Skip to content

Narrow screen resolution Wide screen resolution Increase font size Decrease font size Default font size default color green color orange color

PDF พิมพ์ ส่งอีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 2
แย่มากดีมาก 
พญ.อมรา มลิลา
สารบัญบทความ
หินลับปัญญา
หน้า 2
หน้า 3

Image

หินลับปัญญา
(ตอนที่ 1)
อมรา มลิลา
วันที่ 16 กรกฎาคม 2534
ชมรมพุทธธรรม รามาธิบดี

Image


วันนี้เราจะคุยกันเรื่อง หินลับปัญญา ก็มีหินมาวางสำหรับให้ลับได้ทันที ปกติเราถือว่า การปฏิบัติคือการพยายามหมุนทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตให้เป็นสิ่งดีงามสำหรับเรา อย่างเช่นความผิดหวังความไม่ได้ดั่งใจ แทนที่จะมองว่าเป็นของที่มาทำร้ายเรา ก็เปลี่ยนให้มาเป็นหินลับปัญญา ให้เห็นสิ่งทั้งปวงคมชัดตามความเป็นจริงเสีย

พุทธศาสนาคืออะไร พุทธศาสนาคือคำสอนการฝึกวิธีคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล เป็นการแก้ปัญหา ไม่ใช่คิดแล้วทำร้ายตัวเอง อย่างเช่นแทนการทิ้งขยะให้เหม็นเน่า ทำให้คนอื่นทุกข์เดือดร้อน ก็เปลี่ยนขยะนั้นมาเป็นปุ๋ยหมัก ใช่ใส่ต้นไม้ ต้นไม้เราก็งอกงาม

เพราะฉะนั้นหินลับปัญญาก็คือ การหมั่นสร้างสรรค์สติปัญญาของตน ให้มีความฉับไวในการหมุนทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นขยะหรือเป็นปุ๋ยให้เกิดเป็นคุณประโยชน์ต่อตนและผู้อื่น

ทีนี้ตัวเองก็จดเอาไว้ในปฏิทินว่า วันนี้คือวันที่ 16 กรกฎาคม จะต้องมาพูดที่ชมรมพุทธธรรมรามาธิบดี ผู้เชิญก็จดไว้วันที่ 23 กรกฎาคม แล้วก็ไม่ได้ถามกันให้แน่ชัดอีกครั้งก่อนวันพูด เพราะปกติก็นัดกันทางโทรศัพท์ หรือวันนี้พูดเสร็จก็นัดสำหรับครั้งต่อไปเอาไว้เลย ก็ไม่เคยมีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้น อาจารย์ขวัญตาขึ้นมาเป็นประธาน ชมรมก็เคยนึกว่าทำไมไม่ทำจดหมายนัดเชิญเป็นหลักฐานเสีย คราวนี้เลยทำเรื่องให้เห็นว่า อย่าไปเชื่อถือที่ต่างคนต่างจด เพราะอาจจดกันคนละอย่างก็ได้ เลยไม่รู้ว่าใครเป็นฝ่ายจด เพราะอาจจดกันคนละอย่างก็ได้ เลยไม่รู้ว่าใครเป็นฝ่ายจดผิด แต่อาจารย์ขวัญตาก็เอาอันนี้เป็นหินลับปัญญา พอดิฉันโผล่เข้าไปบอกอาจารย์ว่า วันนี้เรานัดเจอกันนะ ปรากฏว่าห้องก็ปิดอยู่ อุปกรณ์อะไรไม่มีเลย เหลือเวลาอยู่สิบนาที อาจารย์ก็จัดแบ่งงานลูกทีมอย่างมีประสิทธิภาพไม่ได้มาเสียเวลาถามว่า มันเรื่องอะไรกัน ก็นัดไว้วันที่ 23 ต่างหาก ปรากฏว่าภายใน 10 นาที อุปกรณ์ทุกอย่างก็มาครบครัน รวมทั้งมีน้ำให้กินด้วย มหัศจรรย์แค่ไหน เห็นไหม หินลับปัญญาทำให้ทุกอย่างราบรื่นอย่างนี้ ไม่อย่างนั้นป่านนี้อาจจะยังยืนทะเลาะกันว่าใครเป็นคนดูวันผิดและที่ร้ายที่สุดคือดิฉันเองเชิญแขกข้างนอกให้มาฟังเต็มไปหมด คงต้องเปิดวงหน้าห้องบรรยาย 1 กลางระเบียบทางเดินนี่แหละ

