Skip to content

Narrow screen resolution Wide screen resolution Increase font size Decrease font size Default font size default color green color orange color

PDF พิมพ์ ส่งอีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 0
แย่มากดีมาก 
พญ.อมรา มลิลา

Image

ตามดูใจ
อมรา มลิลา
ณ ห้องบรรยาย 1 โรงพยาบาลรามาธิบดี
22 กันยายน 2535

Image



ใจของคนเรานี้ แลดูก็เหมือนกับจะใกล้ชิดกับเราที่สุด ถ้าเราไม่รู้จักใจเราแล้ว เราจะไปรู้จักอะไรที่ไหนได้ ในความไม่รู้ และในความไม่ปฏิบัติ เราจะรู้สึกอย่างนี้กันทั้งนั้น แต่พอเริ่มต้นมาปฏิบัติตามดูใจเรา เราจะรู้เลยว่าเป็นสิ่งยากยิ่งที่สุดในโลกที่จะรู้ใจตัวเอง บางทีเราว่าเราเฝ้าดูอยู่ไม่คลาดสายตา แต่พอมาดูอีกที ไม่รู้ อะไรก็ไม่รู้ ไม่ใช่ใจเราหรอก

เมื่อเป็นอย่างนี้ ทำอย่างไรจึงจะพอแน่ใจมั่นใจว่า ที่เราตามดูและเห็นอยู่ เป็นใจเราใช่หรือไม่ เวลาไปปฏิบัติที่วัด ครูบาอาจารย์จะสอนให้บริกรรมคำอะไรก็ได้ เพราะท่านไม่ได้บอกว่าความศักดิ์สิทธิ์อยู่ที่ คำ ที่เราเลือกมาบริกรรม แต่อยู่ที่ว่าสิ่งนั้นเป็นเครื่องให้ใจเราไปผูกพันเอาไว้ได้แนบแน่นแค่ไหน

ท่านเปรียบเทียบคำบริกรรม ซึ่งมักใช้คำ พุทโธ ว่าเหมือนกับรอยเท้าวัว ใจเราคือตัววัว เรายังไม่รู้จักว่าตัววัวอยู่ที่ไหนและยังไม่เคยเห็นตัววัวเลย แต่เราเห็นรอยเท้ามันเพราะเรารู้ว่าใจเราพุทโธ เราเอาสติคอยจับไว้ว่า นี่นะเรากำลังพุทโธอยู่ ถ้าพุทโธหลุดไป รอยเท้าวัวหายไป เราไปหลงรอยเท้าอันอื่นเสีย เพราะไปติดตามอารมณ์อื่น พอมองดู เห็นว่าไม่ใช่พุทโธแล้ว เราก็ย้ายมาตามรอยเท้าวัวใหม่

ถ้าเผื่อเราฝึกอยู่อย่างนี้ ถ้าเราตามรอยเท้าวัวแล้วเห็นว่าเป็นอย่างไหนแน่ เราไม่มีความสงสัย เมื่อไรรู้ว่าเราเผลอไปเล่นรอยเท้าอื่น เราก็เปลี่ยนมาหารอยเท้าวัวคือพุทโธ แล้วเอาสติผูกเอาไว้ รอยเท้าอันนี้ไปหยุดตรงไหน และตัวอะไรนอนอยู่ตรงนั้น นั่นแหละคือใจของเรา ถ้ายึดหลักนี้ไว้ เราก็จะไม่เป็นกังวลว่า ที่เราดูอยู่นี้ เป็นใจเราใช่หรือไม่

พอเราไปสงสัยอย่างนี้ ใจที่จดจ่อหรือจะสงบนิ่ง เพื่อให้มีอะไรเกิดขึ้นมา ก็กระฉอกไปอีกแล้ว ให้ยึดหลักเอาไว้ว่า เรายังไม่เห็นหรอกตัววัว คือยังไม่เห็นว่าใจอันนี้เป็นอย่างไร เพราะไม่ใช่สิ่งที่จะเห็นกันง่าย ๆ มันไม่มีตัวตน และความโปร่งใสก็ใกล้แสงสว่างมาก ฉะนั้น การที่ใครจะไปมองเห็นใจของตัวเองได้นั้นไม่ใช่ของง่าย เราตามรอยเท้ามันไป คือเรามีทุ่นให้สติจับเอาไว้ แล้วก็จดจ่อเพ่งอยู่

รู้หลักอย่างนี้แล้วก็ไม่ตามดูกันเฉพาะเวลาที่นั่งสมาธิหรือเดินจงกรมเท่านั้น อย่างนั้นเขาเรียกเด็กเล่น ถ้าตามกันอย่างนั้น ตามเท่าไหร่ ๆ ก็ไม่เจอตัวหรอก เพราะเด็กเล่นหรือเล่นละครประเดี๋ยวก็ถอดหัวโขนออก แล้วเราก็เลอะเทอะเผลอไปอีก

ทราบอย่างนี้แล้ว เวลามีงานมีการทำ แทนที่จะเป็นคำว่าพุทโธ ใจที่มาผูกพันกับงานก็คือรอยโคที่เราเอาสติไปจดจ้องเอาไว้ เราดูอย่างนั้นไปเรื่อย ๆ ก็จะเริ่มเห็น ตามถูกทางแล้ว

บางทีในใจของเราจะสงบดีมีฐานรองรับ บางทีเวลามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นเราจะรู้สึกกระเพื่อม มีอะไรคลิกอยู่ในใจของเรา ดังสำนวนที่ใช้กันว่า เหมือนมีอะไรหล่นไปอยู่ที่ข้อเท้า ไม่ทราบใครเคยเป็นบ้างไหม อยู่ดี ๆ ก็มีอะไรบางอย่าง รู้สึกเหมือนหลุดร่วงจากตรงกลางอกหล่นไปที่ข้อเท้า แล้วมืออ่อนเท้าอ่อนหมด

ตัวที่รู้สึกเปลี่ยนแปลงอย่างนี้คือตัวใจ ตัวที่รับรู้ ผู้รู้ พอเรามีสติที่จะคอยสังเกตตัวเราอย่างนี้ บางทียังไม่เป็นความรู้สึกขึ้นมาชัดแจ้ง แต่มีความกระเพื่อมความเขย่าอยู่ในความเป็นปกติ เราก็จะรู้แล้วว่าอะไรเกิดขึ้น จะได้คอยจดจ้องเอาไว้ แล้วก็จะทันกับเหตุการณ์ ทำให้สามารถแก้ไขสถานการณ์ที่จะเลวร้ายให้หยุดอยู่แค่นั้น ไม่ให้เกิดความเสียหายขึ้น ตรงนี้ก็คือการที่เราเฝ้าดูใจของเรา เพราะว่าใจเป็นตัวต้นเหตุ ถ้าใจยังไม่เกิดการตกลงปลงใจว่าจะเอาอะไร จะทำอย่างไร ก็จะไม่มีกายกรรม จะไม่มีวจีกรรมออกไป

ที่เราฝึกปฏิบัติก็เพื่อให้รู้เท่าทัน จะตามดูใจให้ได้ เพื่อควบคุมคุณภาพของการกระทำและคำพูดของเราให้เป็นกุศลตราบเท่าที่เรายังต้องเกี่ยวข้องกับโลกภายนอก อย่างน้อยที่สุดก็ให้สิ่งเหล่านี้เป็นบทสร้างนิสัยของเราให้เป็นระเบียบให้เป็นกุศลเอาไว้ อย่าให้ขยับไปแล้วกลายเป็นการไปเบียดเบียนคนอื่น กลายเป็นทำให้ใจของเราขึ้นขี้สนิมเบียดเบียนตัวเอง

การจะมองแบบนี้บางทีมักเผลอไป สติไม่เท่าทัน เห็นเป็นอย่างอื่นสิ่งอื่นเสียมากกว่า ก็มีอีกแบบหนึ่ง การดูใจตัวเองโดยดูคนอื่นข้างนอก อันนี้เป็นอัตโนมัติที่เราคุ้นเคยแล้วก็เห็นกันชัดเจน ยิ่งอาชีพอย่างเราที่ต้องดูแลนักเรียน ความผิดของคนอื่นนิดหนึ่งก็เห็นทิ่มแทงออกมา ทีของตัวเองไม่เห็น

เห็นที่ผิดของคนอื่นแล้วเราอย่าไปติดอยู่ที่ผิดของเขา เห็นใจของเขา เห็นการกระทำของเขา เรารู้และวิพากษ์วิจารณ์แล้ว อันนั้นเป็นโลกภายนอกครึ่งหนึ่ง เหลืออีกครึ่งหนึ่งคือโลกภายใน เราก็น้อมเข้ามาว่า เราเองก็มีกิเลสเหมือนเขา เราไม่ใช่พระอรหันต์ ฉะนั้นลองมาทบทวนดูซิมีตรงไหนบ้างที่เราเคยทำอย่างนี้มาแล้ว จอโทรทัศน์จะขึ้นมาเชียวว่า เราก็เคยทำอย่างนี้ ๆ

เราก็เริ่มมาเห็นใจของเราแล้วว่า มันน่าเกลียดจริง ๆ ไม่น่าดูเลย แต่ถ้าเรายังไม่เห็นตัวของเราทำผิดอย่างนี้ เราก็มองเอาไว้ว่า อย่างเผลออย่างนี้เชียวนะ ขอบคุณที่เขามาเป็นครูให้เราเห็น เราจะได้รู้เอาไว้เตือนตัวเรา เราไม่เห็นตัวเราหรอกแต่คนอื่นเห็นเรา ถ้ามีคนอื่นมาทำตัวอย่างให้เราเห็นแล้วว่าทำอย่างนี้มันไม่งามนะ เราจะได้ไม่ทำ

