PDF พิมพ์ ส่งอีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 5
แย่มากดีมาก 
พิธีกรรมทางศาสนา

Image
การแผ่เมตตา
Image


ความหมายและคุณค่า

เมตตา หมายถึงความรัก ความปรารถนาดี ต้องการให้มีความสุขความเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไปโดยปราศจากความอิจฉาริษยา และหมายถึงความมีไมตรีจิตต่อกันด้วยความจริงใจฐานมิตร ดังนั้น การแผ่เมตตาจึงได้แก่การส่งกระแสจิตของตนไปสู่ผู้อื่นทั้งที่เป็นเทวดา มนุษย์ และสัตว์ด้วยความหวังดีที่จะให้เขามีความสุข ได้รับความสมหวังในชีวิต เป็นการแสดงออกซึ่งน้ำใจที่เปี่ยมด้วยเมตตาธรรมของผู้แผ่เมตตา

การแผ่เมตตา เป็นสิ่งที่โบราณบัณฑิตทั้งหลายปฏิบัติต่อกันมาตามลำดับ เพราะเห็นประโยชน์ว่า การแผ่เมตตานี้จะทำให้ผู้ปฏิบัติเป็นประจำมีจิตใจอ่อนโยน เยือกเย็นลงได้ และทำให้มองเห็นว่าการที่มนุษย์หวังดีต่อกันนั้นเป็นทางนำให้โลกเกิดสันติสุขได้ และเมื่อตัวเองได้รับความสุขแม้เพียงเล็กน้อยก็ต้องการให้เพื่อนร่วมโลกได้รับความสุขอย่างนั้นบ้าง จึงได้แผ่กระแสจิตอันเยือกเย็นและอ่อนโยนนั้นไปยังผู้อื่น ผู้ได้รับเมตตาจิตนั้นแล้วก็จะพลอยมีจิตอ่อนโยน เยือกเย็น และได้พบกับความสุขทางใจไปด้วย ด้วยเหตุแห่งการแผ่เมตตาไปยังเพื่อนมนุษย์เช่นนี้จึงทำให้มนุษย์และสัตว์อยู่กันด้วยความมีน้ำใจดีต่อกัน รักใคร่กันฉันพี่น้อง และหันหน้าเข้าหากันด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส ทำให้อยู่กันด้วยความอบอุ่นไว้วางใจกัน ปราศจากความระแวกันและกัน เป็นเหตุให้ไม่เบียดเบียนกันแต่จะอุดหนุนเกื้อกูลกันและกันด้วยน้ำใสใจจริง


วิธีการแผ่เมตตา

ท่านสอนว่า การแผ่เมตตานั้นควรแผ่ให้ตนเองก่อน คือต้องปรารถนาความสุขให้แก่ตัวเองเสียก่อนโดยวิธีสร้างความรักตัวเองในทางที่ถูกที่ควร คือไม่ทรมานตัวเองด้วยการกระทำ ด้วยความคิดที่ผิด ๆ ทำตัวเองให้มีอำนาจทางจิตด้วยความดีเสียก่อน แล้วค่อย ๆ ขยายวงเมตตาออกไปยังผู้อื่น สัตว์อื่น ตามลำดับ แม้ผู้นั้นจะเป็นผู้ที่ตนไม่ชอบหรือเป็นศัตรูกันก็ตาม เพราะถ้าหากสามารถแผเมตตาไปให้แก่ผู้ไม่ถูกกันได้ นั่นแสดงว่าผู้นั้นได้ยกระดับจิตให้พ้นจากอำนาจความโกรธเคืองหรือความอิจฉาริษยาได้แล้วด้วยเมตตา เพราะเมตตานี้เป็นเครื่องกำจัดกิเลสคือ โกธะ

ความโกรธ โทสะ ความประทุษร้าย อรติ ความไม่ชอบใจด้วยอำนาจของความอิจฉาริษยาเสียได้ ต่อไปตัวเองก็จะประสบความสุขความสงบทางใจ ไม่มีความเดือดร้อนใจ ไม่มีความกระวนกระวายใจอะไรต่อไปอีก เพราะปล่อยวางความโกรธความไม่พอใจเสียได้แล้ว ซึ่งผิดกับตอนที่ยังโกรธอยู่ ยังอิจฉาริษยาเขาอยู่ ในตอนนั้นจิตใจจะมีแต่ความร้อนรุ่มกลุ้มอก กระวนกระวายใจ และไม่เป็นอันกินอันนอนอย่างเห็นได้ชัด

