หน้าหลัก arrow กล่องบทความ arrow dhammabox_2 arrow การจัดการกับความเครียดของตัวเอง

PDF พิมพ์ ส่งอีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 2
แย่มากดีมาก 
บทความทั่วไป

Image
วามเครียดคืออะไร?

ความเครียด เป็นภาวะที่กายกับใจตอบสนองการท้าทายต่างๆ ชีวิตประกอบด้วยกายกับใจ ใจเป็นสิ่งที่รับรู้อารมณ์ภายนอกที่มากระทบ และอารมณ์ภายนอกนี้เอง เป็นสิ่งเร้าที่ทำให้เราเกิดความเครียด เพราะจิตมีเวทนาที่เป็นทุกข์ ถ้ามนุษย์ มีวิถีชีวิตอยู่กับธรรมชาติความเครียด จะมีน้อยแต่ในสังคมปัจจุบันเป็นสังคมที่สลับซับซ้อน และมีสิ่งแวดล้อมที่ทำให้เรามีวิถีชีวิต ที่ห่างไกลจากธรรมชาติ มีมลภาวะหรือสิ่งแวดล้อม ที่เป็นพิษทำให้เราไม่สามารถที่จะหนีความเครียดไปได้ โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ๆ เช่น กรุงเทพจะมีความเครียดจากจราจรติดขัด อากาศเป็นพิษ ฝุ่นละอองมาก น้ำเน่าและมีเสียงดังเป็นต้น ความเครียดมีทั้งข้อดีและข้อเสีย เป็นพลังได้ทั้งบวกและลบ พลังในทางบวกช่วยให้ มนุษย์อยู่รอดได้ ความเครียดทำให้เราสามารถปรับวิถีชีวิตให้ดีขึ้น เป็นระบบยิ่งขึ้นและสามารถผลิตแรงกระตุ้นที่จำเป็น ในการแปรความคิด ออกมาเป็นการกระทำ ในทางตรงกันข้ามพลังในทางลบมีผลในการทำลายมนุษย์ในทางชีวิตจิตใจ เมื่อจิตได้รับอารมย์ที่กดดันต่างๆ มีผลทำให้ ระบบสาทและร่างกายของเราเจ็บป่วย ถ้าหากผู้นั้นมีความเครียดเป็นประจำ และเครียดหนักขึ้นเรื่อยๆจนระบบประสาทของร่างกายแปรปรวน ทำงานผิดปกติ จนทำให้เกิดโรคร้ายแรงต่างๆ เช่น โรคปวดศีรษะ โรคกะเพาะ ไซนัสอักเสบ โรคหัวใจและความดันโลหิตสูง จนกระทั้งถึงโรคมะเร็ง ที่สำคัญความเครียดนั้นสามารถทำให้ภูมิคุ้มกันโรคในตัวเราบกพร่องและลดน้อยลงได้เป็นต้น ความเครียดเป็นภาวะที่ทำให้ร่างกายตื่นตัวเพื่อ ตอบสนอง การท้าทายต่างๆ และเนื่องจากในชีวิต ประจำวัน เราต้องเผชิญกับความถ้าทายไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ที่ทำงานหรือแม้แต่เมื่อเราเล่นกีฬา เพื่อ พักผ่อนก็ตาม เราจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงความเครียดได้เลย เมื่อเป็นดังนั้นเราก็น่าจะทำความรู้จักกับ เจ้าตัวความเครียดให้ถ่องแท้ เพื่อหาทาง อยู่กับมันได้อย่างเป็นสุข สาเหตุของความเครียดอันได้แก่การท้าทาย ซึ่งการท้าทายย่อมแตกต่างกัน และอาจก่อให้เกิดความเครียดในระดับที่ไม่เท่ากัน แต่มนุษย์ทุกคนจะมีกลไกของร่างกาย ที่ทำให้เกิดการตื่นตัวเพื่อจัดการกับการท้าทายที่ต่างกันนั้นอย่างเหมื่อนกัน คือ การตอบโต้สิ่งท้าทายนี้เกิดขึ้น ทันทีทันควัน เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ของขบวนการในร่างกายที่เป็นอัตโนมัติ เพื่อให้เราพร้อมที่จะ "สู้หรือหนี" อย่างมีประสิทธิภาพ ปฏิกิริยาที่เตรียมร่างกายและจิตใจมนุษย์เพื่อรับมือกับสถานการณ์ เฉพาะหน้าในปัจจุบัน เช่น ในการวิ่งแข่ง หรือการทำงานให้เสร็จทันเวลาเป็นปฏิกิริยา แบบเดียวกับที่บรรพบุรุษของเรา เตรียมตัวต่อสู้กับสัตว์ร้าย หรือปะทะกับคนเผ่าอื่นที่เป็นสัตรูมารุกรานเมื่อหลายพันปีก่อน แต่ในปัจจุบันสาเหตุของความเครียดแปรเปลื่อนไป ในขณะที่การตอบโต้ของเรายังคงลักษณะเดิมเอาไว้ คือจะสู้หรือจะหนี เราไม่สามารถจัดการกับความเครียดที่เกิดขึ้นอย่างเป็นปกติธรรมดา ในโลกสมัยใหม่ได้ด้วยการอาศัยพลังทางร่างกายและบ่อยครั้งเราต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ซ้ำๆ ที่มีผลในการกระตุ้น ปฏิกิริยาของเราโดยไม่รู้ตัว พลังงานที่ร่างกาย ผลิตขึ้นมาเพื่อตอบโต้ จึงไม่ได้ถูก นำมาใช้ ทำให้เกิดการสะสมพลังในลักษณะเก็บกด อันจะก่อให้เกิดอันตรายแก่ตัวเราได้ (อาจอยู่ในรูปของสารพิษที่สะสมอยู่ในร่างกายได้) ความตื่นตัวเพื่อรับมือสิ่งที่มาท้าทายแท้จริงแล้วเป็นพลังในทางบวก แต่จะกลายเป็นความเครียด ที่เป็นภัยแก่สุขภาพได้เมื่อไรนั้น ขึ้นอยู่กับบุคลิกลักษณะพฤติกรรม และวิถีชีวิตของแต่ละคน การกินอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา การเสพสิ่งเสพติด ล้วนแล้วมีผลต่อความเครียดของร่างกาย ความเครียดอาจเกิดขึ้นได้ทั้งที่บ้าน ที่ทำงาน และความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เป็นผลแห่งความขัดแย้งของอารมณ์ เนื่องด้วยสิ่งแวดล้อม อาหารการกิน สุขภาพ ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจหรือเหตุการณ์สำคัญในชีวิต ตั้งแต่ การคลอดบุตรถึงการตาย การแต่งงานจนถึงการหย่าร้าง ความเครียดส่วนใหญ่จะแสดงออกมาในรูปของอารมณ์ เช่น ความก้าวร้าว การขาดความอดทน ความโกรธ ความวิตกกังวล และความหวาดกลัว การแสดงออกมาของสิ่งเหล่านี้ จะเผาผลาญพลังที่ร่างกายสร้างและสะสมขึ้นเพื่อตอบโต้ การท้าทายให้หมดไป เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะเช่นนี้เราจึงควรเรียนรู้วิธีที่ถูกที่จะปลดปล่อยพลังนั้น เช่น โดยวิธีการออกกำลังกายหรือไม่ก็เรียนรู้วิธี "ปิดสวิตช์" การตอบโต้สิ่งเร้าโดยใช้เทคนิคการผ่อนคลาย เช่น การฝึกสมาธิ เป็นต้น ความเครียดก็คือความเครียดในสถานการณ์หนึ่ง คนบางคนอาจจัดการกับความเครียดได้ในขณะที่อีกคนหนึ่งพบว่ามันหนักหนาสาหัสเกินไป แต่ความเครียดจะเป็นอันตรายต่อเมื่อเราไม่สามารถควบคุมปฏิกิริยาโต้ตอบของเราได้เท่านั้น การตระหนักถึงข้อเท็จจริงนี้เป็นขั้นตอนแรกในการลดอันตรายของความเครียดในชีวิตเรา

