Skip to content

Narrow screen resolution Wide screen resolution Increase font size Decrease font size Default font size default color green color orange color
หน้าหลัก arrow หนังสือธรรมะ arrow book_amara arrow รู้ตามเป็นจริง

PDF พิมพ์ ส่งอีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 1
แย่มากดีมาก 
พญ.อมรา มลิลา

Image

รู้ตามเป็นจริง
อมรา มลิลา
ณ ห้องบรรยาย 1 โรงพยาบาลรามาธิบดี
3 มีนาคม 2535

Image


หลาย ๆ ท่านอาจสงสัยว่าจะพูดเรื่องอะไรกัน เพราะเราก็ รู้ กันทั้งนั้น ถ้าเราเป็นคนมีสติสัมปชัญญะ เป็นคนปกติ เราก็รู้กันตามเป็นจริงอยู่แล้ว

ทีนี้มาดูให้ถี่ถ้วนต่อไปสิว่า ที่เราว่ารู้ตามความเป็นจริง กับที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้รู้ตามความเป็นจริงนี่ จะต่างกันอย่างไรบ้าง ตัวอย่างที่พอจะช่วยให้เห็นได้คือ เมื่อไม่นานมานี้ ถนนหน้าบ้านดิฉันกำลังซ่อม ทำให้ทางเข้าออกหัวถนนขลุกขลักเพิ่มขึ้น เพราะตรงหัวเลี้ยวมีเสาไฟฟ้า ซึ่งไม่น่าจะปักอยู่ตรงบริเวณนั้นเลย น่าจะเบี่ยงออกไปอีกสักหน่อย เสานี้บังคับให้มุมเลี้ยวของเรากว้างขึ้น โดยต้องพุ่งหัวตรงออกไปก่อน แต่ถ้าพุ่งมากไปก็จะไปกินทางฝั่งตรงกันข้าม ทำให้ผู้ขับรถที่สวนมาเกรี้ยวโกรธได้ เพราะต้องจำยอมให้ทางแก่เรา ถ้าไม่ทำอย่างนั้นท้ายรถเราก็เบียดกับเสาไฟฟ้า

วันที่เกิดเหตุ ดิฉันก็รู้ว่ารถตัวเองต้องเบียดเสาไฟฟ้าแน่ ๆ ถ้าขืนทำใจร้อนไม่หยุดคอย แต่ใจที่เร็วกว่าสติจะทันยับยั้ง ยุว่า เสี่ยงออกไปเถอะ เพราะถ้าไม่รีบออกไป รถที่กำลังมาเป็นสายจะไม่ยอมหยุดให้รถเราเลี้ยวออกมาจากตรอก เพราะเคยติดอยู่อย่างนี้ครึ่งค่อนชั่วโมง กว่าจะเลี้ยวออกจากตรอกบ้านได้

ความเสียดายครึ่งค่อนชั่วโมงที่จะต้องเสียไป ทำให้เราจัดแจงรีบพุ่งออกไปเลย เพราะทางของเรากำลังว่าง แต่ฝั่งตรงข้ามไม่ว่าง ครั้นออกไปแล้ว ก็ทำท่าเหมือนจะไปครูดกับรถฝั่งตรงข้าม อัตโนมัติของเราก็เสี่ยงต่อไป เอาละนะ... ตีวงแค่นี้คงจะไม่เบียดเสาไฟฟ้าแล้ว ก็เดินหน้าต่อไป ปลอดภัยจากรถฝั่งตรงข้าม แต่รถตัวเองช่วงประตูหลังกับบังโคลนไปไม่พ้น ครูดกับเสาไฟฟ้าเป็นทางยาวตลอดแนว เรารู้กันอย่างนี้ รู้ทั้งรู้ รู้ตั้งแต่ต้นแล้วว่า ไม่ปลอดภัย แต่ก็ยังขืนประมาทขาดสติ ทำสิ่งนั้นลงไป ให้ตัวเองขาดทุนสูญกำไร ลำบากเดือดร้อนในภายหลัง

พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ไม่ประมาท เราไม่ควรเสี่ยง ถ้ายังไม่แน่ใจ ไม่มั่นใจ เมื่อทำลงไปแล้วเกิดผิดพลาดให้ยอมรับผิด เพื่อเรียนรู้และป้องกันไม่ให้ผิดซ้ำอีก ไม่ใช่มาหงุดหงิด หรือปล่อยให้ใจเราเสียตามไปด้วย

พวกเรารู้ทั้งนั้นแหละ แต่รู้เป็นสัญญา ถึงเวลาเข้าจริง ๆ ใจที่ถูกกิเลสครอบครองก็ดึงดันดื้อรั้น กิเลสบอกว่า “ลองเสี่ยงเถอะ” ทั้ง ๆ ที่ปากสอนว่า เราอย่าเป็นนักฉกฉวยโอกาส อย่าเป็นนักพนัน ของที่ไม่ควรทำเราก็บอก “ลองดูเถอะน่า มันอาจโชคดีเป็นหนึ่งในล้านก็ได้”

เราหลงว่าตัวเองเป็นคนวิเศษ ครั้นผิดพลาดไป มันเห็นขึ้นมาในใจเลยว่า ถ้าเราหยุดเสียตั้งแต่ตอนที่รู้ รู้ตามความเป็นจริง คือรู้แล้วยอมรับ รู้แล้วหยุด รู้แล้วลงมือทำอย่างที่รู้ มันก็จบเรื่อง แต่นี่รู้แล้วยังให้โอกาสกิเลส รู้แล้วยังปล่อยให้กิเลสยุให้รำตำให้รั่ว แล้วก็กล่อมจนเราเคลิบเคลิ้มลงไปในอวยมันจริงๆ

ที่ว่า รู้ เรา รู้ กันอย่างนี้ จึงถูกนิมิตหลอกลากไปจนกระทั่งป่นปี้ทุกที ก็ให้ตั้งสติรักษาใจเอาไว้ถึงเสียหายไปแค่ไหนก็ให้ยอมรับ แต่ใจคนโดยมากก็ยังไม่ยอมรับ ชักให้อ้างว่า “คุณไม่น่ามาเร็วอย่างนี้ ถ้ามาช้าอีกนิดฉันก็ทัน” หรืออะไรทำนองนี้ คือให้มีเรื่องกล่าวอ้างสิ่งข้างนอกเป็นเหตุมาทำให้เราผิดพลาด จริงๆ แล้วเราก็ว่าเรานี่ดีนะ สักกายทิฐิตัวตนของเราจึงเป็นหัวปมที่ขมวดให้อะไรๆ ติดตามมาเป็นขบวน กิเลสทั้งหลาย ถ้าไม่มีตัวตนเป็นแกนใหญ่แล้ว ก็จะไม่รุนแรงร้ายกาจอย่างนี้

ถึงตรงนี้เราจะได้เข้าใจ ที่พระพุทธเจ้าทรงแบ่งความเป็นสมมุติ คือ ปุถุชนคนหนา กับวิมุตติ คือ ท่านที่ตกกระแสเข้าสู่ความเป็นอริยชน ด้วยการตัดละลดตัวตนสักกายทิฐิออกไปจากกมลสันดานแล้วสิ่งแปลกปลอมตัวอื่นๆ ก็จะค่อยร่วงหล่นตามไปเป็นลำดับ

สักกายทิฐิเหนือความเป็นตัวตน สัตว์ บุคคล จึงเปรียบเสมือนเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างสมมุติกับวิมุตติ ทำนองเดียวกับเทวสถานของขอมที่ยังหลงเหลืออยู่ในแผ่นดินไทย ปราสาท เทวสถานที่มีอิทธิพลของขอมแทรกซึมอยู่นั้น เมื่อขึ้นไปบนเทวสถาน ถึงตรงจุดที่เริ่มเป็นบันไดขึ้นไป เขาจะอธิบายให้ฟังว่า ตรงนี้แหละเป็นเขตแดนรอยเชื่อมต่อระหว่างโลกกับสวรรค์ เขาใช้ขอบของบันไดเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกว่า นี่แหละขอบพรมแดนละ

ในการปฏิบัติใจของเรา ถ้ามัวแต่ไปหาขอบพรมแดนระหว่างสมมุติกับวิมุตติอยู่ ก็เสร็จทุกทีแหละ มันไม่มีหรอก เพราะอะไร เพราะปฏิบัติไปแล้วจะรู้ว่า สมมุติกับวิมุตติไม่ได้มีแบ่งไว้ ว่าตรงนี้โลกนะ ตรงนี้สวรรค์นะ ไม่ใช่ อยู่ที่เดียวกัน ในใจของเรานั่นเอง ถ้าเรามัวแต่จะไปหารอยเชื่อมต่อให้เจอ เราก็เป็นสังขารจิต คือไปคิดเอาเอง แล้วยึดมั่นสำคัญผิดแปะเป็นเครื่องหมายไว้ว่า นี่อย่างนี้นะ… นี่อย่างนั้นนะ… ซึ่งล้วนเป็นสมมุติทั้งสิ้น ทั้งๆ ที่เราพูดถึงเรื่องของวิมุตติ เรื่องของการตกกระแสเรื่องของการเป็นอริยบุคคล แต่มันก็ยังเป็นเพียงคำพูด เป็นสมมุติบัญญัติอยู่อย่างนั้น แล้วเราก็หลอกตัวเองว่า เราใกล้เข้าไปแล้วนะ นี่เรา เห็น แล้วนะ นี่เรา ข้าม ขั้นมาแล้วนะ ซึ่งความเป็นจริงไม่ใช่สมมุติ คือตัวตนของเราก็เป็นเงาติดตามข้ามไปด้วยแล้วมันก็ยุ่งกันใหญ่

ตรงนี้แหละที่อยากให้พวกเราที่มาปฏิบัติแล้วเห็นเท่าทัน ถ้าเห็นอย่างนี้ เราจะขบขันตัวเอง และจะเข้าใจว่าทำไมเราจึงไม่มีความสุข พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ถ้าสิ่งที่ทำเป็นธัมมะ ทำแล้วใจที่หงุดหงิดร้อนรนกระสับกระส่ายพลิกกลับไปกลับมา จะต้องนิ่งเป็นหนึ่งเดียวว่า เอาละ จะเป็นอย่างไรก็เอากัน