ถ้าเห็นจริงตามนี้ เราจะได้ไม่ไปถือสาหาความกับเรื่องที่เกิดในชีวิต ทำไมต้องไปเอาจริงเอาจังกับมัน ไปยึดตามข้อมูลที่ได้เข้ามาครั้งแรก ตัวอย่างที่ตัวเองประทับใจที่สุดเกี่ยวกับหินลับปัญญาคือ เรื่องอเล็กซานเดอร์ เฟลมมิ่ง ค้นพบเพนนิซิลิน

เรามีความคิดว่า นักวิทยาศาสตร์ย่อมต้องมีหลักมีเกณฑ์ อะไรเกิดขึ้นต้องเป็นไปตามแบบฉบับที่ได้วางเอาไว้ ครั้นมาศึกษาเรื่องอเล็กซานเดอร์ เฟลมมิ่ง จึงบอกว่า เรายังคิดไม่ถูกต้อง เฟลมมิ่งกำลังศึกษาเรื่องของจุลินทรีย์ตัวหนึ่ง ให้ผู้ช่วยเพาะแยกเชื้อเพื่อเก็บจุลินทรีย์ตัวนี้ไปสกัดเพื่อศึกษาคุณลักษณะของมัน วันหนึ่งมาถึงห้องทดลองพบว่าจุลินทรีย์ที่เพาะไว้ตายหมด มีราสีดำ ๆ ขึ้นมาคลุมเต็ม ถ้าเฟลมมิ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เชื่อตามแบบฉบับข้างต้น ก็ต้องสืบหาว่าใครบกพร่องทำให้ราขึ้นของ ๆ เราเสียหาย เสียเวลาต้องนั่งฟูมฟักจุลินทรีย์ตัวนี้ขึ้นมาใหม่ ซึ่งอาจมีผลให้การทดลองขลุกขลัก แต่เฟลมมิ่งไมได้คิดอย่างนั้น

เฟลมมิ่งถือว่าอะไรที่เกิดขึ้นย่อมมีประโยชน์ทั้งนั้น ถ้ารู้จักหมุนหาส่วนที่เป็นประโยชน์ให้ได้ เขาถือว่า การที่อะไรไม่เป็นไปดังหวังทำให้เราได้ปรับปรุงตัวของเรา ไม่อย่างนั้นเราจะเป็นคนยึดมั่นถือมั่นไปโดยไม่รู้ตัว ถ้าตั้งใจไว้ว่าจะไปทางนี้ เกิดถนนมีป้ายบอก “ขออภัยครับ วันนี้ทางตัน” เราไปต่อไม่ถูก เลี้ยวตามลูกศรแล้วก็ไม่รู้ว่าจะหาทางไปยังที่ ๆ ตั้งใจได้อย่างไร

แต่ถ้าเรานึกไว้ว่าอะไรที่เกิดขึ้นมีคุณประโยชน์ในตัวเองทั้งนั้น เราก็จะเป็นอย่างเฟลมมิ่งคือไมได้คิดรังเกียจราตัวนี้ เราพยายามค้นคิดหาหนทางที่จะเอารามาใช้เป็นวัตถุดิบให้การทดลองดำเนินต่อไปด้วยดี ในที่สุดก็คิดขึ้นมาได้ว่าก่อนหน้านี้ไม่มีอะไรที่จะทำให้เชื้อโรคตายได้ คนไข้เบาหวานที่เกิดฝีขึ้นจะลุกลามจนเป็นฝีฝักบัว และตายได้จากพิษฝี สมัยนั้นใครเป็นโรคติดเชื้อก็ไม่มียาอะไรที่จะรักษาได้

ถ้าราตัวนี้เป็นอย่างที่คิด เป็นดังสมมติฐานของเรา เราคงค้นพบสิ่งแปลกใหม่ ที่น่าตื่นเต้นที่สุดในวงการแพทย์ เฟลมมิ่งเลยพักเรื่องจุลินทรีย์ตัวนั้นไว้ก่อน หันมาค้นคว้าราที่ได้มาโดยไม่ตั้งใจ โดยจัดการแบ่งเพาะต่อ ๆ ไปเพื่อเก็บรวบรวมรามาสกัด

