|
พญ.อมรา มลิลา
|
|

คุณค่าอันน่าอัศจรรย์แห่งพระพุทธศาสนา
โดย ดร.อมรา มลิลา
ณ ห้องประชุม องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก
วันที่ 25 สิงหาคม 2537

มนัสการพระคุณเจ้า ท่านเลขานุการ ท่านอาจารย์สุชีพ และท่านผู้มีเกียรติ
วันนี้เราจะพูดกันถึงคุณค่าอันน่าอัศจรรย์แห่งพระพุทธศาสนา ในประเด็นที่ตัวเองได้ประสบพบมา ไม่ใช่เอาความรู้จากตำราหรือจากที่อื่นใดมาเล่า เพราะท่านที่มาประชุมกันอยู่ ณ ที่นี้ คุ้นเคยกับพระไตรปิฎกตำรับตำราดีกว่าดิฉันเยอะแยะมากมาย
เริ่มต้นด้วยเรื่องของตัวเอง แต่เด็กแต่เล็กมา พ่อแม่ก็อบรมบ่มสอนให้รู้คุณของศีลของธรรม จนเชื่อว่าตัวเองเป็นชาวพุทธที่ดี เคารพเลื่อมใสในคำสอนของพระพุทธศาสนาหมดหัวใจ ก็คิดว่าแค่นี้นี่เราก็เป็นชาวพุทธที่เห็นคุณค่าของพระพุทธศาสนาเต็มเปี่ยมแล้ว
ทีนี้ก็ยึดว่า คนเรา เมื่อเราเป็นคน เราก็ต้องมีศีล เพราะว่าศีลนั้นเป็นสมบัติของมนุษย์ เป็นมนุษยธรรม เมื่อโตขึ้น มาเรียนหนังสือ มาทำงาน นี่เริ่มมีความทุกข์ เพราะสงสัยว่า ทำไมบางคนจึงไม่มีศีล ไม่มีธรรม ให้เสมอเหมือนกัน เขาน่าจะรู้ได้เอง เป็นของธรรมดา…ธรรมดา แต่ทำไมเขาถึงผิดศีลได้หน้าตาเฉย ทั้งๆ ที่เขาก็มีความรู้ มีคนนับหน้าถือตา
ต่อมาก็ได้พบนิทานเรื่องหนึ่ง เปรียบเทียบพระพุทธเจ้าเอาไว้ว่า ท่านเหมือนเจ้าของสวนมะพร้าว พวกเราทั้งหลายคือนักเดินทางที่ไม่รู้จักวิธีกินมะพร้าว พอเดินทางผ่านมา พบป้ายประกาศเอาไว้ว่า ผลไม้จากสวนนี้ให้เป็นทาน ใครหิวกระหายก็เอาไปกิน เอาไปดื่มได้ตามปรารถนา
คนเดินทางคนแรก เอาลูกมะพร้าวมาพิศดูแล้วก็ไม่รู้จัก เข้าใจว่ากาบมะพร้าวคือเนื้อที่กินได้ก็เอามีดเฉาะ…เฉาะ…เฉาะกาบมะพร้าวออกมาเรียงกันไว้ แล้วก็เริ่มต้นเคี้ยว…เคี้ยวไปพลางก็คิดว่า อือม์…ผลไม้นี่คงต้องการน้ำลายเราไปคลุกเคล้าเสียก่อน แล้วเส้นใยเหล่านี้จึงจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาล ก็เคี้ยวต่อไปด้วยความอดทน
เคี้ยวจนกระทั่งเจ็บฟัน เจ็บเหงือก ระบมไปหมด ก็ยังไม่ได้เรื่อง เกิดความหงุดหงิดแล้วเลยพาลเพ่งโทษว่า เออ…นี่น่ะ…เจ้าของสวนคงไปถูกใครหลอก ให้เอาผลไม้นี้มาปลูก ปลูกแล้ว มีลูกแล้ว ไม่ได้ประโยชน์ ก็ไม่รู้จะเอาไปทิ้งที่ไหน เลยออกอุบายให้พวกเราช่วยขนไปทิ้งให้
จิตใจที่ยังไม่ได้ฝึก ก็ไม่มีศีลมีธรรมอยู่ในใจ เกิดความระแวงผู้อื่น เมื่ออะไรไม่เป็นไปดั่งใจ การที่จะย้อนมามองตัวเอง แล้วค้นหาว่า หรือเรายังไม่เข้าใจสิ่งนี้ถ่องแท้ หันมาแก้ไขปรับปรุงที่เรา เราไม่ทำอย่างนั้น เราเพ่งโทษผู้อื่น แล้วใจเราก็ได้ทุกข์หงุดหงิดที่ไม่ได้ดั่งใจ ไปยกตนข่มท่าน
ท่านเปรียบเทียบว่า คนเดินทางประเภทที่หนึ่งนี่ รู้แต่เปลือกของพุทธศาสนา รู้แต่ประเพณีว่า ถึงวันพระไปใส่บาตรนะ ถึงวันสำคัญทางศาสนาไปทำบุญ เราก็ได้แต่รู้แค่นี้ เวลาที่มีความทุกข์เกิดขึ้น เราช่วยตัวเราเองไม่ได้ เราจึงมีความรู้สึกเหมือนถูกหลอกให้กินกาบมะพร้าว ไม่เห็นคุณค่า ความดีงามของศาสนา
คนเดินทางคนที่สอง เดินทางมาถึง ฉลาดขึ้นมานิดหนึ่ง กาบมะพร้าวนี่คือเปลือก ก็ปอกกาบมะพร้าวทิ้งไป แต่เข้าใจว่ามะพร้าวนี่น่ะ กะลาคือเนื้อ ไม่รู้ว่าจะกินเนื้อได้ ต้องเอากะลาออกไปเสียก่อน
ก็เหมือนพวกเรา...เรา นี่แหละ ที่ไปคิดว่าเมื่อเราดี เรามีศีลธรรม เรามีสามัญสำนึก คนอื่นก็ต้องมีศีลธรรม มีจริยธรรมอย่างเรา เราก็เลยเป็นเป็นตำรวจโลก หนักเหนื่อยกายเหนื่อยใจแสนสาหัส ด้วยแบกหามโลกนี้ เรารู้จักกระพี้ของศาสนา ยังไม่รู้จักที่จะรักษาใจของเรา เราจึงฟกช้ำดำเขียว จากการแบกโลกนี้เอาไว้
ทีนี้ถึงคนเดินทางคนที่สาม นี่ก็เหมือนสองคนแรก แต่จิตใจของคนเดินทางที่สามนี้ อยู่กับความจริง ท่านเจ้าของสวนบอกแล้วว่า ใครหิวกระหายก็เอาไปกิน เอาไปดื่มได้...ผลไม้นี้ต้องมีทั้งน้ำทั้งเนื้อ กินและดื่มดับหิวกระหายได้... เราเองเราไม่ฉลาดที่จะรู้วิธีกิน หยิบเอาผลไม้มาพินิจพิเคราะห์ ระหว่างที่จับพลิกดู ก็ได้ยินเสียน้ำกระฉอกข้างใน
เมื่อได้ยินเสียงน้ำกระฉอกข้างใน ก็แน่ใจว่าเราคิดถูก ค่อย ๆ เล็งดู อ้อ...หามีดมาเซาะ เปิดกะลาข้างบนออก เมื่อเปิดกะลามะพร้าวได้แล้ว ก็ดื่มน้ำมะพร้าวที่กำลังหวานหอมชื่นใจ กินเนื้อที่เป็นวุ้นนุ่มพอดี...พอดี...