ถ้าใจไม่เคยนิ่งอย่างนั้น มันก็อยากที่จะเอาชนะสังขารจิตที่เราคุ้นเคย รู้… รู้จักอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่อ้อนแต่ออก ตั้งแต่เกิดมาเป็นตัวตนเรา พ่อแม่พี่น้องหรือครูบาอาจารย์ ใครๆ ที่เราเคารพเชื่อถือ 99.99 เปอร์เซ็นต์ ก็ล้วนเป็นปุถุชนด้วยกันทั้งนั้นจะมีวุฒิอะไรๆ ทางสมมุติแค่ไหน พอไปถึงเรื่องจิตใจก็เป็นปุถุชนเต็มขั้นด้วยกันเท่าเทียมกัน มันก็เหมือนคนตาบอดจูงคนตาบอด ต่างคนต่างก็เกิดความทุกข์เดือดร้อน

มีผู้ปฏิบัติท่านหนึ่ง ถามดิฉันว่า ทำไมเวลาปฏิบัติแล้วนอนไม่หลับ คือเวลาที่เราคอยดูใจของเราเรื่อยๆ อาการแรกที่รู้สึกกันทุกคนคือ นอนไม่หลับ เพราะเราไปคิดกันว่า การนอนเป็นเรื่องของจิตใจ ซึ่งความจริงการนอนนี้เป็นอาการของกายเท่านั้น กายมีอิริยาบถ 4 อย่าง คือ ยืน เดิน นั่ง นอน

ระหว่างที่กายทำอิริยาบถเหล่านี้ ถ้าไม่มีใจเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยแล้ว ไม่ว่าเราจะยืน ไม่ว่าเราจะเดิน ไม่ว่าเราจะนั่ง หรือไม่ว่าเราจะนอน มันไม่ได้แตกต่างอะไรกันเลย กายก็เป็นดิน น้ำ ลม ไฟ อยู่อย่างนั้น แต่พอมีจิตใจเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย เราก็บอว่า เวลาที่เรายืน เราเดิน เรานั่งนี่ เรารู้ แต่เวลานอนเราต้องหลับ แต่จริงๆ ไม่ใช่ เรานอนกันไม่เป็น เรานอนอย่างปุถุชนนอน เรานอนอย่างคนบริโภคกาม จึงหลับใหลไม่มีสติสัมปชัญญะอยู่อย่างนั้น แล้วก็ภูมิใจว่า ถ้าเรานอนได้อย่างนั้น แปลว่านอนดีมาก ได้คุณภาพ แล้วก็เต็มอิ่ม พรุ่งนี้เช้าตื่น ขึ้นมาสดใสซาบซ่า

พอมาปฏิบัติแล้ว สติที่ถูกฝึกให้ระลึกรู้ เริ่มมีผลขึ้นมาให้เห็นประจักษ์ เมื่อนอน ร่างกายได้พักผ่อนเต็มที่ ไม่มีความกังวล ไม่มีความเครียด ไม่มีอะไรเลย จิตที่ถูกฝึกให้คุ้นเคยกับการมีสติรักษาอยู่ พอมีอะไรนิดหนึ่ง มันว่องไวออกไปรับรู้แล้วเราก็เอาไปเปรียบเทียบกับสภาพสมมุติที่เคยเป็นมา แทนที่จะทวนถามตัวเองว่าเรามาฝึกจิตเพื่ออะไร ก็เพื่อให้รู้ตามเป็นจริง อะไรที่เกิดขึ้นขณะฝึกปฏิบัติเป็นสิ่งที่เราไม่เคยรู้มาก่อน

ถ้าเราเคยไม่รู้มาก่อน แล้วรักษาคุณภาพเหล่านั้นไว้ได้ เราย่อมไม่ตกต่ำมาเป็นอย่างทุกวันนี้ เรามีมรรคมีผลที่จะพาให้มั่นใจ แน่ใจไปได้แล้ว นี่เราต้องมาฝึกกันใหม่ ยังเป็นทหารใหม่อยู่อย่างนี้ เพราะเรายังคุ้มครองตัวเองไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าเราตั้งสติให้ระลึกรู้อยู่ว่าอะไรที่เกิดขึ้นกับเราล้วนเป็นของแท้ ของจริง ที่เราจะต้องเอาสติตามรู้ เก็บข้อมูลทุกอันโดยละเอียดถี่ถ้วน เพื่อว่าถ้าจำเป็นจะต้องทำซ้ำอีก เราจะได้มีแนวทางว่าไปทางไหนจึงจะได้พบเส้นทางนี้อีก เพราะคราวที่แล้วเราได้มาโดยความบังเอิญ

สติของเราจะต้องคม รู้เท่าทันสิ่งที่เกิดขึ้นตามที่เป็นจริง แล้วไม่ต้องไปออกความเห็น ไม่ต้องไปให้คะแนนว่า ทำไมจึงเป็นอย่างนี้ หลายๆ ท่านจะมีปัญหาวุ่นวายกับตัวเองมากกว่า ปฏิบัติแล้วนอนไม่หลับ แล้วก็ไม่ใช่แต่ท่านทั้งหลายที่มีคำถามเท่านั้น สำหรับตัวเองเมื่อนึกย้อนกลับไปแล้วก็มีอาการเช่นนี้เหมือนกัน

ท่านอาจารย์สิงห์ทองให้พวกเราที่มาปฏิบัตินอนคืนละ ชั่วโมง ถ้านอนมากกว่านี้จะหามไปเผาที่ป่าช้า เพราะฉะนั้น ก่อนนอนเราก็ดูเวลาไว้แล้วตั้งนาฬิกาให้ปลุกอีก ชั่วโมงต่อมา ถ้าตื่นแล้วนาฬิกายังไม่ปลุก แปลว่าโควต้าเรายังไม่หมดครั้งแรกๆ ต้องนาฬิกาปลุกดังเสียก่อน เราจึงตื่นพอฝึกไป สติเริ่มคมขึ้น ใจของเราเป็นปัจจุบันจิตมากขึ้น ไม่ได้ฟุ้งซ่าน เหน็ดเหนื่อยกับอะไร ร่างกายก็ต้องการการพักผ่อนน้อยลงๆ โดยลำดับ

ที่เราต้องการนอนเพราะใจมีความเครียด มีความกังวล มีความหมกมุ่นมาก มันจึงต้องพักเพื่อว่าระหว่างหลับ เราจะได้ระบายถ่ายเทความเครียดความกังวลเหล่านี้ออกไป เหมือนเราเช็คขี้ฝุ่นบนโต๊ะให้สะอาด ทำให้โต๊ะน่าดูน่าใช้ อยู่ทุกวันนี่ก็เหมือนกัน เมื่อร่างกายไม่ได้มีความจำเป็นอย่างนั้นอีกต่อไป เพราะใจมีสติรักษา เป็นปัจจุบันจิตอยู่ ไม่มีขี้ฝุ่นขี้ผงเกาะ ไม่มีความฟุ้งซ่านรำคาญใจ ความต้องการนอนตามปกติก็น้อยลง ต่อมาก็รู้ตัวตื่นเองก่อนเวลาที่นาฬิกาปลุกจะดัง

กิเลสพาให้เราคิดว่า การนอน ชั่วโมงนั้นน้อยเต็มทนแล้ว ถ้ารู้ตัวตื่นก่อนเวลานี่ไม่ได้ ต้องรักษาผลประโยชน์ของเจ้าตัวเอาไว้ ก็ตะแคงตัวกล่อมตัวเองให้หลับต่อไปอีก ท่านอาจารย์ก็ออกคำสั่งให้ ขึ้นบทที่ 2 ว่า คราวนี้รู้ตัวตื่นเมื่อไรให้ลุกขึ้น เข้าทางจงกรมทันทีเลย ไม่ต้องไปห่วงเวลาตามนาฬิกา ให้เชื่อเวลาตามจิต เพราะมันนอนเต็มอิ่มแล้ว มันจึงตื่น กิเลสก็ยังพาให้กังวลอยู่อีกว่า เอ๊ะ! นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว เราได้นอนกี่ชั่วโมงกันแน่ หูคอยเงี่ยฟังนาฬิกาในครัวที่จะตีบอกเวลาแล้วก็คำนวณกับเวลาที่เข้านอน เมื่อได้ยินเสียงนาฬิกาก็รู้ว่าเราเพิ่งนอนไปได้ 2 ชั่วโมง ยังไม่ครบ 2 ชั่วโมงเต็มด้วยซ้ำไป

เมื่อแรกตื่นขึ้นมาสดชื่นดี เดินได้ดี แต่พอรู้ว่ายังไม่ถึง 2 ชั่วโมง คราวนี้ชักเซ โอ๊ย! อย่างนี้ก็เพลียแย่สิ แล้วพรุ่งนี้จะอยู่ทั้งวันได้อย่างไร ก็ชักจะชนต้นไม้ซ้ายต้นไม้ขวา สะเปะสะปะขึ้นมาทันที ผู้ปฏิบัติท่านนั้นเล่าต่อไปว่า พอนอนไม่หลับอย่างนี้ เช้าขึ้นไปทำงานก็ให้รู้สึกตื้อไปหมด ที่เคยทำอะไรได้คล่องแคล่วว่องไว ก็ซื่อบื้อเหมือนเป็นอะไรไปก็ไม่รู้ แรกฟังดิฉันก็สงสัยว่า เป็นอย่างไรกันนะ แต่พอคุยต่อไป เขาก็ปรารภว่า ถ้าสติเจริญดี คมทัน จิตใจก็ควรจะสงบ สบาย เยือกเย็น นี่… มัน ทำไม่หงุดหงิดไปหมดเลย พอไปเจอลูกเต้า เจออะไรๆ ในชีวิตประจำวัน มันรำคาญไปหมด อยากแต่จะนั่งสมาธิอย่างเดียว ดิฉันเลยบอกว่านั้นติดโมหสมาธิแล้ว ไม่ใช่สัมมาสมาธิ

เขาปฏิบัติได้สมาธิจริง อาศัยเป็นที่พักใจ แต่ไม่เป็นฐานให้เกิดปัญญา เขาบอกว่า ไม่ชอบเดินจงกรม แต่ชอบนั่ง นั่งแล้วสบาย เมื่อไรที่ทำงานไม่ได้ รู้สึกซื่อบื้อ พอนั่งสักประเดี๋ยวเดียว 5 นาที 10 นาที มีความรู้สึกเหมือนได้นอนหลับเต็มอิ่มแล้วพอออกจากสมาธิมาทำงาน ทำไม่ได้ มันซื่อบื้ออีกแล้ว เสียงโน้น เสียงนี้ รำคาญไปหมด หงุดหงิดเบื่อ

