Home  • กระดานสนทนา  • สมาธิ  •  สติปัฏฐาน  • กฎแห่งกรรม  • นิทาน  • หนังสือ  •  บทความ  • กวีธรรม  • ข่าวกิจกรรม  • แจ้งปัญหา
คู่มือการใช้คู่มือการใช้  ค้นหาค้นหา   สมัครสมาชิกสมัครสมาชิก   รายชื่อสมาชิกรายชื่อสมาชิก  กลุ่มผู้ใช้กลุ่มผู้ใช้   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว  เช็คข้อความส่วนตัวเช็คข้อความส่วนตัว  เข้าสู่ระบบ(Log in)เข้าสู่ระบบ(Log in)
 
ได้ทำการย้ายไปเว็บบอร์ดแห่งใหม่แล้ว คลิกที่นี่
www.dhammajak.net/forums
15 ตุลาคม 2551
 หลวงปู่หล้า เขมปัตโต ตอบปัญหาธรรมะ (หมวดอื่นๆ) อ่านหัวข้อถัดไป
อ่านหัวข้อก่อนหน้า
สร้างหัวข้อใหม่ตอบ
ผู้ตั้ง ข้อความ
ปุ๋ย
บัวเงิน
บัวเงิน


เข้าร่วม: 02 มิ.ย. 2004
ตอบ: 1278

ตอบตอบเมื่อ: 28 ต.ค.2006, 2:38 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

Image

หลวงปู่หล้า เขมปัตโต
ตอบปัญหาธรรมะ (หมวดอื่นๆ)


1. คำถาม

หลวงปู่ค่ะหมู่คณะชอบมาถามว่าจิต ใจ สมอง อันเดียวกันหรือเปล่า จิต ใจ สมอง ทำหน้าที่ต่างกันอย่างไร


คำตอบ

จิตก็ดี ใจก็ดี มันสมองก็ดี ในทางบาลีพระพุทธศาสนา คำว่า ''จิต'' ถ้าแปลเป็นไทยก็ว่า "ใจ" คำว่า "มันสมอง" เรียกตามวิทยาศาสตร์ของชาวโลกปัจจุบัน แต่หลวงปู่ไม่ได้สนใจในมันสมอง ถือว่าเป็นของชาวโลกเขาใช้ก็เลยยกไว้เป็นส่วนหนึ่ง ส่วนจิตก็ดี ใจก็ดี มีความหมายอันเดียวกัน ผิดแต่เป็นภาษามคธ ใจเป็นภาษาไทยล้วนๆ เท่านั้น ส่วนจะดี หรือจะชั่วก็ขึ้นอยู่กับจิตใจดังกล่าวแล้วนั้น เหตุฉะนั้นการปฏิบัติจิตใจ ถึงมีในทางพุทธศาสนาเว้นไม่ได้เพราะนอกจากจิตใจแล้วไม่มีอันใดจะมีอิทธิพลมาฝึกใจได้


2. คำถาม

บุคคลกลุ่มหนึ่งชอบกล่าวถึงว่าพระองค์นั้นองค์นี้เป็นพระอรหันต์ หลวงปู่เองก็มีผู้มีจดหมายถามว่า หลวงปู่เป็นพระอรหันต์หรือเปล่า และบางครั้งยกยอให้หลวงปู่เป็นพระอรหันต์ หลวงปู่ก็ได้เมตตาตอบจดหมายเขาเหล่านั้น


คำตอบ 1

ขออภัยจากท่านผู้อ่านผู้ฟังมากๆ เพราะตอบจดหมายนี้ยังพร่องอยู่ที่ให้คะแนนหลวงปู่ว่าเป็นพระอรหันต์ แท้จริงแล้วหลวงปู่หาพระอรหันต์ในสกลกาย สกลวาจา สกลใจมาช้านานแล้วไม่พบเลย พบแต่กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขารเท่านั้น แม้จิตสังขารเล่าก็เกิดดับเร็วยิ่งกว่าพยับแดด ติดต่อกันเป็นรอบๆ เป็นพืดหาระหว่างมิได้ สกลกาย สกลวาจา สกลใจนี้เองที่รวมเรียกว่าขันธ์ 5 เกิดขึ้นแล้วก็แปรดับหาระหว่างมิได้

อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาก็เรียกคือผลรับ (ลัพธ์ตัวนี้ก็ว่าได้อีก) การปฏิบัติกาย วาจา ใจให้ถูกทางเป็นหนทางสู่พระอรหันต์เท่านั้น ไม่ใช่กาย วาจา ใจเป็นพระอรหันต์ ถ้าปฎิบัติผิดเล่าก็เป็นหนทางไปสู่ความเสื่อมจิปาถะ นรกก็ว่าเพราะมันรกอยู่ที่จิตใจรกเดือดร้อน ธรรมแท้ของพระอรหันต์แล้วไม่ได้ แอบกิน อยู่กับกาย วาจา ใจ และผู้รู้ใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งอดีต อนาคต ปัจจุบันด้วย จิตก็ว่าง ธรรมก็ว่าง จากผู้ไปยึดถือ เอาเป็นเจ้าของ สูญๆ สานๆ ก็ไม่มีใครไปยึดถือด้วย

เมื่อมีผู้สรรเสริญว่าหลวงปู่เป็น พระอรหันต์ หลวงปู่ก็เฉยเสียไม่รับ ไม่ปัด และคำว่าหลวงปู่ก็เป็นคำสมมติตามวัยของ โลกที่ใช้กัน หลวงปู่ หลวงทวดแท้ในทางปรมัตถ์ ก็คือคุณของพุทธ ธรรม สงฆ์อันทรงไว้ซึ่งพระนิพพาน หลวงตาแท้ หลวงพ่อแท้ หลวงปู่แท้คือพุทธ ธรรม สงฆ์ดังกล่าวแล้ว ต่ำกว่านั้นลงมาก็สมมติกันตามเป็นจริงของชาวโลก เพื่อให้มีต่ำมีสูง

จริงตามสมมติเป็นความหมายตื้น จริงตามปรมัตถ์เป็นธรรมอันลึกซึ้ง จะสมมติและปรมัตถ์ไปทุ่มเถียงกันก็แปลว่าไม่รู้สมมติตามเป็นจริงของสมมติ ไม่รู้ปรมัตถ์ตามเป็นจริงของปรมัตถ์ (ก็มัดให้ผู้ไม่รู้สงสัยซ้ำไปอีกเพราะใจมัดตน) ตามจดหมายก็ถามถึงสุขภาพของหลวงปู่ เออ...ก็พอประทังๆ ไปตามยถากรรมของคนแก่ แต่ก็ไม่พ้นคำว่าตายๆ ตามสมมติ แต่ความดีความชั่วที่สร้างไว้แล้ว ไม่ได้ตายไปจากใจ ติดตามไป เว้นพระอรหันต์เสียเพราะพระอรหันต์ทรงอยู่เหนือดีชั่วแล้ว เพราะดีก็ทำพอแล้วไม่มีการทำอีกชั่วก็เว้นพอแล้วไม่มีการเว้นอีกจึงเรียกได้ว่าจบกิจธุระ

ในพระพุทธศาสนาไม่มีเจตนา หรือจิตอื่นเป็นเจ้าหัวใจ มีผู้ยกยอปอปั้นเราว่าเป็นพระอรหันต์ก็อย่าดีใจ เพราะพระวินัยทรงห้ามปรามไว้แจ่มแจ้งแล้ว พระอรหันต์ไม่มีในรูปกายนามกายคือขันธ์ห้า เพราะรูปกาย นามกาย ขันธ์ 5 เป็นขันธ์ มาร กิเลสมารก็เข้าไปสิงถือเอาเป็นตัวตน เรา เขา สัตว์บุคคลชนะกิเลสมารด้วยพระปัญญาญาณอันถ่องแท้

แน่ใจมารทั้งหลายก็หายหน้าไปพร้อมกันทันเวลาพริบตาเดียว รู้เท่าอันใด อันนั้นก็หายไป เพราะไม่ได้มาสงสัยอันนั้นอีก ใช่หรือไม่ ใจที่ฝึกฝนดีแล้วกลายเป็นทรงธรรมอันไม่ตาย ไม่ได้มาบัญญัติว่าใจอีกพระอรหันต์ที่มรณะภาพแล้วไม่ สมฐานะที่จะบัญญัติว่าใจ เป็นแต่เพียงบัญญัติว่าธรรมอันไม่ตาย ธรรมทรงธรรม นิพพานทรงนิพพาน


คำตอบ 2

จดหมายของลูกๆ นั้น หลวงปู่ได้รับทราบแล้วรู้สึกซาบซึ้งใจในสัมมาวาจาที่ลูกๆ พูด ที่ลูกๆ ปรารภ การที่ลูกๆ ให้คะแนนหลวงปู่เป็นพระอรหันต์นั้นมันเป็นเรื่องของลูกๆ ต่างหาก ไม่ใช่เลยของหลวงปู่เลย หลวงปู่มาตรวจดูในรูปขันธ์ก็เป็นแต่สักว่ารูปขันธ์ ไปเสีย มาตรวจดูในนามขันธ์ก็เป็นแต่สักว่านามขันธ์ไปเสีย มาตรวจดูผู้รู้ก็เป็นแต่สักว่าผู้รู้ไปเสีย มาตรวจดูในคำว่าหลวงปู่ก็เป็นแต่สักว่าคำว่าสมมติหลวงปู่ไปเสีย พระอรหันต์ไม่มีในหลวงปู่เสียแล้ว เหตุนั้นหลวงปู่จึงไม่ดีใจเสียใจในเรื่องนี้

อนึ่งรูปขันธ์ นามขันธ์ก็ดีที่เรียกว่าเราๆ เขาๆ ท่านๆ ตลอดถึงจิตใจและผู้รู้ ถ้าปฏิบัติถูกก็เป็นศีล สมาธิ ปัญญา เป็นหนทางเดินเข้าสู่พระนิพพาน เหตุนั้นผู้รู้ในอดีตผู้รู้ในปัจจุบัน ผู้รู้ในอนาคตจึงไม่ใช่พระอรหันต์ ถ้าทำถูกก็เป็นหนทางเพื่อเข้าสู่พระนิพพานก็มีรสชาติและความหมายอันเดียวกัน แปลกกันแต่คำว่าชื่อเท่านั้น

สุดท้ายด้วยเดชพระพุทธ ธรรมสงฆ์จงเป็นสุขทุกทั่วหน้าในโลกุตรธรรมของบรมศาสดาอยู่ทุกเมื่อเทอญ


3. คำถาม

การทำบุญกับพระสุปฏิปันโน มีพระโสดาบัน สกิทาคา อนาคา อรหันต์ได้บุญมากโดยลำดับ หรือพระที่ท่านออกจากนิโรธสมาบัติ เนื่องจากทุนน้อยจึงอยากให้หลวงปู่ชี้แนะบอกวิธีสังเกตสังกา (จะได้ทำบุญไม่สูญเปล่าครับ) ว่าพระที่กล่าวมา มีลักษณะอะไรเป็นข้อสังเกต ข้อพิจารณา (อย่างนี้คนเขาก็เลือกทำกับพระอรหันต์สิครับเพราะได้บุญมาก)