จากการที่เฟลมมิ่งเอาอุบัติเหตุนี้มาเป็นหินลับปัญญา ดึงทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้มาเป็นประโยชน์จนได้ เขาเลยเป็นผู้ค้นพบเพนนิซิลิน ซึ่งเป็นต้นกำเนิดยาปฏิชีวนะและได้รับรางวัลโนเบิ้ล รางวัลโนเบิ้ลยังเป็นเรื่องรอง แต่เรื่องสำคัญคือ การค้นพบของเฟลมมิ่งทำให้ชีวิตมนุษย์พบหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญที่สุด เพราะถ้าเฟลมมิ่งไม่ค้นพบเพนนิซิลิน ทุกวันนี้เราอาจจะยังไม่มียาปฏิชีวนะตัวไหนเลยก็ได้ และเราก็จะอยู่กันอย่างหวาดกลัว เป็นแผลติดเชื้อนิดหนึ่งก็ไม่รู้จักรักษาอย่างไรแล้ว

เรื่องนี้เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า การฝึกใจนั้น ไม่จำเป็นว่าจะต้องมาปฏิบัติธรรมก่อน จึงจะฝึกให้เอาสิ่งที่ไม่ปรารถนามาเป็นหินลับปัญญาได้

เห็นจุดนี้แล้วก็มาถึงเรื่องในชีวิตประจำวันของเรา เริ่มจากเรื่องไกลตัวก่อน บางทีขึ้นรถเมล์ ไม่รู้จักกันมาก่อนเลย เราก็เอาเท้าเหยียบบันไดยังไม่ทันเต็มฝ่าเท้าเลยกระเป๋ารถบอก “ไปได้ ลูกพี่” รถกระชากจนเราแทบจะหมุนเป็นนกปีกหักร่อนหล่นลงมา ดีแต่มีใครช่วยฉุดเอาไว้ ถ้าเราไม่คิดให้เป็นหินลับปัญญา เราคงนึก “ไอ้กระเป๋าคนนี้ อย่าให้เจอกันอีกเชียวนะ จะจองเวรเอาไว้ทุกชาติ ๆ” ใจเราก็เป็นสนิมหนักอึ้งไปหมด

ลงจากรถเมล์แล้วแทนที่จะเบาเนื้อเบาตัว กลับไปแบกหามเจ้ากรรมนายเวรเพิ่มขึ้นมาคนหนึ่ง ดีไม่ดีไม่ใช่แต่กระเป๋ารถเมล์ คนขับก็กระไรเลย ซึ่งความจริงนั้นไม่มีทางหรอกที่คนขับจะมองส่องทะลุคนที่แน่นเอี้ยดมาเห็นได้ว่ายังมีผู้โดยสารคนหนึ่งยื่นหมิ่นเหม่อยู่ที่ข้างบันได ถ้าเราไม่รู้จักปรับใจว่า อะไรที่เกิดขึ้นอภัยกันเถิดนะ ชีวิตทุกวันนี้มันรีบร้อนไม่มีใครตั้งใจทำร้ายใครหรอก

ถ้าเราคิดอย่างนี้ไม่เป็น เราต้องกรอกน้ำใบบัวบกทุกวัน เพราะใจเราจะฟกช้ำดำเขียวไปหมด แล้วไปเที่ยวทะเลาะเบาะแว้ง สร้างศัตรูเพิ่มขึ้นวันละคนสองคนหรือหลาย ๆ คน ถ้าเราตั้งในใจว่า แต่นี้ต่อไปต้องหัดดูแลตัวเองให้ดี พอเอาเท้าแปะไปบนบันไดรถเมล์ต้องรีบหาที่เกาะให้รัดกุม ให้แน่ใจมั่นใจว่า จะช่วยให้ตัวเองติดอยู่บนรถเมล์ได้โดยปลอดภัย ไม่ใช่ว่าพอรถกระชากออก เราก็เสียหลักตกลงมา เคราะห์หามยามร้ายล้อรถเลยทับเรา กลายเป็นคนพิการทุพลภาพ ตายไปเลยนั้นไม่เป็นไร เพราะจบเรื่องไป

เราต้องคิดถึงทางร้ายเอาไว้ก่อน เพื่อว่าจะได้เตรียมหาวิธีช่วยตัวเองได้ เพราะถ้าคิดแต่ทางดีแล้วเกิดเหตุร้าย เราจะคิดอะไรไม่ออก แก้ปัญหาไม่ได้ ถ้าคิดในทางร้ายที่สุดเอาไว้แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นดีกว่าที่คิด เราก็...แค่นี้เอง ไม่เป็นไร...เราคิดว่าจะร้ายหลายแสน แต่นี่ร้ายแสนเดียว เอาเถอะยังไม่เป็นไร