วิธีที่ท่านสอนมา ท่านให้แผ่เมตตาทุกวัน อย่างน้อยก็ก่อนนอนทุกคืน ถ้าสามารถทำให้มากครั้งต่อวันได้ก็ยิ่งจะเป็นกำไรชีวิต เช่น นึกแผ่เมตตาทุกอิริยาบถ ขณะเดินไปตามถนนหนทาง ขณะนั่งรถไปทำงาน ขณะเดินทางไปต่างจังหวัด หรือขณะนั่งพักผ่อน ณ ที่ใดที่หนึ่งหลังจากว่างงาน เพราะในขณะนั้นจิตใจจะปลอดโปร่งเหมาะที่จะนึกแผ่เมตตาอย่างยิ่ง และในขณะนั้นเท่ากับว่าได้ทำกรรมฐานไปในตัวด้วย เพราะการแผ่เมตตานี้จัดเป็นกรรมฐานประการหนึ่ง ที่จะทำให้ใจสงบเย็นลงได้ และจะคอยควบคุมจิตใจให้นึกคิดไปในทางที่ถูกที่ควรได้รวดเร็ว ฉะนั้น แม้ว่าผู้แผ่เมตตาจะทำได้เพียงวันละเล็กวันละน้อย แต่ทำทุกวันจนติดเป็นนิสัย ก็จะได้รับประโยชน์อย่างมหาศาลอย่างหนึ่งเป็นแน่แท้


คำแผ่เมตตา

ผู้ต้องการจะแผ่เมตตา ให้นึกถึงคำภาวนาต่อไปนี้แล้วนึกภาวนาไป ๆ จะกี่เที่ยวก็ตามต้องการยิ่งมากเที่ยวก็จะยิ่งทำให้จิตใจสงบยิ่งขึ้น ทำให้จิตมีอานุภาพมีพลังมากขึ้น


แบบที่หนึ่ง

คำแผ่เมตตาสำหรับตนเอง

อหํ สุขิโต โหมิ นิทฺทุกฺโข อเวโร อพฺยาปชฺโฌ อนีโฆ สุขี อตฺตานํ ปริหรามิ ฯ

ขอข้าพเจ้าจงถึงความสุข ปราศจากความทุกข์ ไม่มีเวร ไม่มีภัย ไม่มีความคับแค้นใจ จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งปวงเถิด ฯ

คำแผ่เมตตาไปสู่ผู่อื่น

สพฺเพ สตฺตา สุขิตา โหนฺตุ นิทฺทุกฺขา อเวรา อพฺยาปชฺฌา สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ ฯ

ขอให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงถึงความสุข ปราศจากความทุกข์ ไม่มีเวร ไม่มีภัย ไม่มี ความคับแค้นใจ จงมีความสุขการสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งปวงเถิด ฯ




แบบที่สอง

คำแผ่เมตตาแบบทั่วไป

สพฺเพ สตฺตา สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันหมดทั้งสิ้น

อเวรา จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

สพฺเพ สตฺตา สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันหมดทั้งสิ้น

อพฺยาปชฺฌา จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

สพฺเพ สตฺตา สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันหมดทั้งสิ้น

อนีฆา จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สพฺเพ สตฺตา สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันหมดทั้งสิ้น

สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยอันตรายทั้งสิ้นเถิด ฯ

การแผ่เมตตาทั้งสองแบบนี้ จะใช้เพียงแบบใดแบบหนึ่งตามถนัดก็ได้หรือจะนึกภาวนาเฉพาะภาษาไทยหรือภาษาบาลีอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ หรือทั้งสองอย่างก็ได้ ฯ



อานิสงส์ของการแผ่เมตตา

สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในพระบาลีอังคุตตรนิกายว่า ผู้แผ่เมตตาเป็นประจำ ย่อมได้รับ

อานิสงส์ ๑๑ ประการ ดังนี้

๑.หลับเป็นสุข คือ หลับสบาย หลับสนิท

๒.ตื่นเป็นสุข คือเมื่อตื่นขึ้นมาก็สบายตัว สบายใจ หายอ่อนเพลีย ไม่มีอาการง่วงติดต่ออีก