วิธีนี้ก็คล้าย ๆ วิธีเอากระจกมาส่องดูคนอื่นก่อน แล้วเอาจากเขาน้อมเข้ามาดูตัวเองว่า เราก็เคยเป็นอย่างนี้นะ ตอนนั้นเราไม่รู้ว่ามันแย่แค่ไหน ถ้าเห็นอย่างนี้ได้ ใจของเราที่จะไปนินทาเขาหรือไปขึ้งเคียดเขา หรือไปเห็นเขาเป็นตัวตลก ก็จะเบาบางลง เพราะว่าเรามองเห็นตัวเราในภาวะอื่นที่เราทำเหมือนเขาทุกอย่าง ด้วยใจเชื่อแน่ว่าดี เราก็เลยเกิดความเห็นอกเห็นใจว่า เขาก็ไม่รู้เหมือนที่เราไม่รู้ ถ้าเรามีโอกาส เราจะไปอธิบายไปเตือนเขา ถ้ายังไม่มีโอกาส ก็ขอขอบคุณที่เขาทำให้เรารู้ว่า เราจะไม่ทำอย่างนี้อีกต่อไป เพราะมันไม่งาม มันไม่ดี คือการได้เห็นคนอื่น สิ่งอื่น เป็นกระจกส่องให้เราเห็นและดูใจของเราได้ชัดเจนขึ้น เหมือนขนตาเรา ต้องเอากระจกมาส่อง จึงจะเห็นขนตาเราได้ ขอบคุณที่เขาทำอย่างนี้

ใจที่จะไปยกตนข่มท่าน หรือไปวิพากษ์วิจารณ์เพ่งโทษคนอื่นก็สงบเข้า ย้อนกลับมาดูเราพิจารณาให้เป็นธรรมเข้ามา ก็ได้ประโยชน์เต็มที่

ถ้าดูอย่างนี้ไม่เป็น พอไปเห็นที่ผิดของเขาก็ปล่อยใจเราให้เป็นขี้สนิม อกุศลอื้ออึง สักกายทิฐิ อ้วนขึ้น "ต๊าย คนอะไรทำเข้าไปได้ เฉิ่มเชยอย่างนี้ แล้วยังไม่รู้ตัวอีก"

แทนที่จะพิจารณาให้เป็นธรรมะว่า ที่ครูบาอาจารย์ว่าอวิชชาคือความผ่องใสอย่างยิ่งมันน่ากลัวอย่างนี้นะ เวลาที่เราเป็นอย่างนี้ คนเขาก็คงทุเรศ เราเช่นเดียวกัน ตั้งแต่นี้ต่อไปเราต้องคอยระมัดระวังดูใจเราให้ละเอียดถี่ถ้วนขึ้น เมื่อเห็นของเขาแล้วย้อนมามองเข้าตัวเอง ก็จะน้อมคิดให้เป็นการสร้างสรรค์ แล้วทำให้ตัวเราได้ปัญญาขึ้นมา ไม่ไปคิดเพ่งโทษเขา ไม่ไปคิดเบียดเบียนเขา นิสัยที่จะไปสร้างสนิมให้ตัวเองก็ลดน้อย ค่อยเป็นดีขึ้นโดยลำดับ นี่ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะมองใจตัวเราให้เป็น

เราจะยึดกรรมวิธีไหนวิธีใดวิธีหนึ่งไม่ได้ มันแล้วแต่เหตุการณ์แต่ละขณะที่มากระทบเรา อย่างไหนมันรุนแรงมากกว่ากัน ถ้าเรื่องข้างนอกมากระทบจนเราดึงใจของเราออกมายังไม่ได้ เราก็ตามดูเรื่องข้างนอกไป แต่ระหว่างดูไปอย่าเผลอวิพากษ์วิจารณ์เขา แล้วติดปลายอ้อปลายแขมไป

ดูเขา อย่างภาษิตที่ว่า ดูหนังดูละครแล้วย้อนมาดูตัวเอง ดูเขาแล้วเมื่อไหร่ที่มีเวลาว่างย้อนกลับมาสำรวจดูตัวเอง ถ้าเราดูอย่างนี้เรื่อย ๆ อีกหน่อยจะส่งจิตออกนอก หรือเราจะเก็บจิตเอาไว้กับใจของเราเองก็มีประโยชน์เท่ากัน ถึงดูข้างนอกเราดูเป็น เราไม่ได้ดูแล้วจิตของเรายกตนข่มท่านทำให้จิตของเรากระด้าง

เราดูแล้วเราเกิดความเข้าใจ จิตของทุกสิ่งที่มีชีวิตก็เหมือนกันอย่างนี้แหละ เป็นเหยื่อของกิเลสอยู่ตลอดเวลา มันเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย มันก็ทุกข์อย่างนี้เหมือน ๆ กัน ใจก็เริ่มมีเมตตาที่จะไปคิดว่าเราวิเศษกว่าเขาก็เบาลงไป

มองอะไรก็มองด้วยความเข้าอกเข้าใจ เกิดความรู้สึกอยากจะเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ใจของเราก็เบาสบาย ถึงเวลาค่ำลงก็ไม่มีตะกอนตรงโน้นตะกอนตรงนี้ เอาเรื่องคนนี้เล่าให้คนนั้นฟัง ที่จริงไม่ใช่ว่าเราอยากจะนินทาหรอกนะ แต่ธรรมชาติของใจรู้อะไรแล้วก็เก็บเฉย ๆ ไม่ได้ เดี๋ยวอัดแน่นอกตาย รู้แล้วต้องแบ่งปันให้เพื่อนรู้บ้าง ยิ่งมาปฏิบัติแล้วต้องทำสภาหนูสภาแมว อันนี้เป็นธรรมเนียมของพระ เวลาที่ท่านเอาการปฏิบัติมาเล่าสู่กันฟังเพื่อเป็นความรู้ ท่านเรียกสภาหนูสภาแมว

จริง ๆ ไม่ใช่สภาหนูสภาแมวอย่างท่านหรอก มันสภานินทา เพราะว่า "นี่ ๆ ... คนนั้นเขาทำอย่างนั้น" คือเรามิได้น้อมเข้ามาเป็นธรรมะเพื่อสอนตัวเอง พอพูดไป ๆ แล้วกิเลสมันอร่อย "ตาย! ทำไมเฉิ่มอย่างนั้นก็ไม่รู้ ดูท่าทางเขาน่าจะรู้ตัวนะ แต่ทำไมถึงเป็นอย่างนี้" เราก็เลยไปสนุกที่จะเห็นแต่ที่ผิดของเขา

ความผิดของเราใหญ่เท่าภูเขาเราไม่เห็น แต่ความผิดของเขาเท่าเมล็ดงา มันคับจักรวาลจนกระทั่งเราคันไปหมดทั้งตัว ระหว่างทำสภาหนูสภาแมว เราไม่เอาสติระมัดระวังไว้มันก็หลุดออกไปแล้ว มันไม่ใช่ดูใจของเราแล้ว แต่กลายเป็นว่าเราเอาเขามาถล่มทลาย ด้วยความเบิกบานของกิเลสว่าดีกว่าเขา วิเศษกว่าเขา จริงแล้วมองอีกทีเราอาจจะร้ายยิ่งกว่าเขาก็ได้ ตรงนี้ก็เป็นตรงที่เราต้องระมัดระวังเอาไว้

ท่านอาจารย์สอนว่า เวลาที่ท่านพูดอะไรบางทีท่านไว้หน้าลูกศิษย์หรอก แทนที่จะว่าลูกศิษย์ทำอย่างนี้ ๆ ท่านก็อ้างว่าที่เวียงจันทน์ ที่หนองคาย เขาทำอย่างนั้น เราอย่าไปเผลอยกตนข่มท่านว่า "ตาย! ชาวหนองคาย หรือชาวเวียงจันทน์ ทำไมเขาถึงได้แย่อย่างนี้" จริง ๆ แล้วท่านจะว่าเรา แต่ท่านไว้หน้าเรา ไม่อยากให้คนอื่นที่ฟังรู้ว่า ไม่ใช่เวียงจันทน์หรือหนองคายหรอก แต่อยู่ในวัดนี่เองแหละ

ดังนั้น เมื่อเราฟัง ให้ตั้งสติ ถึงท่านบอกว่า เรื่องที่ยกมาเป็นตัวอย่างจะไม่เกี่ยวข้องกับเราในครั้งนี้ ก็อย่าไปคิดเหิมเกริมว่าเราดีแล้ว ถ้าเราไม่ใช่พระอรหันต์ กิเลสไหน ๆ ก็ยังมีในเราเหมือนกัน ถ้าคอยจดจ่อตั้งสติไว้ให้ดี ดูใจเราเอาไว้ให้ดี สำรวจตรวจตราไม่เจอในคราวนี้ จะได้เป็นข้อฉุกคิดเอาไว้ พอคราวหน้ามันกระเพื่อมกระฉอกขึ้นมา เราจะได้นึกได้ว่า ท่านอาจารย์บอกเอาไว้แล้วนะ อย่าตกม้าตายตรงนี้ เราไม่ทำให้ตรงนี้เซไป แล้วก็มีอกุศลวิบากเพราะได้ลงมือทำไปแล้ว เหมือนเอาเมล็ดหว่านลงไป แล้วก็จะมีต้นงอกขึ้นมา ตอนนี้เหมือนเราเอาเมล็ดมากำไว้ กำลังจะหว่านลงไป "อุ๊ย! ต้นนี้ไม่ดี หว่านลงไปจะมีปัญหาทีหลัง" เราก็หยุดมือไว้ ไม่ได้หว่านลงไป เรียกว่าสติเริ่มรู้เท่าทัน ทำให้เราตามดูใจของเราได้เท่าทัน ไม่เซลงไปในอกุศล

การฝึกใจคือก็ตรงนี้ เพราะการปฏิบัติ พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสว่าต้องผิดครั้งที่หนึ่งเป็นครู แล้วต้องผิดอยู่อย่างนั้น ท่านทรงสอนให้ระมัดระวังป้องกันอะไรที่ไม่ควรประมาทแบบเดียวกันกับทางการแพทย์ แต่ก่อนนี้เราคิดว่า เมื่อคนไข้เจ็บป่วยมา คอยดูแลรักษาให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ต่อมาเราจึงรู้ว่ามันไม่ทันการณ์กัน อย่างเดี๋ยวนี้ถ้าปล่อยให้เป็นเอดส์ค่อยมารักษา สงสัยต้องไปรักษากันในเมืองผีแล้ว เพราะฉะนั้นเราถึงหาทางป้องกัน