เปรียบได้กับท่านที่รู้จักแก่นของศาสนา คือนอกจากรักษาศีลรักษาธรรมแล้ว ทำทานแล้ว ก็รู้จักที่จะภาวนา รู้จักที่จะปฏิบัติให้จิตใจของตนมีสติสัมปชัญญะ มีปัญญาชี้ทาง ก็ได้เห็นความมหัศจรรย์ของศาสนา
ตัวเองนี่โชคดี ที่เมื่อไปเรียนต่อที่เมืองนอก มีสิ่งที่กระตุ้นให้เห็นว่า สมาธิ การฝึกปฏิบัติใจนั้นเป็นสิ่งสำคัญ แต่ก็ได้เพียงครึ่งท่าน เพราะฝรั่งสนใจสมาธิในแง่ที่ช่วยให้ความจำดี เรียนหนังสือเก่ง
ดิฉันก็คิดตามแบบคนเรียนหนังสือว่า เออ...กลับถึงบ้านเราแล้ว จะต้องหาครูเก่ง ๆ ติวเข้มให้เราทำสมาธิเป็น ก็โชคดี กลับมาก็ได้ไปปฏิบัติที่วัดป่าทางอีสาน เมื่อไปฝึกปฏิบัติ ท่านอาจารย์ท่านเมตตา ท่านคงเห็นว่า ไอ้ลูกศิษย์คนนี้ ดูทีท่าว่ามีความรู้ทางโลกก็จริง แต่ในทางธรรมนั้นเรียกว่ายังโง่เซ่ออยู่มาก
ท่านก็ค่อย ๆ เปรียบเทียบให้ดิฉันเห็นว่า การที่เรามาปฏิบัตินั้น จะปฏิบัติอย่างไร จะพัฒนาตัวเราอย่างไร เริ่มต้น ท่านบอกว่า อาจารย์จะให้ชาวบ้านมาปลูกตูบ... ตูบคือกุฏิเล็ก ๆ ที่หลังคามุงหญ้าพื้นปูด้วยฟาก และฝาเป็นตอกสาน... ให้ศิษย์ไว้พักริมทางจงกลม พอรู้ตัวตื่นจะได้ลงไปปฏิบัติเลย
เราก็นึกเอาแบบของเรา...ก่อสร้าง...กว่าจะได้ตูบเล็ก ๆ มาหลังหนึ่ง ก็คงจะต้องมีเสียเอะอะ เรารู้อุตส่าห์จะมาปฏิบัติ เริ่มนับวันนับเวลา นี่จะต้องมาเสียเวลากับการสร้างตูบไม่รู้กี่วัน ก็คิดไปแบบคนที่ไม่รู้ธรรมชาติ และความเป็นจริง
พอถึงวัน ปรากฏว่า เมื่อชาวบ้านดูแลท่านอาจารย์และพระเณรฉันเสร็จเรียบร้อย เก็บสำรับมากินข้าวกัน ล้างถ้วยชาม ทำความสะอาดศาลา ฉันเรียบร้อยแล้ว เขาก็แบ่งหน้าที่กัน คนที่ขุดหลุมก็ขุดหลุมไว้สี่หลุม คนหาเสาก็ไปหาเสา คนไปหาไม้ไผ่เพื่อเอามาทำเป็นฟากก็ไปหามา คนที่จะผ่าออกเป็นตอก แล้วสานฝาเขาก็ผ่าก็สาน
เขาทำงานกันไม่มีเสียงพูดคุยเลย ต่างคนต่างรู้หน้าที่ ต่างตั้งใจทำงานของตัว พอตกเย็นก็ได้ตูบน้อย ๆ ขึ้นมาหนึ่งตูบ ท่านอาจารย์ลงมาสำรวจความเรียบร้อย แล้วก็บอกเราว่า คืนนี้มาพัก แล้วก็ตั้งใจปฏิบัติให้เขาได้บุญนะ ถ้าไม่ง่วง ก็ไม่ต้องนอน
มันไม่ใช่แต่เพียงได้ตูบไว้ทำภาวนา มันสอนดิฉัน ถึงความน่าอัศจรรย์หลายอย่างของร่มเงาพุทธศาสนา เขาเคารพท่านอาจารย์ เพียงแต่ท่านเอ่ยปาก เขาก็ร่วมแรงกันมาลงแขก แล้วก็พาให้นึกต่อไปว่า ไม่เพียงแต่เฉพาะท่านอาจารย์ เวลาที่เขาจะแยกครัว ลูกเต้าโตพอจะออกเรือน เขาก็มาลงแขกช่วยกันสร้างเรือนหอ
ชีวิตของเขาไม่จำเป็นต้องมีสตางค์เยอะแยะ เขาก็มีบ้านอยู่ มีปัจจัย 4 ใช้สอย มีศีลมีธรรม มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน มีใจที่ผาสุกร่มเย็น เพราะเขารู้จักแก่นของพุทธศาสนา แล้วทำไมเราชาวกรุง สิ่งเหล่านี้หายไปไหนกันหมด
เมื่อตัวเองกลับจากเมืองนอก มาทำงานมีเงินเดือนระดับปริญญาเอก คิดซื้อรถยนต์ก็ได้แค่ล้อข้างเดียวเท่านั้นแหละ ถ้าไม่มีพ่อแม่ให้ได้อาศัยร่มไม้ชายคาท่านอยู่ ต้องมาก่อร่างสร้างตัวเอาเอง คงต้องฉ้อราษฎร์บังหลวง กินตามน้ำไปกับเขา
ใจเริ่มเห็นว่า กระแสของสังคมที่ผู้คนไม่รู้จักจัดการกับชีวิตของตนนี่ รุนแรงพอจะกัดกร่อนคุณธรรมของเราให้สูญหายไป แล้วก็คิดว่า สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอนนั้น เปรียบเหมือนยาที่หมดอายุแล้ว ใครจะไปบ้าทำอยู่ได้ ต่อให้พระพุทธเจ้ามามีพระชนม์ชีพอยู่ตอนนี้ ท่านก็ต้องปรับปรุงคำสอนของท่านให้เข้ากับยุคสมัย
ใจเหมือนนักเดินทางคนแรก กินมะพร้าวไม่เป็น แต่แทนที่จะคิดว่าเราโง่เซ่อ กลับเพ่งโทษว่า เจ้าของสวนมะพร้าวนี่น่ะ หลอกเรา จะให้ขนเอามะพร้าวไปทิ้งให้ ใจที่เพ่งโทษผู้อื่น หวั่นระแวงกังวล ก็ไม่มีความสุข ไม่มีความสงบ
เมื่อเห็นตรงนี้ ใจก็ได้คิด เกิดความสลดสังเวชว่า เราไม่ฉลาดรอบรู้ในการดำรงชีวิตเลย มัวแต่วิ่งตามวัตถุจนเกินเหตุ แล้วละทิ้งน้ำใจ ละทิ้งพรหมวิหาร ละทิ้งคุณธรรมความดี ทำไมเราถึงไม่เริ่มพัฒนาตัวเองจากตรงนี้
เมื่อใจเริ่มคิดมาถึงตรงนี้ มันก็เห็นอะไร...อะไรต่อไปอีกว่า การเป็นอยู่ของเรา เราหนีจากธรรมชาติ แล้วหลงไปนึกว่า นี่คือพัฒนาการ เราเป็นคนที่เจริญแล้ว แต่จริง ๆ นั้น เราวิ่งหนีความจริง เราวิ่งหนี รากแก้ว ของเราต่างหาก มันจึงเป็นปัญหา
คราวนี้ก็เริ่มเข้าใจ ทำไมท่านอาจารย์ถึงบอกว่า คิดดูสิ เจ้าชายสิทธัตถะท่านเป็นเจ้าอยู่ในปราสาทราชวัง แต่ถึงเวลาท่านตัดสินพระทัยจะมาศึกษาเรื่องของใจ เรื่องของพุทธศาสนา ท่านกลับหนีออกจากปราสาทไปอยู่ในป่า ไปอยู่กับธรรมชาติ เพราะเราเองก็เป็นธรรมชาติอันหนึ่ง
เราเองคนนี้ที่เคยหลงว่า ฉันนี่น่ะวิเศษ ฉันมาแต่กลุ่มเซลล์ มาแต่อะไรที่ไม่มีใครคิดสร้างขึ้นมาได้ แท้ที่จริงมันก็เป็นดิน เป็นน้ำ เป็นลม เป็นไฟ เป็นสภาวธรรมอันหนึ่ง แต่แรก ๆ ฟังท่านอาจารย์พูดแล้ว ยังมองไม่เห็นภาพ แล้วก็นึกค่อนท่านในใจ ท่านอาจารย์พูดอะไร ฟังไม่ได้เรื่อง เพราะเราทำตัวเราให้ฟังไม่ได้เรื่องจริง ๆ เราไม่รู้จักปรับที่เรา ยึดอยู่แต่ว่า เราหลับตาไม่เห็นภาพ เราไม่เคยเป็น
ท่านก็บอกว่า เวลาศิษย์ลงไปเดินจงกรม ถ้าเป็นไปได้ ไม่ต้องใส่รองเท้า เดินเท้าเปล่า ให้ธาตุดินในตัวเราได้สัมผัสกับธาตุดินที่พื้นดิน ที่มันเป็นแหล่งกำเนิดของธาตุดินทั้งหมด ถ้าใจของเรานิ่งพอ ความเป็นจริงจะชำแรกเข้าไปในความรับรู้ของเราได้ แล้วเราก็จะสัมผัสว่า ดินในตัวเรากับดินที่พื้นดิน เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกัน ดิฉันก็นึกในใจ เออ...บทเรียนของท่านอาจารย์แต่ละบทนี่ ฟังดูแล้วช่างยากเหลือแสน เกินที่จะเข้าใจได้ แต่เอาเถอะ ท่านก็มิได้ออกบัตรไปเชื้อเชิญ เราเอาตัวเรายัดเยียดเข้ามาอยู่ที่นี่เอง ถ้าเรามัวแต่เถียงท่านอยู่อย่างนี้ แล้วเราจะได้อะไร