ารตอบโต้ความเครียดโดยการสู้หรือหนี

การตอบโต้ความเครียดโดยการรสู้หรือหนีก็คือปฏิกิริยาที่ร่างกายมีต่อการท้าทายหรืออันตราย ปฏิกิริยานี้ ประกอบด้วยการเปลื่อนแปลงทางชีวเคมี หรือทางกายภาพที่สลับซับซ้อน เกี่ยวข้องกับสมองระบบประสาทและฮอร์โมนหลายประเภท เพื่อทำให้ร่างกายตื่นตัวเต็มที่ มีพลังงานมาตอบสนองการท้าทาย หรืออันตรายนั้นมีปฏิกิริยาดังนี้

  • การหลั่งสารอะดรีนาลิน
  • ความดันโลหิตที่เพิ่มขึ้น
  • การเต้นหัวใจที่เร็วขึ้น
  • การเพิ่มปริมาณออกซิเจนและเลือดที่ไปสู่กล้ามเนื้อ

ปฏิกิริยาเหล่านี้เป็นไปเพื่อให้เกิดความแข็งแกร่งและความคิดอันแจ่มใส เมื่อเราต้องการ ที่จะทำ ให้ดีที่สุด และอาจมีผลกระทบต่อส่วนอื่นๆของร่างกายด้วย เช่น ระบบการย้อยอาหารหยุดทำงาน (นี่คือ เหตุผลที่ว่าทำไมคนเครียดจึงเป็นโรคกะเพาะ) เหงื่อแตก และกล้ามเนื่อเกร็งตัวปฏิกิริยาตอบโต้ของร่างกาย สิ่งเร้าเริ่มกระตุ้นที่ส่วนหนึ่งของสมองส่วนหน้า (ไฮโปทาลามัส)ซึ่งจะควบคุมการทำงานแบบอัตโนมัติของร่างกายต่อไปนี้คือ ปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ซับซ้อนของระบบประสาท และการทำงานของสารเคมีในร่างกาย ซึ่งจะกระตุ้นแขนงซิมปาตีติคของระบบประสาทอัตโนมัติ อันจะมีผลทำให้เกิดการเปลื่อนแปลงทั่งร่างกาย

ารตอบสนองสิ่งเร้าของร่างกาย

ต่อมใต้สมอง จะปล่อยฮอร์โมน ACTH ซึ่งไปกระตุ้นต่อมหมวกไต ระบบการทำงานของหัวใจและเส้นโลหิดสารที่เกี่ยวกับความเครียด เช่น อะดรีนาลิน และนอร์อะดรีนอลจะถูกปล่อยโดยตรงเข้าไปในกระแสโลหิด เพื่อที่จะเพิ่มพลังงานแก่ร่างกายอย่างรวดเร็ว ระดับการเต้นของหัวใจจะเพิ่มขึ้น เส้นเลือดจะขยายตัว และความดันเลือดจะเพิ่มขึ้น ปอด การหายใจจะเร็วขึ้น และหายใจได้ไม่ลึก ตับ คอร์ทีซอล ซึ่งเป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่งในต่อม อะดรีนอล จะเปลื่อนไกลโคเจน ซึ่งเก็บไว้ในตับให้เป็นน้ำตาลในเลือด เพื่อสามารถให้พลังงานได้ทันที ต่อมหมวกไต ทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมน คอร์ทีซอล วึ่งจะไปกระตุ้นตับผิวหนัง มีเหงื่อออกมากขึ้นกระเพาะปัสสาวะและกล้ามเนื้อหูรูด กล้ามเนื้อบริเวณผ่อนคลายระบบการย่อยอาหาร ถูกปิด เพราะเลือดถูกสูบฉีดออกไปจากบริเวณผิงหนังและท้องกล้ามเนื้อ มีการเกร็งเพิ่มขึ้น การเกิดความเครียด เมื่อมีสิ่งมาท้าทายหรือเร้า ร่างกายของมนุษย์จะตอบโต้ โดยการสู้หรือหนี พลังที่ถูกผลิดขึ้นมา เพื่อ การตอบโต้นี้ควรจะมีผลในทางบวก กล่าวคือ ทำให้เราสามารถรับมือกับสถานการณืลำบากได้ แต่ถ้า พลังงานนี้ถูกใช้อย่างไม่เหมาะสม หรือไม่ได้ถูกใช้ไปแต่กลับถูกเก็บสะสมไว้นานเกินควร ก็จะทำให้ประสาทเกร็งและเครียดเป็นอันตรายต่อสุขภาพ และหากเกิดขึ้นในระยะยาวก็จะกลายเป็นสาเหตุของโรคภัยที่ร้ายแรงได้ เรื่องยุ่งยากเกี่ยวกับ

ารเกิดความเครียด

มีอยู่ว่า เนื่องจากระบบประสาทอัตโนมัติของเรา ไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างของสิ่งที่มาเร้าหรือท้าทายเราได้ ดังนั้นการตอบโต้ของร่างกายจึงคล้ายกันไม่ว่าเราจะกำลังเครียดเพราะรถติด หรือเพราะกำลังถูกวัวบ้าไล่ขวิด ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่เป็นนามธรรม(จิตใจ)กระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมี และทางประสาทได้เช่นกัน เช่น ความคาดหวัง ความกังวล ความโกรธความวิตก ไฮโปทาลามัสจะถูกเร้าให้เตรียมพร้อมที่าจะรับคำสั่งจากส่วนต่าางๆของสมองเพื่อจะเตรียมร่างกายให้พร้อมกับเหตุการณ์ที่อาจจะไม่เกิดขึ้นเลย ทำให้เกิดการสะสมของสารเคมีที่เกี่ยวข้องกับความเครียดและเกิดการเกร็งของประสาทและกล้ามเนื้อได้ ไม่แตกต่างจากกรณีที่เกิดเหตุการณ์จริงๆ นอกจากนี้คนบางคนเป็นผู้ที่ "เสพติด" ความเครียด กล่าวคือ เป็นคนที่จะต้องทำให้ตัวเองตื่นตัวและมีพลังอยู่เสมอ (เช่นเป็นผู้บริหารหรือผู้ที่มีงานที่จะต้องรับผิดชอบเกินตัว เช่น ลูกจ้างและแม่บ้าน เป็นต้น) ต้องมีระดับของสารอะดรีนาลินสูง คนเหล่านี้ก็อาจจะเสาะแสวงหาสิ่งเร้าให้ตัวเองโดยไม่รู้ตัวอีกทางหนึ่ง ในเมื่อเราเข้าใจแล้วว่า การปล่อยให้พลังการตอบโต้การท้าทายที่เกิดขึ้นถูกสะสมทับถมอยู่เป็นอันตรายเมื่อเผชิญหน้ากับสถานการณ์ตึงเครียดใดก็ตาม เราจึงต้องใช้พลังงานนั้นให้หมดไป หรือไม่ก็ต้อง "ปิดสวิตช์" ปฏิกิริยาตอบโต้โดยใช้เทคนิคการผ่อนคลาย เช่น การออกกำลังกาย การฝึกสมาธิ การเจริญสติ เป็นต้น เพื่อให้อัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิตและความต้องการออกซิเจนและความเกร็งของกล้ามเนื้อลดลงถึงระดับปกติการหาวิธีใช้พลังงานที่สะสมไว้ให้หมดไปเป็นการลดความเครียดที่ดี วิธีที่ง่าย น่าจะเป็นวิธีเดินเร็วหรือวิ่งเหยาะออกกำลังกาย หลังจากนั้นเราจะรู้สึกว่า เราสามารถผ่อนคลายได้มากขึ้น