แต่ก่อนนั้นเราก็ปล่อยให้เด็กเป็นโปลิโอแล้วจึงมาตามรักษา จึงทำให้เกิดความพิกลพิการ ให้เขามีความทุกข์เดือดร้อนในชีวิต จึงคิดวัคซีนป้องกันโปลิโอขึ้น

การปฏิบัติจิตใจของเราก็เหมือนกัน ใจที่จะไม่ประมาท อะไรป้องกันได้เรารีบป้องกันเสีย เพื่อจะได้ไม่เกิดผลเสียหาย เพราะใจที่คิดในทางไม่ดีอยู่เรื่อย ๆ เหมือนเราทำพิมพ์เขียวเอาไว้ ยกตัวอย่าง เรามีสมุดฉีกอยู่เล่มหนึ่ง ครั้งแรกเราเขียนตัวหนังสือลงไปบนแผ่นแรก อันนั้นเราทำด้วยกาย ด้วยวาจา ก็มีน้ำหมึกติดอยู่ การกระทำจะเห็นชัดเจน แต่ใจของเราเกิดเป็นรอยขึ้นแล้ว

ใจเป็นตัวเจตนาให้เราทำกายกรรมอย่างนั้น วจีกรรมอย่างนั้น เราฉีกกระดาษแผ่นนั้นทิ้งไปแล้ว ถ้าเอากระดาษแผ่นถัดไปส่องดูดี ๆ ไม่มีตัวหมึกก็จริง แต่มีรอยที่เราอ่านได้ตามน้ำหนักของตัวอักษรนั้นติดอยู่ อันนั้นคือรอยของความเคยชินที่อยู่ในใจ มันก็เหมือนพิมพ์เขียวที่เตรียมเอาไว้ ถ้าเราคิดอยู่บ่อย ๆ โดยไม่เอาสติไปกลั่นกรองว่า ความคิดนี้เป็นกุศลหรืออกุศล คิดแล้วจะดีหรือไม่ดี ถ้าคิดบ่อย ๆ จะเกิดความเคยชินหรือความคิดอย่างนี้ เหมือนเราสะกดจิตตัวเราเอาไว้ พอมีวิกฤตเกิดขึ้น มีโอกาสเกิดขึ้น เราไม่ต้องไปไตร่ตรองแล้ว โดยอัตโนมัติ มันจะทำไปอย่างที่คิดอยู่บ่อย ๆ นั้น

ท่านจึงได้ว่า ความคิดของเรา ถึงแม้จะบอกว่าเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่มีใครมาเดือดร้อนกับเรา ไม่จริงหรอก ไม่ใช่สิทธิส่วนตัว เรากำลังทำพิมพ์เขียว เตรียมเอาไว้แล้ว เพราะเมล็ดอันนี้มีความสามารถที่จะงอกเป็นต้นได้ เมื่อไหร่ความชื้นพอเหมาะ สิ่งแวดล้อมพอเหมาะ มันก็งอกทันทีอย่างที่เราเคยเห็น เมล็ดข้าวเปลือกยังไม่ทันหว่านลงดินเลย เก็บไว้ในยุ้งฉางที่ชื้นหน่อย มันเริ่มมีรากงอก บางทีมีต้นข้าวงอกออกมาจากเม็ดข้าวเปลือกแล้วทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้หว่านลงไปในดินเลย

นี่ก็เหมือนกัน ความคิดในใจของเรามีความสามารถโดยอัตโนมัติกลายเป็นการกระทำหรือคำพูดได้โดยที่เรายังไม่ทันได้คิดสั่งการ แม้แต่จะกระพริบตา ยังไม่ได้กระพริบเลย มันเปรี้ยงออกไปหมดแล้ว เพราะมันคุ้นเคยอยู่โดยที่ไม่รู้สึกรู้

ถ้าตามดูใจยังไม่เป็น ไม่ทันเห็นศักยภาพอันนี้ ก็จะช้าเกินการณ์ไปทุกที ดิฉันไปบรรยายที่หนึ่ง ก็มีสุภาพบุรุษท่านหนึ่งถามว่า "คุณหมอแน่ใจหรือครับว่า ถ้าเราตามดูใจเรา เราคอยเอาสติจดจ่ออยู่แล้วเราจะห้ามล้อมันได้ก่อน" ดิฉันตอบว่า แน่ใจสิ ไม่อย่างนั้นเราจะมาฝึกกันทำไม ถ้าฝึกไม่ได้อย่างนั้นเจ้าชายสิทธัตถะไม่เป็นพระพุทธเจ้าหรอก เขาก็ยืนยันว่ามันยากนะ ทำทีไรปรากฏว่าต้องเผลอทำไปแล้ว คือเสียหายแล้ว มีน้ำหมึกติดไปแล้วจึงจับได้ทุกที ดิฉันก็ให้กำลังใจ แรกๆ ก็เป็นอย่างนั่นแหละ

ท่านอาจารย์มหาบัวสอนว่า ถึงองค์ท่านเองสมัยที่ท่านฝึกมาแพ้มัน คือเวลาเริ่มทำอะไร อย่าไปคิดว่าเราจะชนะกิเลสได้ทันที แต่ถึงแพ้อย่างไรก็ไม่ท้อถอย ท่านเปรียบเทียบว่าองค์ท่านเคยโดนกิเลสกระหน่ำลงไปจนกระทั่งหงายหลังกระแทกพื้นกันกบหัก แต่ปากไม่ได้หักด้วย เราก็ต้องเชียร์ให้กำลังใจเรา ก้นกบหักจนกระดุกกระดิกไม่ได้เอากันเจ็บปวดไปหมด แต่ปากเราตะโกนเอาไว้… เฮ่ย! ไม่กลัวว่ะ อย่างไรๆ ก็จะลุกขึ้นมาเอากันใหม่… ท่านบอกว่าเราไม่เชียร์เราเวลาปฏิบัติก็เป็นอย่างนี้แหละ

เราปล่อยใจเราให้ย่อหย่อนอ่อนแอ แล้วคิดว่าเราไม่มีบุญวาสนาไม่ได้ ฉะนั้นเมื่อเราเห็นอย่างนี้ ขนาดครูบาอาจารย์ยังยึดมติแพ้ๆ ไว้เลย เราไม่ต้องอับอายใคร แพ้กี่หนก็ไม่เป็นไร ไว้เลย เราไม่ต้องอับอายใคร แพ้กี่หนก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องทำสถิติไว้ แต่แพ้กี่หนๆ ก็ยังจะสู้กันอีก

ท่านบอกว่าสติจะค่อยๆ มากระชับอยู่กับใจสักวันหนึ่ง โดยไม่นึกไม่ฝัน ก็ชนะ คราวนี้ท่านบอกว่า กำลังใจ ความปีติอิ่มเอิบ จะเป็นเหมือนแรงมหัศจรรย์ที่ทำให้ไม่ง่วงเหงาหาวนอน ทั้งๆ ที่แต่ก่อนพอมีเวลาก็อ้างว่า “ง่วงนอนแล้ว” ทำอย่างไรๆ ก็ต้องนอน คราวนี้ท่านบอกว่า จิตนี้สว่างไสวทั้งวันทั้งคืน ทำให้มีกำลังใจ จะมีชนะบ้างแพ้บ้างต่อไปก็มีแต่จะชนะๆ

เราเอาตรงนี้มาเป็นกำลังใจ พอแพ้เราก็บอกครูบาอาจารย์ยังเคยแพ้มา ไม่เห็นจะเสียหน้าตรงไหน แล้วก็ลุกขึ้นมาใหม่ ก็ปากยังดีอยู่นี่ ก็เชียร์ตัวเองต่อไป นี่แหละการปฏิบัติไม่ใช่ของง่าย

ครั้งหนึ่งดิฉันเคยมีปัญหา ซึ่งเมื่อผ่านพ้นมาแล้วมันขี้ผง มองดูแล้วน่าจะรู้ แล้วก็ตัดใจได้ ดิฉันจึงซึ้งคำว่า “มีวิชาท่วมหัว เอาตัวไม่รอด” รู้ทั้งรู้แต่ดิฉันก็ถอดหนามอันนี้ออกจากใจไม่ได้ ได้ยินเสียงเขาโดยไม่เจตนาหรือไม่ได้เตรียมพร้อมเอาไว้ใจกระตุกพรวด หล่นลงไปถึงข้อเท้าเลย หรือบางทีความโกรธพลุ่งขึ้นมา จนกระทั่งเราหัวปั่น ก็นึกสมเพชตัวเอง อะไรนะ ทำอย่างกับว่าศิษย์ไม่มีครู

ถ้าคิดเวลาอย่างนี้ รู้ทั้งนั้นและเตรียมพร้อมได้ เราก็หลงว่าตัวแน่แล้ว ถ้าเมื่อไหร่ที่ไม่ได้คาดไม่ได้คิด ไม่ได้ระวังตัว สติเราเผลอ แล้วมีใครพูดถึงเรื่องเขาขึ้นมา หรือเสียงเขาดังขึ้นมา รู้เลยว่าใจเรากลายเป็นทะเลบ้า ภูมิคุ้มกันของเราไม่ดีจริงที่สำคัญผิดว่าตัวเองแน่ มันไม่ได้แน่หรอก เราเอาหินทับหญ้าเอาไว้ แล้วไปสำคัญผิด