คำตอบ

การทำบุญเราจะเลือกพระนั้นมันก็ต้องขึ้นอยู่กับใจของเรา แต่ส่วนหลวงปู่ต้องพิจารณาว่าข้อวัตรปฏิบัติของพระเหล่านั้นไปแถวใด ไปแถวไสยศาสตร์ หรือพุทธศาสตร์ ท่านเหล่านั้นเท่าที่สังเกตบวชเพื่อเลี้ยงชีวิต หรือเพื่อลาภยศ หรือเพื่อพ้นทุกข์ในวัฏสงสาร เราก็คงพออ่านออก เรื่องแผ่ๆ ขอๆ เรี่ยๆ ไรๆ มีหรือไม่ มีข้อวัตรรักใคร่ในการปฏิบัติหรือไม่คำพูดคำสอนของท่านหนักไปในทางอามิส หรือในทางโลกุตรเพื่อหลุดเพื่อพ้นเสนาสนะที่อยู่ที่อาศัยวิเวกบ้างหรือไม่ เราดูก็คงรู้แพล็บเดียวกระมัง (แต่เท่าที่ลูกๆ หลานๆ ทำบุญมาแล้วนั้นมันก็เท่ากับว่าเลือกครูบาอาจารย์ และพระเจ้าพระสงฆ์ถูกแล้ว)



มีต่อ >>> หน้า 2
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวMSN Messenger
ปุ๋ย
บัวเงิน
บัวเงิน


เข้าร่วม: 02 มิ.ย. 2004
ตอบ: 1278

ตอบตอบเมื่อ: 28 ต.ค.2006, 3:18 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

4. คำถาม

หลายคนมีความคิดว่า น่าจะไปทำบุญกับวัดที่จนๆ ขาดแคลนห่างไกลชนบทไม่น่าจะไปทำบุญกับวัดที่รวยมีเจ้าอาวาสดังๆ เป็นที่เคารพของพุทธศาสนาทั่วไป อยากขอความเห็นของหลวงปู่ครับว่าผิดถูกประการใด


คำตอบ

จะว่าถูกก็ถูก ถ้าปรารภตามอดีตชาติแล้ว ผู้เคยได้ทำบุญร่วมกันมาแต่ภพก่อนชาติก่อนแล้ว จะดีหรือไม่ดีก็บันดาลได้ทำบุญร่วมกันเพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันต้องเกี่ยวกับบุญที่โยงมาแต่ภพก่อนชาติก่อนอันเคยได้ร่วมกันข้อนี้สำคัญมาก


5. คำถาม

หลวงปู่ครับ แบบที่ผมปฏิบัติถูกต้องไหม คือ ภาวนาอย่างนี้ "พระพุทธเจ้าถ้าลูกตายเดี๋ยวนี้ลูกขอไปนิพพานเดี๋ยวนี้" ผมภาวนาแบบนี้ทุกลมหายใจ และภาวนาแบบนี้ทุกวันและรักษาศีล 5 บริสุทธิ์ หลวงปู่ครับผมขอถามความจริงจากหลวงปู่ดังนี้ ขอให้หลวงปู่ตอบความจริงกับหลานด้วยครับ

1. หลวงปู่สำเร็จฌาน 8 และกสิณทั้ง 10 กองแล้วใช่ไหมครับ
2. หลวงปู่ถอดกายทิพย์ได้แล้วใช่ไหมครับ
3. หลวงปู่เป็นพระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณแล้วใช่ไหมครับ
4. หลวงปู่เข้านิโรธสมาบัติบ่อยไหมครับ

หลวงปู่เมตตาตอบความจริงให้ผมด้วยนะครับ หลวงปู่ครับผมไม่ปรารถนาปฏิบัติที่บ้าน ผมไม่ต้องการปฏิบัติธรรมที่วัดผมต้องการปฏิบัติธรรมในป่า ต้องการความวิเวก ผมไม่ปรารถนาเป็นพระอรหันต์สุขวิปัสสโก ผมปรารถนาจะเป็นพระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณที่รอบรู้ทุกสิ่ง มีความฉลาดในการแสดงธรรมอย่างหลวงปู่หล้า

หลวงปู่ครับ พระอภิญญาทั้งหลายนั้นเขามีวิธีทำอย่างไร คือ การเสกนกไปไหนก็ได้นั้น เขามีวิธีเสกอย่างไรครับหลวงปู่ครับที่ผมมีความทุกข์ก็คือ ผมปรารถนาถอดกายทิพย์ออกจากร่างกายจากประวัติที่ผมเล่าคือ ประวัติหลวงปู่ปาน ประวัติหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ประวัติหลวงปู่สุขวัดมะขามเฒ่า ชาวบ้านทั่วไปสามารถไปนรก สวรรค์ด้วยนกศักดิ์สิทธิ์ที่เกิดจากการเสก หลวงปู่หล้าครับ ผมอยากได้ธรรมะของหลวงปู่ และผมก็อยากได้ของศักดิ์ดังที่กล่าวมาแล้ว หลวงปู่ครับที่ผมปรารถนาแก้วอมชานนั้นก็เพื่อเอามาอธิษฐานไปนรก หรือสวรรค์ กายทิพย์ก็จะถอดออกจากร่างไปนรก หรือสวรรค์ที่ตนปรารถนาทันที

แต่ก็มีพระผู้มีอภิญญามีฤทธิ์บางท่านสามารถเขียนภาพนกขี่ไปนรก หรือสวรรค์ก็ได้ หลวงปู่ผมสงสัยผ้าประเจียดของหลวงปู่สุขทำให้คนเดินบนน้ำได้อย่างไร ทั้งที่คนเหล่านั้นไม่สำเร็จฌาน 4 หรืออภิญญาสมาบัติใดๆ เลย เขาเหล่านั้นแค่ถือผ้าประเจียดก็เดินบนน้ำได้แล้ว หลวงปู่หล้าครับหลวงปู่ก็เป็นพระอภิญญาที่สำเร็จเป็นพระอรหันตตผล และทรงไว้ซึ่งปฏิสัมภิทาญาณ หลวงปู่เคยผ่านการแสดงฤทธิ์มาแล้ว หลวงปู่ช่วยผมสักครั้งไม่ได้หรือ จุดมุ่งหมายของผมจริงๆ คือ ถอดกายทิพย์ไปฟังธรรมเท่านั้น

คำตอบ

ตอบข้อถามดังต่อไปนี้

1. หลวงปู่ไม่สำเร็จฌาน 8 และกสิณทั้ง 10 กอง

2. หลวงปู่ถอดกายทิพย์ยังไม่ได้

3. หลวงปู่ไม่ใช่พระอรหันต์ประเภทใดๆ เลย

4. หลวงปู่ไม่ได้เข้านิโรธสมาบัติ ฌานก็ดี สมาบัติก็ดี ฌานังแปลว่าเพ่งอยู่สมาธิแปลว่าการตั้งมั่นในการเพ่งอยู่ ปัญญาแปลว่ารอบรู้ในการเพ่งอยู่ในเป้านั้นๆ

5. ที่ไม่ปรารถนาปฏิบัติอยู่ในบ้านนั้นมันก็ถูกอยู่กับบุคคลผู้ใจสูง และผู้จะตัดกังวลโดยง่าย

6. ที่ปรารถนาเป็นพระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณนั้น มันก็ขึ้นอยู่กับแต่ละท่าน ผู้ชอบมันก็ถูกของใครของมัน แต่ตามธรรมชาติของหลวงปู่แล้ว หลวงปู่หนักไปในทางสุขวิปัสสโก เพราะต้องการปัญญาแก่กล้า สุขวิปัสสโกนี้เจริญสมถะส่วนเดียว วิปัสสนา 3 ส่วนบวกกันไปในตัว ส่วนปฏิสัมภิทา 4 นั้น ต้องเจริญสมาธิ 3 ส่วน วิปัสสนาส่วนเดียวบวกไปในตัวขณะนั้นๆ และหลวงปู่หนักไปทางว่าจะเป็นพระอรหันต์ชั้นไหนๆก็ตาม หรือจะเป็นแบบไม่มีชื่อเสียงก็ตาม (แต่มีข้อแม้อยู่ว่าอย่าได้สงสัยสิ่งใดๆ ในโลกเลย) ฌานก็ สมาธิก็ดี ศีลก็ดีกลมกลืนกันอยู่ในปัจจุบันแล้วตามฐานะของใครของมันคล้ายกับหนัง เนื้อ เอ็น กระดูกซึ่งอาศัยอยู่ด้วยกันผู้นั้นก็จะรู้ตัว หรือไม่ก็ไม่เป็นปัญหา

7. เรื่องแก้วอมชาน หลวงปู่ไม่เคยได้ยินเรียกชื่อสมมติอันนี้มาแม้ในวงศ์ของหลวงปู่มั่นท่านก็ไม่เคยมาสอน เมื่อเป็นดังนี้ก็รอไว้เพียงเท่านี้ และหลวงปู่ขณะนี้ได้ยินแล้วก็ไม่อยากสนใจเลย แต่เข้าใจไปทางหนึ่งว่า ทางนี้คงเป็นไปทางไสยศาสตร์ คงจะไม่เป็นพุทธศาสตร์และเรื่องขี่นก ขี่หนูไปที่นั่นที่นี่ก็เหมือนกัน ถ้าเรื่องขี่นกขี่หนูไปเป็นเรื่องสำคัญเรื่องผู้ที่เขาขี่เครื่องบินไปมันก็สำคัญเหมือนกัน แต่ให้เข้าใจว่าจะขี่อะไรไปก็ตายเป็นเหมือนกัน เกิดดับเป็นเหมือนกัน ถ้าหากว่าปัญญารู้แบบนี้แล้ว สติปัญญากลายเป็นนกกลายเป็นโทรเลขถึงกันแล้วจะจัดว่าปัญญาจักขุ จักษุคือปัญญาก็ถูก

8. การภาวนาว่า "พระพุทธเจ้าถ้าลูกตายเดี๋ยวนี้ลูกขอไปนิพพานเดี๋ยวนี้" ข้อนี้แหละถูกมาก คำว่ายินดีในพระนิพพานขณะที่ตายนั้นก็ส่อแสดงให้เห็นว่าได้ไปเห็นพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์แล้ว ไม่ได้ขี่นกขี่หนูไปเลย กระแสของพระปัญญาเร็วนัก ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ด้านปัญญาเป็นของสำคัญมาก ขอให้เข้าใจว่าฌานและสมาบัติพร้อมทั้งฤทธิ์เดชทั้งปวงอันแสดงได้ที่เนื่องมาจากองค์ฌานก็ดี ตลอดนิโรธสมาบัติก็ดีสิ่งทั้งหลายเหล่านี้แหละอยู่ใต้อำนาจอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอันละเอียด เพราะหมดกำลังก็ถอดออกมา แม้นิโรธสมาบัติก็เข้าไปได้เพียง 7 วันเท่านั้น เมื่อหมดกำลังก็ถอดออกมาอยู่ใต้อำนาจของไตรลักษณ์ และให้เข้าใจว่าไตรลักษณ์ก็ดี อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาก็ดี หรือธรรมนิยามสูตรก็ดี ก็มีความหมายอันเดียวกัน

อนึ่ง ที่กล่าวว่าอยากไปพบพระพุทธเจ้านั้น เป็นการถูกต้องแล้วแต่มีคำที่เน้นว่าในทางพุทธศาสนายืนยันว่า ผู้ใดเห็นธรรมชั้นใดๆ ก็เห็นพระพุทธเจ้าในชั้นนั้นๆ ผู้ไม่เห็นธรรมจะมาจับชายจีวรพระองค์อยู่ก็ยืนยันว่ายังไม่เห็นพระองค์ ดังนี้เป็นต้นและอีกประการหนึ่ง คำสอนของพระพุทธศาสนาถ้าจะปรารภในทางปัญญาแล้วก็คล้ายกับว่าพระพุทธเจ้าที่ล่วงไปแล้วทุกๆ พระองค์ก็ดี ที่จะมาในข้างหน้าก็ดีมีในปัจจุบันมีความหมายอันเดียวกัน เมื่อพระพุทธเจ้าทั้งหลาย (ตามธรรมชาติแล้วมารวมกันอยู่ในปัจจุบัน) ตลอดถึงพระธรรม และพระอริยสงฆ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่านั้นด้วย