ารตอบโต้ความเครียด

ไม่ว่าเราจะเผชิญหน้ากับการท้าทายที่เป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่ ลักษณะชั้นต้นของการตอบโต้ก็ยังคง เหมือนเดิม แต่เมื่อร่างกายต้องเผชิญกับแรงกดดันสูงอย่างคงที่และยาวนาน ร่างกายก็จะดำเนินการผลิต สารคอยโต้ความเครียดที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อสร้างพลังให้แก่ร่างกายต่อไป ต่อมอะดรีนอลจะทำงานหนัก มาก คือ ต้องผลิตสารเคมีต่อต้านการอักเสบที่ทำหน้าที่ ทั้งเร่งซ่อมแซมเนื้อเยื่อและกดระบบภูมิคุ้มกัน ของร่างกาย หากการเปลี่ยนแปลงซึ่งเป้นความผิดปกติทั้งหมดนี้ไม่หยุดลง ร่างกายก็จะพยายามปรับตัว ให้ได้ภายใต้แรงกดดันที่เพิ่มขึ้น ในที่สุดก็จะทำงานต่อไปไม่ไหว ผลลัพธ์ก็คือ ความอ่อนระโหยโรยแรง โรคภัยไข้เจ็บ หรือแม้แต่ความตาย

ร่างกายขณะที่เกิดความเครียด

ระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆ มีดังนี้ ระบบการทำงานของหัวใจและเส้นโลหิต ร่างกายจะเก็บโซเดียมส่วนที่เกินไว้ทำให้เกิดการเก็บกักน้ำและทำให้อัตราการเต้นหัวใจและความดันโลหิตสูงขึ้น หัวใจจะทำงานมากเกินไปและเต้นไม่เป็นจังหวะหรือเต้นเร็วเกินไป และมักจะเกิดการอุดตันของเส้นเลือด ปอด หายใจเร็วยิ่งขึ้นตับ ไขมันและโปรตีนที่สะสมไว้ที่นี่ (รวมทั้งลำไส้และผิวหนัง) จะถูกนำออกมาใช้เป็นพลังงาน ระบบทางเดินอาหาร กระเพาะอาหารจะปล่อยกรดออกมา แต่ไม่สามารถทำหน้าที่ย่อยได้หากยังมีสิ่งเร้าอยู่ จะเกิดแผลในกระเพาะอาหาร และกรดจะถูกปล่อยออกมามากขึ้นกล้ามเนื้อ จะเกร็งมากขึ้น

วามเครียดกับบุคลิกภาพ

บุคลิกภาพมีอิทธิพลอย่างสำคัญต่อวิธีการตอบโต้เหตุการณ์และสถานการณ์ของเราค่านิยม ทัศนคติและแบบแผนพฤติกรรมที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคล ทำให้เราทนทานต่อความเครียดได้มากน้อยต่าง กันไปด้วยในบรรดาองค์ประกอบของบุคลิกภาพระบบค่านิยมนับว่าเป็นองค์ประกอบที่หยั่งรากลึกที่สุด เหนียวแน่นที่สุดและยืดหยุ่นน้อยที่สุด เพราะได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก โดยผู้ที่แวดล้อมตัวเรา ส่วน พฤติกรรมนั้นเป็นการแสดงออกโดยตรงต่อค่านิยมและทัศนคติอันเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นว่าโดยเนื้อแท้แล้วเรามองเห็นว่า ตัวเองเป็นคนอย่างไร เมื่อเทียบกับคนอื่นๆ คนที่ขาดความนับถือตัวเองมีปัญหาที่นำไปสู่ความเครียดได้ เช่น การไม่สามารถปรับตัว การเรียกร้องจากตนเองมากเกินไป และการขาดความมั่นใจ นอกจากนั้นยังนำไปสู่การเก็บกดอารมณ์ด้านลบต่างๆ เช่น ความโกรธ ความกลัว ความก้าวร้าวและความกังวล จงอย่าจมปลักอยู่กับข้อบกพร่องและความผิดพลาด เราสามารถมองตัวเองด้วยทัศนะใหม่ได้ แต่จะ เปลี่ยนแปลงได้มากนั้นเพียงใดย่อมขึ้นอยู่กับความสามารถของตัวเราเองที่จะตระหนักกหรือไม่ว่าพฤติกรรมใด หรือบุคลิกภาพใดเป็นตัวฉุดรั้งเอาไว้ บุคลิกภาพประเภทต่างๆ นักจิตวิทยาได้แบ่งบุคลิกภาพออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ บุคลิกภาพประเภท ก เป็นบุคลิกภาพประเภทที่มีแนวโน้มที่จะเกิดความเครียดได้มาก บุคคลที่มีบุคลิกภาพประเภทนี้มักจะไม่อดทน ทะเยอทะยาน ชอบแข่งขัน ก้าวร้าวและทำงานหนัก มักตั้งจุดหมายไว้สูงและเรียกร้องจากตนเองและผู้อื่นสูงมาก เป็นคนที่กังวลถึงสิ่งต่างๆ ล่วงหน้าเสมอ บุคลิกภาพประเภท ข จะมีลักษณะตรงกันข้ามกับประเภท ก คือ จะใจเย็น สงบผ่อนคลาย ไม่ทะเยอทะยานอย่างเปิดเผย จึงมีความเสี่ยงต่อความเครียดและโรคหัวใจน้อย อย่างไรก็ตามมีน้อยคนนักที่จะมีบุคลิกภาพประเภทใดประเภทหนึ่งตายตัว พวกเราส่วนมากจะมีบุคลิกภาพสองประเภทผสมผสานกันและผู้ที่มีบุคลิกภาพผสมผสานอย่างสมดุลก็หาได้ยากบุคลิกภาพหลายอย่างที่ก่อตัวขึ้น เป็นท่าทีของเราต่อความเครียด จะพัฒนาตั้งแต่เมื่อเรายังเป็นเด็ก

วามเครียดกับวิถีชีวิต 

แท้ที่จริงแล้วทุกสิ่งในชีวิตสามารถนำความเครียดมาสู่เราได้ทั้งสิ้น แต่ละสถานการณ์จะมีผลแก่เรามากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับสามารถในการตัดสินใจ และในการควบคุมสถานการณ์นั้นของเรา วิกฤตการณ์ อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างต้องเกิดขึ้นในชีวิตของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น การงาน ครอบครัว การหย่าร้าง ความขัดแย้งภายในครอบครัว และที่ทำงาน สภาพสังคม เศรษฐกิจและการเมือง นอกเหนือจากนั้นความเครียดยังมีบ่อเกิดจากวิถีชีวิตของเราเอง ซึ่งมองเห็นได้ไม่ชัดเจนเท่าเหตุการณ์ที่วิกฤตของชีวิตดังกล่าวข้างต้น แต่ก็มีผลที่สะสมและลุกลามต่อไปได้ เช่น สภาพแออัด อึกทึกของเมืองที่เราอาศัยหรือทำงาน การคมนาคมที่ไม่สะดวก หรือการแก่งแย่งแข่งขันในอาชีพเหล่านี้ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะมีผลกระทบต่อเราอย่างไรอยู่ที่ว่า เราพอใจวิถีชีวิตของเรามากน้อยแค่ไหน ถ้าเราจำใจต้องใช้วิถีชีวิตแบบนั้นๆ หรือถ้าเราไม่อาจแก้ไขวิถีชีวิตให้เป็นไปตามความต้องการของเราได้ ความเครียดก็มักจะเกิดขึ้น

