หน้าหลัก arrow กล่องบทความ arrow book_thien arrow ความสงบแบบน้ำแข็ง

ความสงบแบบน้ำแข็ง PDF พิมพ์ ส่งอีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 0
แย่มากดีมาก 
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
สารบัญบทความ
ความสงบแบบน้ำแข็ง
หน้า 2
หน้า 3
หน้า 4
หน้า 5
หน้า 6
หน้า 7
หน้า 8

Image

~ความสงบแบบน้ำแข็ง ~ คำสอนของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ (๑)

อบรมที่วัดโมกข์ ขอนแก่น (วันอาทิตย์ที่ ๒๑ ธค. ๒๕๒๙)


ตั้งใจฟัง การฟังเพื่อให้จดจำได้ ไม่ใช่ว่าฟังแล้วจะทิ้งไว้ที่ตรงนี้ มันไม่ได้ผล ถ้าเราฟังแล้วจดจำ นำเอาไปปฏิบัติ มันจึงจะได้ผล ในขณะนี้ ๕โมง ๔๕ นาที..๕ โมง..๕ โมงแลงนะ..๕ โมงเย็นแล้วนะ ๔๕ นาที วันนี้เป็นวันทิตย์ที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๒๙ พวกเรา เพื่อนภิกษุสามเณร และญาติโยม ได้มีการเปิดอบรมวิปัสสนากรรมฐานที่วัดโมกขวนาราม ที่ขอนแก่น วัดโมกขวนาราม ที่ขอนแก่นนี้ เป็นที่ปฏิบัติธรรมติดต่อกันมาเป็นประจำทุกปี ๆ

วันนี้ก็ทำกันเช่นเคย อาตมาได้มาพบกับพวกท่าน พวกคุณ แล้วก็จะพูดเรื่องธรรมะที่ตัวได้ประพฤติปฏิบัติตามมา แล้วก็เพื่อนภิกษุสามเณรและญาติโยม ก็ต้องประพฤติปฏิบัติตาม ก็ควรรู้ ควรเห็น ควรเข้าใจเช่นเดียวกัน

วันนี้จึงจะเป็นการแสดงธรรมที่ตัวได้ประสบการณ์มา ญาติโยมและเพื่อนภิกษุสามเณรทุกคน เคยให้ทาน การทานเรียกว่าการให้ การให้ทานวัตถุสิ่งของนั้น ทุกคนทำได้ แต่การทาน อย่างที่ความโลภ โกรธ หลงเนี่ยะ ทานไม่ค่อยได้ เป็นการทานได้ยาก ดังนั้น จึงเจริญวิปัสสนาเพื่อให้เห็นแจ้งรู้จริง ตามความเป็นจริง

บัดเนี้ยะ การรักษาศีลก็เช่นเดียวกัน การรักษาศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ นั้น เรารักษาด้วยกาย เป็นสิ่งที่รักษาภายนอก อันนั้นก็ถือว่าดีแล้ว เป็นประเพณีและขนบธรรมเนียมของคนไทย และเป็นประเพณีขนบธรรมเนียมของพระสงฆ์องค์เจ้า เป็นขนบธรรมเนียมของญาติโยมผู้ที่แสวงหาธรรมะ คือทางพ้นทุกข์นั่นเอง

ต่อจากนั้น เราก็มาทำกรรมฐาน บางคนก็ทำพุท-โธ บางคนก็ทำสัมมาอรหัง นับหนึ่ง-สอง-สาม หรือพอง-ยุบ อานาปานสติ อันนั้นคงจะมี...ได้ทำกันมาแล้วไม่มากก็น้อย บางคนอาจจะไม่ได้ทำก็ได้