สิ่งที่เขาเล่านั้นเป็นผลของการปฏิบัติ แต่เฉออกไปจากเป้านิดหนึ่ง คนเราไม่อยากทำสัมมาสมาธิอย่างที่พระพุทธเจ้าทรงสอน อยากทำแต่โมหสมาธิ เพราะอยากให้หลุมหลบภัย อยากไม่ต้องรับรู้รับผิดชอบแล้ววุ่นวี่วุ่นวายกับภาระหน้าที่ของตน

สมาธิทำให้สดชื่น เบาสบาย แต่โดยไม่รู้ตัวใจของเราเบี่ยงเบนให้การปฏิบัติกลายเป็นโมหสมาธิไปเรื่อยๆ คือพอเข้าสมาธิได้แล้วเราทิ้งสติไป ไม่ตามรู้อยู่กับความเป็นจริง ไม่อยากจำว่าหน้าที่ความรับผิดชอบของเรามีอะไรบ้าง เราอยากเสพและติดในสิ่งที่ได้เหมือนติดยาเสพติด จึงไม่ชอบเดินจงกรม เพราะอิริยาบถเดินจำเป็นที่สติต้องมีอยู่ เราไม่อยากรับรู้ ก็เอาสติไปเก็บล่ามกุญแจเสีย

เมื่อเป็นอย่างนี้ ถึงกลางคืนจึงนอนไม่หลับเนื่องจากวันทั้งวันมันสบายเหมือนกับพักอยู่ตลอดเวลาแล้ว กลางคืนเลยกระปรี้กระเปร่า ก็ไปเข้าใจผิด ปรุงคิดไปว่าการปฏิบัติทำให้นอนไม่หลับ สุขภาพคงแย่

ดูต่อไปอีก เมื่อก่อนนั้นเห็นอะไรเคยอร่อยไปหมด กินวันละ 5 มื้อ 10 มื้อ ตอนนี้ร่างกายมันเพียงพอไม่หิว เพราะตลอดเวลาใจเหมือนอยู่ในฌาน 1 ฌาน 2 มีปีติ เบาสบาย ก็ไม่ออกไปติดในรส ในกลิ่น ในอะไรอย่างแต่ก่อน คนก็ว่า อะไรกัน เดี๋ยวนี้กินก็ไม่ได้ นอนก็ไม่หลับ อุปาทานพาให้หวั่นไหวไปมา แย่จริงๆ อ่อนเพลีย ชักจะไม่สบาย มันก็พาปรุงต่อไป… ต่อไป

ถ้าปฏิบัติเพื่อให้รู้ตามความเป็นจริง เราก็จะบอกตัวเองว่า หน้าที่ของเรามีอยู่อย่างเดียว ถ้าแน่ใจว่าเราทำตามคำสอนถูกต้อง อะไรที่เกิดขึ้น เอาสติเฝ้าดู แล้วก็รู้ ไม่ต้องไปให้คะแนน ไม่ต้องไปออกความเห็น ทำไปให้จบแบบฝึกหัดแล้วค่อยมาว่ากัน ถ้าเป้นอย่างนี้ก็จะสบาย ใจเป็นปัจจุบัน ไม่ไปสงสัยว่า นี่เรานอนพอไหม เพราะเราทำใจไว้เลยว่า ถ้าไม่ไหว มันง่วง เราก็ไปงีบเสีย หรือไปทำสมาธิ หรือไปทำอะไรก็ตาม มันก็จะผ่านตรงนี้ไปได้

ถ้าปล่อยใจให้เป็นกังวลอย่างนี้ ใจที่เริ่มจะรวมเป็นปัจจุบันจิต แล้วรู้ตามสภาพธรรมชาติของพุทธะ ผู้รู้ ก็มัวพร่าไป นิวรณ์ อุปาทาน ที่เป็นพ่อแม่เรามาแต่เก่าก่อนก็พยายามรักษาลมหายใจเฮือกสุดท้าย แทรกเข้ามายุให้รำตำให้รั่วว่า ไม่ได้ร่างกายเราต้องนอนวันละ 8 ชั่วโมงนะ ต้องกินอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่อย่างนั้นจะเกิดทุโภชนาการเดี๋ยวจะขาดอาหาร เดี๋ยวอาหารไม่ครบหมู่เหล่า รู้มากยากนาน รู้น้อยพลอยรำคาญไปด้วย

เอาสติกลับมามองใจเรา ทำไมเราถึงไม่ยุ่งอย่างนี้ อ๋อ… นี่อย่างไรเล่า ความห่วงความหวงตัวตน ความกลัวว่า ถ้าไม่มีภพ ไม่มีชาติ ไม่มีตัวเราเกิดมาแล้ ก็จะไม่มีหัวหาดให้มันเข้ายึดครองเพื่อสู้รบปรบมือกับเราได้ มันจึงพาให้เราห่วงหวงตัวตนอยู่อย่างนี้ ใจก็จะคลายกังวล เป็นอย่างไรเป็นกัน ให้มันรู้เรื่องไป พุทธานุสติจะเข้ามาเป็นกำลังใจ ถ้าสิ่งนี้เป้นความวิบัติ เป็นความน่าหวาดหวั่น เป็นภัยอันตราย เจ้าชายสิทธัตถะเป็นตัวอย่างจิตของท่านพ้นสังสารวัฏ บริสุทธิ์ไปได้เรียบร้อย

มันก็เป็นกำลังใจให้เราเกิดพละ 5 เชื่อเลื่อมใส มุ่งมั่น พากเพียรปฏิบัติ จนใจเกิดเป้นอจลศรัทธา คือเชื่อมั่นไม่คลอนแคลนในอันที่จะปฏิบัติต่อไป เพื่อรู้เห็นตามเป็นจริงจนได้ ถ้าใจมีสัมมาสติกำกับ กระทำมัชฌิมาปฏิปทาตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอน เราจะมีเหตุผลให้กับตัวเองอย่างนี้ เผลอเมื่อไร อุปาทานความยึดมั่นสำคัญผิดจะแทรกเข้ามาทำให้ทุกอย่างผิดพลาดไปหมด

พระพุทธองค์ทรงสอนว่า ถ้ารักษารูปกับนาม คือ ขันธ์ 5 ไว้ เป็นขันธ์ 5 ตามธรรมชาติ ทุกอย่างจะเป็นสภาวธรรม แต่เราทำขันธ์ 5 ให้เป็นอุปาทานขันธ์ มันจึงเป็นรวงรังแห่งทุกข์ขึ้นมา ทุกอย่างจึงวุ่นวายไปหมด จิตของเราจึงกระเพื่อมอยู่ตลอดเวลา แล้วเราก็บ่นว่า เบื่อเหลือเกิน ความฟุ้งซ่านที่น่ารำคาญ ครั้นจะสงบ เราก็ไปเขี่ยให้ฟุ้งซ่านขึ้นมาอีก โดยอ้างว่ามันล้วนเป็นเหตุเป็นผล เป็นความรอบคอบระมัดระวัง

เมื่อรู้ยังไม่เท่าทันกิเลส มันเป็นอย่างนี้ ถ้าใครบอกว่าเธอเพ้อ โกรธเขาอีก นี่ฉันกำลังทำสมาธิอยู่ สติคมกริบเลยนะ อะไรมากระทบ รู้ทันทีเลย นี่ฉันรู้ตามความเป็นจริงนะ ขอประทานโทษเถอะตามความเป็นจริงของอุปาทานต่างหาก มันเป็นอย่างนี้กันตลอดเวลา ถ้ารู้ไม่เท่าทันมัน เราก็จะหงุดหงิด ไหนครูบาอาจารย์ว่า ถ้ามีสติ ใจจะสงบ สบาย เบา แต่สภาพสติของเรายังไม่แข็งแกร่งยังกระพริบ ช่วงที่กระพริบนี้จะไวมาก สังขารจิตความปรุงคิดแทรกเข้ามา ไม่ใช่ปัญญาญาณ ไม่ใช่วิชชา แต่จะผ่องใสอย่างยิ่ง ทำให้เกิดความไขว้เขวได้

ดิฉันเรียนให้ทราบแล้วว่า ไม่มีเส้นพรมแดนระหว่างวิมุตติกับสมมุติให้มั่นหมายได้ พอเผลอกลิ้งไปนิดหนึ่ง ก็กลายเป็นสมมุติ วิมุตติถูกบังหายไป ครั้งตั้งสติเพ่งดูดีๆ มันก็กลิ้งกลับเป็นวิมุตติขึ้นมาใหม่ ตกลงก็เหมือนเราเล่นกล นี่เราบ้าหรือเราดีเราเห็นจริงหรือเราไม่เห็นจริง วุ่นวายอีกแล้ว ปากก็ว่า คราวนี้ไม่คิดแล้ว แต่ความลังเลสงสัยที่ติดอยู่ระหว่างสมมุติกับวิมุตติ ก็ทำให้เราครุ่นคิดว่า เราบ้าหรือเราดี จะต้องหาพยานหลักฐานให้ได้ ก็เลยกระเพื่อมกลิ้งมาอยู่ตรงนี้

ในที่สุดเราเองก็เหนื่อยกับการกระเพื่อมของจิตเราตรงนี้ แทนที่จะไปวุ่นวายว่ามันจะบ้าหรือมันจะดี ก็ดูมันต่อไป ดูให้จบเสียก่อน อย่าเพิ่งเอาแต่กรอบบิดๆ ขึ้นมาเป็นมาตร แล้วจะสรุปลงความเห็นให้ได้ ถ้าเราเยือกเย็นยอมเชื่อตามพระพุทธเจ้าว่า ของทุกอย่างมาแต่เหตุ เมื่อเราประกอบเหตุที่สมควรกับเหตุ ผลย่อมบังเกิดขึ้น