สิ่งที่ทำให้เกิดความเครียด

1. ความเปลี่ยนแปลง การไม่โอนอ่อนผ่อนตาม การติดอยู่กับคุณค่าและกิจวัตรบางอย่างเกินไป และความกลัวสิ่งที่เราไม่คุ้นเคย อาจทำให้เราเกิดความเครียดได้ หากเราเผชิญกับความเปลี่ยนแปลง ที่มาท้าทายให้เราต้องเสี่ยงหรือปรับตัว เช่น ความเปลี่ยนแปลงของการงาน ครอบครัว สังคม เศรษฐกิจ การเมือง เป็นต้น ถ้าเรามีสุขภาพดีเท่าไรก็ยิ่งจะเป็นการง่ายที่จะจัดการกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงเหล่านี้

2. การแสดงความสามารถ เรามักจะประสบความสำเร็จ หากความเครียดนั้นเกี่ยวเนื่องกับการใช้ กำลังหรือเป็นการทดสอบความชำนาญของเรา ถ้าหากเรามีความเชื่อมั่นสิ่งนี้ก็จะเป็นผลดี และจะทำให้เราได้ใช้พลังที่ร่างกายผลิตออกมาแล้วให้หมดไป

3. ความกังวลหรือความกลัว การกังวลในสิ่งที่ยังมากไม่ถึงอาจจะเพิ่ม หรือทำให้สิ่งเร้าที่เกิดขึ้นดำรงอยู่นานกว่าที่เป็นจริง และอาจทำให้เราต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่มีวันเกิดขึ้น อาจเกิดความเครียดทางจิตขึ้น และเป็นผลร้ายแก่สุขภาพร่างกายได้

4. ความเบื่อหน่าย การขาดความกระตือรือร้นหรือความสนใจในการทำงาน การว่างงานหรือการ เกษียณจากงาน อาจจะทำให้เกิดความหดหู่ ความมึนชาและความเครียด การสงสัยว่าตนเป็นที่รัก หรือที่ต้องการหรือไม่ ก็จะมีผลทำให้ลดคุณค่าของตัวเอง อันจะนำไปสู่ความแตกแยก ความเศร้าโศก การตายหรือการสูญเสียคู่ครองเนื่องจากการหย่าร้างและการแยกทางกัน อาจจะมีผลฝังลึกภายในจิตใจหากความเศร้าหรือความโกรธนั้นไม่ได้รับการแก้ไข หรือถูกกดดันไว้ หรือไม่ตระหนักว่ามีอยู่ ก็อาจจะทำให้เกิดความล้มเหลวทั้งทางร่างกายและจิตใจได้

5. สาเหตุทางภาวะแวดล้อม ความแออัด การขาดแคลนที่อยู่อาศัย จราจรติดขัด ความรุนแรง เสียงอึกทึก ผู้คนหนาแน่นและมลภาวะต่างๆ เป็นสาเหตุทางภาวะแวดล้อมของความเครียดที่เห็นได้ชัดที่สุด เมืองยิ่งใหญ่เท่าไรก็ยิ่งเพิ่มความกดดันและความขุ่นเคืองใจให้แก่ผู้อยู่อาศัยได้มากเท่านั้น เราจะเครียดมากเครียดน้อยขึ้นอยู่กับว่า เราอาศัยอยู่ที่ไหน ใช้การคมนาคมขนส่งอย่างไร ตลอดจนเราสามารถหนีจากสิ่งแวดล้อมเช่นนั้นได้เป็นครั้งเป็นคราวบ้างได้หรือไม่

6. นอกจากนี้บุคลิกภาพของเรา ก็ยังมีส่วนตัดสินว่า เราจะมีปฏิกิริยาต่อความกดดันทางภาวะแวดล้อมอย่างไร คนที่มีบุคลิกภาพประเภท ก ที่ชอบการแข่งขันและมีความทะเยอทะยาน มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จในการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ คนประเภทนี้อาจจะเบื่อรำคาญความเงียบ และความเชื่องช้าของชีวิตตามชนบทและชานเมือง ที่คนมีบุคลิกภาพประเภท ข พอใจ อย่างไรก็ตาม หากเราได้อาศัยอยู่และทำงานในสภาพแวดล้อมที่ทำให้เรารู้สึกว่าเราสามารถทำงานได้ดีที่สุด เราก็อาจจะไม่สู้ใส่ใจกับความเครียดที่เกิดจากภาวะแวดล้อมในวงกว้างเท่าใดนัก

7. สารเคมีที่ทำให้เครียด สารเคมีในบรรยากาศที่เป็นมลพิษทำให้เครียด คือ ควันพิษต่างๆ และควันบุหรี่ เมื่อเราหายใจเข้าไป นอกจากนี้มีสารเคมีบางอย่างอยู่ในอาหารและเครื่องดื่มที่เราบริโภคเข้าไปและอยู่ในสิ่งเสพย์ติดเช่นคาเฟอีน ในกาแฟ ชา และเครื่องดื่มประเภทโคลากระตุ้นฮอร์โมนที่ทำให้เกิดความเครียดที่แรกเราจะรู้สึกตื่นตัว แต่ไม่นานจะกระสับกระส่าย นอนไม่หลับน้ำตาล น้ำตาลจำนวนมากในอาหารที่กินเข้าไป อาจทำให้น้ำตาลในเส้นเลือดลดลง ซึ่งเป็นอีกสาเหตุหนึ่งของความอ่อนเพลีย และทำให้รู้สึกกระสับส่าย เกลือเพิ่มความเครียดของประสาท เพิ่มปริมาณน้ำที่ร่างกายเก็บกักและเพิ่มความดันโลหิต นิโคตินในบุหรี่กระตุ้นอะดรีนอลโดยตรงแอลกอฮอล์ แอลกอฮอล์ประมาณพอสมควรทำให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลาย แต่ถ้าดื่มเกินขนาดจะเป็นตัวกดและทำลายตับ ทำให้สมองและประสาทสัมผัสมีปฏิกิริยาตอบโต้ช้าลง