เมื่อเป็นดังนี้ก็เข้าใจชัดว่าได้เห็น ได้ฟัง ได้ยินเสียงพระพุทธเจ้าทั้งหลายเทศนาคำเดียวกันไม่ผิดเพี้ยนกันแม้แต่น้อยเลย และก็ยังไม่ลงธรรมมาสน์ด้วย เมื่อปัญญาอันเห็นชัดอย่างนี้แล้วก็เข้าใจว่าเห็นพระพุทธเจ้าทั้งหลายทุกๆ พระองค์แล้วใช่ หรือไม่ เอาปัญญามาถามปัญญา เอาปัญญาตอบปัญญาเอาโลกุตรธรรมถามตอบโลกุตรธรรมนี้เทียบให้เห็นเพื่อให้เข้าใจชัดจะไปเรียนวิชากับฤาษีดาบสขี่นกขี่หนูไปหาพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามันก็กลายเป็นทางโค้งโดยไม่รู้ตัว



มีต่อ >>> หน้า 3
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวMSN Messenger
ปุ๋ย
บัวเงิน
บัวเงิน


เข้าร่วม: 02 มิ.ย. 2004
ตอบ: 1278

ตอบตอบเมื่อ: 28 ต.ค.2006, 11:23 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

6. คำถาม

ฉบับนี้ผมขอถามปัญหาธรรมเหมือนเช่นเคยนะครับ


1. การนั่งสมาธิเราจะนั่งอย่างไงให้ได้เกิดปัญญาจนถึงมรรคผลต่างๆ ได้ หรือว่าแค่นั่งสมาธิอย่างเดียวไม่พอต้องทำอย่างอื่นด้วย อย่างไรจึงเรียกสมาธิหัวตอ สมาธิหลับตา อย่างใดจึงเรียกสมาธิปัญญาครับ

2. ทำไมพระสงฆ์ท่านตื่นขึ้นตี 3 ตี 4 ได้ แต่ทำไมผมทำไม่ค่อยได้ทำอย่างไรผมจึงจะกำจัดสิ่งที่ทำให้ผมขี้เกียจได้ครับ

3. ทำไมถึงต้องมีสมณศักดิ์ด้วย ไม่มีได้ไหม ทำไมทางโลกจึงต้องทำให้พระมีสมณศักดิ์ ทั้งๆ ที่ท่านหวังที่จะพบมรรคผลนิพพาน แต่แล้วกลับเป็นผลร้ายตามความคิดของผมยิ่งทำให้พระเราหลงในลาภ (สำหรับพระบางองค์นะครับ) และยิ่งสมณศักดิ์สูงยิ่งทำให้เหินห่างจากหระชาชนผู้มีฐานะต่ำ

4. มีข้อปฏิบัติอย่างไร เราจึงจะเป็นผู้สะอาด สว่าง สงบ

5. ทำไมมหาเถรสมาคมจึงไม่พระสงฆ์แจกพระอย่างเดียว ไม่ขายและห้ามซื้อขายพระด้วยครับ เพราะผมคิดว่าถ้าห้ามทำพระก็คงเป็นไปไม่ได้ แต่ทำไมไม่ห้ามขาย ถ้ามีผู้มาอ้างว่าทำพระไปขายเพื่อสาธารณะประโยชน์ แต่อุดมการณ์กับปฏิบัติจึงขัดแย้งกัน (อุดมการณ์คือนำเงินมาสร้างเช่น สร้างวัด แต่การปฏิบัติคือทำพระขาย ดูแล้วมันขัดแย้งกันอย่างไรไม่รู้ครับ คือแทนที่เขาจะนำประชาชนไม่ให้หลงงมงายกลับทำให้คนยิ่งงมงายหาพระเครื่อง)

6. ที่มีคนกล่าวว่าพระพุทธศาสนานั้นไม่มีการรบกับศาสนาใดๆ แต่จะเข้าไปแทรก และใช้ความดีของพุทธศาสนาที่มีอยู่ในตัวทำให้คนในลัทธิศาสนาอื่นหันมานับถือจริงหรือไม่ และการที่พระสงฆ์ไปห้ามไม่ให้ตั้งศาลพระภูมิจึงไม่ใช่หลักพระพุทธศาสนา

7. วิธีที่เรียกว่าธรรมกายของสำนักธรรมกายนั้นจะเป็นวิธีที่สามารถเข้าถึงนิพพานได้ไหม หรือเข้าได้แต่ดวงพระธรรมกาย

8. วิธีที่จะรู้ได้ว่าสิ่งไหนคือพระพุทธศาสนาคือพิธีของพุทธศาสนาคือธรรมแบบอย่างของพุทธศาสนา มีบ้างหรือไม่ครับ

ทั้งหมดมีอยู่ 8 ข้อครับ และเมื่อผมนั่งสมาธิแล้วทำไมถึงง่วงอยากจะหลับนัก และเมื่อนั่งสมาธิแล้วเราจะทราบอย่างไรว่าเราเกิดมรรคผลแล้ว ขอให้หลวงปู่ช่วยอธิบายไว้ตอนท้ายด้วยนะครับ

คำตอบ

จดหมายได้รับวันนี้ ก็ตอบวันนี้รู้จักความหมาย ในจดหมายทุกประการแล้ว

1. การนั่งสมาธิจะนั่งพับเพียบก็ได้ อย่าให้หลังขด และไม่ให้ยืดเกินไป ไม่ให้กดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และไม่ให้ทำขึงขังอีกด้วย และไม่ให้ทำอ่อนแอเกินไป ให้อยู่ตามธรรมชาติ ทำจิตให้สบายเสียก่อน ถ้านั่งหลังขดเกินไปก็อยู่ในท่าอ่อนแอเลือดเดินไม่สะดวก เพราะกระดูกสันหลังขบกัน แม้จะทำยืดยื้อเกินไปก็คล้ายกับคนถูกแขวนคอ ที่ว่ามานี้หมายความว่านั่งพับเพียบ จะพับทางซ้าย หรือทางขวาก็แล้วแต่ แม้นั่งสมาธิก็นั่งแบบเดียวคือไม่ให้อ่อนแอนัก ไม่ให้ยืดยื้อเกินไปนัก และที่ว่าสมาธิหัวตอนั้น คือกำหนดสิ่งเดียวเกินไปยกอุทาหรณ์ เพ่งลมมากระทบในที่ลมถูกต้องที่หายใจออกเข้า

เมื่อจับได้สมควรแล้วก็ให้เห็นชัดลมหายใจออกเข้าอยู่นี้ไม่มีเงื่อนต้นเงื่อนปลาย แม้สังขารที่วนเวียนอยู่ก็ไม่มีข้างหน้าข้างหลังเหมือนลมหายใจที่เข้าออกอยู่นี้นี้หรือที่เรียกว่าอนิจจังหาระหว่างมิได้ จะเรียกว่ากายสังขารก็ได้ให้เข้าใจพร้อมกับลมหายใจออกเข้านี้เรียกว่า สมาธิปัญญาสัมปยุต...อย่างนี้แหละที่เรียกว่าสมาธิปัญญาสัมปยุตอยู่ในขณะเดียวกับสมาธินั้น ส่วนผลนั้นก็คือความรู้ที่ตาม เป็นจริงในสมาธิ และปัญญาที่สมดุลย์กันอยู่ มันก็มีทั้งเหตุ และผลสมดุลย์กันอยู่ เราจะแยกเหตุ และผลออกจากกันมันก็ไม่ได้อีกล่ะ เพราะคล้ายกับหนัง, เนื้อมันติดกันอยู่ ต้องอิงอาศัยกันในขณะเดียวกันนั่นแล

2. ที่พระสงฆ์ตื่นขึ้นตี 3 ตี 4 ได้นั้นก็เพราะเหตุความพยายาม และหัดเอาเพราะความสำเร็จอยู่กับความพยายาม ถ้าจะเอาตามกิเลสแล้วมันไม่อยากลุกเสียเลยมันต้องขอเพิ่มอีกในการเคลิ้มหลับอยู่ ดังนี้ จะกำจัดความขี้เกียจก็ต้องเอาความไม่ขี้เกียจมาชนะเท่านั้นจึงจะชนะได้ เช่นเวลามันมืดก็ต้องจุดไฟให้สว่างเท่านั้น ดังนี้เป็นต้น

3. การที่ทำให้มีสมณศักดิ์ก็เพราะเหตุว่าทางฆราวาสผู้ใจสูงให้คะแนนแก่พระพุทธศาสนาเพื่อส่งเสริมพระพุทธศาสนาไว้ ถ้าหากว่าพระเป็นผู้รู้ตัว ก็ไม่ควรไปติดอยู่ ถ้าไม่รู้ตัวแล้วไม่มีผู้ให้ก็แสวงหาอามิสอยู่นั้นเอง ถ้าหากว่าเห็นชัดในอามิสทั้งปวงว่าเกิดขึ้นด้วยธาตุดิน น้ำ ไฟ ลมที่จิตสังขารปรุงแต่งขึ้นเพื่อเป็นของนิยมกันในโลก ถ้าหากว่ารู้ตามเป็นจริงว่าวัตถุนิยมนี้เกิดขึ้นแล้วก็แปรปรวน และแตกสลายไป

ดินแตกไปเป็นดิน น้ำแตกไปเป็นน้ำ ไฟแตกไปเป็นไฟ ลมแตกไปเป็นลม แม้หนังหุ้มอยู่โดยรอบก็โดยนัยเดียวกัน เมื่อรู้ตัวตามเป็นจริงอย่างนี้แล้ว ท่านผู้ใดจะเอาวัตถุนิยมมาให้มันก็มีเครื่องแก้อยู่ในตัวแล้ว แต่มันก็ขึ้นอยู่กับผู้มีกิเลสน้อยกิเลสมาก เพราะบางคนบวชมาเพื่อพ้นทุกข์ บางคนบวชมาเพื่ออามิส สิ่งเหล่านี้จะให้เจตนาเสมอกันไม่ได้ เพราะเหตุว่าบารมีสร้างมาแต่ชาติก่อนไม่เสมอกัน

4. ข้อปฏิบัติเพื่อความสะอาด สว่าง สงบนั้น เราพิจารณาตามเป็นจริงเป็นต้นว่าหนังหุ้มมอยู่โดยรอบนี้ เป็นของสวยจริงหรือ ถ้าเป็นของสวยจริงก็จะลงคะแนนให้ ถ้าเป็นของไม่สวยจริงก็ขอให้มีสิทธิ์บ้าง จะสมมุติว่าลอกหนังออกหมดเหมือนลอกหนังกบแล้วสีสันวรรณะ และกลิ่นจะเป็นอย่างไร จะสวยสะอาดจริงหรือ ถ้าสวยสะอาดจริงก็จะให้คะแนนถ้าไม่สวยสะอาดจริงก็ขอให้มีสิทธิ์พิจารณาบ้างอย่าได้ไปด่วนในเรื่องรัก และสวยหน้าเดียว ดังนี้เป็นต้น ต้องพิจารณาอย่างนี้ ศีลธรรมจึงจะสูงขึ้นในใจ