กว่าดิฉันจะทำใจให้ยอมรับและเชื่ออย่างนั้นต่อไป ไม่ว่าจะได้ยินเสียงเขาหรืออะไรในเวลาที่เราไม่ได้คาดหมายเราก็ยังเป็นปกติอยู่ได้ ดิฉันหมดเวลาไปเกือบสองปี ครั้งหนึ่งก็มานั่งเล่ากันในหมู่เพื่อนๆ ที่ปฏิบัติ มีคนหนึ่งลุกขึ้นมองดิฉัน คล้ายๆ กับนึกว่าจะเก่งจริง ที่แท้ก็เรื่องขี้ประติ๋วแค่นี้ เขาว่าถ้าเป็นผมน่ะหรือ พอรู้เข้าก็ปลดออกได้หมดเลย คนอื่นโกรธไปหลายคนเลย มีการเถียงกัน แต่ใจดิฉันเชื่อเลย ที่คุณว่าคุณปฏิบัติ คุณยังไม่ได้ปฏิบัติหรอก เพราะถ้าคนปฏิบัติผ่านทะเลบ้ามาแล้ว พูดอย่างนี้ไม่ได้

หลายครั้งที่คิดว่า ครั้งนี้ท่านอาจารย์คงเอาดิฉันแหลกแน่ๆ อะไรกัน ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ปรากฏว่าไม่ถูกดุ ดังนั้น ใครก็ตามที่เคยปฏิบัติจะรู้ว่า เวลาปฏิบัติของจริงนั้นเป็นอนัตตา บังคับกันไม่ได้ กรรมใดกรรมัน กุญแจใครกุญแจมันเรื่องอาจจะขี้ผงสำหรับเรา แต่สำหรับคนนั้นปางตายเลย ขณะที่เรื่องปางตายของเรา เขาอาจจะบอกว่าขี้ผงจริงๆ เพราะเหตุปัจจัยที่เป็นตัวเราและตัวเขาไม่ใช่เหตุปัจจัยเดียวกัน ถ้าเคยผ่านตรงนี้แล้วใจจะยอมเข้าใจ ว่าแต่ละคนมีจุดอ่อนของตัวเอง แดละเราจะให้กำลังใจซึ่งกันและกัน

ทางโลกกับทางธรรมก็เหมือนกัน ดิฉันย้อนนึกไปถึงตอนที่ไปทำปริญญาต่อ อาจารย์ที่ปรึกษาห่วงดิฉันมากกว่า กลับมาถึงเมืองไทยแล้วดิฉันไม่มีห้องปฏิบัติการ ที่จะทำอันโน้น อันนี้ อันนั้น ให้ฉะนั้นอะไรที่ดิฉันต้องทำ ท่านจะส่งดิฉันให้ไปศึกษาทำกับมือเองตั้งแต่เริ่มต้น เหมือนกับว่าจะทำขนมปังก็ต้องไปโม่แป้งเอง นวดแป้งเอง ดิฉันก็ประท้วงว่าอะไรจะปานนั้น และที่เสนจะทารุณที่สุดคือ มีน้ำยาอันหนึ่งที่ใช้สำหรับวิเคราะห์แยกตัวอย่างของดิฉัน ตำราที่อาจารย์ให้มาเป็นบทความสั้น บอกให้เอาสารตัวนี้ๆ ใส่ลงไป แล้วก็ดูความเป็นกรดด่างให้อยู่ตรงนี้

ดิฉันก็ทำ พอทำเสร็จมันก็เป็นกรดด่างอยู่ตรงนั้นแล้ว โดยไม่ต้องเอาน้ำกรด น้ำด่างอะไรไปแก้ไข แต่ว่ามันไม่ละลายหมด ยังมีตะกอนตกอยู่ตำรากำชับว่า ถ้าทำถูกต้อง มันละลายหมด ดิฉันก็ไปถามตั้งแต่ศาสตราจารย์หัวหน้าแผนกที่ชำนาญทางนี้ ถามมาหมดทุกคน ทั้งในมหาวิทยาลัยและนอกมหาวิทยาลัย แล้วก็เป็นผีบ้าทำอยู่อย่างนี้แหละหมดเวลาไปเดือนกว่าก็ละลายไม่ได้

วันหนึ่ง ดิฉันสุดจะทนทาน เอาละ กรดด่างจะเป็นเท่าไหร่ช่างมัน ขอให้มันละลายหมดก็แล้วกัน ดิฉันก็ทำสารละลายให้เป็นกรดมากขึ้นๆ จนมันละลายหมด คราวนี้ดิฉันค่อยๆ ทำให้มันกลับเป็นด่าง จนกระทั่งถึงจุดที่ตำราระบุ ปรากฏว่าคราวนี้ได้สารละลายตามที่ต้องการ เพราะมันจะต้องเป็นกรดมากถึงตรงโน้นก่อน จนกระทั่งละลายหมดเกลี้ยงแล้ว คราวนี้ดิฉันค่อยๆ ทำให้มันกลับเป็นด่าง จนกระทั่งถึงจุดที่ตำราระบุ ปรากฏว่าคราวนี้ได้สารละลายตามที่ต้องการ เพราะมันจะต้องเป็นกรดมากถึงตรงโน้นก่อน จนกระทั่งละลายหมดเกลี้ยงแล้ว คราวนี้ถึงเราจะทำมันให้กลับเป็นด่างเท่าไหร่ๆ ก็ยังไม่ตกตะกอน แต่ถ้าเลยตรงจุดนี้นิดเดียว มันตกตะกอนร่วงพรูลงมาเหมือนเดิมคนที่ทำได้เขาก็คงหมดเวลาไปเยอะแยะอย่างนี้ เขาก็บอกอย่างสุภาพว่า เจ้าใส่ไอ้นี่ๆ เข้าไปนะ ภาวะกรดด่างแค่นี้แหละ แต่เขาไม่ได้บอกขั้นตอนว่าจะต้องทำอย่างไร

ดิฉันหมดเวลาไป 6 อาทิตย์ เพียงเพื่อจะเตรียมสารละลายบ้าๆ หนึ่งขวด พอได้ผล ดิฉันกลับไปบอกเจ้านายว่าทำได้แล้ว แล้วก็คั่งแค้นตัวเองว่า โอ้โฮ อะไรกัน ทำไมต้องให้ดิฉันมาเสียเวลาถึง 6 อาทิตย์อย่างนี้ เขากลับบอกว่ารู้หรือเปล่าว่าเราน่ะเก่งแค่ไหน เพราะขาดคาดเอาไว้ว่าจะให้เวลา 8 อาทิตย์ ถ้ายังไม่มีอะไรเกิดขึ้นถึงจะลุกขึ้นมาบรรเลงให้ ดิฉันแย้ง “น้ำยาเส็งเคร็งนี่น่ะหรือต้องเสียเวลาถึง 8 อาทิตย์” ของบางอย่างคนเราใช้เวลาตลอดชีวิตยังทำไม่ได้ อย่าไปคิดว่าอะไรมันเสร็งเคร็ง” ท่านตอกกลับมา

พอมาปฏิบัติธรรม ดิฉันจึงเข้าใจว่า จริงๆนะ บางทีจิตของเรามีแผล หรือมีอะไรกับบางสิ่งบางอย่างที่เราก็ไม่รู้ไม่เข้าใจ พอมาเจอกันเข้าแล้วมันก็ตกหล่มลึก ทำอย่างไรๆ ก็ไม่หลุด ไม่ว่าจะใช้สติปัญญาความสามารถเท่าไรๆ หมดเวลาไปเยอะแยะมากมาย อย่างที่อาจารย์ว่าอาจจะชั่วชีวิตแล้วยังดิ้นไม่หลุดก็ยังได้

เลยทำให้เห็นว่า อะไรก็ตาม ถ้าเราเป็นคนจริง ไม่ว่าจะเป็นทางโลกทางธรรมมันเหมือนกันเพราะมันลงที่เดียวกันทั้งนั้น เราจะรู้เลยว่าของทุกอย่างไม่มีอะไรง่าย ไม่มีอะไรได้มาโดยความสะดวกสบาย ที่ประทับเข้าไปในใจให้เกิดความจำ เพราะอะไรก็ตาม ถ้าไม่ถึงจุดรู้เห็นเป็นในใจ เรานึกว่าจำได้ แต่จริงๆ แล้วเราจำไม่ได้

สมัยเรียนหนังสือ ดิฉันเป็นประเภทชอบอุ่นแกงร้อนกิน มีเวลาเยอะๆ ก็ขอให้ได้เถลไถลทำตรงโน้นทำตรงนี้ทำตรงนั้น แล้วก็รื่นเริงบันเทิงใจไป แต่พอถึงพรุ่งนี้จะสอบ คืนนี้ไม่ต้องได้หลับได้นอนกัน ตอนเรียนน้อยๆ มันก็ทัน แต่พอเรียนมากขึ้นภาษาก็ไม่ใช่ของเรา วิชาอุ่นแกงร้อนกินของเราก็เสื่อมความขลัง

ที่จำได้แม่นยำ คือวิชากายภาพเคมี ตกกันกราวรูด แต่บังเอิญดิฉันเดาข้อสอบถูกเป๊ะสองข้อทำให้รอดตัวไปอย่างดิบดี ได้คะแนนดีที่สุดในห้องถึงปลายปี อาจารย์ออกข้อสอบซ้ำหนึ่งในสองข้อที่ดิฉันเคยถูกหมด ด้วยอาจารย์คิดว่าเป็นคะแนนช่วยพวกเรา โดยเฉพาะช่วยดิฉัน จึงเป็นข้อสอบเก่าที่เราทำได้แล้วด้วย แต่ตัวเองคิดว่าข้อสอบข้อนี้ครูออกแล้ว ฉะนั้นครูไม่ออกอีก ก็เลยไม่ได้ใส่ใจที่จะดูซ้ำให้แน่ใจ ก็ผ่านไปเลย

พอเห็นข้อสอบ ใจมันก็กึ๊กลงไปอยู่ที่ข้อเท้าแต่ก็นึกปลอบใจตัวเองว่า คราวก่อนเราทำได้คงมีติดค้างอยู่ในสมองบ้างหรอก ปรากฏว่าวิชาท่วมหัวเอาตัวไม่รอด คือติดอยู่เหมือนกัน แต่ไม่ทำให้เราทำข้อสอบข้อนั้นได้ ตกลงข้อนี้ดิฉันกินไข่