๓.ไม่ฝันร้าย คือ จะไม่ฝันเห็นสิ่งเลวร้ายทำให้สะดุ้งตื่นกลางคัน หรือไม่ฝันหวาดเสียวต่าง ๆ

๔.เป็นที่รักของคนทั่วไป คือ จะเป็นคนมีเสน่ห์ ไปที่ใดก็ปราศจากศรัตรูผู้คิดร้ายแม้ผู้ไม่ชอบใจก็จะกลับมาชอบได้

๕.เป็นที่รักของอมนุษย์ทั่วไป คือแม้สัตว์ต่าง ๆ ก็รักผู้แผ่เมตตา ไม่ขบกัด ไม่ทำร้ายทำให้ปลอดภัยจากเขี้ยวงาทุกชนิด

๖.เทวดารักษาคุ้มครอง คือ จะเดินทางไปไหนมาไหนเทวดาจะคุ้มครองให้ความปลอดภัยตลอดเวลา จะไม่ประสบอุปัทวภัยต่าง ๆ ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ

๗.ไฟ ศาสตรา ยาพิษ ไม่แผ้วพาน คือสิ่งเหล่านี้จะทำอันตรายมิได้ จะปลอดภัยจากสิ่งเหล่านี้

๘.จิตเป็นสมาธิเร็ว คือ ผู้แผ่เมตตาเป็นประจำ ถ้าทำสมาธิ จิตจะสงบนิ่งได้เร็ว หรือจะอ่านหนังสือจะทำงานอันใดก็ตาม จิตจะไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมตั้งใจได้เร็ว ทำงานนั้นสำเร็จสมประสงค์

๙.หน้าตาผิวพรรณจะผ่องใส คือผู้มีเมตตาจิตเป็นประจำ หน้าตาและผิวพรรณจะมีน้ำมีนวลมีเสน่ห์เรียก

ความสนใจได้ จะดูอิ่มเอิบตลอดเวลา แม้จะมีอายุมาก แม้รูปร่างจะไม่สวยงาม แม้จะไม่ได้รับการแต่งเติมด้วยเครื่องสำอางใด ๆ หน้าตาผิวพรรณก็ผ่องใสน่าดูน่าชมได้เสมอ

๑๐. ไม่หลงเวลาตาย คือเวลาใกล้ตาย จะไม่หลงเพ้อ ละเมอ หรือโวยวายอย่างนั้นอย่างนี้หรือไม่ดิ้นทุรนทุรายเป็นที่น่าเวทนาของผู้พบเห็น จะสิ้นใจอย่างสงบเหมือนนอนหลับไป ฉะนั้น

๑๑.เมื่อไม่อาจบรรลุธรรมชั้นสูง ย่อมเข้าถึงพรหมโลก คือ ผู้มีเมตตาจิตเป็นประจำแม้ไม่ได้บรรลุธรรมชั้นสูงขึ้นไปกว่านี้ ก็ย่อมจะไปบังเกิดในพรหมโลกอันเป็นที่เกิดของผู้ได้ฌาน

เพราะฉะนั้น ผู้ประสงค์เป็นที่รักเป็นที่นับถือของผู้อื่น หรือหวังความสุขความสงบความเยือกเย็นแห่งจิตใจจึงควรได้แผ่เมตตากันดูเถิด สร้างเมตตาธรรมไว้ในใจดีกว่าจะมานั่งเดือดร้อนใจด้วยไฟโกรธไฟริษยาอาฆาต และดีกว่าจะมาเสียเวลาหานะหาเมตตามหานิยม นะหน้าทอง เพื่อเพิ่มเสน่ห์ให้แก่ตัวเอง เพราะวิธีปลูกต้นเมตตานี้ ไม่ทำ

ให้หนักตัวเพราะพกพาไป ไม่ต้องกลัวหาย และไม่ต้องกลัวถูกลักขโมย เพราะมีติดตัวติตใจประจำอยู่ตลอดเวลา.