ในปัจจุบันนี้คนไทยหันมาสนใจเรื่องของความเครียดกันอย่างกว้างขวาง นักจัดราการตามสถานีวิทยุ และโทรทัศน์ต่างพูดถึงความเครียดกันบ่อยครั้ง หลายคนเข้าใจว่า ความเครียดเป็นดรคอย่างหนึ่ง และบางที่ใช้คำว่า โรคเครียดซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง ความเครียดเป็นปฏิกิริยาตอบสนองที่ไม่จำเพาะของร่างกายต่อสิ่งใดๆ ที่มาเรียกร้องต่อมัน (Stress is the now-specific response of the body to any demand made upon it) นั่นเป็นคำนิยามที่ Hans Selye ได้ให้ไว้ ในตอนแรกที่มีการศึกษาเรื่องของความเครียด ส่วนใหญ่จะเน้นปฏิกิริยาตอบสนองทางร่างกาย เช่น มีฮอร์โมนคอร์ติซอล (cortisol) เพิ่มขึ้นมีหารหลั่งสารอเดรนาลีน (adrenaline) ออกมามากขึ้น เป็นผลให้ระบบประสาทอิสระ (autonomic nervous system) ทำงานเพิ่มขึ้น จึงมีชีพจรเร็วขึ้น, ม่านตาขยาย, เหงื่อออกมากขึ้น, ความดันเลือดเพิ่มขึ้น, ถ่ายปัสสาวะบ่อยขึ้น เป็นต้น สิ่งที่มาเรียกร้องต่อร่างกายอาจเป็นทางชีววิทยา, ทางกายภาพหรือทางใจ อาจมาจากภายนอกหรือภายในร่างกาย เช่น ความร้อน, ความหนาว, ความอึกทึก, ความหิว, ความต้องการทางเพศ, ความอยากได้สิ่งต่างๆ และความโลภ เป็นต้น เมื่อร่างกายเผชิญความ เครียดจะมีปฏิกิริยา ตอบสนอง ในด้านสรีรวิทยาและการเพิ่ม ขึ้นของฮอร์โมนและสารเคมีบาง อย่างซึ่งในระยะสั้นก็คือการ เตรียมพร้อมเพื่อการต่อสู้หรือ การหนีจากภยันตรายเป็นการ รักษาตัวเพื่อความอยู่รอด หากเผชิญความเครียดที่รุนแรง หรือยาวนานเกินไปก็กลาย เป็นโทษต่อร่างกาย ปฏิกิริยาตอบสนอง ทางจิตใจต่อความเครียด เกิดขึ้นควบคู่ไปกับปฏิกิริยาทางกายในระยะสั้นมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์ เช่น วิตกกังวล, ตื่นเต้น, กลัว ฯลฯ หากเผชิญความเครียดอยู่นานๆ จะต้องมีการปรับตัวให้เข้าสู่สมดุล มิฉะนั้นก็จะกลายเป็นความเจ็บป่วยไปได้ ความเครียดไม่ใช่โรคภัยโดยตัวของมันเอง แต่อาจนำไปสู่การเจ็บป่วยได้มากมายหลายอย่าง ทั้งทางกายและทางจิต โรคทางกายที่สัมพันธ์กับความเครียด มีหลายโรค เช่น หลอดเลือดหัวใจอุดตัน, ความดันเลือดสูง, แผลในกระเพาะอาหาร, แผลในลำไส้ใหญ่, ท้องร่วง, หอบหืด, คันตามผิวหนัง ฯลฯ โรคทางจิตเวชหลายอย่าง มีความสัมพันธ์กับความเครียด เช่น โรควิตกกังวล, โรคย้ำคิดย้ำทำ, โรคกลัว, โรคซึมเศร้า, โรคจิต, โรคอารมณ์แปรปรวน ฯลฯ การที่เราเห็นข่าวในสื่อมวลชนเกี่ยวกับคนฆ่าตัวตาย แล้วสรุปว่าเกิดจากความเครียด เรื่องการเรียน หรือคลั่งดารานั้นจึงไม่ค่อยถูกต้อง คนที่ฆ่าตัวตายนั้นส่วนใหญ่แล้วสาเหตุเกิดเพราะป่วยเป็นโรคซึมเศร้า บางรายอาจเกิดเพราะมีประสาทหลอนซึ่งเป็นอาการของโรคจิต ความเครียดจากสิ่งแวดล้อมที่มากระทบนั้นเป็นเพียงปัจจัยที่มากระตุ้นให้เกิดการกระทำเช่นนั้น การป้องกันการฆ่าตัวตาย ต้องรีบค้นหาบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงให้ได้โดยเร็ว นั่นคือค้นหาบุคคลที่มีอาการซึมเศร้า หรือเป็นโรคจิตและมีปัจจัยเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายสูง แล้วรีบทำการบำบัดรักษาโดยด่วน การรักษาโรคซึมเศร้าและโรคจิตต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์เพราะเป็นโรคที่ต้องใช้ยาในการรักษาและบางครั้งอาจต้องใช้การรักษาด้วยไฟฟ้าบางครั้งความเข้าใจผิดทำให้มีนำผู้ป่วยไปรักษาในทางที่ไม่ถูกต้อง บ่อยครั้งอาจได้รับคำแนะนำในทางที่ผิด เช่น ให้หยุดกินยา จนทำให้อาการทางจิตกำเริบ และฆ่าตัวตายในที่สุด เมื่อผู้ป่วยได้รับการดูแลจนพ้นภาวะวิกฤตแล้ว จึงให้การรักษาทางจิตใจ หรือทำจิตบำบัดต่อไป เพื่อค้นหาสาเหตุที่ทำให้เกิดความเครียด และมีอาการเจ็บป่วยขึ้นมา คำแนะนำที่ได้ยินบ่อยๆ คือ เวลาเครียดก็ให้ไปคลายเครียดโดยการออกกำลังกาย, เล่นกีฬา, ปลูกต้นไม้,ฟังดนตรีหรือไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ สิ่งเหล่านี้อาจมีผลในการลดความเครียดได้ส่วนหนึ่ง แต่ยังเป็นการแก้ไขความเครียดที่ปลายเหตุหากเปรียบความเครียด กับการเป็นไข้ วิธีการคลายเครียดเหล่านั้น ก็เหมือนกับการลดไข้ โดยการเช็ดตัวหรือกินยาแก้ไขซึ่งถ้าเป็นไข้ที่ไม่รุนแรง ก็อาจหายได้ แต่ไข้เป็นเพียงอาการมิใช่โรค สาเหตุที่แท้จริงของ ไข้อาจเป็นไทฟอยด์, มาลาเรีย, สมองอักเสบ, วัณโรค, ไข้หวัดใหญ่ ฯลฯ โรคเหล่านี้บางอย่าง ต้องการการรักษาที่สาเหตุ เช่นเดียวกับความเครียด คนที่มีความเครียด ก็คือคนที่มีความทุกข์ จะใช้การนั่งสมาธิอย่างเดียว แล้วทำให้หลุดพ้น จากความทุกข์คงมิได้ ต้องมีการรักษาศีล ปฏิบัติธรรมและใช้ปัญญา ในการแก้ไขเหตุแห่งทุกข์ ด้วยจึงจะครบถ้วนสมบูรณ์ การทำจิตบำบัดเป็นการช่วยผู้มีปัญหาทางจิตใจค้นหาสาเหตุที่ทำให้เกิดความทุกข์ทางใจ โดยการวิเคราะห์ถึงปมความขัดแย้ง และความต้องการต่างๆ ซึ่งอยู่ในจิตไร้สำนึก สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยความร่วมมือและความตั้งใจจริงของผู้ป่วยจะทำให้คนที่ไม่สนใจ หรือชอบปฏิเสธความจริงย่อมไม่ได้ผล เมื่อผู้ป่วยเกิดความเข้าใจถึงสิ่งที่อยู่ในจิตใจของตนเองอย่างถ่องแท้แล้ว จึงสามารถนำไปแก้ไขและพัฒนาตนเองได้ มีการใช้กลไกทางจิตที่มีประสิทธิภาพ, ปรับเปลี่ยนวิธีการมองโลกและมองตนเอง สร้างเสริมพื้นฐานทางจิตใจให้เข้มแข็งขึ้น และนำไปสู่การพัฒนาทางจิตเพื่อให้ดำรงชีวิตได้โดยมีความทุกข์น้อยที่สุด วิธีการนี้เป็นวิธีที่ต้องใช้เวลาและความตั้งใจมาก ผู้รักษาต้องมีใจรักและทุ่มเทอย่างเต็มที่ ผู้รับการรักษาต้องมีความสนใจและมีความสามารถที่จะเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงตนเองได้ การรักษาจึงจะสัมฤทธิ์ผล ความเครียดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับชีวิตเราทุกคนไม่มีใครหลีกหนีความเครียดไปได้ เพราะภาวะที่ปราศจากความเครียดอย่างสมบูรณ์คือ ความตาย ความเครียดเป็นสิ่งที่กระตุ้นให้คนมีความกระตือรือร้น และทำให้โลกมีการพัฒนาต่อไป บางครั้งคนแสวงหาความเครียดในรูปแบบของความบันเทิง, การกีฬา และการละเล่นต่างๆ ตราบใดที่มีความเครียดนั้นไม่ได้มีความรุนแรงมากหรือคงอยู่นานเกินไป ความเครียดนั้นก็ไม่เป็นอันตรายต่อเรา เราคงต้องอยู่กับความเครียดต่อไป เหมือนอยู่กับแบคทีเรียที่อยู่รอบๆ ตัวเราและในตัวเรา ส่วนใหญ่แล้วมันไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยต่อเรา ยกเว้นบางครั้งบางคราที่เกิดการเสียสมดุลเท่านั้นเอง ที่ความเครียดทำให้เกิดโรคขึ้นมา