ขนาดปากบอกว่า จะไม่เถียง แต่ตามประสาที่สติของเรายังไม่มีกำลัง ให้เดินดิฉันก็เดิน ให้ถอดรองเท้า ดิฉันก็ถอดรองเท้า เริ่มต้นก็เอาศรัทธานี่แหละเป็นแรงเหนี่ยวนำ แต่ศรัทธายังไม่ตั้งมั่น พอเดินไปสักหน่อย ใจก็คิดสงสัย...จะเป็นดินไปได้อย่างไรกัน ใจเราก็ฟุ้งซ่านไปตามประสาที่ความจำได้หมายรู้ของเรามันหลอกเราเอาไว้ แรก ๆ ก็มีแต่ความทุกข์เดือดร้อน เพราะว่าใจไม่ยอมสงบ
เมื่อใจฟุ้งซ่านไปแล้ว มันก็บ้าคิดแต่สิ่งที่ไม่ได้เป็นความจริง ใช่หรือไม่ ครั้นต่อมา...ต่อมาจึงเริ่มได้สติว่า ถ้าไม่มีอะไรที่ศักดิ์สิทธิ์หรือมีคุณค่ามหาศาลจากการปฏิบัติแล้ว เหตุไฉน เจ้าชายสิทธัตถะจะเอาความเป็นรัชทายาท เอาทุกอย่าง สารพันมีของท่านวางกองเป็นเดิมพัน โดยเฉพาะการที่ท่านทรงตัดมุ่นพระเกสา
มีท่านผู้รู้ท่านหนึ่งมาถามดิฉันว่า คุณหมอรู้ไหม ทำไมเจ้าชายสิทธัตถะจึงต้องตัดผมทิ้งในวันออกบวช ดิฉันก็...เอ...ทำไมล่ะคะ ท่านก็อธิบายให้ฟังว่า สมัยก่อนน่ะ ถึงจะแบ่งเป็นวรรณะ พราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ ศูทร แล้ว คนวรรณะสูงสามารถไปอยู่กับวรรณะต่ำกว่าได้ ถ้าถูกขับไล่ไสส่งออกจากวรรณะของตัว เจ้าชายสิทธัตถะท่านจะไปอยู่กับแพศย์ ศูทร หรือกับจัณฑาล ก็อยู่ได้สลายเลย ทุกคนจะอ้าแขนอ้าขาผวารับ
แต่เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงตัดพระเกสาทิ้งไปแล้ว ความหมายนั้นเด็ดขาดถึงขั้นว่า ท่านเป็นคนที่ชั่วช้า จนกระทั่งจัณฑาลก็ไม่ยอมรับเข้าไปอยู่ด้วย เพราะรับเข้าไปแล้ว พวกจัณฑาลจะวิบัติ ท่านจึงกลัวว่าองค์ท่านเองจะโลเลเปลี่ยนพระทัย แม้เริ่มแรกจะเด็ดเดี่ยวว่า ถ้าไม่รู้สัมมาสัมโพธิญาณก็จะยอมตาย ไม่กลับคืนสู่ชีวิตแบบเก่า ๆ
เมื่อใจของคนเราเอาแน่นอนไม่ได้ เพราะฉะนั้นเพื่อย้ำกับตัวองว่า ให้เดินหน้าไปทางเดียวก็คือตัดผมทิ้งเสีย แม้พระเจ้าสิริสุทโธทนะจะรับกลับคืนมา ก็คงลังเล ไม่กล้าฝ่าฝืนขนบประเพณี เพราะใครที่ถูกกล้อนผมหรือตัดผมทิ้งไปแล้ว จัดเป็นคนผิดคนโทษฉกรรจ์ ไม่มีใครยอมคบหาสมาคมด้วย ดิฉันฟังแล้วก็ซาบซึ้ง ดูสิ...ท่านต้องเห็นอะไรที่มีคุณค่าน่าอัศจรรย์อย่างเหลือเกิน ท่านจึงลงเดิมพันไปเสมอด้วยชีวิตอย่างนั้น ยิ่งใหญ่มหาศาล และเด็ดเดี่ยวแน่วแน่
แล้วตัวเราเองล่ะ ไม่ได้ลงทุนอะไรไปเลย แต่คิดเย่อหยิ่ง ทำอะไรก็ไม่สำเร็จ หยิบหย่ง แล้วทำเป็นวิพากษ์วิจารณ์...ท่านอาจารย์พูดอะไรก็ไม่รู้ ไม่เข้าท่า ไหน ๆ เราก็มาศึกษาแล้ว ลองทำจริง ๆ ดูทีหรือ ให้เหมือนคนโบราณ ที่เขาเอาไม้ 2 อัน มาสีกันแล้วก็สีกันอีก จนกระทั่งเกิดประกายไฟ แล้วเอาชุดนุ่มมารอง
เราสีไป ใจก็ไม่จดจ่ออยู่กับงาน เพราะคิดสงสัยเรื่อยไป...ไม้กับไฟมันคนละธาตุกัน ถ้าไฟมีอยู่ในไม้ ไม้ก็ลุกไหม้แล้วสิ...เห็นไหม อีลูกช่างสงสัยก็เป็นอย่างนี้แหละ ตกลงไม่ได้เรื่อง เราก็ทำกิริยาสีเหมือนกัน แต่สีไม่เป็น แล้วก็สีไม่ถูกวิธี ไฟก็ไม่เกิดสิ ถ้าให้ชาวบ้านเขาสีกันนี่ ประเดี๋ยวเดียว เขาก็ได้ไฟไปหุงข้าว ไปทำอะไรได้แล้ว
ครั้นเราสีบ้าง ไฟก็ไม่เกิดอีก แทนที่เราจะได้คิดว่า เราทำไม่เป็นก็ต้องฝึกให้เป็น เรากลับไปโทษว่า ไม้ที่ชาวบ้านสีน่ะ เขาคงเลือกไม้พิเศษ สีแล้วถึงได้เกิดไฟ แล้วเอาอันไม่ดีมาให้เรา
ใจของเราที่ตกอยู่ภายใต้อุปทาน ความยึดมั่นสำคัญผิดนี่ มันน่ากลัว น่ากลัวมากจริง ๆ มันปิดบังเราให้ไม่เห็นหนทาง ปิดขังเราไว้กับความทุกข์เดือดร้อน แต่เรากลับไปภูมิใจว่า ฉันรู้แล้ว ฉันเก่งแล้ว ฉันฉลาดแล้ว นี่คือจุดเริ่มต้นที่ดิฉันค่อย ๆ เห็นตัวเอง
จากนั้น ท่านอาจารย์ปล่อยให้เราคิดค้นหาศิลปของการดูใจตัวเอง อ่านใจตัวเอง ท่านบอกไม่ต้องอ่านหนังสืออะไรทั้งหมด ตู้พระไตรปิฏกอยู่ในนี้ ในใจของเราเอง อ่านให้ทะลุปรุโปร่ง
บางช่วงดิฉันก็อยากอ่านหนังสือจับใจ พอวันพระใหญ่ วันที่พระจันทร์เต็มดวง ดิฉันเอาหนังสือลงไปอ่านในทางจงกรม ใช้แสงจันทร์อ่าน อ่านไปสักพัก สติจึงตามทัน นึกได้ว่า เอ๊ะ...นี่ก็โกงตัวเองนะ แล้วทีลูกศิษย์โกงอย่างนี้ โกรธ หาว่าเขาเป็นคนเชื่อถือไม่ได้ กิเลสมันสากลโลกอย่างนี้นี่เอง
ใจค่อย ๆ เห็นเท่าทันตามความเป็นจริง แล้วค่อย ๆ ซาบซึ้งขึ้นมา เวลาที่ท่านอาจารย์พูดว่า ไม่มีสัตว์บุคคลตัวตนหรอก มีแต่ใจ ที่เป็นพุทธะกับกิเลส มาเทียบกันว่า กิเลสของใครมีคลุกเคล้าอยู่มากน้อยกว่ากันแค่ไหน เพื่อนร่วมทุกข์เกิดแก่เจ็บตายจริง ๆ อย่างไปหลงว่าเราวิเศษ คนนั้นโง่ คนนั้นฉลาด คนนี้ดี เวลาที่สติดี ๆ อยู่ มันก็คิดออก
เมื่อไรกิเลสขึ้นมาอยู่ในใจเรา มันกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลย ที่เคยคิดได้ ไม่รู้หายไปทางไหนหมด เมื่อเห็นอย่างนี้แล้ว ก็เริ่มดูใจของตัวเองเป็นเริ่ม เห็นหลาย ๆ สิ่ง หลาย ๆ อย่าง เป็นต้นว่า เวลาที่ใจเราคิดชอบคิดถูกแล้ว ทั้ง ๆ ที่เหตุการณ์ข้างนอกก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลย ไม่ได้มีอะไรผิดแปลกไปจากเดิม แต่วินาทีที่ใจคิดชอบคิดถูกเท่านั้นแหละ ความสงบผาสุกเกิดขึ้นทันที โดยที่เรื่องข้างนอกก็ยังเป็นอย่างเดิม
แต่ทำไมเวลาที่เราคิดไม่ได้นี่น่ะ มันเหมือนเรื่องข้างนอกทั้งทิ่มทั้งตำ ก็ทำให้เราทุกข์เดือดร้อนไปหมด
พุทธศาสนาสอนลงที่ใจ ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ทุกอย่างสำเร็จด้วยใจ ท่านอาจารย์เองก็บอกพวกเราตั้งแต่ตอนเข้าวัดใหม่ ๆ ว่า ถึงเราเป็นผู้หญิงมาอยู่วัด จะไม่ได้โกนผม ไม่ได้บวชเป็นพระ เป็นภิกษุ เป็นภิกษุณี แต่เราบวชใจเรา