ถ้าอะไรที่เกิดขึ้น แกว่งออไปนอกเหนือจากที่เรารู้เห็น ที่ท่านเคยเป็นมา แทนการไปสงสัยว่าที่ท่านพูดนี่น่ากลัวจะไม่จริงเสียแล้ว จิตของเราจะส่งออกนอกอยู่อย่างนี้ ให้ม้วนกลับเข้ามาดูตัวเองเราอ่านตัวหนังสือตัวไหนผิดพลาด เราข้ามบรรทัดไหนไปบ้าง มาแก้ไข มาปรับปรุงวิธีการของเราหมุนเข้ามาดูตัวเรา ดูใจเรา แล้วคอยปรับให้ดีขึ้น รอบคอบขึ้น ถี่ถ้วนขึ้น ผลที่ถูกที่ควรจะค่อยบังเกิดขึ้น และเป็นกำลังใจให้เราเชื่อเลื่อมใสว่า มันจริงอย่างนี้เอง อย่างที่ท่านบอกว่า มันจะเกิด รู้ เห็น เป็นขึ้นในใจของเจ้าของ คราวนี้เราจะเชื่อมั่นไม่คลอนแคลน

แต่ก่อนจะถึงตรงนี้มันไม่ใช่ง่าย มีสุภาพบุรุษท่านหนึ่งเป็นผู้สนใจใฝ่ปฏิบัติ เมื่อ 2-3 อาทิตย์ก่อนท่านเขียนจดหมายเล่าถึงความรู้สึกนึกคิดหรือสิ่งที่ได้พิจารณามาให้ฟัง ดิฉันอ่านแล้วก็ได้รู้ว่าความที่เราไม่ใช่ผู้ชาย เลยไม่รู้ว่าผู้ชายเขามองเราอย่างไร

ท่านเขียนว่า สมัยนี้ไม่ต้องไปพิจารณาอสุภะหรือพิจารณาสุภะที่ไหนหรอก เดินไปตามถนนก็ได้พิจารณาแล้ว เพราะอะไร ท่านขออภัยแล้วว่า คุณหมออย่าคิดว่าผมพูดจาไม่สุภาพล่วงเกินผู้หญิงนะครับ ผู้หญิงสมัยนี้แต่งตัวจนผมไม่แน่ใจว่า เขาใช้เครื่องนุ่งห่มเพื่อความสุภาพเรียบร้อย ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับคนที่เห็น หรือจะทำอะไรกันแน่ กระโปรงบางตัวแทบไม่ปิดบังอะไรเลย นอกจากจะสั้นแล้วยังผ่าแหวกขึ้นไปอีก เวลาก้าวขึ้นรถเมล์ ผมไม่ตั้งใจจะมองก็เห็นตลอดหมด ผมก็ยังเป็นคนธรรมดาอยู่ไม่ใช่อิฐใช่ปูน เห็นแล้วยังไม่ทันตั้งสติคิด มันก็เป็นไปโดยอัตโนมัติแล้ว ไปปรุงต่อว่าข้างในมีอะไรอยู่บ้าง แล้วกิเลสก็ฮือฮาขึ้นมา

ท่านว่า แต่ก็ดีเหมือนกัน ทำให้ได้แบบฝึกหัดถ้าปฏิบัติไปแล้วไม่เจอแบบฝึกหัดของจริงอย่างนี้จะหลงว่าเราเป็นพระหรือเป็นฤาษีไปแล้ว พอเห็นอย่างนี้รู้เลยว่าใจกระเพื่อมหวั่นไหวแค่ไหน พร้อมๆ กันนั้น ก็บอกตัวเองว่าไปคิดปรุงอะไรกับมัน จริง ๆ แล้วตรงนั้นก็เป็นท่อที่จะเอาอุจจาระกับปัสสาวะออกมา แล้วเราเอาไหม เหมือนกับเราไปทำหน้าที่ขนขยะนั่นแหละ เราไปรังเกียจมันทำไม ถ้ารังเกียจแล้วมาตรงนี้ทำไมจึงเกิดความอยาก จึงเกิดความวุ่นวายกับมัน เมื่อสอนตัวเองอย่างนี้ มันก็ดีขึ้น ใจสงบเงียบลงไป แล้วก็มีสติตามรู้อยู่

บางทีรถเมล์แน่นมากๆ เกิดการเสียดสีกันชนกัน ทำให้เกิดความรู้สึกขึ้นมา ก็นึกถึงว่า ถ้าหมดลมหายใจแล้วเอาไหม อยากจะไปกอดเขา ไปเป็นเจ้าของเขาอีกไหม นึกถึงตัวที่เย็นชืดขึ้นมา นึกถึงความกลัวผีขึ้นมาด้วย ท่านว่าการพิจารณาจากชีวิตประจำวันจริงๆ นี่ได้ประโยชน์มาก

ท่านถามความเห็นของดิฉัน เกี่ยวกับการปฏิบัติที่เล่า ว่าเป็นอย่างไร เพ้อไปไกลแล้ว หรือพอใช้ได้ ดิฉันก็ว่าเป็นแยบคายอุบายที่ดีมาก เพราะอยู่กับความเป็นจริง อะไรๆ ในโลกนี้ล้วนเป็นโลกธรรมทั้งนั้น เหมือนปลาย 2 ปลายของไม้ท่อนเดียวกัน พร้อมๆ กับที่เราเห็นสุภะ เรามองเห็นอสุภะ พร้อมๆ กับที่เราเห็นดอกไม้ดอกหนึ่งสวยเต็มที่ ใจของเราอยากไปคลึงเคล้า เป็นเจ้าของ ให้เราเห็นมันกำลังเหี่ยวเน่าไป แล้วเรายังจะเอาอีกไหม

ถ้าทำอย่างนี้ คือเอาวิมุตติและสมมุติให้มาอยู่ที่เดียวกันที่ใจเราได้ในขณะเดียวกัน เห็นมันซ้อนกันอยู่อย่างนี้ รับรอง ใจอันนี้จะใกล้ต่อความเป็นจริง และในที่สุดจะอยู่กับความจริงได้ แต่ทีนี้เราไม่ทันมัน ช่วงที่สุภะดูดเราเข้าไป หรืออสุภะผลักเราออกมา เราไม่ยอมเห็นฝั่งตรงกันข้ามที่จะทำให้ใจเราอยู่ตรงกลางที่ศูนย์พอดี ๆ แต่เราจะบวกไปบ้างหรือลบไปบ้างทุกที แล้วก็ออกกิริยาอาการ วาจา หรือความคิด เป็นกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ทำให้ติดลบ บัญชีเกิดตัวแดงขึ้นมาอีก รักก็ติดลบ ชังก็ติดลบ ทุกที

ถ้าใจเห็นตรงนี้แล้ว เราจะได้บอกกับตัวเองว่า ทันทีที่เห็นอะไร มองไปที่ปลายอีกข้างของมันให้เกิดเป็นภาพลักษณ์ขึ้นมาซ้อนกันทันท่วงที

ไม่อย่างนั้น เวลาปฏิบัติ เราจะสำคัญไปว่าตัวเองเป็นผู้ปฏิบัติที่หลุดพ้นหมดแล้ว เหมือนที่ดิฉันเคยเล่าถึงท่านผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ท่านบอกกับใคร ๆ ที่เป็นสหายปฏิบัติธรรมว่า เดี๋ยวนี้ท่านไม่เห็นเลยว่าความสวยความงามหรือความแก่ชราจะมีอิทธิพลต่อจิตใจท่าน เพราะมองทีไรเห็นตัวเองเป็นแต่โครงกระดูก คนอื่นก็เป็นโครงกระดูกหมด ไม่มีผู้หญิงไม่มีผู้ชายหรอก

ครั้นออกจากวัดมายังไม่ทันไรเลย มีเพื่อนรุ่นเยาว์มาแอบนินทาให้ฟังว่า “คุณหมอคะ ที่เขาพูดนี่เขาพูดจริง ๆ หรือเขาเพ้อไปคะ เพราะอาทิตย์ที่แล้วนี่เขาไปดึงหน้ามา ถ้าเป็นโครงกระดูกจริงจะต้องไปดึงทำไมให้มันเจ็บ”

ทำไมจึงเป็นอย่างนี้

ขณะอยู่ในวัด ท่านเห็นปลายที่เป็นธัมมะ มันก็โครงกระดูกทั้งนั้นแหละ โครงกระดูกก็ไม่มีผู้หญิงผู้ชาย รอบข้างไม่มีอะไรที่จะกระฉอกให้ไปเห็นปลายอีกข้างหนึ่ง ท่านก็ว่า มีสติ ใจอยู่ในสมาธิ จิตไม่มีอะไรมากระเพื่อม มันก็เห็นตามเป็นจริง ก็หลงว่าเราบรรลุแล้ว

แต่พอออกมาโดนพายุสลาตันของโลกหวั่นไหวเข้า... มองดู ตีนกามันไม่ใช่ตีนกาแล้วนะ อะไรกันนี่ ทำไมมันช่างเยอะแยะหลายรอยเหลือเกิน หน้าก็เหมือนกัน ดึงเสียนิดหนึ่งไม่ดีหรือ สมัยนี้ใคร ๆ ก็ทำกัน ไม่เจ็บหรอก นิดเดียวแค่นั้นแหละ ก็คล้อยตามเขาไป เพราะว่าอยู่ใกล้อะไรก็เป็นอย่างนั้น ไม่ทันได้คิด

ถ้าเราเอา 2 ปลายให้มาอยู่ที่เดียวกัน เวลาเดียวกัน แล้วพิจารณาดูว่าดึงแล้วมันจะคงทนถาวรอย่างนี้อยู่ไหม อีกสักประเดี๋ยวหนึ่งก็ต้องดึงอีก คราวนี้จะดึงกันบ่อยแค่ไหน ดึงให้เป็นอะไรขึ้นมา

ท่านที่มีประสบการณ์ในการดึงหน้ามาแล้ว เล่าให้ฟังว่า เวลาดึงหน้า หมอจะไม่ให้ยาสลบ เพราะหากไปโดนเส้นประสาทหรือเส้นเอ็นเข้าจะได้ทราบ มิฉะนั้นทำเสร็จแล้ว เราอาจปากเบี้ยวไปข้างหนึ่ง หรือตากระพริบไม่ได้ อะไรทำนองนี้

ท่านเล่าว่า ถึงจะฉีดยาชาเฉพาะที่ แต่ความเจ็บปวดขณะทำก็รู้สึกได้เหมือนจะขาดใจตายไป ซึ่งคงปาน ๆ กับเวลาครูบาอาจารย์บอกให้นั่งโดยไม่ขยับ เอาให้ข้ามเวทนาไปให้จงได้ เพื่อเป็นกำลังให้เรามีความมั่นใจว่า เวลาจะตายคงไม่เจ็บเลย เกินไปกว่านี้หรอก ไม่มีอะไรที่ยากเกินความเพียรพยายามที่เราจะตั้งรับหรอก