ดังนั้น กรรมฐานกับวิปัสสนาเนี่ยะ มันเป็นเพื่อนกัน และก็ไปด้วยกันไม่ได้ ทำไมจึงไปด้วยกันไม่ได้ เพราะกรรมฐานนั้นเป็นวิธีนั่งหลับตา ไปกับมืนตา(ลืมตา)ไม่ได้ บ้านหลวงพ่อเรียกว่ามืนตากับหลับตา ถ้าหลับตาแล้วเดินทางไม่ได้ ที่หลวงพ่อเคยทำมา วิธีพุท-โธก็ตาม สัมมาอรหังก็ตาม นับหนึ่ง-สอง-สามก็ตาม พอง-ยุบก็ตาม ดูลมหายใจเข้าสั้น-ออกยาว เข้ายาว-ออกสั้นก็ตาม ดูลมหายใจลมหยาบลมละเอียดก็ตาม อันนั้นเป็นวิธีที่หลับตา

แล้วก็นั่ง ใช้เวลานานๆ เจ็บแข้งเจ็บขา บ้านหลวงพ่อว่าเจ็บแอวนะ เจ็บหลังเจ็บแอว ทางนี้อาจจะว่าเจ็บแข้งเจ็บขา เจ็บหลังเจ็บเอว อาจจะว่าอย่างนั้นก็ได้ ก็ต้องทนทรมานเอา เพื่อเราอยากสงบ แล้วมันก็ดีได้ เพราะอาตมาเคยทำอย่างนั้น มันก็สงบได้ แต่สงบแบบไม่สงบ ฟังให้เป็น

สงบแบบไม่สงบ มีความหมายอย่างไร เราต้องฟังให้เป็น มันสงบในสมัย(เวลา)อยู่คนเดียว เข้าสังคมแล้วสงบไม่ได้ อาตมาทำเป็นอย่างนั้น แล้วก็มันขัดกับคำพูดคำสอนที่พระพุทธเจ้าสอนมา ขัดที่ตรงไหน ฟังกันให้ดี จดจำให้ได้ ตัวของอาตมาเองเคยเรียนกับครูบาอาจารย์ เคยสอนให้มาว่า ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความเบียดเบียนตนเอง และเบียดเบียนคนอื่นนั้น ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย ไม่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ควรศึกษาและไม่ควรปฏิบัติ ท่านสอนว่าอย่างนั้น

แต่ตัวหลวงพ่อเองนั่งเจ็บแข้งเจ็บขา เจ็บหลังเจ็บแอว เจ็บหลังเจ็บเอวนะ ก็ทนเอา อันนี้แสดงว่าเบียดเบียนตนเอง แต่ไม่รู้ อันนี้ก็แสดงว่ามันขัดนโยบาย จึงว่าวิปัสสนากรรมฐาน และสมถะกรรมฐานนั้นไปด้วยกันไม่ได้ พูดให้มันแรงๆ สักนิดเดียวนะวันนี้ แต่ว่าไม่แรง ถ้าคนสนใจจริงๆ แล้ว....ไม่แรง ทำอย่างนั้นมาเป็นเวลานาน แต่เราก็ทน ว่าเราเข้าฌานได้ สงบได้ ทำให้ตัวแข็งได้ แน่ะ....อันนั้นมันก็ดี แต่ว่ามันผิด

และบัดนี้มาพูดกันอีกตื่มคำหนึ่งว่า ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความไม่เบียดเบียนตนเอง และไม่เบียดเบียนคนอื่น นั่นแหละเป็นธรรม นั่นแหละเป็นวินัย นั่นแหละเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ควรศึกษาและควรปฏิบัติตาม บัดนี้เราไม่เข้าใจว่า ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความเบียดเบียนตนเอง หรือไม่เบียดเบียนตนเอง ไม่เข้าใจ หลวงพ่อเป็นอย่างนั้น