ผู้ปฏิบัติคือที่บวชใจ บวชแล้ว แปลว่า เราไม่มีตระกูลแล้ว เรามาเป็นลูกพระพุทธเจ้า คือเป็นพุทธวงศ์ เพื่อไม่ให้เราหลงหลอกตัวเอง ท่านอธิบายต่อไปว่า พุทธวงศ์คืออะไร คือ คนไม่มีทรัพย์สมบัติ หลักฐานบ้านช่องของตัวเอง คือขอทาน เห็นไหม ทุกเช้าอาจารย์ออกไปขอทานเขามาเลี้ยงชีวิต แต่เรียกให้โก้ว่าไปบิณฑบาต ไปโปรดสัตว์ แต่จริง ๆ ไปขอทานเขา
พวกเราที่มีอยู่ในวัด ต่างไม่ได้ทำอาชีพอะไรแล้ว สัมมาอาชีพของเราคือการทำกิเลสให้หมดสิ้นไป เพราะฉะนั้นเรายังชีพด้วยการขอทานเป็นอยู่ด้วยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของชาวบ้าน
หน้าที่ของเราคืออ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ไปคิดวิพากษ์วิจารณ์ เพ่งโทษเขา เขาไม่ให้เราก็เป็นสิทธิของเขา ไม่ใช่ไปคิด โอ้โฮ คุณเป็นชาวพุทธภาษาอะไร ใส่บาตรก็ไม่ใส่ ไม่มีสิทธิเพ่งโทษ แต่ถ้าเขาให้อะไร แม้น้อยนิดก็ต้องให้พรเขา แล้วก็ระวังนะ พรที่ให้เขา อย่าให้เป็นเช็คเด้ง เพราะตัวเองไม่ภาวนา ฟุ้งซ่านซัดส่ายไปทั้งวัน แต่ทำกิริยานั่ง ว่านั่งแล้ว แค่นั้นแค่นี้ชั่วโมงแล้ว เสร็จแล้วพอจ่ายไปมันก็เช็คเด้ง
กรอบที่ท่านให้ไว้ ทำให้เราถอยมาดูตัวเราจริงจังขึ้น ดิฉันไปอยู่กับท่านครั้งแรกนั้น อยู่ตลอดพรรษา เพราะเพื่อนที่ชวนไปตั้งใจจะบวชตัวเองด้วยข้องใจว่าผู้ชายบวชได้ทั้งพรรษา แต่ผู้หญิงบวชไม่ได้ ก็จะทดลองไปปฏิบัติตัวเองตลอดทั้งพรรษา ดิฉันก็อยู่ตลอดพรรษาด้วย
ต่อจากนั้น ดิฉันจะมีเวลาไปคราวละ 3 วันบ้าง 7 วันบ้าง เพราะคุณพ่อคุณแม่ยังมีชีวิตอยู่ คุณแม่มีความฝังใจว่า ถึงจะมีลูกหลายคน แต่มีดิฉันเป็นลูกผู้หญิงคนเดียว ถ้าพ่อแม่เจ็บไข้ได้ป่วย ลูกสาวมีหน้าที่พยาบาล ถ้าตายไปจะได้ปิดตาให้
เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ดิฉันรับทราบโดยไม่มีข้อโต้แย้ง ทราบที่คุณพ่อคุณแม่ยังมีชีวิตอยู่ ดิฉันไปไหนไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็ไม่เคยคิดที่จะบวช คิดพอใจว่า เออ...โชคดีที่เราได้มารู้จักหนทางนี้ เราก็ปฏิบัติของเราต่อที่บ้านเรา ท่านอาจารย์ให้พรไว้ว่าวาสนาของตัวต้องภาวนากลางตลาด ก็ภาวนาไปอย่ามาบ่น
ถัดมาเข้าปีที่สอง คุณโยมแม่ของท่านอาจารย์ซึ่งบวชเป็นแม่ชีอยู่ที่วัดไม่สบาย ดิฉันก็นึกว่า เราเป็นผู้หญิง จับเนื้อต้องตัวท่านได้ ดูแลท่านได้ พระพุทธเจ้าประทานอนุญาตไว้ว่า พระภิกษุใดบวชแล้ว พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ แล้วไม่มีลูกคนอื่นรับภาระดูแล ให้เอาพ่อแม่มาเลี้ยงในวัดได้ ออกไปบิณฑบาตเต็มบาตร หนึ่งบาตรสำหรับมาเลี้ยงพ่อแม่ได้ แล้วไปบิณฑบาตใหม่สำหรับตัวเอง
ถ้าเป็นลูกเป็นภรรยาจะได้จากที่เหลือตกบาตรเท่านั้น เหมือนอย่างกับลูกศิษย์อื่น ๆ พระพุทธเจ้าทรงยกเว้นให้แต่พ่อแม่เท่านั้น
ดิฉันนึกต่อไป ถ้าท่านอาจารย์เจ็บ เราก็ไปดูแลท่านไม่ได้ ตรงนี้เราเอามือของเราดูแลพยาบาลคุณโยมแม่ท่าน แทนท่านก็แล้วกัน แล้วเราก็เป็นหมอด้วย ช่วงนั้นดิฉันเลยได้อยู่วัดติดต่อเนื่องกันจากเข้าพรรษาปีนี้ไปจนกระทั่งออกพรรษาอีกปีหนึ่ง รวมได้ปีกว่า ๆ
ทีนี้ก็มีเกิดปัญหาขึ้น เพราะที่อีสานเวลาหน้าฝน ฝนตกติดต่อกันบางที 3 วัน 3 คืน เสื้อเราถึงจะซักสะอาดอย่างไร...อย่างไร เมื่อไม่ถูกแดดเลย จะมีจุดราเล็ก ๆ ขึ้นทั่วไปหมด ทั้ง ๆ ที่มันก็สะอาด แต่อุปาทานของดิฉัน ตายแล้ว...เราใส่เสื้อขึ้นรา เดี๋ยวราติดมาบนตัวเอง
เลยหาทางว่า ทำยังไง ถ้าจะหาผ้าที่แห้งเร็วไม่ขึ้นรามาตัดเสื้อ ก็พบว่าผ้าอ้อมเด็ก ผ้าสาลูนี่แห้งเร็ว และไม่ขึ้นรา ดิฉันเลยตัดเสื้อด้วยผ้าสาลู เข้าพรรษา 3 เดือนไม่มีปัญหา เสื้อผ้าสาลู 3 ตัว ไม่เคยเปื่อย ไม่เคยขาด แต่เมื่อไปติดอยู่ปีหนึ่ง ผ้าสาลูก็เริ่มพิษ เริ่มขาด ผ้าซิ่นนั้นไม่เป็นไร เป็นผ้าดำใยสังเคราะห์ ซึ่งทนทาน
ท่านอาจารย์สอนไว้ว่า เมื่อเข้ามาอยู่วัดแล้ว ไม่มีพ่อไม่มีแม่แล้ว ถ้าท่านไม่ได้ออกปากอนุญาตไว้ ห้ามเขียนจดหมายไปรบกวนหรือขอข้าวของเครื่องใช้ ดิฉันก็เชื่อฟัง และถือเป็นข้อปฏิบัติโดยเคร่งครัด แต่ก็เริ่มกังวลว่า ถ้าเสื้อขาดหมดแล้วจะทำยังไงล่ะ เพราะมันเริ่มเปื่อยไปเกือบจะทั่วตัวแล้ว
ท่านอาจารย์จะทำตัวอย่างให้ดูด้วยการนุ่งสบงปะ กลัวดิฉันจะไม่เห็น เอาผ้าสีเหลืองมาปะบนสบงสีกลัก แล้วเดินหมุนไปรอบ ๆ ให้ดูเสียอีก ดิฉันก็ไปหาเศษผ้ามาปะเสื้อตัวเอง ปะแล้วเสื้อก็ยังขาดบนรอยปะอีก ตอนนี้ความกังวลเพิ่มขึ้น ได้เห็นว่าขันธ์ 5 เป็นภาระหนักจริง ๆ ยิ่งเป็นขันธ์ 10 คือมีภรรยา มีสามี มีลูกมีเต้าขึ้นมาอีก มันยิ่งทุกข์ซ้ำซ้อนรุ่มร้อนไปหมด
ตอนนั้น ไม่เป็นอันภาวนา พอเดินจงกรมใจก็เริ่มคิดเรื่องเสื้อ ถ้าเสื้อเราขาดหมด เราจะเอาอะไรที่ไหนมาใส่กันล่ะ คนเขาจะดูหมิ่นนินทาว่าเราแต่งตัวไม่เรียบร้อย กับเสื้อนี่น่ะ เป็นเรื่องใหญ่เสียจนกระทั่งไม่เป็นอันภาวนา ทำให้ได้เห็นเลยว่าความห่วงร่างกายอันนี้ เป็นภาระหนักจริง แล้วชักพาให้เรากล้าเสี่ยง ที่จะทำผิดทำบาปสารพัน
ในที่สุด ก็วกไปคิดโทษว่า ท่านอาจารย์เป็นพระ พอจีวรท่านหมองหน่อย คนเขาก็แย่งกันมาถวายเพื่อจะได้บุญ แต่อย่างดิฉัน ใครที่ไหนจะนึกเอาเสื้อมาให้ ก็คิดซัดส่ายไปต่าง ๆ นานา
ท่านอาจารย์เทศน์ให้ฟังว่า คนเราต้องมีความเชื่อมั่นในคุณงามความดีของตัว ธัมมะย่อมปกปักษ์รักษาผู้ประพฤติธรรม ของทุกอย่างมาแต่เหตุ ถ้าเราประกอบเหตุที่ดี เทวดาไม่ปล่อยให้เราเดือดร้อนหรอก
ดิฉันก็นึกในใจ เออ...เราก็ว่าเราประพฤติดี ประพฤติชอบมาตลอดแหละ ท่านก็เทศน์ต่อไปว่า ถ้าเราแน่ใจว่า ที่ทำมาทั้งหมดนี้ เราประกอบแต่บุญกุศล เราช่วยคนไข้ เราทำประโยชน์ต่าง ๆ บุญกุศลเหล่านี้ ก็เหมือนเสบียงที่ใส่ไว้ในกระปุกออมสิน ถึงยามคับขัน เหตุเหล่านี้จะผลิดอก ออกผลมาช่วยเรา