ถ้าคอยนึกไว้อย่างนี้ รับรองชีวิตเราจะไม่มีคำว่าผิดหวัง อะไรสนุกทั้งนั้น เพราะยิ่งมีอุปสรรคมาก หินลับมีดมาก ปัญญาเรายิ่งคมขึ้นเรื่อย ๆ กับคนห่างไกลนั้นทำง่าย เพราะเราไม่เคยไปยึดไปหวังอะไรกับเขา คราวนี้มาถึงเพื่อนร่วมงาน บางทีเราอดที่จะไปโกรธหงุดหงิดกับเขาไม่ได้ เพราะโดยไม่ทันรู้ตัวเราไปหวังเอาไว้แล้ว เขาเหมือนพี่เรานะ เขาเหมือนน้องเรานะ ทีนี้เขาซึ่งไม่เคยรู้จักกับเราเลยมา ทำอะไรที่ผิดหลักเกณฑ์ของเราเข้า เราก็สะเทือนใจว่าทำไมเขามาทำร้ายใจเราอย่างนั้น แท้ที่จริงเขาไม่ได้ทำร้าย แต่เราไปยึดผิดเห็นผิดเอาไว้เอง พอเป็นอย่างนี้เราจะได้เตือนตัวเองว่า เราเผลอไปยึดเขาเอาไว้อีกแล้ว แต่นี้ต่อไปต้องตั้งความคิดของเราให้เที่ยงตรง

ตอนที่เข้าวัดท่านอาจารย์สอนเอาไว้ว่า เวลารู้จักใครให้เริ่มต้นที่ศูนย์ ตัวเองแปลคำพูดของท่านไม่ถูกต้อง ไปนึกค่อนว่าท่านอาจารย์ ทำไมพระพุทธเจ้าสอนให้ชาวพุทธใจดำ เจอกันปุ๊บให้ตั้งในใจเอาไว้ที่ศูนย์ ตกลงไม่มีน้ำใจไม่มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกันเลย เพราะว่าศูนย์ก็แสดงว่าใครก็ไม่รู้ แขกแปลกหน้า

ความจริงท่านอาจารย์ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ท่านหมายความว่า ถ้าเราไปตั้งต้นเอาไว้ที่ 10 20 50 100 เราเอาอุปาทานในใจของเราไปวาดไประบายสีเข้าแล้ว พอเห็นเขาก็คิดไปว่าเขาต้องเป็นคนดี แหม! หน้าตาเขาเวลายิ้มแล้วโลกนี้สว่างไปหมด เราก็ไประบายสีไว้แล้ว ไปหวังว่าเขาต้องเป็นอย่างที่เราคิด เราก็ต้องผิดหวังเพราะความจริงเขายังไม่รู้เลยว่าเขาเป็นอย่างไร เพียงเห็นแค่ยิ้มของเขา เราไปปรุงต่อเรียบร้อยแล้วกลายเป็นคนอีกคนหนึ่ง

เมื่ออยู่กันไป เขาก็เป็นตัวของเขาตามธรรมชาติ แต่ผิดกับที่เราวาดเอาไว้ แทนที่เราจะย้อนมานึกว่าเราไปดูเขาผิด ต้องแก้ไขความคิดนั้นให้ถูกต้องเสีย เรากลับไปตัดพ้อต่อว่า “ดูซิหน้าตาก็ใส ๆ ไม่นึกเลยว่าจะใจร้าย พูดขึ้นมาคำหนึ่งก็ทิ่มแทงหัวใจเราจนกระทั่งเลือดสาดเลย” ถ้าเราไปตั้งความหวังอะไรเอาไว้ไม่อยู่ที่ศูนย์ก็เป็นอย่างนี้ แต่ถ้าเราทำใจให้ว่างเอาไว้ อะไรที่เขาแสดงออกมาถ้าไม่ถูกใจเราก็เป็นเอาหินลับปัญญา