ต่อมาเมื่ออายุ ๔๖ ปี มานี่แหละก็เลยเข้าใจ อ้อ....ที่เราทำมานั้นมันดีแล้ว ดีแบบไม่รู้ ดังนั้น คนเข้าไปในถ้ำ เราจะมีไฟ จุดเทียนแล้วก็ตาม เคยพูดให้ฟังว่า เราจุดเทียน ไฟมันสว่างขึ้นมา แต่ความมืดมันไม่หนี มันอยู่ที่เรานี้เอง เอาไฟมาข้างหน้า มืดมันมาข้างหลัง เอาไฟมาข้างหลัง มืดมันมาข้างหน้า เอาไฟไปข้างซ้าย มืดมันไปข้างขวา เอาไฟไปข้างขวา มืดมันมาข้างซ้าย มันหลบอยู่ที่ตัวเรา เพราะเรายังอยู่ที่มืดนั้นเอง จึงว่าความสว่างในใจจึงไม่มี เมื่อไม่มีความสว่างในใจก็เรียกว่าหนักใจ หนักอกหนักใจ แต่ไม่เคยรู้ว่าหนักอกหนักใจ ไม่เคยรู้เลย มันเป็นอย่างนั้น

จึงว่า พวกเราเป็นผู้แสวงหาคุณธรรม คำสอนของพระพุทธเจ้า ต้องประพฤติปฏิบัติตนของตนให้เป็นที่พึ่งได้ ท่านว่าอย่างนั้น เมื่อพูดถึงตอนนี้ ก็อยากพูดไปให้มันฟังได้และเข้าใจได้ เพราะว่านานๆ เราจึงจะได้มา..มาพบกัน เมื่อมาพบกันแล้วก็ต้องพูดความจริงสู่กันฟัง

เจ้าชายสิทธัตถะกุมาร พระพุทธเจ้าของเราเนี่ยะ บวชเข้าไป แล้วก็ไปศึกษากับอาฬารดาบส อุทกดาบส สองอาจารย์นี้ ตอนเช้านี้ก็ถามโยมที่ไปทำสังฆทาน โยมก็ตอบมาว่า ไม่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าก็มี บางคนก็บอกว่าไม่รู้ อย่างนั้นก็มี เป็นธรรมดา

อาจารย์คนแรกสอนให้ได้สมาบัติเจ็ด เรียกว่า รูปฌานสี่ อรูปฌานสาม เข้าฌานออกฌานคล่องแคล่วว่องไว ได้เหมือนกับอาจารย์ทุกสิ่งทุกอย่างทุกแง่ทุกมุม อันนั้นก็แสดงว่ายังไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า ไม่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ถ้าพูดอย่างนี้ ไม่ตกใจนะ พวกเราฟังกันให้เป็น เพราะว่ายังไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า อันนั้นมันมีมาก่อน เป็นคำสอนของพราหมณ์ เป็นลัทธิของพราหมณ์ ไม่ใช่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่เราก็ยังทำ

ตัวของอาตมาเองก็ทำเช่นนั้น ก็อยากดี อยากมีฤทธิ์มีเดช อยากเหาะเหินเดินล่วงได้ อยากดำดินบินบนได้ อยากหายตัวได้ คิดอย่างนั้น ตัวอาตมาก็เช่นเดียวกัน แต่เพื่อนๆ อาจจะไม่คิดอย่างตัวของผม หรือญาติโยมอาจจะไม่คิดอย่างที่ตัวอาตมาเคยคิดก็ได้

จากนั้นก็ลาจากอาจารย์มาศึกษาเล่าเรียนกับอาจารย์คนที่สอง ชื่อ อุทกดาบส อาจารย์คนนี้สอนให้ได้สมาบัติแปด รูปฌานสี่ อรูปฌานสี่ เรียกว่าสมาบัติแปด เข้าฌาน ออกฌานคล่องแคล่วว่องไว ได้เหมือนกับอาจารย์ทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกแง่ทุกมุม อันนั้นก็ยังไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า แสดงว่าไม่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า อันนั้นเป็นลัทธิของพราหมณ์ เป็นศาสนาพราหมณ์ หรือเป็นของใครก็ไม่รู้ หรือจะพูดว่าเป็นของฤๅษีดาบสสมัยครั้งก่อนนั้นก็ได้ จะว่ายังไงก็ได้............


 

 

 



แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Sunday, 04 May 2008 )
 
< ก่อนหน้า   บทความถัดไป >
Advertisement

หนังสือแนะนำ

Advertisement

www.dhammajak.net
ธรรมจักร :: เว็บธรรมะออนไลน์