|
|
| อย่าข่มจิตถ้าจิตอยากคิด |
ถ้าเราภาวนาพุทโธๆ แม้ว่าจิตสงบเป็นสมาธิถึงขั้นละเอียด
ถึงขั้นตัวหาย เมื่อสมาธินี้มันจะได้ผล
ไปตามแนวทางแห่งการปฏิบัติเพื่อมรรค ผล นิพพาน
ภายหลังจิตที่เคยสงบนี้มันจะไม่ยอมเข้าไปสู่ความสงบ
มันจะมาป้วนเปี้ยนแต่การยืน เดิน นั่ง นอน
รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด ซึ่งอันนี้ก็เป็น
ประสบการณ์ที่หลวงพ่อเองประสบมาแล้ว
พยายามจะให้มันเข้าไปสู่ความสงบอย่างเคย มันไม่ยอมสงบ
ยิ่งบังคับเท่าไรยิ่งดิ้นรน นอกจากมันจะดิ้นแล้ว
อิทธิฤทธิ์ของมันทำให้เราปวดหัวมวนเกล้า
ร้อนผ่าวไปทั้งตัว เพราะไปฝืนความเป็นจริงของมัน
ทีนี้ภายหลังมาคิดว่า แกจะไปถึงไหน ปรุงไปถึงไหน เชิญเลย
ฉันจะตามดูแก ปล่อยให้มันคิดไป ปรุงไป ก็ตามเรื่อยไป
ทีนี้พอไปๆ มาๆ ตัวคิดมันก็คิดอยู่ไม่หยุด ตัวสติก็ตามไล่
ตามรู้กันไม่หยุด พอคิดไปแล้ว มันรู้สึกเพลินๆ
ในความคิดของตัวเอง มันคล้ายๆ กับ ว่ามันห่างไกล
ไกลไปๆๆ เกิดความวิเวกวังเวง กายเบา
จิตเบา กายสงบ จิตสงบ และพร้อมๆ กันนั้นน่ะ
ทั้งๆ ที่ความคิดมันยังคิดไวเร็วปรื๋อ
จนแทบจะตามไม่ทัน ปีติและความสุขมันบังเกิดขึ้น
แล้วทีนี้มันก็มีความเป็นหนึ่ง คือ จิตกำหนดรู้อยู่ที่จิต
ความคิดอันใดเกิดขึ้นกับจิตสักแต่ว่าคิด คิดแล้วปล่อยวาง
ไปๆ มันไม่ได้ยึดเอามาสร้างปัญหาให้ตัวเองเดือดร้อน
แล้วในที่สุดเมื่อมันตัดกระแสแห่งความคิดแล้ว มันวูบวาบๆ
เข้าไปสู่ความสงบนิ่งจนตัวหายเหมือนอย่างเคย จึงได้ข้อมูลขึ้นมาว่า
..... อ๋อ ธรรมชาติของมันเป็นอย่างนี้ ศีลอบรมสมาธิ
สมาธิอบรมปัญญา ปัญญาอบรมจิต
ความคิดอันใดที่สติรู้ทันทุกขณะจิต ความคิดอันนั้นคือปัญญาในสมาธิ
เป็นลักษณะของจิตเดินวิปัสสนา พร้อมๆ กันนั้นถ้าจะนับตามลำดับของ
องค์ฌาน ความคิด เป็นตัววิตก สติรู้พร้อมอยู่ที่ความคิด เป็นตัววิจาร
เมื่อจิตมีวิตก วิจาร ปีติ และสุขย่อมบังเกิดขึ้นไม่มีปัญหา
ทีนี้ปีติเกิดขึ้นแล้ว จิตมันก็อยู่ในสภาพปกติ กำหนดรู้ความคิดที่
เกิดๆ ดับๆ อยู่ตลอดเวลา ก็ได้ความเป็นหนึ่ง ถ้าจิตดำรงอยู่ในสภาวะ
เป็นอย่างนี้ ก็เรียกว่าจิตดำรงอยู่ในปฐมฌาน คือ ฌานที่ ๑
ประกอบด้วยองค์ ๕ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา
|
|
| |
|
 |
 |
|
|