ดิฉันก็นึกใสใจ ล้วงกระปุกออมสินทีไร ก็ไม่มีอะไรออกมาสักที ตอนนั้นได้เห็นใจของตัวเอง ที่ระส่ำระสายไปทั่วจักรวาล ไม่มีทิศมีทาง ก็เข้าใจถึงคำเปรียบเทียบใจของฆราวาสที่ว่า กลางคืนเป็นควัน กลางวันเป็นไฟ มันเป็นอย่างนี้เอ ใจไปแบกหามแต่โลกนี้ แต่วัตถุเงินทองข้าวของ จนกระทั่งไม่เคยดูแลให้อาหารให้ใจ
ในที่สุดดิฉันก็ตกลงกับตัวเองว่า เราก็เคยอ่านนิทาน โรบินสัน ครูโซ ที่ไปเรือแตก เอาใบไม้มาทำเสื้อผ้า ถ้าหมดทางเข้าจริง ๆ เราเอาใบตองตึงที่เขาทำเป็นฝากุฏิ มาเย็บเป็นเสื้อใส่ก็ยังได้ คิดได้อย่างนั้นใจก็สบายไป ภาวนาได้ ก็นึกต่อไปว่า เราต้องอยู่กับปัจจุบันสิ ให้เหตุการณ์ถึงตรงนั้นเสียก่อน นี่เราตีตนไปก่อนไข้ทำไม ใจก็ดีขึ้น
เมื่อใจเราเริ่มดีขึ้นแล้ว รู้อยู่กับปัจจุบัน ก็พอดี ชาวบ้านเกี่ยวข้าวเสร็จเรียบร้อย หมู่บ้านที่อยู่ใกล้ ๆ วัดนี่ ยังเป็นหมู่บ้านที่เป็นธรรมชาติมาก ๆ ชาวบ้านต่างทำนา ปลูกข้าว เกี่ยวข้าว แล้วเก็บข้าวเอาไว้ ถ้าต้องการใช้เงิน เขาก็จะตวงข้าวตีราคาเป็นเงินเท่า ๆ ที่ต้องการใช้ เอาไปขายเพื่อแลกเป็นเงินมา ถ้ายังไม่ต้องการใช้เงิน เขาก็เก็บเป็นข่าวเปลือกเอาไว้อย่างนั้น
เขาปลูกฝ้ายด้วย แล้วเอาดอกฝ้ายมาปั่นเป็นด้าย แล้วก็ทอผ้าไว้สำหรับทั้งครัวเรือนใช้ปีต่อปี เมื่อเขาเห็นเสื้อดิฉันขาด เขาก็ไม่พูดอะไร แต่เขาก็รู้อยู่ เมื่อทอผ้าไว้ใช้ เขาก็ทอเผื่อดิฉันด้วย แล้วยกมาทั้งพับเลย
พอมาถึงวัดเขาก็จัดแจงมาจูงดิฉันลงไปใต้กุฏิคุณโยมมารดาท่านอาจารย์ ดิฉันก็สงสัยว่าเขามีความลับคับอกอะไร เขาชี้ให้ดูม้วนผ้าว่านี่นะ เขาทอสำหรับครอบครัวเขาทั้งปีถัดไป และสำหรับดิฉันด้วย ดิฉันจะตัดเสื้อ 10 ตัวก็ยังได้ เขามีพอ แต่ที่ไม่ตัดเป็นชิ้นผ้าออกมา เพราะเขาเกรงว่า ถ้าตัดสั้นไปยาวไป จะเสียเศษเปล่า เขาเลยยกมาให้ดิฉันตัดเสื้อใช้ก่อน ตอนนี้เขายังมีผ้าของเดิมพอใช้ได้อยู่ ดิฉันจะเอาผ้าไปกี่วันก็ไม่เป็นไร ตัดให้พอใช้เลย ไม่ต้องเกรงใจ เสร็จแล้วค่อยคืนเขา
ในใจดิฉันได้ยินเป็นเสียงท่านอาจารย์ขึ้นมาว่า นี่อย่างไร ที่ว่าธัมมะรักษาผู้ประพฤติธรรม ใจเกิดพลัง ปีติอิ่มเต็ม เชื่อมั่นศรัทธาขึ้นมาว่า เราแน่ใจในผลของบุญกุศล ในสิ่งที่กระทำลงไปด้วยน้ำใสใจบริสุทธิ์ อย่างตัวเองเป็นหมอ เราก็ทำห้าที่ของเราให้เต็มที่ดีที่สุด เราเป็นพี่ เป็นน้อง เป็นเพื่อน จะทำอะไรให้ใครได้ เราก็ทำเต็มเม็ดเต็มหน่วย เราจะไม่มีวันอับจน
ใจเกิดความเชื่อมั่นขึ้นมาว่า แม้กลับมาดิฉันจะไม่ได้ทำงาน ก็สามารถเลี้ยงตัวเองได้ ช่วงที่อยู่วัดคราวพยาบาลคุณโยมแม่นี้ นานถึงปีกว่า นอกจากจะกังวลว่าเสื้อขาดหมด แล้วยังกังวลต่อไปอีกว่า กลับมากรุงเทพฯ แล้ว เราจะทำงานที่เคยทำได้อย่างไร เพราะการเป็นครูที่ไม่ได้อ่านวารสารเลย 1 ปี ความรู้ก็ขึ้นสนิมหมดแล้ว
ถึงใครจะบอกว่า ยังสอนได้ เราก็หลอกตัวเองไม่สำเร็จ เพราะรู้อยู่แก่ใจว่า เราไม่คมและไม่ทันกับเหตุการณ์ ไม่สมควรจะไปสอนนักศึกษาอีกแล้ว ก็กังวลว่า แล้วจะทำอะไรเลี้ยงตัวเอง
ดิฉันว่าท่านอาจารย์ท่านเมตตา ท่านเล็งรู้ ท่านต้องการให้ดิฉันได้รู้คำตอบตรงจุดนี้ด้วยตัวเอง ซึ่งถ้าดิฉันคิดอย่างโลก ๆ ...ท่านอาจารย์จะมารู้อะไรเรา...แล้วแอบเขียนจดหมายถึงแม่ว่า แม่จ๋า ลูกไม่มีเสื้อใส่ ดิฉันก็แก้ปัญหาเสร็จเรียบร้อย จบไป...แล้วก็ภาคภูมิใจว่า เราฉลาด รู้จักดูแลตัวเอง
แต่แท้ที่จริง เป็นความเซ่อเขลา อับปัญญาอย่างมากมายหลายหลวง เพราะทำโอกาสทองให้ผ่านไปโดยไม่รู้ตัว และจะไม่มีวันได้เจอสถานการณ์อย่างนี้อีก เพื่อให้เรียนรู้คำตอบที่มีคุณค่าอันน่าอัศจรรย์แห่งพระพุทธศาสนา
ไม่มีผู้ใดจะมาตอบให้ซึ้งถึงใจ จนเราเกิดความเชื่อมั่น รู้ เห็น เป็น ขึ้นในใจได้อย่างนี้ ตรง ณ จุดนั้น เมื่อนึกทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ความจริงพระที่ท่านภาวนา มีวาระจิต รู้ความนึกคิดเรา ท่านก็พยายามช่วยชี้ ให้ดิฉันประจักษ์ในจุดนี้
ท่านเมตตาว่า ดิฉันต้องอดหลับอดนอนพยาบาลดูแลคุณโยมแม่ บางวันอาหารที่ส่งมาทางโรงครัวก็ไม่มีอาหารภาคกลาง ท่านบิณฑบาตได้ไข่ต้ม หรือไข่เจียว ท่านก็ฝากเด็กมาให้ดิฉัน โดยฝากให้มาบอกว่า ท่านฝากมาใส่บาตรคุณหมอ
ท่านใช้ศัพท์ ใส่บาตร เพื่อย้ำให้เราสะดุดว่า ถึงกายเราจะไม่ได้บวช แต่ใจปฏิบัติจริงจัง ท่านก็ถือว่าเราเป็น พระ เป็น สมณะ แล้ว รัตนตรัยองค์ที่ 3 คือ สมณะนั้น ไม่ได้อยู่ในกาย หากอยู่ในใจ ที่ตั้งใจประพฤติปฏิบัติ
ขณะฟังก็ไม่มีสติกลั่นกรอง ให้รู้ความหมายตามที่เป็นจริง ใจมัวยึดติดอยู่ในกรอบของความเห็นผิด โทษซ้ายป้ายขวาว่า ท่านอาจารย์ก็ทำได้ละสิ เพราะท่านเป็นพระ แต่ท่านอาจารย์จะชี้ให้เราเห็นว่า การปฏิบัตินั้นอยู่ที่ใจ ไม่ใช่ที่กาย
ไม่ว่าจะเป็นฆราวาส หรือนักบวช ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย ย่อมเสมอภาคกันทั้งหมดทั้งสิ้น เพราะเป็นหนึ่งพุทธะด้วยกันทั้งหมด
เมื่อใจเห็นตรงจุดนี้ชัดแจ้ง จนเกิดความมั่นใจแล้วใจก็เป็นอิสระจากความหวั่นกลัว ห่วง กังวล สัมผัสถึงความแน่วนิ่งเป็นปัจจุบันขณะ เบา สงบ ร่มเย็น แต่ก่อนนั้นเรายังห่วงหวงเป็นกังวล กลัวสิ่งโน้นสิ่งนี้ กลัวว่าเราจะเป็นอะไร อยู่ไป...อยู่ไปแล้ว จะยังมีกินมีใช้อยู่หรือเปล่า
ถ้าเจ็บไข้ เราจะเป็นโรคอะไร จะเจ็บหนักเจ็บหนาสาหัสหรือไม่ จะสามารถทนทานกับความเจ็บปวดได้ไหม คือคิดไปได้ไม่มีฝั่งมีฝา แต่ถึง ณ จุดนั้นแล้ว จึงได้รู้ถึงว่า ปัจจุบันจิตเป็นอย่างไร
เมื่อไรที่ใจจะแวบไปกังวล ฟุ้งซ่านอะไรพรรค์อย่างนี้ในใจเกิดความเชื่อมั่นขึ้นมาว่า ทุกอย่างมาแต่เหตุ ถ้าเรากลัว ณ วินาทีนี้ เร่งประกอบแต่กุศลเหตุไปสิ ทำทุกอย่างที่ดีที่สุด เต็มที่ที่สุด ด้วยสติปัญญาเท่าที่มีขณะเดี๋ยวนั้น