วิธีแสนง่ายเพื่อเติมชีวิตให้สดใส 

อารมณ์บ่จอยของมนุษย์เกิดขึ้นง่ายเหลือเกิน โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจตกสะเก็ด เพราะตอนกระเป๋าแฟบจะไปแฮปปี้ เหมือนสมัยกระเป๋าตุง และเต็มไปด้วยสตังค์ได้ไง หากเงินดี ถ้าเกิดเซ็งขึ้นมา ยังหาทางออกได้ด้วยการออกไปรูดการ์ดใช้จ่ายอย่างเมามัน เพื่อปลดปล่อยความเก็บกดให้รู้สึกค่อยยังชั่วขึ้นมาบ้าง แต่พอไม่มีตังค์จะไปหว่านเงินก็กระไรอยู่ สมัยนี้คนหน้าหงิกจึงมีเต็มบ้านเต็มเมือง ว่าแล้วหาเรื่องมาพักสมองเรียกความสดใสกลับคืนกันดีกว่า แกล้งๆ ทำเป็นลืมเรื่องตกงานและใกล้ถูกเออร์ลี รีไทร์สักวัน อย่าวนเวียนอยู่แต่สิ่งที่ทำให้หม่นหมองหัวใจบ่อยนักเลย แม้ความจริงมันจะทำให้เราบาดเจ็บสาหัสก็ตามทีรักที่จะมีความสุขก็ควรทำดังนี้ - ยิ้มเข้าไว้ แม้จำใจต้องทำก็ขยับมุมปากเข้าไว้เหอะ รอยยิ้มพิมพ์ใจนอกจากจะทำให้คุณสดใสขึ้นบ้างแล้วยังเป็นการผูกไมตรีกับเพื่อนฝูงได้อย่างวิเศษด้วย รอยยิ้มช่วยส่งผลทำให้ใบหน้าของคุณต้อนรับแขก ใครวนไปเวียนมาก็อยากจะทักอยากจะพูดอยากจะคุย ดีกว่าทำหน้ามีคิ้วผูกโบตั้งเยอะ - ทำแต่สิ่งดีๆ เข้าไว้ การทำแต่ความดีย่อมเป็นบุญกุศล ให้ผู้มีจิตเมตตาได้รับแต่สิ่งงดงาม เป็นการตอบแทนเช่นเดียวกัน ก็เหมือนสุภาษิตที่ว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว นั่นแหละ การปฏิบัติดี น่าจะหมายถึงการมีอารมณ์ดี ร่าเริงและแจ่มใสด้วย สรุปว่า หมกมุ่นต่อกิเลสในทางบวกไม่ใช่ทางลบก็แล้วกัน - ทำอะไรบ๊องส์ๆ หรือเพี้ยนๆ ติงต๊องวันละหน่อย ใจคอจะได้สบาย แต่ต้องเพี้ยนในทางที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมนะ หรือไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใครเป็นดีที่สุด - สลัดความทุกข์ทิ้งไป อะไรก็ตามที่ทำให้ตัวเองร้อนรน โยนมันทิ้งให้หมด แล้วกรุณาทำตัวให้สนุกสนานร่าเริงด้วยจะได้เข้ากัน นอกจากนี้ หาหนังอะไรมาดูหรือฟังเพลงที่ทำให้ใจเบิกบาน ก็เป็นอีกทางออกหนึ่ง ที่ช่วยบรรเทาความเศร้าได้บ้าง หากตัวเองไม่สิ้นคิด โลกนี้ก็ยังมีอะไรดีๆ อีกตั้งเยอะ - สร้างความคิดจากจิตที่สงบ ลมร้อนผัดผ่านมาอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้อุณหภูมิความเดือดในใจ ที่มีต่อฐานะยอบแยบในกระเป๋าตังค์ ที่ไม่ค่อยจะมีกินมีใช้สักเท่าไหร่ ให้ร้อนรุ่มกลุ้มใจหนักขึ้นไปอีก เพราะฉะนั้น ดอกเบี้ยเงินฝากกรุณาอย่าลดแหลกให้ใจ แป้วมากไปกว่านี้เลย หัดหันไปเพิ่มดอกเบี้ยแล้วลดค่าครองชีพ ไม่ดีกว่าหรือ ? การวางหมากทางเศรษฐกิจแบบนี้อาจดูเป็นแนวทางน่าชื่นชม ของผู้คงแก่เรียน แต่คนไม่รู้ ตำราอย่างหนูไม่เห็นรู้เลยว่า ดีตรงไหน ทว่าในเมื่อนักวิชาการท่านว่า เยี่ยม ในฐานะผู้ตามที่ดี จึงควรเออออห่อหมกไปด้วย แล้วก็หวังลึกๆ ว่า สักวันมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจลักษณะนี้จะดีวันดีคืนไปเอง สิ่งที่แจ่มแจ๋วมักปรากฏให้เห็นช้า เป็นธรรมดาของโลกว่าแล้วไม่รู้จะย้ำคิดย้ำทำเรื่องน่าเศร้าไปทำไม หันมาพูดเรื่อง Be a Creative Genius หรือเป็นคนฉลาดที่รู้จักสร้างสรรค์กันดีกว่า ในหลักการบอกไว้ว่า มนุษย์มักจำกัดตัวเอง ในการสร้างความคิดริเริ่มให้เป็นภาระของผู้ใหญ่โดยมองว่าวุฒิภาวะจะเป็นตัวชี้นำให้ ทราบว่า อะไรควรทำและอะไรไม่ควร สาเหตุหลักที่ทำให้คุณคิดอะไรไม่ออก บอกอะไรไม่ถูก ได้แต่เป็นลิ่วล้อที่แสนซื่อก็คือ การขาดสมาธิหรือจิตใจ มัวแต่วอกแวกไปมานั่นแหละ ประเภทหัวใจไขว้เขวและจิตสับสน เหตุนี้คุณจึงควรรู้จักแสวงหา... ความสงบท่าม กลางความว้าวุ่น ควรแน่ใจว่า คุณสามารถทำใจให้นิ่งได้ในความเงียบ ว่าแต่รู้จักความเงียบสงบ กันหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะโลกนี้ยุ่งยากจริงหนอ ต่อด้วยการหรี่แสงไฟในห้องให้สลัวลง และนั่งในท่าที่สามารถพักความรู้สึกวิตกกังวลมากที่สุด ทันใดนั้นก็เริ่มคิดและ ระดมมันสมองค่อยๆ ลำดับถึงสิ่งต่างๆ ซึ่งคุณต้องรับผิดชอบ แล้วจดลงไปในสมุดโน้ตหรืออะไรก็ได้ สมุนไพรจัดการกับความเครียด สำหรับพวกเราหลายคนแล้ว ความเครียดเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เคล็ดลับการจัดการกับความเครียดก็คือเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับมัน สารลดความเครียดจากธรรมชาติ เช่น โสมวาเลอเรียน (valerian) และคาว่า (kava) จะช่วยให้ร่างกายของคุณจัดการกับความเครียดได้ดีขึ้น มีเหตุหลายประเภทที่ทำให้เกิดความเครียดซึ่งมีตั้งแต่เหตุการ์แห่งความสุข เช่น กำเนิดบุตรจนถึงความเศร้าโศกที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก การเปลี่ยนแปลงของชีวิตในเรื่องที่สำคัญก็จัดเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความเครียดมากที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิตของคน ๆ หนึ่ง ภาวะทางจิตใจ เช่น ความวิตก กังวล ความโกรธ หรือความไม่แน่ใจก็อาจทำให้เกิดความเครียดได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีความเครียดอีกปลายประเภทที่คนทั่วไปอาจนึกไม่ถึงว่าทำให้เกิดความเครียดได้เช่นกัน เช่น การอดนอน การผ่าตัด การจำกัดแคลอรี่ การเล่นกีฬามากเกินไป หรือการสัมผัสกับอุณหภูมิร้อนจัดหรือเย็นจัด ปฏิกิริยาตอบโต้ของร่างกาย เมื่อร่างกายพยายามปรับตัวให้สามารถรับความเครียดได้ ภาวะทางร่างกายหลายอย่างจะเกิดขึ้นเช่น ระหว่างเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความเครียดมาก ๆ หรือเผชิญอันตราย ร่างกายจะหลั่งสารเคมีออกมาจากปลายประสาทและต่อม แอดรีนัล ซึ่งทำให้เกิดการตอบสนองแบบ "สู้หรือหนี"ในการตอบสนองต่อสัญญาณจากสมอง ต่อม แอดรีนัล จะหลั่งฮอร์โมนที่เรียกว่า คอร์ติซอล ออกมา ฮอร์โมนชนิดนี้มักพบว่ามีระดับสูงขึ้นในผู้ที่มีความเครียดเรื้อรัง เมื่อระดับคอร์ติซอลสูงขึ้น DHEA (ฮอร์โมนอีกชนิดหนึ่งที่หลั่งออกมาจากต่อมแอดรีนัล) จะมีระดับต่ำลง ความไม่สมดุลของฮอร์โมนดังกล่าวมีส่วนทำให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันลดต่ำลง ตัวอย่างเช่น ระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล ที่สูงอาจทำให้การทำงานของเซลภูมิคุ้มกันจากธรรมชาติลดน้อยลงเซลภูมิคุ้มกันเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการต่อต้านการติดเชื้อและการทำลายเซลมะเร็ง