อาจารย์ตรวจข้อสอบเสร็จก็มาถามว่าทำไมเป็นอย่างนี้ นี่ออกมาเพื่อช่วยนะ ทั้งชั้นควรจะทำข้อนี้ได้เต็ม แต่ปรากฏว่ากลับเป็นคะแนนฉุดทุกคนหมด เพราะทุกคนก็คิดว่าครูออกแล้ว ครูคงไม่ออกอีก แล้วเราก็อุ่นแกงร้อนกินกันทั้งนั้น เราก็ไม่ดูข้อนี้ อาจารย์ก็งงมาก แล้วจะให้อาจารย์ทำอย่างไรนี่ อาจารย์อุตสาห์ช่วยแล้วนะ

ตรงนี้แหละทำให้เห็นว่า อะไรก็ตาม ถ้าเรารู้ไม่จริง ไม่รู้เห็นเป็นขึ้นในใจ อาจจะได้ด้วยโชคหรือได้ด้วยอะไรก็ตาม แต่ถึงเวลาเข้าที่คับขันแล้วของอันนั้นก็ไม่ใช่สมบัติของเรา เราไปขอยืมเขามาเราไม่สามารถเอามาเป็นของเราให้อวดอ้างได้ แล้วเราก็ทุกข์เดือดร้อน

ดิฉันถึงเข้าใจที่ท่านอาจารย์พูดย้ำว่า เงินในสกุลมรรคคือการปฏิบัติ อะไรที่เป็นอริยทรัพย์หรือเงินในสกุลมรรคไม่เคยขึ้นราคาหรือลดราคาอย่างเงินทางโลกทั้งหลาย อะไรที่ทำได้แล้ว รู้เห็นเป็นด้วยใจแล้ว ถึงจะลืมเลือนไป แต่ถ้าถึงคราววิกฤตจะเหมือนอย่างกับว่าเป็นเทปที่อยู่ในใจเรา และมีปุ่มอัตโนมัติ เลือกเปิดตรงเรื่องนี้ให้รู้ขึ้นมาและทำให้เราแก้ไขปัญหาได้

ท่านบอกไม่ต้องกลัว อะไรที่เรารู้แล้ว แต่บางครั้งคนมาถามเราโดยไม่มีเหตุปัจจัยสมควรเราก็จำไม่ได้นึกไม่ออก ไม่ต้องไปวิตกกังวล ไม่ต้องไปพยายามขุดค้นสัญญาขึ้นมา ปล่อยมันไปแต่ถึงเวลาวิกฤตที่เป็นเรื่องจริงเรื่องจัง มันจะกลับมาเป็นสมบัติของเราและช่วยเราได้ ฉะนั้น อะไรที่เราทำได้ เราพิจารณาได้ เรารู้เห็นเป็นขึ้นในใจไม่ต้องไปวิตกกังวล มันจะหลับมาช่วยเหลือเป็นเสบียงให้เราเอง

แต่ถ้าเราจะนึกขึ้นมาเพื่อไปโอ้อวดกับใครหรือไปหักหน้าใคร ถ้าอย่างนั้นจะเสียหน้า เพราะมันจะทำเหมือนใจเราเป็นกระป๋องว่างๆ ไปเฉยๆ อย่างนั้น มันคุ้นกับการจะอยู่กับปัจจุบัน ไม่ไปปรุงคิดเป็นสัญญาความจำได้หมายรู้

ปฏิบัติไปแล้วในใจของเราเองจะมีอะไรแปลกๆ อย่างนี้เกิดขึ้นให้เราพิศวงสงสัย ถ้าไม่แม่นจริงเราจะเริ่มตื่นเงาตนเอง นี่เราถอยหลังหรืออย่างไร แล้วไปดึงเอาสัญญาความเคยชินเก่าๆ ขึ้นมา เพราะเราคุ้นเคยกับกิเลสมานาน จนไม่มีสติที่จะเตือนว่า นี่เรากำลังไปตามลายแทงที่ไม่เคยไปมาก่อน ฉะนั้นถ้าเรามีสติมั่นว่าดูลายแทงถูก เราอ่านทุกบรรทัดไม่ได้ด้นเดาเอาเอง เราก็ไปต่อไป แล้วก็คอยดูว่ามันจะพาเราไปที่ไหน ซึ่งจะได้เห็นของแท้ของจริง

ถ้าไม่มีหลักที่มั่นคง และจริงใจกับตัวเองพยายามกำจัดความเป็นนักฉกฉวยโอกาสโกงเล็กโกงน้อยอย่างที่เราเคยโกงมาเรื่อยๆ เราก็จะตื่นเงาของเราเป็นพักๆ อย่างนี้แหละ ครั้งแรกดิฉันเห็นกับตัวเอง เรามุ่งมั่นปฏิบัติไปดีๆ เราก็ว่าเรามีฐานมั่นคง ใครมาพูดอะไร เราก็ไม่เอนเอียง ไม่ปลิววันดีคืนดีเขาก็บอกว่า พุทโธนี่มันสมถะหรอกนะไปไม่ถึงไหนหรอก ในที่สุดจะต้องเปลี่ยนวิธีใหม่ ใจเราก็เซตามลมปากเขาอีก เราว่าฐานเราแน่น ไม่แน่นหรอก ฐานทราย พอโนน้ำซัดเข้าหน่อยปลิวหายไปเลยเห็นอย่างนี้เราก็ได้รู้ แต่ก่อนนั้นไม่มามองใจตัวเองว่า จริงๆ แล้วใจเราไม่มั่น พอเขาพูดเราจึงปลิวตามเขา คนอะไรก็ไม่รู้ เรื่องอะไรต้องมาพูดใครใช้ให้มาพูด ไปเพ่งโทษเขาอีก แต่ท่านอาจารย์จะกำราบว่า ใจของตัวทำไมไม่รู้จักมอง ก็มีความรู้สึกอึดอัดเหลือเกิน อะไรกัน จะให้มองอยู่แต่แค่นี้อีกหน่อยตาเราก็เขตายหรอก ขอพักสายตาบ้างสิ

ท่านอาจารย์ท่านก็ดุให้ว่า อะไรกัน พอทำๆ เหมือนกับเอาไม้สองอันมาสีจะให้เกิดไฟอย่างคนสมัยโบราณ อาจารย์บอกให้สีไป จิตก็สี ประเดี๋ยวมือก็ไม่สี ไม้ที่กำลังร้อนสะสมประจุเกือบจะได้ที่แล้ว ประจุก็กระจายหายไปหมด ตกลงเราสีเท่าไหร่ก็ไม่เกิดไฟ เพราะเราสีไม่ถูกวิธี ท่านอาจารย์สีทีไรก็เกิดไฟทุกที จิตโสมมของเราที่เป็นกิเลสก็บอกว่าท่านอาจารย์โกง ท่านอาจารย์เลือกเอาไม้ที่สีแล้วจะเกิดไฟ แต่เอาไม้ที่สีแล้วไม่เกิดไฟมาให้เรา

เวลาที่ใจเป็นกิเลสหาแต่หนี้สินให้ตัวเอง โทษครูบาอาจารย์แล้วบาปกรรมจะแค่ไหน นี่แหละเวลาไม่เห็น มันไม่รู้ว่าอันตรายที่ทำให้ตัวเองสาหัสแค่ไหน แล้วก็เหวี่ยงซ้ายเหวี่ยงขวาไปเรื่อย สบายใจดี เหมือนคนบางคน พอไปเตือนเขา… คุณๆ อย่าทำอย่างนี้นะ ทำแล้วคุณจะทุกข์เดือดร้อน.. เขาบอกช่างมันเถอะจะทุกข์เดือดร้อนแค่ไหน เพราะมันยังไม่เกิดขึ้น แต่ตรงเดี๋ยวนี้เขาเห็นแล้วว่าสิ่งที่จะได้มาทำให้เขามีความสุขสะดวกสบาย หลังจากนั้นจะต้องตกนรกหมกไหม้ จะไปเป็นอะไรค่อยว่ากันใหม่แต่ตรงเดี๋ยวนี้ขอเอาตรงนี้ก่อน

นี่แสดงว่าใจยังมองไม่เห็นจริงๆ เพราะถ้าเห็นในเรื่องบาปบุญคุณโทษแล้ว ต่อให้ไม่มีใครรู้ใครเห็น ความกลัวละอายต่อบาปจะทำให้เราระมัดระวังไม่กล้าแม้จะเข้าไปใกล้

เราปฏิบัติไปถึงจุดที่ใจเห็นเป็นอย่างนั้น จะเข้าใจเลยว่า หิริโอตตัปปะเป็นอย่างไร ความสะดุ้งละอายต่อความผิดความบาปเป็นอย่างไร ไม่ได้มีอะไร ไม่มีกฎหมายบ้านเมืองหรือใครมาขู่ว่าจะทำอะไรให้เราหยุดยั้ง แต่เรามองเห็นว่าอะไรที่รอคอยอยู่เบื้องหน้า เวลาเขาเอาหมายมาปรับและเราจะต้องชดใช้ มันสยดสยองเองแหละและจะไม่ทำ มันบอกเองแหละว่าจ้างเราเท่าไหร่ๆ ก็ไม่ทำ ถ้ายังมีสิตสัมปชัญญะอยู่ ไม่ทำ แต่ถ้ากิเลสฮือฮาขึ้นมาก็ไม่รับรอง มันเป็นเรื่องหนึ่งแล้ว ช้างก็เท่ามดอันนั้นสามารถทำอะไรที่เหลือเชื่อได้ทั้งนั้น เพราะกิเลสพาให้วิปลาสไปแล้ว

ความเร็วความไวของใจ ถ้าไม่ฝึกเรื่อยๆ บอกไม่ได้ว่า ตอนนี้ขอพักก่อน ไว้พรุ่งนี้ มันไม่ยอมเอากับเรา ไม่มีพรุ่งนี้ ไม่มีประเดี๋ยว มีแต่เราว่าเราจะไม่ทำนะ แต่ถูกมันพัดตกทะเลไปไม่รู้เท่าไหร่ๆ แล้ว จนหาทางเข้าฝั่งไม่ได้ มันเร็ว มีพลัง เหมือนเวลาที่น้ำเหนือไหลบ่าลงมาไม่ให้เวลาเราตั้งตัว