และอีกอย่างหนึ่งรสของความโกรธนี้เป็นสบายใจดอกหรือ ถ้าเป็นที่สบายใจก็จะเอาไว้เป็นมรดก ถ้าไม่เป็นที่สบายใจก็ขอให้มีอิสระพิจารณาบ้างอย่าได้ด่วนโกรธ อย่าได้ด่วนรักดังนี้เป็นต้น และอีกอย่างหนึ่ง ในสกลร่างกายนี้เป็นของแก่ เจ็บ ตายจริงหรือไม่ หรือหากว่าเป็นจีรังยั่งยืนอยู่ ไม่ลดตำแหน่งไปไหน มีสีสันวรรณะตามเดิมอยู่หรือ หากเฒ่าแก่หย่อนยานแก้มตอบฟันกร่อน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ต้องพิจารณาให้เห็นเท็จเห็นจริง อย่าได้ประมาทเลย ใจและศีลธรรมก็จะสูงขึ้นไปเอง ก็จะไม่เป็นทาสแห่งความหลงที่เคยหลงมาจนสอบได้ชั้นเอก ก็จะถึงบางอาหรือบางโอ เหล่านี้เป็นต้น

5. เรื่องขายพระ...มติอันนี้เป็นธรรมอันลึกซึ้ง ถ้าปรารภไปมากก็ภัยๆๆๆ เมื่อรู้แล้วก็อุบเฉพาะส่วนตัวเอาตัวรอด จะไปแบกโลกก็ไม่ได้ เพราะเป็นภัยอย่างมหันต์ "ที่จริงแล้วมันก็ไม่สมควรทั้งนั้น"

6. พระพุทธศาสนาเป็นของคนเลื่อมใสเองก็จริง แต่ไม่ได้กระทบกระเทือนให้ลัทธิอื่นมาเลื่อมใส แต่มีข้อควรคิดว่าในพุทธศาสนา ครูบาอาจารย์และบิดามารดา มิตรสหายที่ดี สิ่งไหนเป็นประโยชน์ก็ส่งเสริม สิ่งไหนไม่เป็นประโยชน์ก็กีดกัน จึงจัดว่ารักกัน แต่เมื่อเหลือวิสัยชักจูงไม่ได้ ก็ต้องวางเฉยไม่จองเวร ดังนี้เป็นต้น

7. ธรรมกายก็ตาม ธรรมใจก็ตามถ้ายังมีโลภ โกรธ หลงอยู่ก็เป็นพระอรหันต์ไม่ได้ โลภ โกรธ หลงมีอยู่หรือไม่นั้นเป็นหน้าที่ของเจ้าตัวจะรู้เอง ไม่เป็นหน้าที่จะไปหาพรรคหาเสียง ดังนี้เป็นต้น

8. สิ่งที่เป็นธรรมเป็นวินัยของพุทธศาสนานั้น ยืนยันว่า
ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความกำหนัดย้อมใจ ๑

ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความประกอบทุกข์ไม่มีประโยชน์ เช่นยืนขาเดียว อ้าปากกินลมเป็นต้น หรืออดอาหารจนขนหล่น จนร่างกายผอมแห้งจนซัดไปเซมา ๑

ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อสะสมกองกิเลสราคะ โทสะ โมหะให้ทวีขึ้น ๑

ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความอยากใหญ่ เรียกว่ามักใหญ่ใฝ่สูงเกินชาติกำเนิดของตน ๑

ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความไม่สันโดนยินดีด้วยของมีอยู่คือมีนี่แล้วอยากได้นั่นไปเที่ยวกระทบเบียดเบียนคนอื่นในทางตรง และทางอ้อมโดยสุภาพ หรือไม่สุภาพ ๑

ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อคลุกคลีกด้วยหมู่คณะโดยไม่รู้จักเงียบสงัดภาวนาทำด้วยความเพียรส่วนตัว ๑

ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความเลี้ยงยาก ๑

ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน ๑

ธรรมทั้ง 8 ข้อนี้ไม่ใช่ธรรมไม่ใช่วินัย ไม่ใช่คำสอนของพระบรมศาสดา ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อตรงกันข้ามใน 8 ข้อนี้ จึงเป็นธรรม เป็นวินัย เป็นคำสั่งสอนของพระบรมศาสดาให้ปฏิบัติตามส่วนอีกคำถามหนึ่งว่า การนั่งสมาธิมักง่วงนั้น มีเหตุผลหลายอย่างเช่น กินจุก็มักง่วง ทำงานเหนื่อยเกินไปก็มักง่วงหรือแต่ชาติก่อนเคยเป็นงูเหลือมมาก็มักง่วง และธาตุขันธ์สบายดีมากก็มักง่วง ฯลฯ เหตุที่จะละความง่วงนั้น

1. อย่ากินจุมาก ยังอีก 4 หรือ 5 คำจะอิ่มก็ดื่มน้ำซะ

2. ให้จำแสงสว่างในตอนกลางวันไว้ว่ามีลักษณะเป็นอย่างไรแล้วเพ่งแสงสว่างนั้น

3. ให้เอาน้ำลูบตา แหงนดูดาวทั้ง 4 ทิศ

4. ให้เอามือรูปกาย ลูบไปลูบมาให้มีสติอยู่ที่ลูบไปลูบมานั้น

5. ให้จุดเทียนเป็นแสงไปขึ้นจะเล็กน้อยก็ตามแล้วให้เพ่งดู ว่า "ไฟๆๆๆ" เมื่อหลับตาลงก็ให้เป็น
ลักษณะอย่างนั้น

6. เรามีการท่องบ่นอะไรก็ให้ท่องบ่นอันนั้น

ที่ว่ามานี้ไม่ได้หมายความว่าให้ทำทุกข้อ ให้ทำข้อใดข้อหนึ่ง เมื่อไม่หายง่วงแล้วจึงทำไปทีละข้อๆ ก็คงจะหายง่วงได้ ก็คงจะได้ปฏิบัติธรรมต่อไป ดังนี้ อีกข้อหนึ่ง...เมื่อนั่งสมาธิแล้วจะรู้ว่าได้มรรคผลที่เกิดขึ้นคือ เบากายเบาใจเหมือนกับนั่งในอากาศ หรือเกิดความอิ่มใจขึ้น ชื่นบานหรรษามีปฏิภาณโวหารในใจนึกอยากจะเทศน์ หรือเกิดปิติขนลุกขนพองขึ้น หรือปรากฏว่าลอยไปบนอากาศ หรือปรากฏเห็นแสงเดือนแสงดาว หรือปรากฏเห็นตัวเองนั่งอยู่ข้างหน้า เหล่านี้เป็นต้น

สาระพัดมันจะเกิดขึ้นแต่มันหมดกำลังมันก็ถอนออกมาเหมือนเดิม สิ่งทั้งหลายเหล่านี้จัดเป็นมรรคผลอยู่ในตัวมรรคก็คือเหตุนั่นเอง ผลก็คือผลของเหตุนั่นเอง แต่มันก็แบ่งออกเป็น 2 เป็นโลกีย์ก็มีเป็นโลกุตรก็มี สิ่งที่มันเป็นโลกีย์นั้น เมื่อมันไม่เกิดขึ้นมันก็ท้อถอยไม่อยากภาวนาไปซะเพราะเข้าใจว่าสิ่งนั้นเป็นทางเจริญแต่ก็เจริญเพียงนั้น หาได้ก้าวหน้าไปไม่ เพราะสิ่งเหล่านี้มันเป็นอนิจจังไม่เที่ยง เกิดเป็นดับเป็น เมื่อตามเป็นจริงใน

สิ่งเหล่านี้แล้ว ว่ามันเป็นของไม่เที่ยง และมันก็มีทุกข์สัมปยุตอยู่ในตัว และมันก็ไม่ยืนยันว่าเป็นของใคร เราก็ไม่ควรไปยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นของบริสุทธิ์ เมื่อรู้ตามเป็นจริงอย่างนี้แล้ว ก็ไม่ดีใจเสียใจตามที่มัน เกิดขึ้นและไม่เกิดขึ้น มันก็เป็นการรู้ตามเป็นจริงของสังขารอยู่ในตัว นี้จึงจะเป็นโลกุตรได้ไม่เสื่อม คำว่าไม่เสื่อมไม่ถอยหลังออกจากพุทธศาสนา ไม่มีการสงสัยพุทธศาสนาด้วย ไม่สงสัยจะไปถือลัทธิอื่นด้วย, ไม่เสียดายอยากที่ล่วงละเมิดศีล 5 ด้วย, ไม่เสียดายอยากล่วงละเมิดอบายมุขด้วย, ไม่เสียดายอยากจะถืออยู่ยงคงกระพันด้วย, ไม่เสียดายอยากจะถือฤกษ์ดียามดีด้วย, ไม่เสียดายอยากของลางของขลังด้วยเข้าใจว่าเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ฝังไว้ในใจแล้ว, ไม่เสียดายอยากจะจองเวรท่านผู้อื่นด้วย, ไม่เสียดายอยากจะค้าขายเครื่องประหาร, ไม่เสียดายอยากค้าขายมนุษย์, ไม่เสียดายอยากค้าขายสัตว์เป็น และเนื้อสัตว์ที่ตัวขายเพื่อเป็นอาหารเช่น เลี้ยงสัตว์ขาย เลี้ยงปู เลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้งเป็นต้น สิ่งใดไม่เสียดายล่วงละเมิด สิ่งนั้นก็ไม่หนักใจ เพราะเห็นชัดในใจว่ามันเป็นบาปเอาจริงๆ มันไม่ศาลอุทธรณ์เลย แม้น้ำเมา และยาพิษทั้งปวงก็ไม่เสียดายอยากค้าขาย ดังนี้เป็นต้น

ถ้าเสียดายอยากล่วงละเมิดสิ่งเหล่านี้จะนิ่งภาวนาได้ 7 วัน 7 คืนก็ตาม หรือจะประพฤติเด็ดเดี่ยวสักเพียงไรก็ตามก็ไม่ใช่พระโสดาบันยังเป็นบุญโลกีย์ ไม่ใช่บุญโลกุตรเลย จะบวชล้านพรรษาก็ตาม จะทำท่าทำทางเด็ดเดี่ยวสักเพียงไรก็ตามก็ลวงตนเอง และลวงโลกอยู่ในตัวนั่นเอง เพราะจิตใจไม่บานหน้าไปสู่ความเจริญ จะกล่าวโต้งๆ ว่าประพฤติพรหมจรรย์เพื่ออามิสภายนอกก็ไม่ผิด ไม่หวังเพื่อพ้นจากกิเลสเลย ดังนี้ ด้วยเดชพระพุทธศาสนา พวกเราทั้งหลาย อย่าได้มาเป็นบ๋อยโลภ โกรธ หลงทั้งปวงอยู่ทุกเมื่อเทอญ



มีต่อ >>> หน้า 4
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวMSN Messenger
ปุ๋ย
บัวเงิน
บัวเงิน


เข้าร่วม: 02 มิ.ย. 2004
ตอบ: 1278

ตอบตอบเมื่อ: 28 ต.ค.2006, 11:37 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

7. คำถาม

พระที่เข้านิโรธสมาบัติ จำเป็นต้องเป็นพระอริยะหรือไม่ ถ้าเป็นจะต้องเป็นพระอริยภูมิใดท่านเข้านิโรธสมาบัติเพื่อประโยชน์อันใด เราจะทราบได้อย่างไรว่าท่านออกจากนิโรธสมาบัติ


