมายยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด เพราะความเป็นพระพุทธเจ้าก็อุบัติขึ้นมาจากปัจจุบันขณะนี้เอง ถ้าท่านปล่อยให้อดีตมีอิทธิพลครอบงำใจอยู่ ท่านก็คงเป็นโพธิสัตว์อยู่อย่างนั้นแหละ โพธิสัตว์ยังมีบุญแบะบาปคละเคล้ากันอยู่ แม้บุญจะมีมากกว่าบาป แต่ก็ยังไม่หมดบาป ที่คอยถ่วงบัญชีให้ปิดงบดุลไม่ได้สักที
ถ้าใจอยู่กับปัจจุบัน ฝึกฝนสติ จนอารมณ์อะไรก็ตามที่กระเพื่อมขั้นมาเป็นสักแต่ว่า ท่านวางมัน และกระทำแต่สิ่งที่เป็นสาระ เป็นของจริง ของแท้ เมื่อหว่านแต่ของจริงของแท้ ผลที่งอกในอนาคตย่อมดีแท้ เป็นเสบียงใช้คุ้มตัวให้รอดปลอดภัย เหมือนกับชายผู้นั้น เมื่อไปอุบัติบนสวรรค์แล้ว ก็ยิ่งตั้งหน้าตั้งตาสะสมคุณงามความดีให้เจริญงอกงามยิ่ง ๆ ขึ้นไปจนสำเร็จเป็นอรหันต์
ถ้าร่างกายยังมีอยู่ ไม่ตาย วิบากเก่า ๆ ที่ยังมีตกค้างอยู่ ก็ตามมาให้ชดใช้ เป็นต้นว่า พระองคุลิมาล เมื่อเป็นอรหันต์แล้ว ไปทางไหนก็ถูกขว้างถูกปา ท่านก็ปล่อยไปตามสภาพ เพราะใจของท่าน “รู้” เข้าใจตามเป็นจริง อภัย อโหสิ ไม่ไปก่อกรรมใหม่ให้เกิดวิบาก เป็นภาระกดถ่วงจิตใจต่อไป ธาตุขันธ์อันนี้เคยติดหนี้อยู่ ใครจะมาทวง จะมาทุบถอง ก็ปล่อยให้เป็นไปตามเหตุปัจจัย เมื่อไรที่ธาตุขันธ์แปรปรวนแตกสลายไป ก็จบกัน จิตที่เป็นอิสระ ปลอดภัยจากการเกาะเกี่ยว ลอยตัวเป็นอโหสิกรรม เกมกันไป
(ต่อหน้า 2)
|
|
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Saturday, 17 May 2008 )
|
ขณะนี้มี 20 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
:: เว็บเพื่อนบ้าน ::