จากตรงนี้เราก็ได้เรียนรู้ และเติมสติปัญญาของเราให้รู้รอบ รู้ลึก รู้กว้าง ขึ้นไปเรื่อย ๆ จากประสบการณ์ที่เราลงมือกระทำ และเฝ้าติดตามศึกษา แล้วเราจะไปกังวลกับอะไร ไปคิดถึงอนาคตให้เวลากลืนกินชีวิตเราไปเปล่า ๆ ทำไม
ก่อนหน้านี้ จะภาวนาสักทีก็...เจ้าประคุณเอ๋ย...ขอให้ใจเราสงบเป็นสมาธิเถอะ
ท่านอาจารย์แย้ง พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนลูกศิษย์ให้เป็นก้อนอิฐก้อนหิน ตราบเท่าที่ใจยังไม่หมดความสงสัย ยังไม่หมดอวิชชา ย่อมจะปรุงคิดไป เราต้องฉลาดรู้จักคิด เอาความนึกคิดนั้นมาเป็นหินลับปัญญา คิดแล้วเป็นมรรค แต่พวกเราไม่ฉลาดคิด คิดแล้วเป็นสมุทัย คิดแล้วเป็นอารมณ์ เราจึงทุกข์เดือดร้อน
ความคิดของตัวของมันเองไม่ใช่อันตราย แต่ต้องรู้จักคิดให้ถูกทาง ต้องมีเข็มทิศ แต่พวกเรานี่ทำเข็มทิศหาย แล้วกลับไปเพ่งโทษว่าความคิดเป็นของไม่ดี ลงนั่งปฏิบัติปุ๊บ ใจต้องรวมลงเป็นสมาธิ ไม่สนใจคุณภาพว่า จะสมาธิหัวตอ หรือสัมมาสมาธิ ขอให้เป็นคว้าติดมือเอาไว้ก่อน
ท่านอาจารย์จึงเปรียบเปรยพวกเราอยู่เสมอ ๆ ว่าไม่เข้าใจ…อาจารย์ไม่เข้าใจ ศิษย์มีปริญญาทางโลก แต่อาจารย์งง ทำไมคิดอะไรกันอย่างนี้ เราก็ได้สติขึ้นมาเสียทีหนึ่ง แต่เสร็จแล้วก็เผลออีกจนได้ มันจึงมีเจริญเสื่อม เจริญเสื่อมกลับไปกลับมาอยู่อย่างนี้
จนกระทั่งวันหนึ่งความรู้นี้รู้เข้าไปถึงใจ สติคมไวพอที่จะเป็นห้ามล้อให้เราได้ คราวนี้เราจึงจะเลี้ยงตัวได้ เมื่อคิดได้อย่างนี้ เราไม่กังวลแล้ว เออ…มันจะเสื่อมก็เสื่อมไป มันจะเจริญก็เจริญไป หน้าที่ของเราคือประกอบเหตุ ตั้งใจประกอบเหตุไปให้ดีที่สุด แล้วค่อยพัฒนาสติของเราไว้ อย่าให้หลุดหายไป
ใจจึงเริ่มมาจดจ่ออยู่กับ เหตุ จริงจัง ม่ายอย่างนั้น ปากเราว่า…เรากำลังประกอบเหตุ…แต่เปล่าหรอก เจ้าจิตไร้สำนึกวิ่งไปนั่งคอยผลอยู่แล้ว…มันควรจะได้ผลแล้วนี่นา…ใจก็วุ่นวายกระสับกระส่าย ไม่เป็นอันภาวนา
ท่านอาจารย์ก็ดุให้…อาจารย์ให้เอาเลื่อยไปจัดการเลื่อยต้นไม้ขนาดสามคนโอบ แต่ศิษย์กลับเอาเลื่อยไปเกา…เกา…เกา ผิวก็ยังไม่ทันถลอก แล้ววิ่งมาแบมือขอรางวัล…นี่แน่…ไม้เรียว
ท่านเปรียบให้เราเห็นใจของเรา ขณะที่ทำภาวนา เราไม่ได้จดจ่อใจหมดทั้งใจไว้กับทุ่น คือการประกอบเหตุ แต่ตามประสาคนรู้มาก จิตไร้สำนึกก็ซัดส่าย แตกออกไปคิดหาเครื่องผ่อนแรง หาอย่างโน้น อย่างนี้ ท่านเลยเปรียบว่า เอาเลื่อยไปเกา…เกา…เกา…แล้วก็มาแบมือทวงค่าจ้างรางวัล บ่นว่า…เหนื่อยแล้ว…
คนอย่างนี้ ทำอะไรก็ไม่มีวันจะได้ผล
เราก็ปรับไหมท่านว่า ท่านเปรียบเทียบเกินเหตุเกินผล แต่เมื่อเราดูใจของเราเป็น สติคมทัน เป็นอาการกระเพื่อมของใจ จึงได้รู้ว่า สิ่งที่ทำพิษทำภัยให้เรานั้น ไม่ใช่ส่วนที่เป็นจิตสำนึก ที่เรารู้จักแล้ว แต่เป็นจิตใต้สำนึก จิตไร้สำนึก ที่สติของเรายังไม่มีประสิทธิภาพจะไปหยั่งรู้
ความเข้าใจของเรายังลงไปถึงระนาบนี้ ยังไม่รู้ ไม่เห็นว่า ใจมีความยึดมั่นสำคัญหมายในความเป็นตัวเราอยู่มากมายแค่ไหน หลงผิดไปว่า ฉันเรียนมาตั้งมากมาย รู้มาแค่นั้นแค่นี้ แล้วท่านอาจารย์จะมาถล่มทลายว่า เราไม่ได้เรื่องได้อย่างไร
อวิชชา และอุปาทาน จึงน่ากลัวสุดสุดอย่างนี้
มันช่วยไม่ได้ที่ว่า เราไม่เคยฝึกเรา ให้รู้จักธรรมชาติ และเป็นธรรมชาติมา เมื่อใจเห็นตรงนี้แล้ว เข้าใจถึงว่า พระพุทธศาสนานั้นสอนให้เรามาเห็นใจเรา มารู้ใจเรา มีสติรู้เท่าทันตามความเป็นจริง
นอกจากจะระลึกรู้เท่าทันตามความเป็นจริงแล้ว เมื่อฝึกฝนต่อไป ต่อไป นอกจากระลึกรู้แล้ว ใจยังมีแยบคายอุบาย ที่จะประคองรักษาสิ่งที่เราจะตอบสนองออกไป ให้เป็นกุศลทุกครั้ง ไม่ใช่ระลึกรู้แล้ว ก็ยังคร่ำครวญ…ทำไมต้องเป็นเรา กัดฟัน ระลึกรู้ แต่ต้องกดต้องข่ม ปัญญายังไม่มี ตรงนี้เบียดเบียนตัวเอง
ฝึกไปถูกทิศทาง ตามที่พระพุทธองค์ทรงประสงค์ หนังสือพุทธธรรมของท่านพระธรรมปิฎกอธิบายว่า พุทธศาสนา คือ คำสอนที่สอนให้เราลงมือกระทำ ไม่ใช่เป็นคำสอนถึงอะไรที่เลื่อนลอยเป็นเพียงปรัชญาเท่านั้น แต่เป็นคำสอนที่แสดงแนวทางสำหรับประพฤติปฏิบัติในชีวิตจริง
เป็นศาสนาแห่งการกระทำและความเพียรพยายาม ซึ่งเมื่อเราลงมือกระทำ คือประกอบเหตุแล้ว ย่อมได้รับผลของการกระทำนั้น ๆ ย่อมสามารถรักษาใจของเรา ให้ปีติ อิ่มเต็ม และรู้ด้วยปัญญา
รู้อย่างไร ที่ว่ารู้ด้วยปัญญา
ครั้งหนึ่งดิฉันไปบรรยายที่ที่ทำงานแห่งหนึ่ง ที่ทำงานแห่งนี้ มีการบรรยายธรรม เวลาเที่ยงถึงบ่ายโมง อาทิตย์ละครั้ง ทุกวันพุธ ครั้งนั้นดิฉันไปถึงเร็ว เพราะการจราจรคล่องตัว ก็เห็นคนงาน 3 คน ซึ่งเคยเห็นเป็นประจำ มานั่งอยู่แล้ว ก็เร่เข้าไปคุยกับเขา เพราะอยากรู้ว่า เขามาด้วยน้ำใสใจสมัครหรือถูกบีบบังคับให้มา พอคุยกันไป คนหนึ่งก็เล่าให้ฟัง
แรก ๆ เขามา เพราะว่าเขาเป็นคนงานสนาม วันทั้งวันนี่น่ะทำงานอยู่กลางแดด ร้อน อย่างน้อยที่สุด เที่ยงถึงบ่ายโมง มานั่งในห้องแอร์ก็เย็นสบายพอนั่งฟังแล้ว ที่นี่ 10 นาทีสุดท้ายจะสงวนไว้ฝึกทำสมาธิ เขาก็หัดทำสมาธิไปด้วย พอทำสมาธิเป็นบางครั้งระหว่างที่ทำในห้อง เขาได้จิตรวมเป็นสมาธิรู้สึกใจปีติอิ่มเอิบ
พอกลับออกไปทำงาน ใจก็ยังสบายอยู่ เขาเคยคิดในใจว่า ขอให้เขาสามารถทำสมาธิได้เองที่บ้าน ตอนเช้าก่อนไปทำงานอีกสักหน แต่ก็ไม่เคยตื่นไหว จนถึงวันเกิดเหตุ
บ้านเขาอยู่ในชุมชนแออัด ตอนแรกก็อยู่ปกติดี ต่อมามีคนย้ายมาอยู่บ้านข้าง ๆ เป็นคู่ผัวตัวเมียที่เพิ่งแต่งงานใหม่ พออยู่กันไปสักพักหนึ่งน้ำต้มผักชักขม ทะเลาะกันเรื่อย ทะเลาะกันจนในที่สุด คุณคนงานคนนี้ ก็บอกกับภรรยาว่า ไม่ไหวแล้ว เราต้องเก็บสตางค์เพื่อย้ายไปหาบ้านใหม่อยู่
พอเริ่มมีความเครียดว่าจะย้ายบ้าน เดือนไหนภรรยาเกิดใช้เงินเกินกว่าที่คิดเอาไว้ หงุดหงิด แต่เดิมไม่เคยทะเลาะกับภรรยา ก็ชักนึกเคืองว่า นี่มันคู่บุญคู่บารมี หรือคู่ล้างคู่ผลาญกันแน่ เริ่มหงุดหงิดต่อไปถึงลูก ถ้าลูกมีกิจกรรมที่โรงเรียนและมาขอเงินพิเศษนี่น่ะ เอ…ไอ้นี่มันลูกอะไรกันนะ