Image

บทความจาก

http://www.geocities.com/watthasai

 

Image


จำนวนอ่าน: 2062

จำนวนความคิดเห็น (9)
RSS comments
1. ชื่อ ผู้ไม่เข้าใจ เมื่อ 26-05-2008 22:45 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 125.24.8.120
 
 
ไม่เข้าใจบทแผ่เมตตาท ี่ว่า สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื ่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกั นหมดทั้งสิ้น แสดงว่าสัตว์ทั้งปวงเ ป็นเพื่อนกับเราใช่ไห มเพราะในอดีตเค้าก็เค ยเกิดเป็นคน งั้นถ้าเรากินเค้าก็เ ท่ากับกำลังกินเพื่อน ตัวเองอยู่ 
บอกว่า จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันแล ะกันเลย แล้วสัตว์มันทำเวรทำก รรมอะไรให้เรา อย่าได้เบียดเบียนซึ่ งกันและกันเลย แล้วสัตว์เค้าเบียดเบ ียนอะไรเรามีแต่เราไป ฆ่าเค้ามากินบ้างทางต รง บ้างทางอ้อม(รับซื้อข งโจร*ปล้นชีวิตเค้า ฆ่าเค้า แถมกินเจ้าทรัพย์ด้วย ถ้าเป็นคนโหดไหมเนี้ย ) แถมเค้าฆ่าแล้ว กินเค้าแล้วยังบอกว่า อย่าได้มีเวรมีกรรมต่ อกันอีก นี่มันแผ่เมตตาหรือแผ ่อัมมหิต  
แล้วยังบอกว่าจงเป็นส ุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กา ยทุกข์ใจเลย สุกคาหม้อสิ เค้าเจ็บปวดทรมานขนาด ไหนก่อนตาย มันทุกข์หรือสุข มีแต่เราที่สุขอิ่ม อร่อย แต่สัตว์เค้าทุกข์ทรม าน มันเมตตาตรงไหน ปากพูดธรรมะแต่ซากศพข องสัตว์ยังคาลิ้นคาฟั นอยู่เลย เมตตาตรงไหนเอ๋ย 
บุญเล็กฆ่าสัตว์เล็ก บุญใหญ่ฆ่าสัตว์ใหญ่ 
งานบุญที่เริ่มต้นด้ว ยการฆ่าเป็นงานบาปหรื องานบุญ! เมตตาตรงไหนเอ๋ย 
อย่าอ้างพุทธองค์อนุญ าติให้กินนะ บาป 
ถ้าสามารถดำรงชีวิตโด ยไม่ต้องอาศัย เลือด เนื้อ ตับ ไส้ ปวด กระเพาะ หัวใจ....(บรือ..สยอง กระสือ ปอบของแท้)ได้ 
แล้วจึงมาท่องบทแผ่เม ตตานะคับใจเขาใจเราสั ตว์ก็มีชีวิตมีใครไม่ รักชีวิต เราถูกมีดนิดเดียวเจ็ บแทบตาย เค้าถูกทุบ ถูกแทงเจ็บปวดทรมาน ยังจะยินดีกันอีกหรือ  
ไม่ต้องถามผู้รู้ท่าน ใดถามมโนธรรมสำนึกของ ตัวเองดูก็จะได้คำตอบ คับว่าจริงป่าว 
อย่าเอาแต่นั่งหลับตา บนเสียงร้องขอชีวิตฃอ งบรรดาสรรพสัตว์อีกเล ย บ้านเราจะได้รู้ตื่นอ ย่างแท้จริง 
 
จากผู้ไม่เข้าใจ
 
2. ชื่อ fatima เมื่อ 30-05-2008 07:51 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 98.150.147.96
 
 
งั้นทางออกที่ดี กินเจซะเถอะจะได้ไม่ค ิดมาก ดีต่อสุขภาพด้วย เวลาเเผ่เมตตาจะได้สบ ายใจ ไม่อึดอัดว่าคุณยังกิ นเนื้อสัตว์พวกนั้นอย ู่ ส่วนคนอื่นเค้าเลือกท ี่จะทำกรรมเเบบนั้นเอ ง ไม่ใช่เค้าไม่รู้เเต่ กรรมพวกนั้นยังไม่ส่ง ผลให้เค้าเห็นในชาติน ี้ ให้คุณทำใจสบายๆ ให้เบิกบานเป็นกุศล เวลาสวดมนต์ให้เเผ่เม ตตาด้วยทุกครั้ง ให้ตัวเราเองเเละให้ส รรพสัตว์ทั้งหลายเอาง ่ายๆเลยสัตว์ที่เกิด เเก่ เจ็บ ตายเหมือนเรา ให้มีความสุขให้พ้นจา กทุกข์ เจริญในธรรม.
 