ารบำบัดความเครียด

มีสารอาหารและสมุนไพรหลายชนิดที่พบว่าช่วยทำให้ร่างกายสามารถปรับตัวรับความเครียดทางกายภาพและทางอารมณ์ได้ดีขึ้น สารอาหารและสมุนไพรที่มีผลการศึกษาวิจัยสนับสนุนว่าให้ผลดีที่สุดได้แก่โสม ทั้งโสม Panax (Panax gineng) และโสมไซบีเรียน (Eleutherococcussenticosus)ถูกเรียกว่า สารช่วยปรับตัว (adaptogens) เนื่องจากช่วยให้ร่างกายปรับตัวรับความเครียดได้การศึกษาทดลองในสัตว์หลายครั้งพบว่าโสม Panax สามารถกระตุ้นส่วนของสมองซึ่งจะไปกระตุ้นต่อมแอดรีนัลให้หลั่งฮอร์โมนต่าง ๆ เช่นคอร์ติซอลเพื่อตอบสนองต่อความเครียดและเมื่อคอร์ติซอลในร่างกายมีระดับสูงสมุนไพรชนิดนี้จะสามารถป้องกันปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายที่มากเกินไป นี่คือการทำงานของสารช่วยปรับตัว สารดังกล่าวช่วยให้ปฏิกิริยาตอบสนองต่อความเครียดของร่างกายเป็นปกติ ดังนั้นถ้าระดับของฮอร์โมนบางชนิดต่ำเกินไป สารช่วยปรับตัวก็จะทำงานมากขึ้นและถ้าระดับของฮอร์โมนสูงมากเกินไป สารช่วยปรับตัวจะช่วยลดปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายกลับสู่ภาวะสมดุลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับโสมไซบีเรียนและความเครียดส่วนใหญ่จะดำเนินการโดยนักวิจัยชาวรัสเซีย ในการศึกษาที่ใช้อาสาสมัครที่มีสุขภาพดีมากกว่า 2,000 คนที่มีอายุมากกว่า 19-72 ปีหลายครั้งพบว่าการใช้สารสกัดจากโสมช่วยให้ความสามารถในการตอบสนองต่อภาวะร่างกายที่ไม่ปกติดีขึ้นและช่วยให้การทำงานของสมองและคุณภาพของการทำงานภายใต้ภาวะที่ทำให้เกิดความเครียดดีขึ้นด้วย แอชวาแกนธา (Ashwagandha หรือชื่อทางพฤกษศาสตร์ Withania somnifera) หรือที่มักเรียกกันว่าโสมอินเดียและเป็นสารช่วยปรับตัวที่สำคัญที่สุดชนิดหนึ่งในการแพทย์แผนอายุรเวท เมื่อให้สัตว์ที่อยู่ในภาวะทดลองกินสมุนไพรดังกล่าว พบว่าสมุนไพรชนิดนี้สามารถต่อต้านปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายที่มีต่อความเครียดได้ เช่น การหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลและการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาลในเลือด การฉายรังสีและเคมีบำบัดเป็นการบำบัดรักษาโรคมะเร็งที่ทำให้ร่างกายเกิดความเครียดอย่างมากโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน จากการศึกษาพบว่าโสมอินเดียจะช่วยเพิ่มปริมาณเซลเม็ดเลือดขาว เซลเม็ดเลือดแดงและจำนวนเกร็ดเลือด (platelet) ซึ่งตามปกติจะลดลงเมื่อรับการบำบัดรักษาด้วยวิธีดังกล่าว เมื่อคนเราตกอยู่ในความเครียดเรื้อรังติดต่อกันเป็นเวลานาน ต่อมแอดรีนัลอาจ "หมดแรงทำงาน" และแทนที่ระดับของฮอร์โมนคอร์ติซอลจะสูง ก็กลับต่ำจนทำให้คนคนนั้นไม่สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความเครียดได้ดี ภาวะเช่นนี้ยังอาจเกิดขึ้นได้ถ้าคนคนนั้นรับประทานยาประเภทสเตียรอยด์ที่มีผลยับยั้งการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน เช่น ยาเพรนนิโซน (ยาประเภทสเตียรอยด์ที่มีคุณสมบัติคล้ายยาคอร์ติโซน) ติดต่อกันเป็นเวลานาน ไทโรซีน เป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่อาจมีประโยชน์ในการรักษาภาวะความเครียดเฉียบพลัน เช่น เมื่อคุณเข้าสอบความเครียดจะทำให้สารเคมีที่สำคัญในสมอง (สื่อนำประสาท) ได้แก่ นออีพิเนฟรีน (norepinephrine) และโดพามีน (dopamine) ถูกใช้หมดไปซึ่งพบว่าอาจเป็นผลให้ระดับการทำงานของสมองลดลงเมื่อให้ผู้รับการทดสอบรับประทานไทโรซีน ก็พบว่าสื่อ นำประสาทในสมองมีจำนวนเพิ่มขึ้นและการทำงานของสมองดีขึ้น เช่น ความจำดีขึ้นภายใต้สถานการณ์ที่ทำให้เกิดความเครียดต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงการอดนอน การฝึกทหาร การสัมผัส อากาศเย็นจัด และการได้ยินเสียงรบกวน ฟอสฟาไทดิลซีรีน (phosphatidylserine) พบว่าช่วยลดความเครียดทางกายที่เกิดจากการออกกำลังกายมากเกินไป การออกกำลังกายมากเกินไปอาจทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมาเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่าสารสกัดฟอสฟาไทดิลซีรีนจากน้ำมันถั่วเหลืองช่วยลดการหลั่งคอร์ติซอลออกมามากเกินไปในผู้ที่ออกกำลังกายมากเกินไป นอกจากนี้ผู้รับการทดสอบยังมีอาการปวดกล้ามเนื้อและอารมณ์ซึมเศร้าน้อยลง (อาการที่เกิดขึ้นร่วมกับความเครียดที่เกิดจากการออกกำลังกายมากเกินไป) สเตอรอล หรือ "ไขมันจากพืช" ซึ่งเทียบเท่ากับโคเลสเตอรอลในสัตว์ สารชนิดนี้มีผลดีหลายประการต่อสุขภาพของมนุษย์ สารสเตอรอลที่พบมากที่สุด คือ เบต้า ซิโตสเตอรอล (beta sitosterol) ซึ่งเคยนำมาใช้ทดสอบในนักวิ่งมาราธอน สเตอรอลให้ผลเช่นเดียวกันสารฟอสฟาทิดิลซีรีนในการป้องกันไม่ให้ระดับคอร์ติซอลในร่างกายสูงขึ้นในนักวิ่งมาราธอน อันจะช่วยป้องกันไม่ให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันถูกยับยั้งซึ่งตามปกติมักจะเกิดขึ้นระหว่างการวิ่งมาราธอน นักวิ่งที่ได้รับสเตอรอลจากพืชจะไม่มีปัญหาเซลเม็ดเลือดแดงและเซลเม็ดเลือดขาวลดลงเหมือนกลุ่มที่ให้รับประทานยาหลอก