คำตอบ

พระที่เข้านิโรธสมาบัติจำเป็นจะต้องเป็นพระอริยบุคคล นับแต่พระอนาคามีเป็นต้นไป จนถึงพระอรหันต์แต่ขอให้เข้าใจว่า พระอรหันต์สุขวิปัสสโกท่านไม่เกี่ยวกับนิโรธสมาบัติเพราะปัญญาของท่านเหนือนิโรธสมาบัติไปแล้ว เพราะท่านทรงปัญญา 3 ส่วนสมถะส่วนเดียวกลมกลืนกันไป ส่วนอนาคามีสุขวิปัสสโกก็ไม่เกี่ยวกับนิโรธสมาบัติ เพราะเจริญวิปัสสนา 3 ส่วน สมถะส่วนเดียว ส่วนพระสกิทาคามี พระโสดาบันก็ดี จะเป็นสกิทาคามีประเภทใดก็ตามจะเป็นโสดาบันประเภทใดก็ตามก็เข้านิโรธสมาบัติไม่ได้


8. คำถาม

จิตกับเหตุปัจจัยกับที่หมาย หรือภพภูมิเชื่อมโยงถึงกันได้อย่างไร มีอะไรเป็นเครื่องชี้บอกให้ทราบได้


คำตอบ

จิตก็ดี ธาตุก็ดี ปัจจัยก็ดี หรือภพภูมิโยงถึงกันได้ก็ดี ก็เพราะมีกิเลสเข้าไปสิงว่าตัวกู ของกู ดังกล่าวแล้วนั้น ส่วนที่จะมีเครื่องบอกให้ทราบว่าเราละกิเลสได้นั้นคือ สิ่งที่เคยโลภมันไม่โลภ สิ่งที่เคยโกรธมันไม่โกรธ สิ่งที่เคยหลงว่าเป็นตัวตน เราเขาสัตว์บุคคล มันไม่หลงว่าเป็นตัวเราเขา ก็แปลว่ามันบอกให้เราทราบแล้ว แต่หากว่ามันหลงมันก็บอกให้เราทราบได้อีกเหมือนกัน


9. คำถาม

การทำบุญนี้คนรวยที่ทำบุญแต่ละครั้งด้วยเงิน 1 ล้านบาท กับคนจนๆ ที่ทำบุญแต่ละครั้งด้วยเงินครั้งละ 10 บาทนั้น บุญกุศล และอานิสงส์แห่งบุญที่จะได้รับนั้นเท่าเทียมกันหรือไม่


คำตอบ

การทำบุญทำน้อยทำมากก็ดีได้บุญเสมอกันหรือไม่ ข้อนี้ได้ตอบยาวเหยียดดังต่อไปนี้

ผู้ที่รวยเป็นล้านๆ แต่บริจาคทานเพื่อประชดแดกดันท่านผู้อื่น เพื่อโล่ห์อันนั้นเป็นเกียรติเป็นอำนาจ เพื่ออวดคน อันนี้บุญก็ไม่ได้มาก ถ้าไม่มีเจตนาอย่างนั้นมีเจตนาทำเพื่อให้สมเกียรติของตนอันนี้ก็ได้บุญมากกว่าบ้าง และการให้ทานอธิบายมากเรียกว่าทักขิณาวิสุทธิ 4

ทักขิณาบางอย่างบริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก แต่ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก
ทักขิณาบางอย่างบริสุทธิ์ฝ่ายทายก แต่ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก
ทักขิณาบางอย่างไม่บริสุทธิ์ทั้ง 2 ฝ่าย
ทักขิณาบางอย่างบริสุทธิ์ทั้ง 2 ฝ่าย

ยกอุทาหรณ์อีก กล้าดีนาไม่ดีก็พอได้ผลบ้าง กล้าไม่ดีนาดีก็ได้รับผลบ้าง นาไม่ดีกล้าไม่ดีก็ไม่ได้รับผล (เลวมาก) นาก็ดีกล้าก็ดีเป็นชั้นหนึ่งมีผลมาก

เรื่องติณบาลในครั้งพุทธกาลของพระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้า ชายคนหนึ่งเป็นคนยากไร้มาก ไม่มีวิชาจะทำอะไร มีผ้านุ่งผืนเดียวเอากาบไม้มาทำต่างเสื่อแล้วก็เอาใบไม้มาปูอีก เพื่อให้พอนอนได้ เศรษฐีให้นอนเฝ้าสวนหญ้าคา เศรษฐีให้ข้าวกินวันละหนึ่งทะนาน แล้วแกก็แบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนหนึ่งไว้กิน ส่วนหนึ่งให้กระยาจกพวกขอ ส่วนหนึ่งใส่บาตรให้พระเณร เมื่อเศรษฐีได้ทราบก็ให้ขึ้นอีกเป็น 2 ทะนาน แกก็แบ่งอย่างนั้นอีก แล้วเศรษฐีก็ให้ขึ้นอีกเป็น 3 ทะนาน แกก็แบ่งอย่างนั้นอีก ครั้นอยู่มาเศรษฐีก็สร้างกฐิน อะไรก็ครบหมดในกฐินก็ยังเหลือแต่ด้ายจะเย็บผ้า

ชายคนจนคนนั้นได้ทราบเข้าก็นึกสังเวชตัวเองว่า "ผ้านี้กว่าจะเป็นผืนก็ต้องเย็บเสียก่อน เออ...ดีละทีนี้เรามีโอกาสจะได้ทำบุญจะไปขอเอากับเศรษฐีในส่วนด้ายนี้ จะรับรองหามาเอง ขอให้คนจนได้ทำบุญด้วย เพราะปางแต่ชาติก่อนๆ ชะรอยจะไม่ได้สร้างกุศลเลย จึงเกิดมาเป็นคนจนถึงเพียงนี้" ว่าแล้วก็เย็บใบไม้มานุ่งแทนผ้าผืนที่นุ่งอยู่แล้วเอาไปซักให้สะอาดเสร็จแล้วก็พับเรียบร้อยเอาไปขายในตลาด คงจะเป็นชายหนุ่มเพราะหญิงสาวพูดเล่นว่า

"คุณพี่เอ๋ยผ้าของคุณพี่นั้นทำไมถึงไม่นุ่งเล่า จะนุ่งใบตองทำไม ดูแล้วขี้เหร่เหลือเกิน" ทีนี้แกก็ตอบเขาว่า "มันจะขี้เหร่แต่ชาตินี้ ชาติหน้ามันจะสวยดอกคุณน้องเอ๋ย คุณพี่ไม่โกรธดอก" ว่าแล้วก็เอาไปขายได้เงินมา 1 มาสก ถ้าเทียบในปัจจุบันของเราก็คงจะเพียงราคาบาทเดียวเท่านั้น แกก็ไปซื้อด้ายมาในกองกฐินพอแกเอาไปถวายร่วมกองกฐินแล้ว เศรษฐีก็ให้ผ้านุ่งอันสวยงาม เทวบุตรเทวดาก็บรรลือในสรวงสวรรค์ ใครก็อยากจะมาซื้อเอากองบุญของแก แกก็บอกว่า "ธรรมดาบุญแล้วไม่เป็นหน้าที่จะซื้อขายจะให้เท่าใดก็ไม่เอา"

นี้พูดแบบย่อเกินไปแล้วตอนสุดท้าย ก็ได้เป็นเศรษฐีด้วยผลทานอันนั้น เพราะเศรษฐีแบ่งมรดกให้ด้วยอำนาจวาสนาผลบุญอันนั้นเอง นี้อย่างไรเล่า ผู้เขียนเข้าใจว่าแกมีเจตนาดี เชื่อบุญและผลของบุญเห็นโทษในตนที่ไม่ได้ให้ทานในชาติก่อนๆ โดยหวนคิดด้วยเจตนาอันคาดคะเน ศรัทธาแก่กล้าก็เชื่อผลบุญผลบาปอย่าเต็มภูมิ เพราะไม่ได้บริจาคทานเพื่อจะแข่งดีกับใคร และก็ไม่ได้อวดอ้างว่าเป็นผู้ใจถึง และพระที่รับทานนั้นเป็นผู้บริสุทธิ์ด้วยส่อแสดงให้เห็นว่า กล้าก็ดี นาก็ดี ก็ได้รับผลมาก ดังนี้ คำว่ากล้าหมายถึงเจตนาผู้บริสุทธิ์



มีต่อ >>> หน้า 5
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวMSN Messenger
ปุ๋ย
บัวเงิน
บัวเงิน


เข้าร่วม: 02 มิ.ย. 2004
ตอบ: 1278

ตอบตอบเมื่อ: 29 ต.ค.2006, 12:00 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

10. คำถาม

เคยมีคนพูดค่อนขอดว่าหากประชาชน หรือพุทธศาสนิกชนทั่วไป ไปหัดนั่งฝึกกรรมฐานทำสมาธิกันหมดบ้านเมืองก็จะแย่ไปไม่เป็นอันทำมาหากิน วันๆ มีแต่คนนั่งหลับตากันอยู่เฉยไม่ทราบว่าหลวงปู่มีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ครับและคนที่คิดอย่างนี้มีแนวโน้มว่าจะตกไปสู่อบายภูมิต่อไปหรือไม่ เพราะเหตุใด หรือถ้าไม่ตก เพราะเหตุใด


คำตอบ

เรื่องคนค่อนขอดการภาวนาก็เท่ากับว่าแมลงวันบอกว่ามึงอย่ากินเกสรดอกไม้แมลงภู่เอ๋ย มึงบินสูงยากจะตาย กูไปเที่ยวกินมูตรคูตมันไม่ได้บินสูง บินต่ำๆ เลย และก็ไม่ได้หาอยากเหมือนมึง มึงโง่กว่ากูมาก ดังนี้เป็นต้น อีกประการหนึ่ง พระบรมศาสดาไม่ใช่คนโง่ขนาดนั้น ผู้ไปนั่งหลับตาภาวนาเป็นผู้ฉิบหายเสียแล้ว ทำโลกไม่ให้เจริญก็คล้ายๆ กับว่าพระบรมศาสดาเป็นคนโง่กว่าคนที่ไปค่อนขอดคนที่ไปค่อนขอดก็ต้องเป็นพระพุทธเจ้าแทนซิ เราก็ต้องปฏิญญาณว่าท่านเป็นผู้คัดค้านธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าขอเป็นลูกศิษย์ท่านอีกคนหนึ่ง ข้าพเจ้าจึงถือท่านเป็นสรณะ

และอีกประการหนึ่ง พระบรมศาสดามองเห็นแล้วว่าจะมีคนรักใคร่ปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์เพียงเขาโคเท่านั้น ส่วนขนโคไม่มีเลย เราจะส่งเสริมเขาโคเท่านั้น ส่วนขนโคเอาไว้ตามบุญกรรมไม่ให้คะแนนเลยขอฝากไว้กับพระพุทธเจ้าอนาคตตะพึดตะพือ และคนที่ค่อนขอดอย่างนี้มันก็ตกนรกในปัจจุบันนั้นเอง เพราะมันมีนรกอยู่ที่จิตเขาไม่ให้เห็นทางถูกทางผิด เขาเป็นคนตาบอดมาอวดสนเข็มให้เราผู้ตาดี เราก็ไม่จำเป็นต้องได้คิดมากตัดสินเองเลยว่าคนตาบอดมาอวดสนเข็มให้เราผู้ตาดี คนขาหักมาอวดวิ่งกับเราผู้มีกำลังดี ตัดสินเพียงเท่านี้มันไม่ยากอะไรนัก ปลอกกล้วยสุกงอมยังยากกว่านี้