ใจไปคิดเพ่งโทษผู้คนรอบข้าง ก็รู้ตัวว่าไม่ดี ถึงอยากจะหาเวลาทำสมาธิเพิ่ม
วันหนึ่งเขาอยู่เวร กว่าจะกลับถึงบ้าน อาบน้ำ อาบท่าเสร็จ เข้านอน ก็ตีหนึ่งเข้าไปแล้ว นอนหลับได้หน่อยหนึ่ง ก็สะดุ้งตื่นด้วยเสียงทะเลาะ นึกตกใจว่า เราตื่นสาย ดูนาฬิกา ยังไม่ทันตี 4 เลย ใจเริ่มหงุดหงิดว่า…ชักจะเกินไปแล้ว อะไร จะทะเลาะกัน ไม่รู้จักดูเวลา…ก็เดินจะไปเปิดหน้าต่างเตือนเขาว่า คุณดูนาฬิกาสิ ยังไม่ทันตี 4 เลย
ระหว่างที่ลุกเดินเพื่อจะไปเปิดหน้าต่าง สติก็ขึ้นมาถามตัวเองว่า พูดแล้ว ถ้าเขามีสติฟัง เขาก็คงไม่ทะเลาะกัน แต่ถ้าเกิดเขาลุแก่โทสะ แล้วด่ากลับมา…ประทานโทษนะคะ…ว่าเขาทะเลาะกันอยู่ในบ้านของเขาแท้ ๆ คุณเสือกยื่นหูมาฟังทำไม ดีไม่ดีเราก็จะไปทะเลาะกับเขาเข้าอีก เพราะเรากำลังโมโหง่วงนอน
เราอยากนั่งสมาธิ นี่ก็ดี เขาช่วยปลุกเราขึ้นมา เพราะตอนนี้ไปนอนอีก ก็ไม่หลับแล้ว อย่ากระนั้นเลย เรานั่งสมาธิเถอะ ก็เลยกลับมานั่งสมาธิใจก็ลงรวม เพราะได้ผ่านการพิจารณามาแล้วระหว่างที่นั่งสมาธิ เขาไม่ได้ยินเสียงทะเลาะกันเลย เมื่อใจถอนออกมา ก็ไปอาบน้ำ
อาบน้ำไปสักพักหนึ่ง หูเริ่มได้ยินเสียง อ้าว…เขายังทะเลาะกันไม่จบอีกหรือ เกิดความสลดในใจ ดูสินะ เขาเป็นคนเอาบุญเอากุศลมาให้เรา ให้เราเหมือนอยู่บนสวรรค์ แต่ตัวเขาเอง ตั้งแต่ตี 4 จนถึงตีห้าครึ่งแล้ว เขายังอยู่นรก ทะเลาะกันไม่จบไม่สิ้น
อันที่จริงมันไม่ใช่สถานที่ เพราะเมื่อกี้ บ้านนี้…บ้านที่เราบอก เราอยู่ไม่ได้ บอกภรรยาว่าจะต้องย้ายให้เร็วที่สุด เราก็ทำสมาธิได้ ไม่ได้ยินเสียงเขาทะเลาะกันเลย ใจของเราต่างหากที่ก่อกวนเรา ถ้าเราไปรำคาญเขา แล้วยืดหูเราไปฟังเขาเสียงนิดหนึ่ง เราก็ทนไม่ได้ แล้วพาลว่า คนอะไรไม่เกรงใจกัน
ดิฉันฟังเขาแล้ว ก็ปีติว่า โอ...นี่อย่างไร...ร่มเงาของพุทธศาสนานั้นน่าอัศจรรย์อย่างนี้ ปกปักษ์เขาให้มีความสุขร่มเย็น เพราะมีปัญญาเห็นชอบ
ยังไม่ทันจะย้ายบ้าน เขาก็ไปบอกภรรยาว่า คุณ...ถ้าคุณมีความจำเป็นจะต้องใช้สตางค์ มันเก็บไม่ได้เท่าที่ตั้งเป้าไว้ คุณไม่ต้องเครียด ไม่ต้องเดือดร้อนนะ ย้ายบ้าน...ถ้าเหตุเราจะได้ย้าย เราก็ย้าย ถ้าเหตุมีว่า ยังย้ายไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร
เขายังได้คิดต่อไปอีกว่า ถ้าเหตุยังไม่หมด กระเสือกกระสนย้ายไปบ้านใหม่ยังไม่ทันไรเลย เพื่อนบ้านอาจจะร้ายยิ่งกว่าคู่นี้อีกก็ได้ มันจะยิ่งเจ็บใจหนักเข้าไปอีก เพราะฉะนั้นทุกอย่างอยู่ที่ใจจริง ๆ
ดิฉันจึงว่า ว่าถ้าเราได้สัมผัสกับพุทธศาสนาภาคการกระทำ คือ ลงมือกระทำจริงแล้ว เราสามารถแก้ปัญหาในชีวิตจริงของเราได้ ทำใจของเราให้สงบผาสุก มีปัญหาเห็นชอบ ไม่ก่อกวนตัวเอง ไม่เบียดเบียนตัวเอง เมื่อทำได้อย่างนี้ ก็ถือว่า เราเป็นชาวพุทธครบถ้วนบริบูรณ์
อีกตัวอย่างอย่างหนึ่ง ที่เห็นออกมาเป็นรูปธรรมชัดดีมาก
วันหนึ่งดิฉันขับรถมาติดไฟแดงตรงสี่แยกสมัยนั้น เด็กวิ่งขายพวงมาย ขายถุงแป้งผ้าดิบ ขายอะไรต่อมิอะไรได้อย่างเสรี มีเด็กผู้ขายเล็ก ๆ อายุสัก 4 ขวบ 5 ขวบ หน้าตาน่าเอ็นดู ถือผ้าถุงแป้งมาคลี่พลางบอกว่า 2 ผืน 10 บาท เป็นผ้าผืนขนาดใหญ่ ดิฉันนึก เออ...เราก็ช่วยคนมาสารพัดสารพันแบบ ทำไมจะช่วยซื้อผ้านี่ไม่ได้ เขาอาจถูกพ่อแม่บังคับ ให้ต้องวิ่งขายผ้าถุงแป้งก็ได้
ดิฉันส่งสตางค์ให้เขา 10 บาท ว่าเอา 2 ผืน เขาหยิบผ้าจากตั้งที่พาดอยู่บนแขนส่งให้ 3 ผืน ดิฉันถาม 3 หรือ... เขาตอบ เอาไปให้ 3 ผืน 10 บาท ดิฉันก็ขอบคุณเขา ไม่ได้คิดอะไร แต่เมื่อคลี่ออกดู ปรากฏว่า เป็นถุงแป้งตัดเหลือครึ่งผืนถึงจะได้ 3 ผืน ก็เท่ากับได้เพียงหนึ่งผืนครึ่ง ยังขาดไปอีกครึ่งผืน
ถ้าดิฉันจะคิดว่า เด็กอะไร ดูสิ หัดขี้โกงแต่ตัวเท่าเมี่ยง ก็เป็นความคิดที่ไม่ดี เป็นการสร้างอกุศลวิบากให้ตัวเอง สติตามรักษาใจทัน
ดิฉันเกิดความสลดสังเวช เพราะท่านอาจารย์ย้ำอยู่เสมอว่า คนเรานี่นะ ไม่ได้ไร้ทรัพย์ แต่เพราะอับปัญญา
ที่แต่ละคนไม่เท่าเทียมกัน บางคนยากจนเอาดีไม่ได้เลย เป็นเพราะเขาอับปัญญา ขาดปัญหาเห็นชอบ ทำอะไร ๆ จึงเป็นเหตุให้ตัวเองต้องไร้ทรัพย์อยู่วันยังค่ำ
ดิฉันนึกถึงเด็กคนนี้ เขาคงทำเหตุ ที่เป็นอาจิณกรรมมาอย่างนี้ เป็นต้นว่า มีคนชอบต่อเขา 2 ผืน 10 ไม่เอา จะเอา 3 ผืน 10 เขาเลยจัดการตัดผ้าเป็นครึ่งผืนเอาไว้ แต่ผืนที่เอาให้ดูคือผืนเต็ม แล้วบอกว่า 2 ถุง 10 บาท ถ้าคุณต่อ 3 ถุง ก็เอาไปสิ แต่คุณก็ได้ถุงครึ่งเท่านั้น เขาอาจจะมีเหตุผลอย่างนี้ก็ได้
การที่เราไปยึดมั่นเอาเอง แล้วคิดเอาเองนี่อันตราย ดิฉันไม่ได้ต่อสักคำหนึ่ง เขาเลยได้บาปไปโดยไม่รู้ตัว เพราะอะไร เพราะเท่ากับเขาโกง ตามข้อตกลงที่ซื้อขายกันนั้น ถุงแป้งเต็มผืน 2 ผืน 10 บาท แต่เขาให้ดิฉันเพียงผืนครึ่ง เขาก็เป็นหนี้ดิฉัน ก่อหนี้ให้ตัวเองโดยไม่รู้ตัว
ความที่เราอับปัญญา จึงทำให้เราเกิดมาพบแต่ความทุกข์เดือดร้อน เพราะต้องตามใช้แต่หนี้ที่เราก็ไม่รู้ว่า เราไปก่อหนี้เอาไว้แต่เมื่อไร มากน้อยแค่ไหน มันจะสลดในใจ จนไม่จำเป็นที่จะต้องไปต่อว่าเขา ให้ใจของเราพลอยมัวหมอง มัวไปเพ่งโทษผู้อื่น
เหตุการณ์ตรงนี้ ทำให้ดิฉันเห็นว่า ถ้าเรารู้จักปฏิบัติ ให้รากแก้วของใจเรา หยั่งรู้ถึงแก่นถึงโคนของพระพุทธศาสนา จนเกิดเป็นความงอกงามแห่งใจ รู้ในคุณค่าแห่งพระพุทธศาสนาแล้ว มันน่าอัศจรรย์จริง ๆ เป็นประหนึ่งร่มเงา ที่ปกปักรักษาเรา จากความทุกข์เดือดร้อนทั้งมวล