พอได้เห็นมิตินี้ เราก็จะเข้าใจว่า ทำไมเราถึงต้องพยายามทุกเวลานาที แล้วก็รู้เมื่อไหร่ต้องจัดการเผด็จมันให้ได้ จะบอกว่าช่างมันก่อนเถอะไม่ได้ เวลาจะเลิกนี่เหมือนคนอดบุหรี่ แต่เดิมสูบวันละสองซอง วันนี้ขอซองครึ่งก่อนเถอะ ถ้าแบบนี้มันอดไม่ได้ อดเป็นอดเลย เอาเป็นเอาเลย

เพื่อนชาวคริสต์ของดิฉันรายหนึ่งติดบุหรี่ตั้งแต่ไปเรียนต่อที่เมืองนอก สูบวันละสองซอง มิใยใครต่อใคร พ่อแม่ สามีจะว่า เขาก็มีความสุข สูบปุ๋ยๆ ครั้งหนึ่ง เขาเกิดความทุกข์ขึ้นมาเพราะคุณแม่ตาย แค่นี้ก็ทุกข์สาหัสแล้ว เพราะเขาสนิทกับคุณแม่มาก

วันหนึ่ง เขารู้สึกว่าทนต่อไปอีกไม่ไหวแล้ว ลูกยังอยู่ คนโตอายุ 3 ขวบกว่าๆ คนที่ 2 เกือบ 2 ขวบ ปกติเด็กพวกนี้ไปโรงเรียนเตนรียมอนุบาลกลับมา คุณยายจะมีขนมที่ทำเองเตรียมไว้ คุณยายเป็นคนช่างทำ แต่ลูกสาวเป็นประเภทไม่ทำอะไร และพอใจที่มีแม่ทำสารพัดอย่างให้ เขาไม่เคยเตรียมใจว่าจะเกิดภาวะเช่นนี้ขึ้น

ลูกๆ อัดอั้นตันใจมาก กลับมาถึงไอ้โน่นก็ไม่มีจะกิน ไอ้นี่ก็ไม่มีจะกิน แม่ซื้ออะไรมาก็ไม่ถูกปาก กินแล้วก็ขว้างทิ้ง.. โอ๊ย! คิดถึงคุณยายเหลือเกิน.. วันนั้นเขาคร่ำครวญ.. “ขอให้พระเจ้าเอาคุณยายมาคืน แล้วเอาแม่ไปแทนก็ไม่เป็นไรหรอก..”

เพื่อนไม่เคยคิดว่าตัวเองไร้ค่าถึงปานฉะนี้ ตอนแรกบอกสามีว่า ศุกร์-เสาร์นี้จะพาลูกๆ ไปพัทยา เขาเลยบอกสามีว่าคุณพาไปเถอะนะ เขาจะไปวัด ตอนนั้นดิฉันกำลังพยาบาลคุณโยมแม่ท่านอาจารย์สิงห์ทองอยู่ เขาก็ไปหาที่วัด ไปถึงกราบเรียนท่านอาจารย์ว่า ท่านอาจารย์เจ้าคะ ขออนุญาตมาคุยกับเพื่อน ไม่ได้มาปฏิบัติ และวันอาทิตย์ขออนุญาตออกไปโบสถ์ที่อุดร เพราะจะต้องไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์

ท่านอาจารย์ก็ไม่ว่าอะไร เพื่อดิฉันจะทำอะไรได้ทั้งนั้น ดีทั้งนั้น แต่ขอให้อยู่ในวัดก็แล้วกัน คงมองเห็นว่าต่อไปภายภาคหน้าเขาจะเป็นมะเร็งจะมีทุกข์เวทนาเดือดร้อนแสนสาหัส ตอนแรกท่านอนุญาตจะกินกี่มื้อก็ได้ ให้ไปจัดการติดต่อกับคนในครัว ได้กุญแจครัวมาแล้วด้วย ไม่ต้องไปขอใครอยากกินเมื่อไหร่ไปเปิดกินเอาเลย ท่านอาจารย์มีวิธีพูดจนเพื่อนดิฉันต้องเอากุญแจไปคืนคุณแม่ชีและกินมื้อเดียว ที่ว่าจะไปนั่งคุยกับดิฉันก็ไม่ได้คุยหรอก

6 โมงเย็น ท่านอาจารย์ก็ให้เณรมาตามว่าคืนนี้อาจารย์จะลงศาลา ให้เพื่อนดิฉันไปฟัง ครั้งแรกดิฉันคิดว่าคงจะเทศน์นิดๆ หน่อยๆ จนสี่ทุ่มจึงปล่อยกลับมา ให้เข้าไปเดินจงกรมนั่งภาวนาที่กุฏิในป่าข้างทางจงกรม แล้วยังปรามอีกว่า อย่าไปกวนเพื่อน เขาเหนื่อยแล้ว ดิฉันงง เพื่อนบอกว่าจะมาคุยด้วย เขาทุกข์สาหัส แล้วไม่เห็นเขาโผล่มาสักที ท่าอาจารย์กำกับอยู่ทางโน้น เขาเดินจงกรมจนกระทั่งเหนื่อย มองใบไม้สองข้างทางแล้วคิดว่า กลับไปบ้านจะให้สาวใช้ทำสเต็กให้กิน มองดอกไม้ที่กลีบเป็นฝอยๆ แล้วคงคิดว่าเป็นไข่เจียวที่ซอยใส่ข้าวผัด คือหิวจนตาลายถึงขั้นนั้น

ท่านอาจารย์ก็เย้าว่า ใบไม้นี่บางอันกินไม่ได้นะ กินแล้วเป็นพิษ อย่าเผลอไปกินเข้านะ มันไม่ใช่ไข่เจียว มันไม่ใช่สเต็ก ดิฉันก็สงสัยทำไมท่านอาจารย์ไปว่าเขาอย่างนั้น พอท่านอาจารย์ไปแล้วเขาก็บอกว่า นั่นแหละๆ เท้าเขาเดินจงกรม แต่ใจไม่จงกรมหรอก มันคิดอยู่อย่างนี้ตลอดทาง

การไปวัดครั้งนั้นทำให้เขาได้หลักในการปฏิบัติเขาดีใจ และที่ประหลาดมหัศจรรย์คือ เขาเคยสูบบุหรี่วันละสองซองอดไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าระหว่างนั้นอะไรได้เกิดขึ้นกับเขา เขาไม่กล้าสูบบุหรี่ ด้วยรู้สึกว่าทั้งวัดไม่มีใครสูบบุหรี่ ถ้าเขาไปสูบ กุฏิที่ท่านให้ไปอยู่นั้นมีหลังคามุงหญ้า ฝาไม้ไผ่ ก็กลัวว่าถ้าเผื่อเขาเผาวัดขึ้นมาอะไรจะเกิดขึ้น เขาก็คิดว่าเอาไว้ถ้าเขามาที่ศาลา เวลาไม่มีผู้คน จะสูบสักหน่อย ก็ไม่ปะโอกาสที่จะสูบได้สักทีหนึ่ง มาอยู่วัด 7 วัน เขาไม่รู้ตัวเลยว่าไม่ได้สูบหรี่สักตัวเดียว เพราะมัวแต่เดิน ถูกบังคับให้ภาวนา

ท่านอาจารย์สามารถจะทำตารางให้เขาโดยเขาไม่รู้เลย เขาต้องดูแต่ใจเขา แล้วก็เห็นว่าทำไมมันถึงได้ฟุ้งซ่านอะไรอย่างนี้ ปกติเวลาขึ้นรถไฟอาหารในรถไฟเขาไม่เคยกินได้เลย และไม่ค่อยคิดว่าอร่อย แต่พอถึงที่สุดแล้ว เขาคิดว่าวันนี้ขึ้นรถไฟเขาจะสั่งอาหารมากินเสียให้มีความสุข คนเรานี่พอถึงจุดหนึ่งแล้ว ที่เคยทำไอ้โน่นก็ไม่ได้ ไอ้นี่ก็ไม่ได้ พยศหายไปหมด อะไรก็ได้ทั้งนั้น

กลับถึงบ้านรื้อกระเป๋า เขาก็ตกใจเมื่อพบว่าบุหรี่ที่ขนไปทั้งหมดไม่ได้สูบเลย เพราะก่อนหน้านั้นถ้าใครบอกให้เขาอด เขาจะต่อรองว่า จากสองซองนี่ ต้องเหลือซองครึ่งก่อน ค่อยๆ ลดวันละมวน ก็ไม่เคยได้สักทีหนึ่ง เขาก็ทบทวนว่าทั้งอาทิตย์เขาอดบุหรี่ได้และไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าตัวเองอดบุหรี่ แสดงว่าตลอดมากิเลสมันหลอกเขาอย่างใหญ่หลวง เมื่ออดมาได้ถึงปานนี้แล้ว แต่นี้ต่อไปจะไม่แตะบุหรี่อีกเลย เขาเกิดความเด็ดขาดขึ้นมาอย่างนั้น แต่เขาบอกว่าบ้านตอนแรกไม่เหมือนอยู่วัด มีความรู้สึกว่าจะขาดใจตายให้ได้จริงๆ มีอาการต่างๆ นานา

แต่เขาก็ให้เหตุผลกับตัวเองว่า ถ้าเราเองอดได้ แล้วก็ไม่ใช่ใครทำด้วยนะ ตัวเราทำ แล้วเราก็ไม่ได้ทุกข์เดือดร้อนเลย ถ้ามันจะมาทุกข์เดือดร้อนตอนนี้ต้องไม่ใช่เรื่องจริงแล้ว เป็นจิตของเราใจของเรามันหลอกเราทั้งนั้น ตกลงเขาก็อดบุหรี่จนได้ตั้งแต่วันนั้นมา เขาไม่เคยแตะบุหรี่อีกเลย และกำลังใจที่เขาได้ตรงนี้ก็มีประโยชน์แก่เขา เมื่อต่อมาพบว่าเขาเป็นมะเร็งและผ่านกรรมวิธีมากมายหลายสถาน เขาบอกว่า ท่านอาจารย์เมตตาเขาอย่างมากๆ และคงเห็นล่วงหน้าว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเขา ซึ่งเขาก็ดีใจ เขาเลยกลายเป็นคาทอลิกที่วันอาทิตย์ก็ต้องไปวัด แต่ก็มานั่งภาวนาทำกรรมฐาน เป็นธรรมโอสถแทนยาที่หมอสั่งให้กินให้ฉีดเพื่อรักษาโรคภัยไข้เจ็บของเขา