เขาแสดงอะไรออกมาเราก็ดูใจเรา แทนที่จะแพ่งโทษเขาและไปตัดพ้อต่อว่า ทำไมคุณพูดอย่างนั้น ฉันไม่ชอบวิธีนั้นเราแก้ผิดที่ เราต้องมองใจเรา เรื่องอะไรเราจะไปบังคับเขาว่าเขาต้องเป็นอย่างที่เราต้องการ เราไปลิดรอนสิทธิมนุษยชนของเขา เราเป็นทรราชนี่ เราไม่ได้มองโลกตามความเป็นจริง ทุกคนมีอิสระที่จะทำอะไรก็ได้

ให้เรามาดูใจเราว่าอึดอัดคับข้องใจที่จะอยู่ด้วยกัน ถ้าอึดอัดคับข้อง ทำอย่างไรเราจึงจะมีเกราะปกป้องไม่ให้กิริยาของเขามาทำร้ายจิตใจเราได้ เราก็ค้นหาวิธีที่เรากับเขาจะทำงานด้วยกันโดยไม่กระทบกระทั่งกัน ไม่เอาสนิมในใจ ของเราไประบายใส่เขาแล้วมีอคติกับเขา ขณะเดียวกันอะไรที่เรารู้สึกว่าทนเขาไม่ได้ ก็หลีกห่างเอาไว้ เพื่อว่าจะไม่ไปพลาดท่าเสียทีก่อหนี้สินล้นพ้นตัวขึ้น

ถ้าเราหมั่นฝึกตัวของตัวอยู่อย่างนี้เรื่อย ๆ อีกหน่อยใจจะหนักแน่น พอไปพบอะไรที่ไม่ถูกจริตนิสัยเข้าแทนที่ จะไปเสียเวลาเพ่งโทษเขา เราย้อนเข้ามามองตัวเองคิดอ่านทำความรู้จักกับใจเรา หาจุดอ่อนของตัวเอง หากรรมวิธีที่จะอาศัยเป็นเกราะคุ้มกันไม่ให้เรากับเขาไปกระทบกระทั่งกันโดยไม่จำเป็น ทำให้เราอยู่กับเขาได้โดยไม่กระทบกระทั่งกัน ฝึกตัวให้คอยระมัดระวังไม่ให้เผลอไปคิดเอาเองว่าเขาน่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วเกิดเป็นอารมณ์ต่อกัน

เมื่อเริ่มทำได้กับเพื่อน ๆ ทำได้บ่อยครั้งขึ้นเท่าไรก็เพิ่มภูมิคุ้มกันขึ้นเท่านั้น ทำให้เราเริ่มมาแก้ไขกับคนใกล้ชิด พ่อแม่พี่น้องคู่ครองของเราได้ กลับถึงบ้านเจอใครทำอะไรไม่ดีใส่เรา เราก็จะมีสติ นึกว่า ถ้าผู้ร่วมงานหรือคนไข้หรือคนอื่นตามถนน ทำกิริยาอย่างนี้กับเรา เราโกรธเขาไหม?

ไม่โกรธ ทำไมไม่โกรธ?

ก็เขาไม่ใช่อะไรของเรานี่

ทำไมพอเป็นพ่อเราเป็นแม่เราหรือเป็นคู่ครองเรา ปรากฏว่าระเบิดเวลาถอดสลักถูกสายชนวนเข้านิดเดียวระเบิดเลย เพราะอะไร? เพราะใจเราไปคาดหวังยึดมั่นสำคัญไว้ว่าเขาต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ เราจึงทุกข์ เราจึงเดือดร้อน เมื่อรู้เท่าทันอย่างนี้ พระพุทธเจ้าก็ทรงสอนแล้วว่า ใจแต่ละคนเหมือนแขกแปลกหน้าที่ไม่รู้จักกัน ตอนที่ลูกเราจะเกิดมา เขาก็ไม่ได้มาเคาะประตูบ้านขออนุญาตก่อนว่า “แม่จ๋าขอเกิดเป็นลูกหน่อย จะรับเป็นลูกไหม?” เราไม่รู้ด้วยซ้ำไป เมื่อเซลไข่สุกผสมกับเซลเชื้อของพ่อเกิดเป็นชีวิตใหม่ขึ้นมาแล้ว เราก็ไม่รู้ว่าทำไมบางชีวิตเจริญเติบโตจนครบกำหนดออกมาเป็นทารก ขณะที่บางชีวิตพอผสมกันได้หน่อยหนึ่งประเดี๋ยวก็แท้ง ไม่ถึงแท้งก็ทำให้แม่สะบักสะบอม เดี๋ยวมีเลือดออก เดี๋ยวเป็นอย่างโน้นอย่างนี้อย่างนั้น ต้องคอยประคบประหงมประคับประคองกันใจหายใจคว่ำลำบากยากเข็ญเหลือเกิน