แต่ปรากฏว่าเราไม่ได้ทำเพื่อวัตถุประสงค์อย่างนั้น เราทำด้วยความรักในตัวตนในภพชาติ สักกายทิฐิพาให้เรากลัวคนอื่นจะเห็นเราเชย เห็นเราไม่เท่อยู่เสมอ เราก็สู้อุตส่าห์ทนเจ็บแสนสาหัส ความเจ็บแสนสาหัสอันนี้ เลยเป็นเหมือนแรงที่ไปทำให้ความยึดในรูป ยึดในตัวตน ได้ปุ๋ยได้พลกำลังมากขึ้น เพราะเรารู้แล้วว่ามันเจ็บแค่นี้เอง ไม่สาหัสหนักหนาหรอก คือจะเจ็บอย่างไรก็ยังทนได้ เราก็ยิ่งพอใจ หวงแหน รักใคร่ในตัวตนของเราแน่นหนายิ่งขึ้น เสมือนเอาตะปูไปตอกตรึงไว้ แล้วขันเกลียวให้แน่นหนาเข้าไปอีกด้วย ขณะที่ปากเราก็ร่ำร้องว่า “ฉันไม่อยากเกิดอีกแล้ว”

ใจของเราสำคัญไปว่า เรารู้ตามความเป็นจริง แต่ตลอดเวลา ต่อหน้าก็ทำเป็นว่าฉันกวาดขยะทิ้งหมดแล้ว แต่ประตูหลังก็เปิด ไปขนเอาขยะที่ทิ้งออกไปแล้วกลับคืนมาสะสมไว้อีก มันก็เลยไม่เคยเกิดอะไรให้รู้เห็นเป็นขึ้นมาในใจสักที ใจเคยแกว่งไกวอย่างไร เคยรู้ไม่เท่าทันอย่างไร ก็ยังคงเป็นอยู่อย่างนั้น เพราะใจที่มีสติสำนึกรู้ทำท่าเข้มแข็งปฏิบัติ แต่สติที่เผลอไผล ขาดหายไปเนือง ๆ ก็ทำให้ใจรั่ว กิเลสทะลักกลับคืนมาเท่าเดิมทุกที หรือมากกว่าด้วยซ้ำไป แล้วก็หลงว่าเดี๋ยวนี้ฉันปฏิบัติ ฉันรักษาศีล 8 ฉันภาวนาเป็น มันก็เลยลวงให้เรายิ่งเชื่อมั่นสำคัญในตัวเองยิ่งขึ้น

ใครพูดอะไรไม่ต้องไปฟังเขา เราต้องเป็นตัวของเรา แต่หารู้ไม่ว่าเราเป็นตัวของกิเลสไปเสียแล้ว ถ้าไม่ถี่ถ้วน ไม่คอยเอาสติมาทวนถามตัวเอง แล้วเฝ้าดูผลอย่างรอบรอบ เรานึกว่าเราปฏิบัติไปสู่ความรู้ตามเป็นจริง แต่จริง ๆ ไม่ใช่ เราไปรู้ตามความยึดมั่นสำคัญผิด และยิ่งดึงดื้อถือรั้นมากขึ้น ใครพูดอะไรเราก็ไม่ฟังเสียง ซึ่งพบเห็นอยู่เสมอ ๆ ในชีวิตประจำวัน

ถ้าใช้ความสังเกต จะพบว่าเวลามีเรื่องพูดกันไม่มีใครคอยฟังจนอีกฝ่ายพูดจบหรอก พอเขาอ้าปากพูด เราจะแซงว่า... “รู้แล้ว” แต่ปรากฏว่ารู้คนละเรื่องทุกทีเลย ครั้นต่างคนต่างทำไปแล้ว อย่าให้พูดเลยว่าเสียหายหลายแสนอย่างไรบ้าง ถ้าไม่ฝึกสติให้คอยรักษาเรา พอใครเริ่มต้นพูด เราจะรู้แล้วทันที เพราะใจที่ยึดมั่นสำคัญผิดไปคาดเดาคำตอบไว้เสร็จสรรพแล้ว แต่มันคนละเรื่องเดียวกันทุกทีเลย... เรื่องคนละเรื่องชัด ๆ

เมื่อเกิดความผิดพลาดขึ้น สิ่งที่จะทดสอบตัวเองอย่างง่ายที่สุดว่า เรารู้ตามความเป็นจริงหรือเปล่า คือเมื่อมีใครพูดอะไร เพ่งดูใจของเราว่า สงบเยือกเย็นที่จะฟังเขาพูดจนจบประโยคได้หรือเปล่า ถ้าไม่ได้ บอกตัวเองเลยว่าเราไม่เคยรู้ตามเป็นจริง และไม่เคยอยู่กับความเป็นจริงเลย แต่ไปหลงเชื่ออยู่กับสิ่งที่เราปรุงคิดขึ้นมา เราคิดเอาว่า แต่ยังไม่ได้รู้ว่า เราคิดเอาว่าทั้งนั้น แล้วก็ไปเข้าใจผิดว่าอันนั้นคือรู้ตามเป็นจริงแล้ว

ดิฉันสังเกตใจของตัวเองว่า ตอนไหนเหนื่อยมาก ๆ เครียดมาก ๆ ใครชักจะพูดเลอะเทอะเปรอะเปื้อนหน่อย กิเลสมันขึ้นแล้ว ...เสียเวลาของตัวเองคนเดียวไม่พอ ยังจะมาเผาเวลาของคนอื่นอีก... ตัวตนเราก็ขึ้นมาประจันหน้ากับเขาแล้ว เตรียมพร้อมจะฟัดกันให้แหลก ครั้นสติเห็น...ไหนล่ะ ทำเป็นวิพากษ์วิจารณ์เขา แล้วเราไปติดเชื้อเขาทำไม ก็ได้เห็นว่า จริง ๆ แล้วภูมิคุ้มกันเราก็ยังไม่พอเลี้ยงตัวได้ ใจยังกระเพื่อมกระเทือน

เมื่อได้สติอย่างนี้ ได้หลักอย่างนี้ ใจก็เกิดความจดจ่อที่จะฟังเขาด้วยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อไป เพราะเห็นเขาเป็นครู สอนให้เราได้เห็นที่ผิดที่บกพร่องของตัว เราเกิดความกตัญญูรู้คุณต่อเขา คราวนี้ใจของเราก็เกิดเมตตาธรรม รู้สึกว่าทุกชีวิตเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งสิ้น

เราเองก็เคยเป็นอย่างเขามาแล้ว ถ้าไม่มีใครที่มีจิตใจสูงเอื้อเอ็นดูอดทนกับเรา เอาน้ำรักน้ำเมตตาของท่านประพรม จนใจเราเกิดศรัทธากับท่าน ใจเกิดการยินยอมเชื่อตาม ละความยึดผิดเห็นผิดในใจของเรา ค่อย ๆ คลายทิฐิโดยไม่รู้ตัว ท่านบอกให้ทำอย่างนี้ เราก็ทำด้วยความอดทนอดกลั้น

เมื่อผลบังเกิดขึ้น เราก็ได้คำตอบว่า เพราะอย่างนี้เองเราจึงเขยื้อนมาถึงตรงนี้ได้ ก็เกิดมีน้ำใจให้คิดขึ้นมาว่า แล้วเราเองล่ะ เราจะชุบมือเปิบอยู่ข้างเดียวอย่างนี้หรือ ถึงคราวเราบ้าง เราจะไม่ให้อะไรกับใครบ้างเลยหรือ ถ้าอย่างนั้นหนทางนี้ก็ต้องตันเพียงแค่นี้ เพราะทุกคนเห็นแก่ตัวอย่างเรา ใจก็จะหมุนเป็นวงล้อของธรรมจักร พากันหมุนไป...หมุนไป ธัมมะไปถึงตรงไหน ก็ยังให้ความร่มเย็นให้บังเกิดขึ้นตรงนั้นเรื่อย ๆ ไป ถ้านึกอย่างนี้ ใจก็มาอยู่กับความเป็นจริง ทุกคนก็ได้ประโยชน์

ข้อสำคัญคือ ให้ระลึกไว้ว่า ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นที่ทำให้ขุ่นเคืองใจ หรือทำให้กิเลสกลายเป็นผีดิบอาละวาดขึ้นมา อย่าไปมุ่งแก้ที่เหตุการณ์ข้างนอก หรือแก้คู่กรณีของเรา ถ้าไปมุ่งอย่างนั้นละก็ เสร็จเลย ตะครุบเงาจนกระทั่งป่นปี้บี้แบนกันหมด ให้เราม้วนกลับมาดูตัวเองว่า ที่กำลังทำอยู่นี้เป็นธรรมแน่แล้วหรือ หรือเรากำลังติดเชื้อมาจากเขา จนไข้เราขึ้นสูงกว่าเขา คือเราต้องเป็นคนเก่งยิ่งกว่าเขา เพราะว่า “ตูก็แน่นี่นา” ทุกที เราต้อง “แน่” อยู่เสมอ ทิฐิตัวตนของคนเรามันถึงน่ากลัวอย่างนี้ ทำให้ปฏิบัติเท่าไร ๆ ก็ไปไม่พ้นสักทีหนึ่ง เพราะเผลอสติเมื่อไร กิเลสก็แซงเข้ามาอย่างรวดเร็ว แต่ก่อนเราไปนึกกันว่า คนไม่ปฏิบัติ คนไม่มีสติ จะต้องชั่วร้ายอันธพาล แต่จริง ๆ แล้ว เป็นอันธพาลอย่างนั้นให้รู้แล้วรู้รอดไปยังจะดีกว่า

ท่านเปรียบเทียบไว้ว่า ศัตรูที่ตรงกันข้ามของเมตตาคือความเห็นแก่ตัว เราเห็นความน่าเกลียดน่าชังของมัน ทุกคนไม่ต้องการจะเป็นคนเห็นแก่ตัว เราจะต้องมีเมตตา แต่เราก็มาตกม้าตายตรง ศัตรูที่ซ่อนเร้นของเมตตาคือเสน่หา