อย่างที่ท่านอาจารย์ว่า อะไรก็ดีทั้งนั้นแหละ ทุกศาสนาก็ดีทั้งนั้นแหละ ถ้าเผื่อเป็นหลักทำให้ใจของเรายึดมั่นและพากเพียรหาทิศทางให้เราทำคุณงามความดีให้ตัวเอง เราก็ไม่ต้องไปเดือดเนื้อร้อนใจว่าจะเอาทางไหน หรืออย่างไร

เราค่อยๆ ปฏิบัติ อย่าไปโลภ อย่าไปมัว นึกว่าฉันต้องทำสมาธิ พอกำหนดปุ๊บมันจะต้องนิ่งเป็นสมาธิ หรือว่าสติของฉันจะขาดตกบกพร่องไม่ได้เลย เมื่อปฏิบัติแล้วฉันจะทำผิดพลาดไม่ได้ถ้าเราไปตั้งข้อแม้เอาไว้อย่างนี้ เราหลุดแล้ว รอยเท้าวัวไม่รู้หายไปไหนแล้ว และไปติดอยู่กับอะไรก็ไม่รู้ ใจที่จะมาจดจ่อเพื่อตามรอยเท้าวัวก็ไม่ตามแล้ว มันจะไปตามความคิดของเราที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้แล้ว ก็เลยไม่ได้อะไรเลย

ถ้าเราคิดแต่เพียงว่า หน้าที่ของเรา เราจะตามดูให้รู้ใจเรา มันดีก็รู้ว่ามันดี มันชั่วก็รู้ว่ามั่นชั่ว แก้ไขได้เราก็แก้ไขทันที ถ้าแก้ไขยังไม่ได้เราก็ดูให้เป็นไตรลักษณ์ เราไม่ไปมุ่งไปหวัง ไม่ไปเอาอะไรกับมัน อย่างน้อยที่สุด เราจะไม่ไปทำพิมพ์เขียวที่ให้เราทุกข์เดือดร้อนในภายหลัง คือพยายามให้เป็นปัจจุบันเอาไว้ มีอะไรเราก็ไม่ไปเอาข้อมูลเก่ามาฟื้นฝอยหาตะเข็บ เราจะให้มันอยู่กับปัจจุบัน ให้มันรับตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในแต่ละขณะๆ

ถ้าเราคอยดูให้ได้อย่างนี้ รับรองใจของเราจะมีความเบาขึ้นโดยลำดับ ที่แต่ก่อนนั้นพอเห็นไอ้นั่น ได้ยินเสียงไอ้นี่ ก็รู้สึกโลกนี้พลิกคว่ำพลิกหงาย อะไรก็ไม่ได้ไปเสียทั้งนั้น เริ่มรู้สึกว่าท้องฟ้าโปร่งใสขึ้น อะไรต่ออะไรเบาสบายขึ้น แต่ก่อนไอ้โน่นก็ทนไม่ได้ ไอ้นี่ก็ไม่เอา ก็รู้สึกว่าไม่หนักหนาถึงจะต้องอยู่กันก็อยู่กันได้ เราก็ไม่ไปใส่ใจ ไม่ไปสนใจ

แต่ก่อนนั้น พอมีอะไรไม่ถูกใจ ใจเราเหมือนมีอะไรสะกดจิต จะต้องยื่นสะพานไปแล้ว ก็ได้ยินแต่ตรงนั้น ตรงอื่นๆ ดีก็ไม่เอา จะเอาแต่ตรงนั้นแหละ เราก็ไม่เห็นที่ผิดของเรา ไปโทษว่าเขาไม่ดีรู้อยู่แล้วยังมาทำเสียงดังรบกวนเรา แต่จริงๆ ไม่ใช่เราไม่ว่าเราไม่ดี อยู่ๆ ก็ยื่นหูเราออกไปฟังเขา

พอเราหันทิศทางถูกและเริ่มดูใจของเราเป็นมันจะค่อยๆ เห็น พอจะออกไปปรับไหมเขาให้เป็นมิจฉาทิฐิ เราก็จะม้วนเข้ามาเตือนตัวเองว่า ถ้าเราดีเสียอย่าง เราไม่มีสาเหตุแล้ว มันไม่เป็นอะไรทั้งนั้น อย่างที่ดิฉันเคยเปรียบเทียบว่า ในอากาศมีเชื้อหวัดอยู่ไม่รู้เท่าไหร่ๆ ถ้าภูมิคุ้มกันของเราดีใครเป็นหวัด เราก็ไม่เป็น ถ้าภูมิคุ้มกันเราไม่ดี ทั้งๆ ที่ไม่มีใครมาไอใส่เรา ประเดี๋ยวเดียวเราก็เจ็บคอ ปวดหัว ตัวร้อน และเราก็ไอ ไข้ข้น เป็นหวัด

ถ้าใจเห็นตรงจุดนี้ได้จะเป็นกุศลขึ้นอย่างมากไม่อย่างนั้น โดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าเราอ้าปากพูดอะไร เราขยับกายไปทำอะไร จะเป็นการยกตนข่มท่าน เพ่งโทษคนอื่นทั้งนั้น ทำให้ที่เราบอกเหนื่อยเหลือเกินแล้ว ไม่อยากมาเกิดอีกแล้ว มันเป็นความทุกข์อยู่ร่ำไป ตัวตนอันนี้ฉันไม่มีแล้ว แต่จริงๆ ไม่ว่าเรากระดิกไปทิศอะไร ไปพูดอะไร ไปทำอะไร ตัวตนของเราไปนั่งทับคอต่อคนอื่นเขาหมดทั้งนั้น ไอ้นั้นก็ไม่ดี ไอ้นี้ก็ไม่ดี อย่าว่าแต่ผู้คนสิ่งมีชีวิตเลยดินฟ้าอากาศก็ไม่ดี ฝนก็ไม่ดี ทุกอย่างไม่ดีไปหมดทั้งนั้น ทำให้ที่เราบอกเหนื่อยเหลือเกินแล้ว ไม่อยากมาเกิดอีกแล้ว มันเป็นความทุกข์อยู่ร่ำไป ตัวตนอันนี้ฉันไม่มีแล้ว แต่จริง ๆ ไม่ว่าเรากระดิกไปทิศอะไร ไปพูดอะไร ไปทำอะไร ตัวตนของเราไปนั่งทับคอต่อคนอื่นเขาหมดทั้งนั้น ไอ้นั้นก็ไม่ดี ไอ้นี้ก็ไม่ดี อย่าว่าแต่ผู้คนสิ่งมีชีวิตเลยดินฟ้าอากาศก็ไม่ดี ฝนก็ไม่ดี ทุกอย่างไม่ดีไปหมดทั้งนั้น

นี่แหละใจของเราอันธพาลถึงปานฉะนี้ แต่เราไม่เห็น ถ้าใครเขาไม่ดีเพียงแค่เสี้ยวหนึ่งของเราเท่านั้น เราบอกคบไม่ได้ คนอะไรไม่รู้จักสำรวจตัวเอง ไม่รู้จักแก้ไข แต่พอเรามาดูใจเราเป็น ก็จะสยดสยองกับตัวเองว่าถึงปานฉะนี้เชียวหรือ พอเริ่มตื่นขึ้นมาอย่างนี้จะค่อย ๆ อ่อนน้อมถ่อมตน ยอมแก้ไขตัวเอง

ตอนแรกหงุดหงิด อะไรกัน พยายามมาตั้งแค่นี้แล้วยังไม่มีผลขึ้นมาให้ชื่นใจ ไอ้โน่นก็ไม่ดี ไอ้นั่นก็ไม่ดีอีกแล้ว รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง ต่อมาหน้าที่เรามีอย่างเดียว คือรดน้ำดูแลต้นมะม่วงไปเรื่อย ๆ มันจะออกลูกเมื่อไรเป็นหน้าที่ของต้นมะม่วง ไม่ใช่หน้าที่ของเราที่จะไปออกลูกแทนต้นมะม่วง แต่กว่าจะเห็นตรงนี้ได้ก็เจ็บแสบอีกพักใหญ่

พอค่อยเข้าที่เข้าทางอย่างนี้ การดูแลใจเริ่มสม่ำเสมอและมีผลขึ้น ไม่อย่างนั้น ดูทีไรดูใจคนอื่นทุกที แต่เราก็ว่าเราดูใจเรา พอพูดออกมาหรือทำอะไรออกมา มันฟ้องเลยว่า ที่เราไปเคี่ยวเข็ญคนอื่นมันต้องทำให้กิเลสเราหลุดไป เดี๋ยวใครคนนั้นเขาก็ได้ดิบได้ดี การอดทน อดกลั้นต่ออัตตาของเราที่ไปถล่มบนคอต่อเขา เขาก็ต้องได้ดิบได้ดี เราอาละวาดบ้านเราไม่พอ ยังมองไปบ้านคนอื่นอีกแต่เราไม่เห็นที่ผิดแล้วยังบอกว่า เอ๊ะ! ทำไมมรรคผลไม่เป็นของเรา กลายเป็นของเขา