11. คำถาม

ดิฉันเกิดปัญหาถามตัวเองขึ้นมาว่าเกิดมาทำไม ? เกิดเพื่ออะไร ? อะไรนำพาให้เกิด ? เกิดมาแล้วมีแต่ทุกข์ทำไมคนเราจึงอธิษฐานขอเกิดกันอยู่ร่ำไป


คำตอบ

ที่มีปัญหากับเจ้าตัวว่า "เกิดมาทำไม" "เกิดเพื่ออะไร" คำว่าเกิดมาทำไม ตอบว่า...เพราะกรรมทำให้เกิด "เกิดมาเพื่ออะไร" ตอบว่า...เกิดมาเพื่อสร้างบารมีหนีจากความหลงของเจ้าตัวที่เคยหลงมา ถามว่าอะไรนำมาให้เกิด ตอบว่า...อวิชชาความโง่ๆ พาให้เกิด อวิชชานั้นแบ่งออกเป็นสี่

1. ไม่รู้ทุกข์
2. ไม่รู้ทุกขสมุทัย คือเหตุให้ทุกข์เกิด
3. ไม่รู้ทุกขนิโรธ คือความดับแห่งทุกข์
4. ไม่รู้ทางดำเนินให้ถึงทางดับทุกข์เพิ่มทุกข์เข้าอีก
5. ไม่รู้จักอดีต
6. ไม่รู้จักอนาคต
7. ไม่รู้ทั้งอดีตอนาคตโยงใส่กัน
8. ไม่รู้จักปฏิจจสมุปบาท คือลูกโซ่ที่เกี่ยวคล้องเป็นสาย มันเป็นบ่วงวงกลมคล้องคอจิตใจเราอยู่ อวิชชา 8 ก็ว่า

คำว่า "อวิชชา" แปลว่าไม่ใช่วิชชา ถ้าแปลให้เข้าใจง่ายก็คือความโง่ความหลงของเรา แต่ละท่านๆ นั่นเอง ถ้าจะอธิบายในเรื่องนี้ให้พิศดารก็ต้องยาวเหยียดมากจะอย่างไรก็ตามเราไม่ต้องอธิบายยาวเหยียด ทำไมคนเราจึงอธิษฐานขอเกิดกันอยู่ร่ำไป ตอบว่า...เพราะกรรมบันดาล ยังไม่เห็นทุกข์ในโลกพอ เพราะมีความหวังในโลกอยู่ เพราะเข้าใจว่า มันพอใช้พอสอยอยู่ ถ้าจะตอบให้ถึงที่แล้วก็คือบารมียังอ่อนอยู่นั่นเอง

เมื่อผู้อธิษฐานขอเกิด ก็แปลว่ามีความพอใจยินดีในการเกิด ส่วนเป้าหมายในการเกิดแตกต่างกันออกไปตามเจตนา ตามเหตุตามปัจจัยของแต่ละคนข้อนี้ก็จริงอยู่ แต่บางท่านอยากเกิดมาอีก เพื่อสร้างบารมีเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือพระปัจเจกฯ หรือพระอรหันตาขีณาสพสาวกหรือสาวิกาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ต่อๆ ไป จำพวกที่ต้องการแบบนี้คือต้องการไปทางโลกุตรกุศล จำพวกหนึ่งนั้นต้องการเกิดเป็นเศรษฐีกฎุมพี ปรารถนาในโลกีย์ยุ่งเหยิงอยู่ บางจำพวกต้องการปรารถนาเกิดอีก เพื่อต้องการเสวยกามารมณ์ล้วนๆ บางพวกต้องการมาสนองเวร สนองภัยกับผู้อื่นที่อาฆาตจองเวรผูกใจเจ็บไว้

สรุปความปรารถนาทั้งหลาย มันก็เป็นไปตามกรรม และผลของกรรมอีกละ ถ้าหากว่าจิตยอมรับด้วยจิตเองว่า การเกิดเป็นทุกข์ไม่ปรารถนาที่จะเกิดอีก พูดมาถึงตรงนี้ก็ตีความหมายว่า เป็นเพียงความคิดมันไม่อยากเกิด เพราะมันทุกข์ก็อดที่จะทอดถอนใจไม่ได้ว่า เป็นความคิดที่วิ่งวนตัวตัณหาเสียอีกแล้วกระมัง ? ตอบข้อนี้ว่า...มันไม่เป็นตัณหาดอก และก็ไม่กลายเป็นทุกข์ซ้อนทุกข์โดยไม่รู้ตัวดอก เพราะพระบรมศาสดา และพระอริยสาวกผู้ที่สร้างบารมีแกกล้ามาแล้ว ก็ต้องยืนยันอย่างนั้น ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว การประพฤติพรหมจรรย์ก็ไม่มีความหมายในคิวสุดท้าย


12. คำถาม

การที่ดิฉันออกไปปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัดโดยที่พ่อแม่ไม่ยินดี และไม่เห็นด้วยจะเป็นบาปกับดิฉันไหมเจ้าค่ะ ดิฉันยังไม่ได้แต่งงาน พ่อแม่ของดิฉันไม่ค่อยเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาจะทำบุญกับโรงพยาบาลเท่านั้น


คำตอบ

ลูกๆ ที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนานั้น ส่วนบิดามารดาไม่เลื่อมใสเรื่องเหล่านี้มันเป็นมาแต่ดึกดำบรรพ์ คือเรื่องพระโมคคัลลาน์ มารดาขององค์ท่านไม่ได้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเลย เคยเป็นมารดาของพระอรหันต์ตั้ง 7 ชาติแล้ว ก็ยังไม่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ส่วนท่านพระโมคคัลลาน์ ท่านก็หาวิธีปลอบโยนให้มารดาเลื่อมใสพระพุทธศาสนา แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ผลเลย องค์ท่านก็หมดปัญญา

ครั้นมารดาสิ้นลมปราณแล้ว องค์ท่านก็เข้าฌาน เหาะไปในที่ต่างๆ เพื่อจะไปเจอมารดาทั่วพิภพก็เลยไม่เห็นก็มากราบทูลพระบรมศาสดาว่า "เกล้าไปหาพระมารดาด้วยฤทธิ์กำลังฌาน ไปหาที่ไหนก็ไม่เจอเลย" พระบรมศาสดาตอบว่า "ถ้าเธอต้องการเห็นมารดาของเธอ เธอจงไปดูห้องถ่าย" เพราะห้องถ่ายแต่โบราณมันเป็นหลุมปล่อย องค์ท่านบอกว่า "มารดาของเธอเป็นหนอนอยู่ในหลุมถ่ายนั้น" เมื่อองค์ท่านได้ฟังแล้วก็หมดปัญญา ก็เลยใช้อุเบกขาตามบุญตามกรรม

แต่เราปัจจุบันนี้ถ้าเจออย่างนั้นจะปฏิบัติอย่างใด ส่วนถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ก็ใจของใครของมัน ไม่เป็นของสำคัญอะไรนัก ส่วนเราจะไปมาหาสู่หมู่เพื่อนตลอดพระภิกษุ สามเณร อันเป็นชาวพุทธ ถ้าหากว่าท่านห้าม ความไม่เป็นธรรมก็อยู่กับท่าน แต่เราอย่าไปโกรธให้ท่าน หาอุบายเคารพ ขอกราบไหว้ให้ทรงอนุญาต ถ้าไม่ทรงอนุญาตแท้ๆ เราก็ไม่ฝืน แต่จิตใจของเราอุทิศยอมเป็นยอมตายต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน

และเราก็พยายามไม่ให้กระทบกระทือนท่าน พูดจาปราศัยด้วยความเคารพอ่อนน้อมบอกว่าจิตอารมณ์ของลูกเป็นอารมณ์อยู่กับ พุทธ ธรรม สงฆ์ แกะไม่ได้คลายไม่ออก บิดามารดาผู้ทรงคุณล้นเกล้า จะดุด่าว่ากล่าวอย่างไงก็ขอกราบเท้าทูลถวายอย่าให้ลูกๆ ได้เป็นบาปเป็นกรรมอันใดเทอญ เราต้องไปแถวนี้ เรียกว่าเอาใจดีฆ่าเสือ ได้ผลหรือไม่ได้ผลเราก็พยายามอย่างนั้น สุดท้ายก็คงลงเอยกับเรา เพราะเราเคารพท่านอยู่ไม่ได้ทำแข็งกระด้าง ด้วยกาย วาจา ใจ และขอจงเชื่อว่าบาปไม่ชนะบุญแต่ไรๆ แล้ว



มีต่อ >>> หน้า 6
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวMSN Messenger
ปุ๋ย
บัวเงิน
บัวเงิน


เข้าร่วม: 02 มิ.ย. 2004
ตอบ: 1278

ตอบตอบเมื่อ: 29 ต.ค.2006, 3:54 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

13. คำถาม

จริงแล้วปัญหาสำคัญอยู่ตรงที่ว่า ผมไม่กล้าตัดสินใจออกบวช เพราะเหตุว่ายังมีบ่วงอยู่ มีพ่อ แม่ พี่น้อง ที่ยังต้องห่วงอยู่อีก และยังไม่มั่นใจในการออกบวชว่าจะมีผลร้ายหรือดีเพียงไร ซึ่งตอนนี้ผมก็เรียนอยู่ชั้น ปวช.3 กำลังจะจบอยู่แล้ว แต่จิตกลับดันมาเบื่อ หยุด ไม่อยากจะอยู่อย่างคนทางโลก อยากจะบวชอยู่ทุกๆ วันนี้ก็อยู่อย่างข่มใจ ฝืนจิตใจตัวเองอยู่ทุกวัน ตอนนี้ก็พอจะพยายามระงับอารมณ์การไปบวชได้บ้าง แต่หากวันใดนึกถึงคำกล่าวของธรรมที่ว่าพ่อ หรือแม่ท่านจะเป็นผู้ให้สังขารนี้เราก็จริง แต่จิตใจนี้ยังเป็นของเราโดยสมบูรณ์

หากท่านต้องการเลี้ยงเราให้อยู่ทางโลกตามคนโง่ๆ ทางโลกก็คงเลี้ยงเราได้แค่กายแต่จิตใจของเราหาได้ต้องการในคำว่าการอยู่ในโลกไม่ อย่างไรเสียเราและเขาทั้งหลายก็คงอยู่ในโลกนี้ไม่ได้เกิน 100 ปี เราจะมั่วเสียเวลาวันแล้ววันเล่าในทางโลกอยู่ทำไม ในเมื่อทางสุดท้ายมันไม่เหลืออะไรเลย ผมก็ตกลงใจไม่ถูก เพราะพ่อแม่ท่านคงไม่ยอมแน่ ถ้าจะบวช และตอนนี้ก็หัวเลี้ยวหัวต่อเต็มทีเพราะจะจบ ปวช. แล้ว แต่ถ้าไปบวชก็ต้องสิ้นทาง เวลาที่อุตส่าห์ร่ำเรียนมา ผมจึงต้องการคำชี้แนะจากหลวงปู่ในแนวทางชีวิต