มุนไพรที่ช่วยลดความวิตกกังวล

ความเครียดมักจะทำให้เกิดความรู้สึกวิตกกังวลในช่วงสั้น ๆ หรืออย่างต่อเนื่อง มีสมุนไพรหลายชนิดที่อาจช่วยลดความวิตกกังวลและช่วยให้หลับดีขึ้น ได้แก่ วาเลอเรียน คาว่า ฮ้อปส์ คาโมไมล์ แพสชั่นฟลาเวอร์ เลมอนบาล์ม และสกัลแค้ป วาเลอเรียนและคาว่าเป็นสมุนไพรที่มีการวิจัยสนับสนุนว่าสามารถบรรเทาความวิตกกังวลได้ดีที่สุด คาว่า (Piper methysticum) ให้ผลที่สามารถเปรียบเทียบได้กับยาลดความวิตกกังวลที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในกลุ่มเบนโซไดอาซีพีน ในการศึกษาครั้งหนึ่งผู้ศึกษาได้ให้กลุ่มทดลอง174 คน ออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกให้รับประทานคาว่าในปริมาณ 300 มิลลิกรัมต่อวัน(ในรูปมาตรฐานที่มีส่วนประกอบของคาว่าแลคโทน 70%) และอีกกลุ่มหนึ่งให้รับประทานยาในกลุ่มเบนโซไดอาซีพีนชนิดใดชนิดหนึ่งระหว่างโอซาซีแพมหรือโบรมาซีแพม ผลปรากฎว่าคาว่าใช้ได้ผลดีเช่นเดียวกับยาทั้งสองชนิดนั้นโดยไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียงหรือแนวโน้มที่จะเสพติดเหมือนยากลุ่มเบนโซไดอาซีพีน นอกจากนี้มีการศึกษาหลายครั้งพบว่าคาว่าไม่ได้ทำให้เวลาของปฏิกิริยาตอบสนองหรือการทำงานของสมองลดลง ในการศึกษาครั้งหนึ่งพบว่าสมุนไพรชนิดนี้กลับช่วยให้การทำงานของสมองและเวลาของปฏิกิริยาตอบสนองดีขึ้นด้วยซ้ำ วาเลอเรียน (Valeriana officinalis) อาจช่วยได้ในกรณีที่ความเครียดทำให้คุณหลับไม่ดีในการศึกษาขนาดเล็กครั้งหนึ่งพบว่าสารประกอบที่มีส่วนผสมของวาเลอเรียน (160 มิลลิกรัม)และเลมอนบาล์ม (80 มิลลิกรัม) ใช้ได้ผลดีเหมือนยานอนหลับ Halcion ที่ออกฤทธิ์แรงโดยไม่ทำให้ง่วงในเวลากลางวันและซึมไม่กระปรี้ กระเปร่า เหมือนในกลุ่มที่รับประทานยา Halcion นอกจากนี้ยังอาจรับประทานวาเลอเรียนในระหว่างวันเพื่อลดความวิตกกังวลได้ด้วย

..............

บทความจาก

http://hospital.moph.go.th


จำนวนอ่าน: 1297

จำนวนความคิดเห็น (2)
RSS comments
1. ชื่อ แบม เมื่อ 21-07-2008 17:18 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 118.173.156.70
 
 
ขอบคุณสำหรับข้อมูลกา รลดความเครียด
 
2. ชื่อ นา เมื่อ 03-08-2008 15:19 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 124.120.159.219
 
 
การศึกษาความเครียดเป ็นเรืองที่ดี :grin :upset :( :x
 

แสดงความคิดเห็น
  • 1. กรุณาใช้ถ้อยคำที่สุภาพ.
  • 2. e-mail ถ้าไม่มี ก็ปล่อยว่างไว้
ชื่อ *:
E-mail
BBCode:Web AddressEmail AddressLoad Image from WebBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ข้อความ *:



ใส่รหัสตัวเลข(ก่อนส่ง)*:* Code

Powered by AkoComment Tweaked Special Edition v.1.4.6
AkoComment © Copyright 2004 by Arthur Konze - www.mamboportal.com
All right reserved

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Sunday, 08 June 2008 )
 
< ก่อนหน้า   บทความถัดไป >
Advertisement

หนังสือแนะนำ

Advertisement