เพราะฉะนั้น จะมีอะไรเกิดขึ้น ให้เรามั่นใจว่าเรากำลังดูเราอยู่ เรากำลังปรับไหมตัวเราอยู่ไม่ไปเพ่งโทษคนอื่น เหมือนอาทิตย์ที่แล้วเราพบกันที่ห้องนี้ด้วยรายการพัฒนาตน พอดิฉันจะกลับก็ปรากฏว่า รถของดิฉันมีรถคันอื่นมาจอดขวางเอาไว้ พวกลูกศิษย์ที่น่ารักก็ช่วยกันเข็นรถคันนั้นเพื่อทำช่องว่างให้รถดิฉันออกได้ โดยเข็นถอยไปใกล้กับรถคันหลังจนกันชนเกือบแตะกัน ซึ่งดิฉันว่าช่องว่างนั้นสำหรับจะออกได้แล้ว ดิฉันก็ไปขึ้นรถ

ปรากฏว่าเขาอย่างไรก็ไม่ทราบ เปลี่ยนใจไปเข็นอีกตูมหนึ่ง ดินที่ลานจอดรถซึ่งขรุขระยิ่งกว่าถนนโลกพระจันทร์ ก็เลยทำให้กันชนของคันหน้าขึ้นไปนั่งทับบนกันชนของคันหลัง แล้วไปเกี่ยวเอาป้ายทะเบียนคันหลังเข้าโดยไม่มีใครรู้ พอดิฉันสตาร์ทรถจะออกก็เห็นเข้า รู้สึกว่า ตายแล้ว เมื่อกี๊เราดูก็ว่ายังห่างอยู่ เราถูกฝึกให้ดูใจเรา ถึงเขาจะมาจอดขวางทางเรา แต่เราถูกสอนว่า จะไปทำอะไรของใครนี่ ต้องระวังไม่ให้เกิดความเสียหายที่เขาจะมานึกขึ้งเคียดก่อเวรกับเรา

ดิฉันก็ประท้วงลูกศิษย์ดิฉันว่า “ตายแล้ว ทำไมทำอย่างนั้นล่ะ” คำตอบที่ได้มาว่าอย่างไรรู้ไหม “ก็ใครใช้ให้มันจอดอย่างนี้ ถ้าเผื่อจอดอย่างนี้ก็ต้องเป็นอย่างนี้แหละ” ดิฉันนึกในใจว่า ความสามารถของเราแย่มาก เราว่าเราสอนให้ดูใจ สอนให้ระมัดระวัง สอนให้ไม่ประมาท สอนให้ไม่ก่อหนี้กับใคร โอ้โฮ แผดขึ้นมาได้ว่า “ก็ใครใช้ให้จอดอย่างนี้ล่ะ”

มิหนำซ้ำ เจ้าของรถทั้งสองคันก็มาถึง ด้วยความหวังดี เขาก็ว่า อย่าไปเข็นเลย มันหนัก คันหน้าก็สตาร์ทเพื่อจะออกไป คันหลังจะได้ออกตาม ตามสตาร์ทรถก็กระตุกเพราะที่ดินที่ไม่เสมอกัน เลยเกี่ยวเอาพลาสติกที่หุ้มทะเบียนของคันหลังฉีกออกมา เจ้าของคันหลังคงทำใจแล้วว่า การที่เราจอดรถฝากเทวดาเอาไว้ก็อาจจะเจอทั้งเทวดามาเฟีย เทวดาดีๆ เขาก็กำลังปลงของเขาว่าวันนี้คงลงจากที่นอนผิดข้าง

ลูกศิษย์ที่น่ารักอีกคนหนึ่งก็ตัดบทว่า “โอ้ย มัวแต่มายืนคร่ำครวญอะไรกัน ไม่มีอะไรหรอก ขึ้นรถๆ กลับบ้านๆ เสียเวล่ำเวลา” คราวนี้สิที่เขากำลังคิดว่าจะให้จบกันไป เขาก็หันมามองแล้วประท้วงว่า “คุณพูดว่าอย่างไรนะครับ ถ้าเผื่อเป็นป้ายทะเบียนรถคุณ คุณจะพูดอย่างนี้ไหมครับ” ดิฉันก็ว่าเขาสุภาพนะ เขาปฏิบัติมากกว่าพวกเราซึ่งเพิ่งออกมาจากการพัฒนาตน แต่พัฒนากิเลสหรือพัฒนาสติปัญญาก็ไม่ทราบ

เสียงเขาไม่ได้โกรธเกรี้ยว แต่น้ำหนักคำพูดของเขาที่ว่า “<ถ้าเป็นป้ายทะเบียนรถคุณ คุณจะพูดอย่างนี้ไหมครับ” ในที่สุดก็จบกันไป แต่ดิฉันไม่แน่ใจว่า ในใจเขาจะนึก วันนี้เราไปเจอมนุษย์พันธุ์ไหนเข้านะ ทำให้ดิฉันสลดใจว่า นี่ขนาดเราฝึกกันอยู่ และเราก็เพิ่งออกมาจากปฏิบัติกันสดๆร้อนๆ เห็นไหมว่า มีวิชาท่วมหัวเอาตัวไม่รอดอย่างไร ทุกคนก็ว่าดูใจของตัวเองอยู่ แต่แทนที่จะเห็นที่ผิดของตัวเอง กลับไปคิดน้อยใจว่า รู้อย่างนี้ไม่เข็นเสียก็ดีหรอก ทำไมไม่เปรียบเทียบว่า อย่างไหนจะดีกว่ากัน เราอยู่เฉยๆ กับการที่เราได้ทำผิดแล้วได้หินลับปัญญากลับมา นิสับที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของเราก็ยังทำต่อไป กิเลสยังเอาไปกินได้อีก

ถ้าเป็นอย่างนี้ ต่อไปเราไม่ทำอะไรแล้ว คิดว่าการไม่ทำนี้จะทำให้เราปลอดภัยจากการมีหนี้สินขึ้นมา เรารักอัตตานี้ด้วยกิเลส ถ้าเราดูใจเราไม่เท่าทัน ปรากฏว่าเราดูกิเลสตลอดกาล และอนุรักษ์กิเลสตลอดกาล และเราก็เป็นปุ๋ยของกิเลส แต่เราว่าเราปฏิบัติอุกฤษฏ์ ไม่มีเวลาเผลอเลย สติมีอยู่ มันก็มีความไม่มีสติในความมีสติ เหมือนเราออกมาจากโรงหนังซึ่งมืด พอออกมาเจอแสงสว่างเราก็ว่าเราเห็นหมดแล้ว แต่จริงๆไม่เห็นหรอก คนขวางหน้าทั้งคน เราชนเขาเปรี้ยงไปเลย เพราะว่าตาชินกับความมืด ม่านตาที่ขยายอยู่ยังหุบไม่ทัน ในความสว่างอันนั้นก็มีความมืดบอดอยู่ อวิชชาคือความผ่องใสอย่างยิ่ง จึงเข้าตาเราเหมือนความสว่างเวลาที่ออกจากโรงหนังมานี่แหละ

ถ้าเรามองจากตรงนี้เห็นได้ คงจะพอกระตุกใจตัวเองเวลาใจเราดูให้เท่าทัน เพราะจริงๆแล้ว ถึงจะทำ ถ้าใจเราเป็นอกุศลเสียแล้ว ทำก็เป็นผิด ไม่ทำก็เป็นผิด แต่ถ้าใจของเราดีเสียแล้ว ทำก็เป็นกุศล ไม่ทำก็เป็นกุศล

เหมือนสมัยพุทธกาลที่มีคนไปฟ้องร้องพระพุทธเจ้าว่า โกณฑัญญะเป็นพระอรหันต์แล้วอยู่แต่ในป่า ไม่รู้จักไปสั่งไปสอนคนอื่น ท่านก็รับรองว่า “อัญญาโกณฑัญญะ ลูกเราทำถูกต้องแล้ว” เสร็จแล้วก็มีอีกคนหนึ่งไปฟ้องพระพุทธเจ้าถึงพระอรหันต์อีกองค์หนึ่ง ดิฉันจำชื่อท่านไม่ได้ องค์นี้ท่านมีลูกศิษย์ลูกหา ท่านห่วงใยเที่ยวสั่งสอน ก็ว่าองค์นี้ยุ่ง แทนที่จะดูใจตัวเองแล้วสันโดษ ก็ได้ไปเที่ยวยุ่งกับคนโน้นคนนี้ สมควรหรือ ท่านก็ตรัสว่า “ลูกเราทำถูกแล้ว” คือเหตุปัจจัยแต่ละคนไม่เหมือนกัน

อัญญาโกณฑัญญะ ท่านไม่มีเหตุที่ต้องทำอย่างนั้น ท่านอยู่เฉยๆท่านก็ถูก ท่านก็เป็นบุญเป็นกุศล อีกองค์หนึ่งท่านมีเหตุ ท่านมีห่วงมีใยของท่าน ท่านเมตตา ท่านก็ทำถูกของท่านอีกแหละ เราจะรู้อะไรของท่าน แต่พวกเราถ้ากิเลสยังเต็ม ทำก็เป็นกิเลส ไม่ทำก็เป็นกิเลส เราก็ต้องเอากิเลสเป็นหนามยอก เอาหนามบ่ง ทำจนมันทะลุกิเลสเป็นกุศลขึ้นมาจนได้ แล้วเราจะได้รู้ว่าวิธีตามดูใจที่ถูกต้องนั้นเป็นอย่างไร
ก็หวังว่าจะเป็นอุบายให้พยุงใจตัวเองปฏิบัติถูกปฏิบัติควร เป็นมรรคไปสู่ความสิ้นทุกข์

Image

 

....

คัดลอกบทความจาก

http://www.dharma-gateway.com


จำนวนอ่าน: 257

Be first to comment this article
RSS comments

แสดงความคิดเห็น
  • 1. กรุณาใช้ถ้อยคำที่สุภาพ.
  • 2. e-mail ถ้าไม่มี ก็ปล่อยว่างไว้
ชื่อ *:
E-mail
BBCode:Web AddressEmail AddressLoad Image from WebBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ข้อความ *:



ใส่รหัสตัวเลข(ก่อนส่ง)*:* Code

Powered by AkoComment Tweaked Special Edition v.1.4.6
AkoComment © Copyright 2004 by Arthur Konze - www.mamboportal.com
All right reserved

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Friday, 16 May 2008 )
 
< ก่อนหน้า   บทความถัดไป >