เราไปคิดว่า เวลาที่เรารักใครด้วยความหวงแหนผูกพัน เป็นเจ้าเข้าเจ้าของ นี่คือเราเมตตาต่อเขา เราเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เป็นทุกข์เป็นร้อน แบกหามเขาไว้ด้วยความหวังดีมีเมตตา แต่ถ้ามองตามความเป็นจริงลงไป มันไม่ใช่เพื่อความสุขของเขา มันเพื่อความสุขของเราต่างหาก

ทำนองเดียวกับที่เราโกรธพ่อแม่ที่อายุมากแล้ว... แม่อย่าเดินไปเลย เดินไปหกล้มแล้วใครเดือดร้อน หนูเดือดร้อนนะ ไม่ใช่ว่าแม่จะเดือดร้อน แค่นี้หนูก็เหนื่อย ก็ยุ่งเกินพอแล้ว แม่ยังจะทำให้หนูยุ่งมากขึ้นอีกหรือไง

เห็นหรือยังว่า เสน่หานั้น ที่แท้คือความเห็นแก่ตัว

เราทำเป็นว่าเรารักท่าน แต่เราจะจับท่านให้เป็นตุ๊กตาตั้งโชว์เอาไว้ เดี๋ยวคนอื่นจะพูดได้ว่า เราดูแลแม่ไม่ดี เพราะฉะนั้น เราจะต้องดูแลแม่ให้ดี ให้แม่อยู่จนอายุ 100 ปี แต่แม่ต้องอยู่ในกรงทองของความรักห่วงหวงของเรา แม่จะทำอะไรตามอำเภอใจไม่ได้ ต้องทำแต่เฉพาะที่เราพอใจ

ลองนึกดูบ้างว่า ถ้าเราไปเป็นใจแม่ จะรู้สึกอย่างไร... มันจะเลี้ยงเราเป็นแม่ หรือมันนึกว่าเราเป็นนกอะไรอยู่ในกรง พอใครมาก็เอาไปโชว์ “นี่ ดูสิแม่ฉันยังไงล่ะ”

ในทางกลับกัน พอมีลูกขึ้นมา โอ๊ย...เหมือนตุ๊กตา ตุ๊กตาจริง ๆ มันพูดไม่ได้ นั่งไม่ได้ แต่ตุ๊กตาตัวนี้ ยิ้มก็ได้ พูดก็ได้ มีอารมณ์ตอบเราก็ได้ด้วย เรายิ่งหวงแหนแสดงความเป็นเจ้าของหนักยิ่งขึ้น จับวางตรงนี้มันต้องอยู่ตรงนี้ เราอยากให้นิ่งมันต้องนิ่ง อยากให้แต่งตัวอย่างนี้ก็ต้องแต่งอย่างนี้ อย่าบังอาจขัดใจเราเป็นอันขาดเชียวนะ แม่อุ้มท้องมาเหน็ดเหนื่อยแทบเป็นแทบตาย แล้วดูสิ...โตขึ้นกลับมาขัดอกขัดใจ มาทำให้แม่เจ็บช้ำน้ำใจ

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ลูกคนไหนทำให้พ่อแม่น้ำตาตกนี่บาปหนัก ตกนรกนะ ที่พูดนี่หวังดีนะ สอนให้รู้ธรราของพระพุทธเจ้า แต่แท้ที่จริง อาศัยธรรมพระพุทธเจ้ามาปิดปากว่า “อย่าขัดใจนะ ถ้าแม่น้ำตาซึมเมื่อไร เจ้าจะนรกกินหัว เจ้าจะต้องเงียบ ทำตัวให้เป็นตุ๊กตาที่ดีของแม่” นี่แหละ จะได้เห็นว่าศัตรูที่ซ่อนเร้นน่ากลัวกว่าแค่ไหน

ตลอดเวลาที่เป็นอย่างนี้ เราก็เที่ยวได้บอกกับใคร ๆ ว่า ฉันถวายชีวิตเพื่อพ่อ เพื่อแม่ เพื่อลูก ไม่มีเวลาได้นึกถึงตัวเองเลย ซึ่งความจริงแล้วทุกลมหายใจเข้าลมหายใจออก ตัวเราเท่านั้นใหญ่จนคับจักรวาล พ่อแม่ทำอะไรก็ไม่ถูกทั้งนั้น ลูกทำอะไรก็ไม่ได้ จนจะกลายเป็นปัญญาอ่อนไป ทุกคนอย่าบังอาจบริหารสติปัญญาของตัวเอง ต้องตามใจฉัน จะเดือดร้อนอย่างไรก็ช่วยไม่ได

ครั้นลูกโตขึ้น เราอยากให้เขาตัดสินใจได้เอง ให้พึ่งตัวเองได้ เขาก็ทำไม่ได้ เพราะว่าตลอดชีวิตมาจะทำอะไรเองก็ไม่ได้ทำสักที จะกินข้าวเองก็...ดูสิ หกเลอะเทอะ แม่ขี้เกียจเช็ด ผลที่สุดก็ทำอะไรเองไม่เป็น โตขึ้นไปโรงเรียน เพื่อน ๆ ก็ล้อเลียน...อะไรกัน โตจนป่านนี้แล้วยังกินข้าวเองไม่เป็น...ตกลงเราฟูมฟักหรือเราฆ่าคนที่เรารักกันแน่

เวลาที่รู้ไม่เท่าทันความเป็นจริง มันทุกข์เดือดร้อนกันไปหมดถ้วนทั่วหน้า เป็นความทุกข์ที่หนักหน่วงหัวใจเป็นที่สุด เพราะไม่ว่าจะพูดอย่างไร ๆ เรื่องง่าย ๆ สมการชั้นเดียวก็ถูกบิดเบี้ยวจนกลายเป็นสมการสิบชั้น ยี่สิบชั้น แล้วก็พูดกันไม่รู้เรื่องสักทีหนึ่ง เพราะใจไปยึดไว้แล้วว่าฉันต้องถูก ไม่มีใครเข้าใจฉันหรอก เพราะเขาไม่เคยเป็นอย่างฉัน เขาไม่รู้หรอกว่าฉันต้องเหน็ดเหนื่อย เสียสละแค่ไหน มันเลยทุกข์ท่วมท้นไปหมด

พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ขันธ์ 5 ตามธรรมชาตินั้นไม่สุข ไม่ทุกข์ ไม่ดี ไม่ชั่ว หากเป็นเรื่องของธรรมชาติ แต่พอกลายมาเป็นอุปาทานขันธ์ 5 แล้ว มีแต่ทุกข์ และทุกข์ และทุกข์ เพราะมันเป็นรวงรังแห่งทุกข์ เป็นโรงงานผลิตทุกข์ คือใจอันนี้เป็นนักปรุงสรรค์ปั้นคิดที่วิจิตรพิสดารมาก ปรุงคิดขึ้นมาไม่รู้จบ เปิดโรงงานแล้วหยุดไม่เป็น มีแต่ตะลุยไปเรื่อย แล้วก็เกรี้ยวโกรธว่า พระเจ้าแกล้ง ทำไมถึงต้องเป็นฉัน ทีคนอื่นทำไมจึงมีแต่ความสุข ทำไมจึงเป็นอย่างนี้... แต่ก็ไม่ฉุกคิดที่จะหยุดมือของตัว ที่กดเครื่องผลิตทุกข์ไว้ตลอดกาล ความยึดผิดเห็นผิดหรืออุปาทานจึงน่ากลัวอย่างนี้

ขณะที่ใจไปยึดมั่นสำคัญผิดนั้น เราก็มีเหตุผลของเราพร้อมมูล แต่ก่อนดิฉันเข้าใจว่า อวิชชาความไม่รู้ตามเป็นจริงนี่ คงโง่เซ่อ น่าเกลียดน่าชัง แสนจะเงอะงะล้าสมัย แต่เดี๋ยวนี้ดิฉันยอมรับว่า เหตุผลอะไรที่แวบขึ้นมาในใจ ให้ปรับใหม่ว่าเป็นอวิชชาเข้าไว้ก่อน จะต้องตบหัวมันอย่างนี้ก่อน จะไม่ยอมเชื่อตามมันเป็นอันขาด แล้วเราจะปลอดภัย ถ้าเหตุผลอะไรขึ้นมาแล้วเราบอกแจ๋วไปเลย เสร็จอวิชชาทุกที มันเล่นงานเราถลอกปอกเปิกแทบเอาตัวไม่รอด

ถ้าเราไม่ประมาท... หรือมันหลอกเราอีกแล้ว... ตั้งสตินิ่งเฉยดูต่อไป ใจของเราจะค่อย ๆ มีภูมิคุ้มกันขึ้นมา แต่ก่อนใครพูดอะไรเราจะต้องแสดงเหตุผล เพราะมีความเชื่อว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถใช้คำพูด สื่อสารความหมายในใจของกันและกัน ให้เกิดความเข้าใจได้ ยิ่งเราเป็นมนุษย์ที่ประเสริฐเท่าไร มีสติปัญญาละเอียดอ่อนแค่ไหน ต้องชี้แจง มันเลยชี้จนประสานงากันเหวอะหวะไปหมด

ท่านอาจารย์เคยสอนว่า ทุกอย่างในตัวเราท่านให้มาเป็นคู่ทั้งนั้น ตามี 2 ตา หูก็มี 2 หู จมูกก็มี 2 ช่อง แขน 2 แขน ขา 2 ขา เพื่อความสมดุล และให้เราแน่ใจ มั่นใจว่าเรายังอยู่ตรงทางตรงกลางพอดี ๆ แต่ปากนี่ท่านให้มาปากเดียว ขณะที่ทำ 2 หน้าที่ ทั้งกินด้วย ทั้งพูดด้วย ไม่ฉุกคิดบ้างหรือว่า ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น

ถ้าคนเรามี 2 ปาก โลกคงวุ่นวายบรรลัยเลย เพียงปากเดียวนี่ก็เหลือร้ายแล้ว มันกินได้สารพัดสารพัน กินจนวอดวาย กรวดหินดินทราย มันกินได้ทั้งนั้น เรื่องพูดก็เถอะ สารพันจะพูด พูดให้คนดีกัน ให้โกรธกัน พูดให้ประเทศกับประเทศทำสงครามกันก็ได้ เอาระเบิดปรมาณูไปถล่มโลกให้พังพินาศไปก็ได้ เห็นไหมฤทธิ์เจรจาทางการทูต แต่ไหนแต่ไรมา พลิกผันโลกไปอย่างไรบ้าง ท่านสรุปว่าปากเดียวก็สยดสยองเกินพอแล้ว