คำตอบ

เราจะบวช หรือไม่บวชก็ไม่เป็นปัญหา เพราะครั้งพุทธกาลฆราวาสมีพระโสดาบันก็ดีที่เป็นเพศหญิง และชายที่อยู่ในฆราวาส พระสกทาคามีก็ดี พระอนาคามีก็ดีมีมากจนนับไม่ไหวเสียแล้ว ไม่สำคัญกับเพศเลย และไม่สำคัญกับชั้นวรรณะอีกด้วย แม้ฆราวาสเป็นพระอรหันต์ก็มีอยู่ถมไปเช่นพระสุทโธทนะ หรือ พระพาหิยะ เป็นต้น การดูแลเลี้ยงบิดามารดากับดูแลเลี้ยงพระอรหันต์ก็มีอานิสงส์เท่ากันพระบรมศาสดายืนยันไว้แล้ว ในพระวินัยของพระภิกษุสงฆ์ เราจะทิ้งวิชาที่เราเรียนอยู่เดี๋ยวนี้ หลวงปู่ไม่เห็นดีด้วย เพราะวิชาเหล่านี้ ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เป็นสุวิชาแล้ว

คือเป็นวิชาดีไม่ใช่ทุวิชาคือวิชาชั่ว เราจะปฏิบัติควบกับศีลธรรมของเราได้ทั้งนั้น และขอให้เข้าใจว่าพระโสดาบันก็ดี พระสกทาคามาก็ดี พระอนาคามีก็ดี ครองฆราวาสได้ทั้งนั้น เว้นพระอรหันต์เสีย เมื่อเป็นอรหันต์ในฆราวาสแล้วจะอยู่ได้เพียง 7 วันเท่านั้น เพราะไม่สมฐานะพระอรหันต์จะไปอยู่นาน เพราะเพศเป็นฆราวาส ถ้าหากว่าเป็นเพศภิกษุสามเณรแล้วอยู่ไปได้จนสิ้นอายุขัย ข้อนี้ตอบตามปริยัติ ส่วนฝ่ายปฏิบัติบางองค์ท่านยืนยันว่าเมื่อสำเร็จพระอรหันต์เป็นฆราวาสแล้วอยู่ไปจนสิ้นอายุขัยก็ได้ แต่ก็ขอให้พิจารณาเอาเองเถิดในข้อนี้


14. คำถาม

ศีลข้อ 1 ห้ามฆ่าสัตว์เรามีจิตใจรักชีวิตสัตว์ทุกชนิดมาก แต่เหตุสุดวิสัยหลายครั้งที่ทำให้ชีวิตสัตว์เล็กๆ น้อยๆ ต้องตาย เช่น ขับขี่รถไปบนถนนเหยียบสัตว์เล็กๆ ตายทำให้จิตใจกังวลมากเพราะทำผิดศีลข้อนี้แล้ว


คำตอบ

ศีลขาดโต้งๆ ในการฆ่าสัตว์เพราะมีเจตนาฆ่าสัตว์...รู้ว่าสัตว์มีชีวิตพยายามฆ่าสัตว์ตายตามความประสงค์อันนี้ศีลขาดจริง เพราะเจตนาภูมิส่วนไม่มีเจตนาแต่ทำให้เขาตายด้วยบาปเหมือนกัน แต่ศีลไม่ขาด ให้เข้าใจว่าศีลทั้ง 5 ข้อ เป็นศีลที่มีเจตนาจะล่วง ถ้าไม่มีเจตนาแล้วศีลก็ไม่ขาด แต่เป็นบาปเวรอยู่เหมือนกัน เพราะ บาปเวรที่ไม่มีเจตนา เช่น เราขับรถไปไม่เจตนาจะชนเขาแต่มันไปชนซะก็ได้รับโทษตามความเสียหาย เป็นเกณฑ์


15. คำถาม

หลวงปู่ครับ...ครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่ท่านบรรลุมรรคผลนิพพานแล้ว ผ่านความยากลำบากทุกข์แสนสาหัสแล้ว แต่ท่านยังขยันในการปฏิบัติข้อวัตร มีสมาธิภาวนาเดินจงกรม บิณฑบาต เป็นต้น ท่านทำเพื่ออะไรครับ ในเมื่อจิตท่านบริสุทธิ์แล้ว และการที่ท่านครองธาตุขันธ์อยู่นี้ ท่านเป็นผู้มีสติสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ใช่ไหมครับ ท่านจะหลงลืมได้ไหมครับ


คำตอบ

ท่านผู้พ้นทุกข์แล้ว เช่น ครูบาอาจารย์ท่านทำข้อวัตร เดินจงกรม ภาวนารักษาข้อวัตรไว้ท่านทำเพื่ออะไร...ทำเพื่อเป็นที่อยู่ของขันธวิบากและทอดสะพานให้อนุชนรุ่นหลังโดยโต้งๆ ไม่ได้หวังว่าจะละกิเลสไปในตัว เพราะข้ามไปหมดแล้ว...เออ...ท่านอยู่ด้วยวิหารธรรมนั้นใช่แล้ว และท่านก็มีการหลงลืมอยู่บ้าง เช่น ลืมปราศจากไตรจีวรเป็นต้น และลืมเก็บเภสัชไว้เกิน 7 วันแต่ก็ห่างที่สุดเท่ากับไม่บ่อยในเวลาท่านลืมอย่างนั้น ท่านไม่ได้อาบัติอะไรเลย

ถ้าหากว่ามีผู้โจทย์ฟ้องท่าน คณะสงฆ์ก็ให้สติวินัยแล้วก็หมดเรื่องไป แต่สติของท่านสมบูรณ์กว่าคนธรรมดาหาที่เปรียบไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ลืมสติดังกล่าวแล้วนั้น เหตุนั้นวิธีระงับอธิกรณ์พระอรหันต์ จึงให้สติวินัยดังกล่าวแล้วนั้น คำว่าให้สติวินัยนั้นให้อย่างไร คณะสงฆ์ให้ว่า ท่านจงมีสติเน้อ...เท่านั้นก็เป็นใช้ได้


16. คำถาม

1. ผู้ที่บริจาคดวงตาให้กับโรงพยาบาลมีอานิสงส์ไหม

2. เมื่อบริจาคดวงตา ถ้าเป็นบุญบารมี จะเป็นปัจจัยให้ได้ดวงตาเห็นธรรมได้หรือเปล่า

3. จะเป็นอานิสงส์ให้ได้ถึงฌานสมาบัติได้ไหมสุดท้ายพระนิพพานด้วย

4. สมมติผู้บริจาคมีศรัทธา บริจาคมอบให้โรงพยาบาลแล้ว อยู่มาอีกเป็นสิบปีจึงสิ้นชีวิต ลูกหลานเกิดเบี้ยว หรือไม่ยอมบอกให้หมอมาเอาดวงตา หรือลูกหลานลืมไม่ได้นึกถึงจึงไม่ได้เรียกหมอมาเอาดวงตา กรณีเช่นนี้ผู้ตาย หรือผู้บริจาคจะได้บุญ หรืออานิสงส์ไหม

5. มีผู้คนเขาพูดว่าให้ดวงตาเขาไปแล้ว เมื่อไปเกิดชาติหน้าภพหน้าจะเป็นคนพิการ หรือไม่

6. บางคนก็ว่าสละดวงตาไปแล้วเป็นวิญญาณก็ดี หรือเป็นผี และไปเกิดในภพสัมภเวสีจะไม่มีลูกตา ดวงตา จริงหรือไม่

7. เมื่อหมอเอาดวงตาไปแล้วใส่ให้ผู้อื่นเกิดใช้ไม่ได้ และดวงตานั้นเกิดเสียหาย หรือหมอทำผิดพลาด ด้วยเหตุใดๆ ก็ดี จนดวงตาที่เอาไปนั้นใช้ไม่ได้ เหตุการณ์เช่นนี้ผู้สละดวงตาจะได้อานิสงส์ไหม

8. ผู้ที่บริจาคร่างกายให้โรงพยาบาล เพื่อให้บรรดาหมอ และพยาบาลไปเรียนหรือศึกษาจะได้อานิสงส์ผลบุญหรือไม่อย่างไร เมื่อสิ้นชีวิตแล้ว และชาติเบื้องหน้า

9. เมื่อบริจาคดวงตา และร่างกายให้โรงพยาบาลโดยได้ทำการจดชื่อลงชื่อมอบให้แล้วกลับมาบ้านจะนิมนต์พระสงฆ์มาทำบุญบ้าน แล้วกรวดน้ำแผ่ส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร และสัตว์ผู้บริจาคได้ทำเอาไว้กับสัตว์นั้นจะได้ หรือไม่ จะถูกต้องหรือไม่

10. ถ้าถูกต้องทำได้ และถ้าทำบุญกรวดน้ำ ที่ได้บริจาคดวงตา หรือร่างกายไปแล้วภายหลังลูกหลานหรือหมอโรงพยาบาลเกิดทำผิดพลาด หรือลืมไป ไม่ได้เอาดวงตาร่างกายไปทำประโยชน์ดังที่ผู้บริจาคตั้งใจไว้ เมื่อผู้นั้นได้สิ้นชีวิตไปแล้ว เช่นนี้จะเป็นเวรเป็นกรรมเป็นบาปแก่ผู้บริจาค และลูกหลานต่อไปหรือไม่ประการใด เพราะกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลแล้ว

11. กระผมอยากทราบว่า สมัยพระพุทธโคดม ท่านยังทรงพระชนม์อยู่พระอรหันต์ที่เป็นภิกษุณีองค์แรกคือใคร มีพระนามว่ากระไรครับ

คำตอบ

1. ผู้บริจาคดวงตาให้กับโรงพยาบาล มีอานิสงส์มาก

2. เมื่อบริจาคดวงตาแล้วจะได้กุศลเป็นส่วนไหนนั้น มันก็ขึ้นอยู่กับผู้ปรารถนานายกอุทาหรณ์ เช่น นางอุบลวรรณถวายดอกบัวต่อพระปัจเจกฯ แล้วก็ปรารถนาว่า ข้าพเจ้าเกิดมาในภพใดชาติใด ขอให้สีกายเหมือนดอกบัว และก็ได้รับผลอย่างนั้นจริง จนได้ชื่อว่าอุบลวรรณานั่นเอง คำว่าอุบลแปลว่าดอกบัว คำว่าวรรณาแปลว่าผิพรรณ สีกายเหมือนดอกบัวอยู่ห้าร้อยชาติติดๆ กัน ดังนี้ ส่วนที่จะได้ดวงตาเห็นธรรม หรือไม่นั้นก็ต้องอธิษฐานว่า "ขอให้ข้าพเจ้าได้ดวงตาเห็นธรรม" อย่างนี้ก็จะได้จริงสมคำดังปรารถนาดังผลทาน

3. จะเป็นอานิสงส์ให้ได้ถึงฌาน หรือไม่นั้น มันก็ขึ้นกับคำปรารถนาดังกล่าวแล้วนั้นเองตลอดทั้งพระนิพพานด้วย

4. ในกรณีที่ตกลงบริจาคไว้แล้วไม่ได้พลิกคืนก็เท่ากับว่าบริจาคแล้ว ก็ต้องได้บุญซิ

5. ให้ดวงตาเขาไปแล้ว เกิดชาติหน้าไม่พิการ เพราะเชื่อผลศีลผลทาน เพราะผลศีลผลทานไม่ทำให้คนมีรูปขี้เหร่

6. และผู้ที่ไปเกิดไม่มีดวงตานั้น เป็นผู้มีบุพกรรมแต่ชาติก่อนเป็นต้นว่าได้ทำตาให้เขาบอดเป็นต้นเช่นพระจักขุบาลเป็นพระอรหันต์ตาบอด เพราะได้ไปวางยาให้เขาตาบอด เพราะโกรธว่าเขาไม่ให้ค่ารักษา ที่เรารักษาตาให้หายแล้ว อันนี้พูดย่อเต็มที ในชีวประวัติของพระจักขุบาลยืดยาวนัก