ใจของเรา ที่จะไปกระทบกระเทือน เพราะผัสสะ ที่จะไปเพ่งโทษผู้อื่น เราไม่ทำ ที่จะพูดให้เกิดความขุ่นมัว หรือจะไปบ่นให้คนอื่นรกหู เราไม่ทำเพราะเป็นเหตุให้เรามีอกุศลวจีกรรม เหมือนเอายาพิษมาแช่อิ่มตัวเอง เราสงบอยู่กับปัจจุบันไม่เดือดร้อนวุ่นวาย
อะไรจบแล้วก็จบอยู่ตรงนั้น แผ่เมตตา ขอให้เขาฉุกคิดได้ ขอให้เขามีบุญมีกุศล กลับเนื้อกลับตัวไปในทิศทางที่ดี เพราะถ้ายังทำอย่างนี้ต่อไป ความทุกข์เดือดร้อนจากการกระทำของเขาเองคอยอยู่อยู่อเนกอนันต์ หนักหนาเกินกว่าที่เราจะต้องไปทับถมซ้ำเติมเพิ่มให้เขาอีก
เราเริ่มเข้าใจ อย่างนี้นี่เอง ท่านจึงสอนให้อภัยต่อกันเถิด ตั้งต้นกันใหม่ อยู่ปัจจุบัน อย่าไปเอาของเก่ามาก่อกวนใจอีก เมื่อใจเห็นอย่างนี้ ไม่ว่าอะไรผ่านมาในชีวิตประจำวัน มันเป็นอาหารใจให้เราได้ลับสติปัญญาเราทั้งนั้น
แล้วเราก็รักษาใจเราให้เป็นกุศลอยู่ได้ตลอดกาล
ดิฉันหวังว่า สิ่งที่เอามาเล่าสู่กันฟัง คงจะช่วยให้ท่านได้ข้อคิด ไปปลุกปลอบใจของตน ไม่ให้ท้อถอยว่า การที่ยังเป็นฆราวาสอยู่อย่างนี้ เรามีสิทธิที่จะได้พบคุณค่าอันน่าอัศจรรย์แห่งพระพุทธศาสนา และได้ร่มเงามาคุ้มครองตนอย่างไร
เมื่อคืนนั้นดิฉันอ่านหนังสือที่กองสุขภาพจิตมีสัมมนา เกี่ยวกับทำไมคนเราถึงมีความเครียด เดี๋ยวนี้เด็ก 2 ขวบ 3 ขวบ ก็เครียดเป็นแล้ว คุณหมอท่านหนึ่ง เล่านิทานคลายเครียด ว่ามีพ่อตาคนหนึ่ง มีลูกเขย 2 คน เขยคนโตเป็นดอกเตอร์ลูกเขยคนเล็กเป็นชาวบ้านธรรมดา…ธรรมดา
วันหนึ่ง พ่อตาชวนลูกเขย 2 คน พายเรือไปเที่ยวเล่นในลำคลอง ผ่านเป็ดไปเห็นเป็ดว่ายน้ำได้ ลอยน้ำ พ่อตาก็ถามลูกเขยที่เป็นดอกเตอร์ว่า เออ…ทำไมเป็ดถึงลอยน้ำได้ ลูกเขยก็อธิบายว่า ก็เป็ดมันมีขน ถึงไม่จมน้ำ
พ่อตาหันมาถามลูกเขยคนเล็ก ลูกเขยก็บอก โอ…พ่อ ธรรมดา…ธรรมดา อะไรมันก็ลอยน้ำได้ทั้งนั้นแหละ พ่อตาก็ชักไม่พอใจ พายเรือกันต่อไปสักพัก พบห่านร้องเสียงดัง ลูกเขยคนโตก็อธิบายว่า เพราะห่านคอยาว พ่อตาหันไปถามลูกเขยคนเล็ก ปัดโธ่ พ่อ ท่านก็ร้องเสียงดังเป็นธรรมดาอย่างนั้นแหละ ของธรรมดา พ่อไปสนใจอะไรล่ะ
ผ่านไปอีกหน่อย ก็ไปเจอพระ จีวรสีเหลือง พ่อตาก็ถาม ทำไมจีวรสีเหลือง ลูกเขยใหญ่ตอบว่า เขาเอาไปย้อมสีเหลือง มันเลยเป็นสีเหลือง ลูกเขยคนเล็กก็ว่า ธรรมดาจีวรพระ พ่อจะให้เป็นสีอะไรล่ะ…ไปกันต่อ อีกสักพัก ก็ไปเจอจอมปลวก ข้างบนมีงูเหลือมอยู่ เลยเห็นมันเลื่อม ลูกเขยคนโตให้เหตุผล โธ่ ก็งูขึ้นไปอยู่บนจอมปลวก เลยเป็นมันเลื่อม ลูกเลยคนเล็กก็ว่า ของธรรมดา…พ่อ พ่อสงสัยอะไรหรือ ทุกอย่างมันก็ธรรมดาอย่างนี้ทั้งนั้นแหละ
พ่อตาแค้นใจลูกเขยคนเล็ก ว่าพูดจาไม่ได้เรื่อง เมื่อกลับถึงบ้าน ขึ้นจากเรือเสร็จ พ่อตาก็คุยลูกเขยคนเล็กมาไล่เบี้ยว่า ไหนเจ้าว่ามาซิ ไอ้ธรรมดา…ธรรมดา…ธรรมดาของเจ้าน่ะ เจ้าไม่มีสติปัญญา เจ้าก็อ้างว่าธรรมดาน่ะสิ
ลูกเขยเล็กก็ถามพ่อตาว่า พ่อ ที่เป็ดว่ายน้ำได้นี่ พ่อว่ามันอัศจรรย์นักหรอ ของสกปรกอย่างหมาเน่า มันก็ลอยน้ำได้ อุจจาระก็เหมือนกัน ก็ลอยน้ำได้ อะไร ๆ ก็ลอยน้ำได้ เป็นเรื่องธรรมดาทั้งนั้นแหละ
แล้วห่านล่ะ ไม่ใช่เพราะคอยาวถึงร้องดัง อึ่งอ่างก็ร้องเสียงดัง คอก็ไม่ยาว มันเป็นเรื่องธรรมดาของห่าน ที่จะร้องดังอย่างนั้นเอง จีวรพระสีเหลืองก็ธรรมดาอีกแหละ ขมิ้นก็สีเหลือง ขนุนก็สีเหลือง อะไร ๆ ก็สีเหลืองเยอะแยะไป พ่อเห็นจีวรพระสีเหลือง แล้วพ่อไปตื่นเต้นเรื่องอะไร
จอมปลวกมันเลื่อมไม่ต้องเพราะงูหรอก หัวพ่อล้านก็มันเลื่อม แล้วพ่อจะว่าอย่างไร
คุณหมอสรุปว่า ถ้าเห็นสัจธรรมในสรรพสิ่งทั้งปวงว่า ทุกอย่างล้วนเป็นธรรมดา เป็นธรรมชาติของมันอย่างนั้น จะไปเอาเหตุผลอย่างโน้น อย่างนี้ อะไรกับมันนักหนา เราก็จะเครียดตายเปล่า
เหมือนเรื่องของอาหารการกิน สมัยที่ดิฉันยังเด็กอยู่ เราเชื่อกันว่า ไข่เป็นสิ่งที่ดีมาก ทุกคนควรกินไข่ อย่างน้อยวันละ 1 ฟอง ดิฉันโตมาด้วยไข่และเสียงของแม่ที่พร่ำบอก ลูกต้องกินไข่ ม่ายอย่างนั้นจะไม่แข็งแรง
ครั้นไปเรียนต่อที่เมืองนอก เป็นยุคสมัยที่ไข่เป็นตัวอันตราย ทำให้โคเลสสเตอรอลสูง ไม่จำเป็นอย่ากิน ถ้าจำเป็นก็ให้กินอาทิตย์ละ 1 ฟอง อาจารย์ที่สอนให้เหตุผลส่วนตัวว่า เริ่มต้นท่านก็ไม่ได้อยากกินไข่ แม่ก็บังคับให้กิน ตอนี้กลับบอกให้เลิกกิน
ท่านบอก กินไข่ก็ตาย ไม่กินก็ตายเหมือนกัน มีใครบ้างที่เกิดมาแล้ว ไม่รู้จักเจ็บ ไม่รู้จักตาย เพราะฉะนั้น โคเลสสเตอรอลจะต่ำ จะสูง ก็เรื่องของมัน ท่านคุ้นกับอาหารประเภทไข่ จนอร่อยกับมันเสียแล้ว เพราะฉะนั้น ท่านจะกินไข่ต่อไป
อาจารย์คงเห็นถึงสัจธรรมของชีวิตว่า ยังไงก็ตายด้วยกันทุกคน กินก็ตาย ไม่กินก็ตาย แล้วเรื่องอะไรถึงจะทำตัวให้ผิดธรรมดา อด ปรับเปลี่ยนนิสัยการกิน
มาถึงเดี๋ยวนี้ แพทย์ให้คนไข้หนักกินไข่วันละ 2-3 ฟอง เพราะโปรตีนจากไข่ เป็นโปรตีนที่มีคุณภาพสูง ช่วยให้ร่างกายมีการฟื้นตัว เราจะเชื่อความเห็นไหนล่ะ ดอกเตอร์ทั้งหลายก็มีความเห็นกลับไปกลับมาอย่างนี้…เป็นธรรมดา
พระพุทธเจ้าทรงสอนอะไรไว้ คำสอนนั้นก็ถูกจริงอยู่อย่างนี้ตลอดมากว่า 2,500 ปีแล้ว ไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงกลับไปกลับมาอย่างนี้ ทุกคำของท่านเป็นอกาลิโก ปฏิบัติตามแล้ว จะรู้เห็นเป็นขึ้นในใจ ทุกกาล ทุกสมัย
สิ่งละอันพรรค์ละน้อย ที่นำมาเล่าสู่กันฟัง คงพอจะเป็นข้อชี้แนะ ให้ใจเราได้เห็นคุณค่าอันน่าอัศจรรย์แห่งพระพุทธศาสนา แล้วขวนขวายปฏิบัติให้เป็นความงอกงามแห่งใจ้

....
คัดลอกบทความจาก
http://www.dharma-gateway.com จำนวนอ่าน: 237
Powered by AkoComment Tweaked Special Edition v.1.4.6 AkoComment © Copyright 2004 by Arthur Konze - www.mamboportal.com All right reserved |
|
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Friday, 16 May 2008 )
|