รู้อย่างนี้แล้วจะได้ระมัดระวัง ไม่ใช่ระมัดระวังเฉพาะปากที่เห็น ๆ แต่ให้ระวังปากของใจให้จงหนัก ท่านผู้รู้ท่านสอนว่า อย่าเข้าใจผิดว่าความคิดของเราไม่มีผล ไม่สามารถก่อความเสียหายร้ายแรงได้ ตรงกันข้าม คิดทีหนึ่งจะเกิดคลื่นสั่นสะเทือนไปในบรรยากาศ ทำนองเดียวกับคลื่นเสียง แต่คลื่นความคิดมีความถี่สูงมากจนกระทั่งหูเราไม่ได้ยินเสียง

ดังนั้นปากของใจจึงเป็นตัวร้ายที่สุด คอยยุให้รำตำให้รั่ว ปรุงคิดขึ้นมาแต่ละอย่างก็คิดในทางสร้างสรรค์ไม่เป็น คิดให้เป็นมรรคไม่เป็น คิดให้สงบอยู่กับความเป็นจริงไม่เป็น คิดทีไรก็คิดตามอุปาทาน ตามอวิชชา ตามพ่อตามแม่ของมันแต่ครั้งดั้งเดิมไปทุกที มันถึงพาเราให้ทุกข์เดือดร้อน ไม่มีที่สิ้นสุดสักทีหนึ่ง

ถ้าเห็นจริงอย่างนี้แล้ว เราจะได้คอยกำราบตัวเองไว้ว่า การที่เราจะกลับคืนไปสู่สภาพของการเป็นธาตุรู้ คือ รู้ ตื่น เบิกบานนี่ มันรู้เฉย ๆ รู้แล้ว ไม่ไปวิพากษ์วิจารณ์ รู้ว่านี่เป็นอย่างนี้นะ สงบอยู่เป็นปัจจุบันขณะ รู้...รู้...สักแต่ว่ารู้อยู่อย่างนี้แหละ ไม่ไปปรุงอะไรต่อ ถ้ามีเหตุปัจจัยที่จะต้องปรุง จะต้องแก้ปัญหาหรือทำอะไร เราจึงจะทำต่อไปตามเหตุการณ์เฉพาะหน้า มีอะไรมากระทบอายตนะของเรา ให้แค่รู้ตามที่เป็นจริง

ดิฉันเคยหลงภาคภูมิว่าตัวเองเป็นนักวิยาศาสตร์ รู้ตามความเป็นจริง ไม่ปรุงคิดฟุ่มเฟือยเพ้อเจ้อ เมื่อมาปฏิบัติธรรมแล้วย้อนนึกกลับไปถึงตอนเขียนวิทยานิพนธ์ จึงเข้าใจอาจารย์ที่ปรึกษาว่า ทำไมท่านจึงโกรธเป็นนักหนา ดิฉันเขียนอะไรไปท่านจะเอาปากกาแดงการะนาวกราวรูด ออกคำสั่งให้เขียนใหม่ เป็นประโยคสามัญ มีประธาน กริยา กรรม แค่นั้นพอแล้ว จะเอาอะไรก็ให้รู้เรื่องว่าจะเอาสิ่งนั้น การทดลองทำไปแค่ไหน ก็เขียนเท่าที่ทำได้ ไม่ต้องไปพร่ำว่า คนนั้นจากวารสารเล่มนั้นว่าอย่างนั้น วารสารเล่มนี้ว่าอย่างนี้ อันนั้นมันเพ้อเจ้อ หาความจริงไม่ได้

เราก็เห็นว่า เรื่องเหล่านั้นคือเหตุผลโยงใยให้เข้าใจงานของเรา เหมือนกับกิเลสในใจ พอมีอะไรที่รู้แล้ว เป็นต้องปรุงคิดยืดยาวต่อไป ให้มันปนกันเลอะเทอะเข้าไปใหญ่ ตอนนั้นดิฉันก็แยกไม่ออก แค่ไหนคือความเป็นจริง เราก็รู้ว่าเราทำแค่ไหน แค่ในวารสารเล่มนี้มันก็เป็นจริง ไปต่อได้กับงานของเราตรงนั้น

อาจารย์ที่ปรึกษาก็ว่า ทำให้ถึงตรงนั้นเองแล้วค่อยพูด ถ้ายังไม่ได้ทำไม่ต้องพูด เสียเวลา พูดเท่าที่มีผลเห็นจะแจ้งแล้ว ซึ่งก็เหมือนการฝึกปฏิบัติใจให้เห็นตามเป็นจริง แต่ตอนนั้นโกรธอาจารย์มาก ๆ เลย อะไรกัน มาขีดของเราแดงเถือกไปหมดทั้งเล่ม

ถึงตอนนี้ “ใช่” เข้าใจ ใจของเราฟุ้งซ่าน ก็เป็นอย่างนี้แหละ มันแต่งเติมเสริมตรงโน้นตรงนี้ให้ยืดยาวไปเรื่อย ๆ ไม่รู้จบ

การรู้ตามความเป็นจริง คือพอผัสสะมากระทบกับอายตนะของเรา ก็เหมือนหัวไม้ขีดไปขีดข้างกล่องไม้ขีดแกร๊ก ไฟลุกติดหัวไม้ขีด แล้วก็ดับอยู่แค่นั้น เพราะก้านไม้ขีดถูกแช่น้ำเอาไว้เปียกชุ่ม รู้ แล้วดับแค่นั้น ไม่ปรุงแต่งต่อ

ตัวอย่างเช่น เห็นน้ำแก้วนี้แล้วนึกไม่น่ากินเลย ทำไมให้น้อยนัก อยากได้ 2 แก้ว ถ้าอย่างนี้ก้านไม้ขีดไหม้จนลามไปถึงมือแล้ว เราจะรู้กันอย่างนี้ทุกที ก็รู้ด้วยความปรุงคิด ตัณหา อวิชชา อุปาทาน พอรู้ สติก็รั่ว ลุกลาม เกิดปฏิกิริยาจบสิ้นไปแล้ว มีการทะเลาะเบาะแว้ง แย่งชิงกัน อะไรต่อมิอะไรสารพัดสารพัน

ถ้าเราฝึกตัวของเรา ฝึกใจของเราให้ รู้...หัวไม้ขีดติดไฟ...รู้สักแต่ว่า...แล้วเฝ้าดูต่อไป ถ้ามีข้อมูลเพิ่มก็...เอาอย่างนั้นก็แล้วกัน ใจก็สงบ เป็นปัจจุบัน เบาสบาย ก็ลองทำดู แต่ก่อนนั้นดิฉันก็ว่าตัวเองรู้ตามความเป็นจริง เป็นนักวิทยาศาสตร์เต็มตัว ใครว่าเราเลอะเทอะก็แค้น

เดี๋ยวนี้ถึงเพิ่งรู้ว่า ตัวเองเพ้อเจ้อเลอะเทอะ และเป็นนักแต่งนิทานตัวกลั่น จนบางครั้งไม่แน่ใจว่า ที่เรารู้ ๆ อยู่นี่ เราแต่งอะไรเติมเพิ่มเข้าไปแล้วหรือเปล่า คือเริ่มกลัวว่าสติของเราจะไม่คมไวเท่าทัน ก็เลยคอยเพ่งดูใจตัวเองไว้ ผลของการรู้ตามเป็นจริง คือใจจะเป็นปัจจุบันจิตมากขึ้น ๆ แต่ก่อนเราต้องคอยตะครุบมัน...หายใจเข้า... หายใจออก อย่ากระดุกกระดิกไปไหนนะ มันก็ยิ่งแกล้งเรา วับไปตรงนั้น วับไปตรงนี้ เหมือนอย่างกับจับปูใส่กระด้ง

เมื่อสติคมขึ้น ใจรู้ตามเป็นจริงมากขึ้น มองดูใจเมื่อไรจะพบว่ารู้อยู่ มีสติรักษา ไม่ใช่รู้อยู่แบบคนใจลอยที่กำลังขี้คร้าน นั่งอยู่เฉย ๆ ไม่คิด ไม่ทำอะไร แล้วก็ไม่มีสติด้วย ซึ่งถ้ามีใครเข้ามาใกล้ ๆ หรือประตูปิดดังปัง ก็สะดุ้งสุดตัว หัวใจแทบคลอนออกมาข้างนอก

ถ้าใจรู้ตามเป็นจริง อยู่นิ่ง เป็นปัจจุบันจิตจริง เมื่อมีอะไรเกิดขึ้น มันกระวีกระวาดตั้งรับ เหมือนนักกีฬาที่กำลังเตรียมพร้อม คอยฟังสัญญาณว่าให้เริ่มต้นเมื่อไรก็จะพุ่งออกจากหลักไปอย่างกับลูกธนู คือพร้อมอย่างยิ่งรออยู่ด้วยกำลังที่รู้ตัวทั่วพร้อม

แต่ถ้ารู้อยู่ด้วยอวิชชา นิ่งอยู่ในโมหสมาธิ ใจจะขาดความคมไว พอได้ยินอาณัติสัญญาณ กลับหมุนไปรอบตัว... เราจะไปทางไหนกันนี่... ทางไหนประตู ทางไหนหน้าต่าง มันก็จะเป็นอย่างนั้น

เราต้องคอยตรวจ สำรวจตัวเองอยู่อย่างนี้ เมื่อถึงวาระที่ผลเกิดขึ้น ย่อมเป็นข้อบ่งชี้และสนับสนุนให้เราแน่ใจมั่นใจ ปฏิบัติไปเรื่อย ๆ ทำให้สามารถประคองเลี้ยงใจของตนให้มีความสงบผาสุก แล้วเกิดเป็นความเชื่อมั่นในตัวของตัว เป็นความเชื่อมั่นที่สุภาพอ่อนน้อม ใครจะพูดอะไร เราก็วางหู วางใจได้อย่างสงบเสงี่ยม ไม่ใช่กัดฟันทนหรือต้องปิดหู เพราะหลอกตัวเอง เราทำท่าสุภาพ แต่จริง ๆ เราปิดหู ฟังเขาพูดจบ ก็ถาม “ว่าอย่างไรนะครับ” คือไม่ได้ยินอะไรสักคำเดียว แล้วไปคิดเอาว่าเดี๋ยวนี้ใจฉันเก่งนะ สามารถเข้าสมาธิได้... ไม่ใช่... เราลงหลุมหลบภัย ไม่ยอมรับความเป็นจริงต่างหาก หลบความเป็นจริงแล้ว ปากก็บอกว่า เราแน่แล้ว เราสามารถภาวนากลางตลาดได้แล้ว ไม่มีอะไรมากระเพื่อมเราได้เลย แต่เปล่าหรอก หลบความเป็นจริง ถ้าการปฏิบัติของเราเป็นอย่างนี้ มีอันตรายมาก