ทางธรรมนั้นพระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่า นอกจากเซลไข่สุกและเซลเชื้อที่มาผสมกันแล้ว ถ้าไม่มีตัวพลังควบคุมคือปฏิสนธิวิญญาณ หรือใจเข้ามาจับจองแล้ว ทำอย่างไรก็จะเติบโตต่อไปจนกระทั่งฝังตัวเจริญเป็นทารกไม่ได้ จะแท้งออกมาเมื่อรู้ว่าตัวสำคัญคือ ปฏิสนธิวิญญาณที่ต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง แล้วปฏิสนธิวิญญาณมาจากไหน ไม่ใช่ส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับเซลเชื้อหรือเซลไข่เลย เป็นคนละอันโดยเด็ดขาด เซลเชื้อกับเซลไข่เป็นรูป เป็นวัตถุ เป็นสสาร แต่ปฏิสนธิวิญญาณเป็นนาม เป็นพลัง แขกแปลกหน้า คนไม่รู้จักกัน ท่านผู้รู้ที่ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้อรรถาธิบายว่า อย่าไปเข้าใจว่าปฏิสนธิวิญญาณคนใกล้ชิดกันจะมาด้วยแรงดึงดูด ด้วยความรักผูกพันนะ ส่วนใหญ่จะมาด้วยความคั่งแค้นอาฆาตพยาบาท

สามีภรรยาก็เช่นกัน อย่าไปนึกว่ามาด้วยการอุปฐากเกื้อกูลกัน มาด้วยใจที่จองล้างจองผลาญกันก็ได้ มาคิดดูก็จริง ถ้าเรามีศัตรูคู่แค้นที่ต่างคนต่างอยู่คนละมุมเมื่อโอกาสที่จะพบกันแต่ละครั้งกว่าจะฝ่าฟันสิ่งกีดขวางจน มาเจอะเจอกันได้ บางวันก็ไม่ได้เจอกันเลย แล้วจะไปแก้แค้นกันได้อย่างไร แต่ถ้าเป็นคู่ครองกัน ทั้ง ๆ ที่ไม่อยากเจอก็ต้องเจอ เพราะอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน นอนบนที่นอนเดียวกัน เพราะฉะนั้นโอกาสจะทำร้ายกันทั้งตื่นทั้งหลับมีเต็มที่ตลอดเวลาเพื่อแก้แค้นกันให้สาสม โดยเฉพาะถ้าเรารู้ว่านี่เป็นศัตรูคู่แค้นเรา เรายังตั้งสติที่จะรับสถานการณ์ ทำให้ไม่พลาดท่าเสียที ทีนี้มาในรูปคนใกล้ชิดสนิท เป็นที่รักแต่แท้ที่จริงเผลอเมื่อไรกลายเป็นมือมีดทั้งทิ่มทั้งตำเรา ก็ง่ายที่เราจะพลาดท่าเสียที

ถ้าเราตั้งหินลับปัญญาเราให้ดี รู้ตามความเป็นจริง แล้วว่าอย่าไปหวังอะไรกับเขานะ จริง ๆ แล้วเขาเป็นศัตรูมาในรูปมิตร เขาทำอะไรก็ศัตรูนี่นะ จะมาหวังดีอะไรกับเรา เราก็ไม่สะดุ้งสะเทือนเดือดร้อน ถึงจะได้ยินเขาพูดกับใครว่า “เมื่อไหร่จะตายไปสักทีนะ” เราก็ไม่แค้น เพราะจะได้รู้ตัวว่าเขาอยากให้เราตายเร็ว ๆ เพราะฉะนั้นเรายิ่งตายช้าเท่าไร เขานั่นแหละยิ่งเดือดร้อน เราไม่ต้องไปทำอะไรเลย เขาก็แค้นใจที่ความต้องการของเขาไม่สัมฤทธิ์ผลสักที

(ต่อหน้า 2)



แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Saturday, 17 May 2008 )
 
< ก่อนหน้า   บทความถัดไป >
Advertisement

หนังสือแนะนำ

Advertisement

Top