3. ชื่อ อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปเพื่ออ่านมันได้ เมื่อ 20-06-2008 14:40 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 58.10.64.221
 
 
;) ตามที่ความคิดเห็นที่ 1 บอก ก็เหมือนจะจริงนะ 
แต่เท่าที่พอจะรู้มาบ ้าง พระพุทธองค์ ท่านบอกว่า 
ธรรมะ คือ ธรรมชาติ ถ้าเราเข้าใจ ธรรมชาติ เราก็จะ 
รู้ว่าสิ่งที่เราต้อง กินก็คือธรรมชาติบนโล กนี้เหมือน 
โหดร้ายแต่มันคือเรื่ องจริง พระองค์ไม่เคยห้ามกิน  
เนื้อสัตว์ เพราะพระองค์เข้าใจใน ธรรมชาตินั้น 
ไม่น่าจะคิดมากนะ เราก็สงสารสัตว์ แต่ก็ต้องดำรงชีวิต 
อยู่ จึงต้องแผ่เมตตาให้สร รพสัตว์แทน ไม่รู้ว่าไง ถ้ามี 
ผู้รู้แจ้ง ช่วยบอกอีกทีนะค่ะ ขอบคุณค่ะ
 
4. ชื่อ อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปเพื่ออ่านมันได้ เมื่อ 04-07-2008 15:58 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 61.90.138.2
 
 
:)
 
5. ชื่อ อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปเพื่ออ่านมันได้ เมื่อ 04-07-2008 16:14 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 61.90.138.2
 
 
ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นบ ุญเป็นบาปล้วนแล้วแต่ เราคิดเองได้ 
โดยส่วนตัวของพี่แล้ว เช่น เมื่อก่อน กินเนื้อหมูได้ แต่ทุกวันนี้พ่อกินก็ จะนึกสงสารเขา นี่แหละบาป แต่เป็นบาปที่เกิดขึ้ นในใจ อย่ากลัวบาปเพราะกลัว ตกนรก จงกลัวบาปเพราะเกิดคว ามสงสารในใจดีกว่าจ่ะ :)
 
6. ชื่อ ดวง เมื่อ 18-07-2008 21:27 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 202.149.24.129
 
 
สาธุ ก่อนหน้านี้ก็กินเนื้ อสัตว์อยู่แต่มาระยะห ลังเริ่มกินเนื้อสัตว ์น้อยลง หลีกเลี่ยงได้ก็จะหลี กเลี่ยงและเริ่มสังเก ตได้ว่าหากกินเนื้อสั ตว์เข้าไปแล้วจะมีกลิ ่นคาวหรือคาวอยู่ที่ป ากจะต้องแปลงฟันทุกคร ั้งไป
 
7. ชื่อ บีมคะ เมื่อ 06-08-2008 16:30 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 125.27.16.243
 
 
ขออนุโมทนาบุญกุศลกับ ผู้ที่จัดทำ บทแผ่เมตตานี้ด้วยนะค ะดีมาก มากคะโมทนาคะ :( :)
 
8. ชื่อ ปีใหม่ เมื่อ 11-08-2008 19:01 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 119.42.70.45
 
 
:) ขอบคุณค่ะที่ให้ความร ู้จะนำไปปฏิบัติ
 
9. ชื่อ ทิวาวรรณ จันทร์ใด เมื่อ 11-08-2008 20:34 - ผู้เยี่ยมชม - IP: 203.144.133.2
 
 
ชอบอ่านอย่างน้อยก็ทำ ให้เรารักศาสนาขึ้นแล ะก็จะนำเอาไปปฏิบัติค ่ะ
 

แสดงความคิดเห็น
  • 1. กรุณาใช้ถ้อยคำที่สุภาพ.
  • 2. e-mail ถ้าไม่มี ก็ปล่อยว่างไว้
ชื่อ *:
E-mail
BBCode:Web AddressEmail AddressLoad Image from WebBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ข้อความ *:



ใส่รหัสตัวเลข(ก่อนส่ง)*:* Code

Powered by AkoComment Tweaked Special Edition v.1.4.6
AkoComment © Copyright 2004 by Arthur Konze - www.mamboportal.com
All right reserved

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Friday, 18 July 2008 )
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
Advertisement

หนังสือแนะนำ

Advertisement

www.dhammajak.net
ธรรมจักร :: ศูนย์รวมธรรมะออนไลน์