โลกกับธรรม สมมุติกับวิมุตติ ต่างก็อยู่ในใจของเราที่เดียวกัน สามารถพลิกกลับไปกลับมาอยู่ตลอดเวลา ไม่มีเครื่องหมายอะไรที่จะรับรองให้เรารู้ว่า ตอนนี้ฉันกำลังอยู่ในสมมตินะ อันตรายแล้ว รีบข้ามเส้นพรมแดนไปเสียจะได้ปลอดภัย มันไม่ใช่อย่างนั้น

ห้องที่มีไฟเปิดสว่างอยู่ มีอะไรไปถูกสวิตซ์เข้าไฟจะดับพรึบทันที เรามองอะไรก็ไม่เห็นเลย มันจะเป็นทำนองนั้น ขณะของจิตที่พลิกคว่ำพลิกหงายนั้นเป็นอย่างนี้ บางขณะใจเกิดความท้อแท้ ก็เป็นธรรมดาที่เราจะนึกไปถึงสิ่งที่เคยผ่านพบมา การระลึกนึกอย่างนั้นไม่ได้เป็นของเสียหาย แต่เมื่อนึกไปแล้ว เห็นที่ผิดที่พลาดของตัวเองแล้ว ให้มีสติปัญญาพิจารณาไตร่ตรอง หมุนจนได้แง่ดีออกมา แนะสอนใจของตน

การปฏิบัตินั้น เราต้องรู้ตามเป็นจริงว่า ยังมีงานที่จะต้องทำอีกเท่าไหร่ ถ้าไม่รู้ตัวว่ามีความผิดอยู่แค่ไหนก็จะหลงว่าไม่ต้องทำอะไร เพราะดีอยู่แล้ว ลอยลำอยู่แล้ว ไว้ตอนจะตายค่อยกำหนดสติก็ทันถมไป ตรงกันข้าม ถ้าเรารู้ว่าตรงนั้นก็มีหนี้ ตรงนี้ก็มีหนี้ เราต้องรีบใช้เสีย ฝึกใจเอาไว้ให้อยู่ตัวให้เราเคยชินว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราสามารถรักษาใจให้อยู่กับปัจจุบัน รับรู้ตามความเป็นจริง ผิดครั้งที่หนึ่งครั้งเดียวเท่านั้นเพื่อเป็นครู ใช้อันนี้เป็นแรงกระตุ้นเตือนใจให้รอบคอบ ระมัดระวัง ตั้งสติจดจ่อไว้

การระลึกนึกไปถึงสิ่งที่ผ่านมาแล้ว จะช่วยเตือนให้เรารอบคอบ เตือนให้เราไม่ประมาท นึกอย่างนี้เป็นมรรค เป็นการปฏิบัติ แต่ถ้านึกแล้วเราไปเสวยอารมณ์ ปรุงเป็นสังขารจิต พาใจให้ปลิวไปจากการรู้ตัวทั่วพร้อม เกิดความย่อหย่อน อ่อนแอ ท้อแท้... อย่างนี้จะไหวหรือ...แย่แน่ ๆ นึกอย่างนี้ เป็นสมุทัย เป็นความฟุ้งซ่าน ต้องพยายามหาแยบคายอุบายมาเปลี่ยนทิศทางความนึกคิดให้เป็นมรรค เป็นต้นว่า พระพุทธเจ้าท่านมีตัวอย่างของพระสาวกต่าง ๆ ไว้ให้เป็นกำลังใจกับเรา เช่น องคุลีมาลฆ่าคนมา 999 คน ท่านยังยกจิตของท่านข้ามพ้นสมมุติไปเป็นพระอรหันต์ได้ เราไม่เคยฆ่าคนสักคน ถึงจะเลอะเทอะอย่างไร ถ้าตั้งต้นทำจริง ก็คงจะเห็นผล ท่านตีทิศกลับเข้าศูนย์กลางแล้วพบหนทางได้ เราลงมือจริงก็ต้องพบ เพราะเราก็คนเหมือนท่านเหมือนกัน

ความมหัศจรรย์ของพระพุทธศาสนาอยู่ตรงนี้ว่า ถ้าใครรู้ตามเป็นจริง รับความจริง ชำระใจของเราให้เป็นจริง อะไรที่แลดูมืดมิดไม่มีหนทาง ก็จะมีหนทางให้เราไปต่อไปได้ จนกระทั่งถึงที่สุดจุดหมายปลายทาง ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นกับอดีตที่ผ่านมา แต่ขึ้นอยู่กับขณะเดี๋ยวนี้ว่าเรามีความจงใจ ตั้งใจ จริงจัง และจริงจังแค่ไหน

พุทธศาสนาเป็นศาสนาของการกระทำ ไม่ใช่เรื่องของปรัชญา ไม่ใช่เรื่องของการด้นเดาหรือการอธิษฐานอ้อนวอน ใครทำใครได้ ใครกินใครอิ่ม ทำแล้วรู้เห็นเป็นขึ้นในใจ ทำเท่าไรก็เป็นของเราอยู่แค่นั้น ใครจะมาขโมยเรา จะมากล่าวตู่เบียดบังหรือทำอย่างไร ๆ สิ่งที่เป็นสมบัติของเราก็คงเป็นสมบัติของเราอยู่อย่างนั้น จะไม่เสื่อมสลายเปลี่ยนแปรไปหรือถูกฉ้อฉลไปได้ ตรงนี้แหละ ทำให้เรามีกำลังใจและมีความแน่วแน่มั่นคง เพราะมันเป็นของจริงของแท้

เมื่อเรากระจ่างแก่ใจแล้วว่า ธรรมเป็นของจริงของแท้ คราวนี้ก็ถึงตัวเราละ เราจะทำให้ใจเราเป็นของจริงของแท้ขึ้นมา หรือยังจะเถลไถลขี้เกียจขี้คร้าน ผัดวันประกันพรุ่ง ให้เป็นของปลอมอยู่อย่างนั้น ธาตุที่เสมอกันเท่านั้นที่จะพึงดูดเข้าหากัน และประสานกันเข้าเป็นเนื้อเดียวได้ ถ้าเราเอาใจที่เป็นของหลอก ๆ กลับกลอก ใจที่ไม่ทำจริงเหมือนผักชีโรยหน้า มาเป็นภาชนะรองรับธรรม มันก็รั่วก็ร้าว ธัมมะก็หล่นตกหกหายไปหมด ไม่เกิดผล ให้รู้เห็นเป็นขึ้นในใจ

เมื่อใจเห็นจริงตามนี้ ก็ต้องฝึกฝืนตัวเอง เพื่อทำให้ใจของตนมีคุณภาพเป็นจริง ให้มีสติตามรักษา ไม่ว่ามีอะไรมากกระทบ ให้รู้ตามเป็นจริง แล้วจึงมีปฏิกิริยาตอบสนองออกไป ถ้าใจรู้ข้อมูลตามเป็นจริงแล้ว การแก้ปัญหาย่อมต้องเป็นของจริง เมื่อเป็นของจริงก็ต้องเกิดผลจริงให้เราชื่นใจ เพราะล้วนเป็นมรรค เมื่อมรรคสุกงอมเต็มที่ ก็ผลิดอกออกผลให้เราได้กินได้ใช้

ถ้าเราตั้งใจปลูกมะม่วง เลือกเม็ดพันธุ์ที่ดีมา แล้วดูแลรักษาจนกระทั่งออกลูก เมื่อลูกสุกงอมตามวาระของมัน ไม่ต้องเหนื่อยยากไปสอย ถึงไม่นึกอยากกิน มะม่วงก็หล่นลงมาให้กินเอง นี่ก็เหมือนกัน ถ้าจะบอกว่า ฉันไม่สนใจหรอก ไม่อยากได้ผลหรอก ปฏิบัติไปอย่างนั้นเอง ก็ไม่ต้องสงสัยว่าจะไม่ได้ผล

มันจะรู้เห็นเป็นขึ้นมาในใจ ให้เราเชื่อมั่นศรัทธา เกิดความเพียรพยายามสะสมเป็นอินทรีย์ 5 คือมีศรัทธา ปัญญา ความเพียร สมาธิ สติ สามัคคี พร้อมเพรียงกันเกื้อกูลเราให้ฝึกฝนอบรมใจของตนให้เดินตามมรรค ไปจนกระทั่งถึงที่มุ่งหมาย

ถ้าใจผู้ใดเกิดความเชื่อมั่นอย่างนี้แล้ว ดิฉันแน่ใจมั่นใจว่า จะพ้นจากความทุกข์เดือดร้อนทั้งปวง เมื่อถึงวาระ เราก็ไปถึงที่มั่นหมายของเรา โดยไม่มีความคลอนแคลนสงสัย หรือกังวลว่าจะไปหาหมอดูหมอเดา หรือหาใครที่ไหนมาพยากรณ์ให้ เราจะพยากรณ์ตัวเราเอง และจะก้าวไปบนมรรคของเราด้วยความแน่ใจมั่นใจอย่างเสมอต้นเสมอปลาย

ก็ขอฝากไว้เป็นกำลังใจแก่พวกเราทุกคน โปรดอย่าลืมว่า ใครกินใครก็อิ่ม ใครทำใครก็ได้

Image

 

....

คัดลอกบทความจาก

http://www.dharma-gateway.com


จำนวนอ่าน: 262

Be first to comment this article
RSS comments

แสดงความคิดเห็น
  • 1. กรุณาใช้ถ้อยคำที่สุภาพ.
  • 2. e-mail ถ้าไม่มี ก็ปล่อยว่างไว้
ชื่อ *:
E-mail
BBCode:Web AddressEmail AddressLoad Image from WebBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList Item