7. เมื่อหมอเอาตาไปแล้วใส่ให้ผู้อื่นเกิดใช้ไม่ได้ หรือดวงนั้นเกิดเสียหาย หรือหมอทำผิดพลาดใดๆ ก็ดีจนดวงตาที่เอาไปนั้นใช้ไม่ได้ เหตุการณ์เช่นนี้ผู้สละดวงตาก็ได้ผลตามเดิม เพราะจิตใจไม่ได้พลิกคืนว่าจะไม่ให้

8. ผู้ที่ทานร่างกายให้โรงพยาบาลเพื่อให้บรรดาหมอ และพยาบาลไปเรียน หรือศึกษาก็ต้องได้บุญเต็มส่วนของเจตนานั้นๆ

9. เมื่อบริจาคดวงตา และร่างกายให้โรงพยาบาลโดยไปทำการจดชื่อลงชื่อมอบให้แล้วมาบ้านนิมนต์พระมาทำบุญ แล้วกรวดน้ำให้เจ้ากรรมนายเวร และสัตว์ที่ผู้บริจาคได้ทำเอาไว้กับสัตว์ จะได้หรือไม่นั้นก็ยังเป็นปัญหาอยู่มาก เขาจะได้รับ หรือไม่ได้รับก็เป็นการเสี่ยงบุญ เพราะเขาเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ถ้าหากว่าเขาเป็นเปรตสัมภเวสีเขาจึงจะได้รับ ส่วนเขาจะได้รับ หรือไม่นั้นผลของบุญมาหาเราตามเดิม ถึงแม้เขาจะจองเวรเราอยู่ก็ตามผลบุญส่วนนั้น ก็ต้องมาหาเราอยู่ ในบาลีจึงยืนยันว่า "ปัตติทานมัย" บุญสำเร็จด้วยการให้บุญ ดังนี้

10. ถ้าเราบริจาคแล้ว ผู้อยู่ข้างหลังไม่ทำตามคำสั่งเสีย ก็เป็นความผิดของเขา แต่เราได้บุญตามเดิมอยู่ ผู้เขาลืมเขาก็ต้องเป็นบาปบ้าง

11. นางภิกษุณีองค์แรก คือนางปชาบดีโคตมี เป็นพระอรหันต์ก่อนเพื่อน



มีต่อ >>> หน้า 7
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวMSN Messenger
ปุ๋ย
บัวเงิน
บัวเงิน


เข้าร่วม: 02 มิ.ย. 2004
ตอบ: 1278

ตอบตอบเมื่อ: 29 ต.ค.2006, 4:38 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

17. คำถาม

การสร้างพระพุทธรูปแล้วอุทิศแก่เจ้ากรรมนายเวร แก้กรรมหนักให้เป็นเบาหรือหมดเลยได้จริงไหมครับ คนที่รับทำพิธีนี้เขาให้ข้อคิดว่ามีการทำบุญอะไรล่ะที่ดีกว่าการสร้างพระพุทธรูปให้คนกราบไหว้บูชา หลวงปู่มีความเห็นอย่างไรครับ ที่เขาพูดเท็จจริงประการใด ?


คำตอบ

การสร้างพระพุทธรูปแล้วอุทิศแก่เจ้ากรรมนายเวร แก้กรรมหนักให้เป็นเบา หรือหมดเลยนั้น ส่วนการแก้กรรมหนักให้เป็นกรรมเบานั้นยากอยู่ เพราะไม่ได้ทำวัตรขอขมาโทษกันตอนที่ต่างคนต่างมีชีวิตอยู่ ส่วนกุศลผลบุญนั้นได้อยู่ แต่ก็ไม่พอที่จะลบล้างได้การที่จะลบล้างได้บ้างก็เพราะต่างคนต่างมีชีวิตให้อภัยกันในระหว่างคู่เวรกันยังไม่ตาย ยกอุทาหรณ์ที่พระบรมศาสดาขอความลดหย่อนเวรภัยต่อพระเทวทัต เพราะพระเทวทัตโกรธผูกเวรแต่ครั้งสร้างบารมีอยู่ในปฐมฤกษ์

ส่วนพระเทวทัตนั้นไปกำเอาดินทรายมา 2 กำ ขอผูกเวรพระองค์เท่าเม็ดทราย 2 กำที่กำอยู่ พระองค์วิงวอนว่าขอให้วางเสียเถิดเพื่อนอย่าผูกเวรเลย แต่พระเทวทัตวางกำมือเดียวเหลือกำมือหนึ่ง ฉนั้นเวรภัยทั้งหลายจึงตามพระองค์มาหลายภพหลายชาติ จนชาติสุดท้ายที่เข้าพระนิพพาน แต่ขอให้เข้าใจว่า พระเทวทัตเป็นคนพาลไม่สมฐานะที่จะผูกเวรเพราะพระองค์ไม่ได้ทำผิด พระเทวทัตทำผิดเองแล้วโกรธให้พระองค์

เรื่อง...คือพระเทวทัตซื้อถาดทองเก่าเขา เข้าไปพบก่อนไปเห็นถาดทองเก่าเขาแล้วเอาเหล็กไปกรีดดูก็รู้ว่าเป็นทองแท้ แต่โกหกเจ้าของเขาว่าเป็นทองเก๊ แล้วตีราคาลงต่ำแต่จะต้องเอาไว้นี่เสียก่อน แล้วแกก็ลาจากไป แกนึกในใจว่าเวลาขากลับจึงจะมาเอาแบบราคาถูกๆ แต่อนิจจาเทวทัตผ่านไปนานพอสมควรประมาณเข้าถึงกลางบ้านแล้วพระโพธิสัตว์ก็หาซื้อทองด้วย เหมือนกันมาเจอเข้าทีหลังแต่เป็นวันเดียวกัน

เขาบอกว่ามีทองเก่าใบเดียวนี่เองมีชายคนหนึ่งไปห่างจากนี้พอสมควรแล้ว แต่คงอยู่ในบ้านนี้ เพราะยังไม่ทันข้ามวันข้ามคืนแกบอกว่าถาดทองใบนี้เป็นของเก๊ แล้วพระโพธิสัตว์ตอบว่า "โอ้...ถาดทองใบนี้เงินที่ข้าพเจ้าถือมาเดี๋ยวนี้นั้นไม่ได้เสี้ยวถาดทองใบนี้เลย ถาดทองใบนี้เป็นถาดทองร้อยเปอร์เซ็นต์ เงินข้าพเจ้ามีอยู่เพียงเปอร์เซ็นต์เดียวเท่านั้น" เจ้าของถาดทองเมื่อได้ฟังแล้วเกิดสลดสังเวชมากนัก และเคารพพระโพธิสัตว์มากยิ่ง พร้อมทั้งรักด้วยจึงว่า "อ้ายตัวนั้นมันขี้โกงมันกดข่มจะให้ท่านซะ ถังมีเสี้ยวเดียวเราก็จะเอา เพราะเราเอาคุณธรรมของท่านที่ซื่อตรง"

ครั้นพระโพธิสัตว์ได้ถาดทองใบนั้นแล้วก็ออกไปนอกบ้านจะไปทางอื่น พระเทวทัต (สมัยนั้นชื่ออะไรไม่ทราบ) พอกลับมาถึงถาดทองใบที่จะเอาแบบขี้เท็จเจ้าของเขาก็บอกว่าเป็นทองที่มีค่ามาก ผู้นั้นมีความสัตย์ซื่อ เราก็เอามูลค่าท่านเพียงเสี้ยวเดียว แล้วเทวทัตโกรธหน้าแดงหน้าดำ ถามว่าเธอคนนั้นออกไปทางไหน ออกไปตรงนี้แหละคงพอใจแล้วไม่ไปถามที่อื่น พระเทวทัตก็ตามไปโดยด่วนก็ไปเจอกันอยู่นอกบ้านไม่ไกลนัก แล้วก็ขอแบ่งส่วนด้วยมิหนำซ้ำจะไปแย่งเอามาเลย พระโพธิสัตว์ไม่ยอมให้จึงได้ผูกเวรที่กล่าวมาแล้ว


18. คำถาม

ปัจจุบันนี้พระอริยเจ้า ตั้งแต่โสดาจนถึงอรหันต์ มีจำนวนมากน้อยเทียบกับในอดีตเป็นอย่างไรครับ มีอะไรเป็นข้อวัดว่าท่านเป็นอริยภูมิได้ครับ


คำตอบ

พระอริยะเจ้าทุกวันนี้มีมากน้อยกว่าครั้งพุทธกาลเท่าใดนั้น ถ้าเทียบตามคาดคะเนก็คงมีน้อยกว่าครั้งพุทธกาล แต่มีข้อแย้งอยู่ว่า ต้องการเห็นพระโสดาหรืออนาคาหรืออรหันต์ก็ต้องเป็นเสียก่อนไม่ใช่จะเอาปริยัติความจำได้มาเป็นส่วนจะมีอะไรเป็นเครื่องวัดนั้นก็เป็นเครื่องวัดยากอยู่เหมือนกัน เพราะนิสัยและวาสนาของสาวกสาวิกาละไม่ได้ จะละได้ก็แต่กิเลสเป็นตอนๆ ไปจนจบพระอรหันต์เป็นบางราย

ยกอุทาหรณ์ เช่น พระสารีบุตร กระโดดข้ามคลองชาวโลกทั้งหลายก็กล่าวว่าพระอรหันต์ยังไงกระโดดข้ามคลอง (คลองนั้นคงกว้างแขนเดียวเท่านั้น) แต่พระบรมศาสดาทรงแก้ว่า นิสัยขององค์ท่านเคยเป็นลิงมาหลายชาติชอบกระโดดโหนตัวตามต้นไม้ นิสัยอันนั้นจึงละไม่ได้ ส่วนกิเลสของท่านนั้นท่านละได้สิ้นเชิงแล้วเหล่านี้เป็นต้น ถ้าจะยกมาให้ฟังก็มีอยู่อีกหลายเรื่องนัก คือเรื่องที่ไม่ใช่นิสัยของพระพุทธเจ้า เพราะพระพุทธเจ้าละนิสัยและวาสนาดังกล่าวแล้วได้ และก็ทิ้งกิเลสทั้งปวงก็ละได้ด้วย

จะเทียบอุทาหรณ์ให้ฟังต่อไปอีก พระยามปัสเสนคุอันเป็นพระบรมราชาที่ปกครองแคว้นโกศล กราบเรียนพระบรมศาสดาว่าน้ำใสกลางขุ่นขอบนั้นคืออย่างไร พระบรมศาสดาทรงกรุณาตอบว่า คือจิตของมนุษย์ที่เป็นธรรมแต่มารยาทวาจาไม่เหมาะสม น้ำใสขอบขุ่นกลางนั้น มารยาทสวยงามที่สุดแต่จิตนั้นไม่เป็นธรรม น้ำขุ่นขอบและขุ่นกลางด้วย มารยาทไม่งาม จิตใจไม่เป็นธรรม น้ำใสทั้งกลางด้วยใสทั้งขอบด้วย หมายความว่าจิตใจก็เป็นธรรมมารยาทก็เป็นธรรมดังนี้เป็นต้น

เหตุฉะนั้นจึงเป็นการสังเกตยาก แต่ที่สังเกตง่ายๆ ก็คือเห็นเขาฆ่าโค ฆ่ากระบืออยู่หรือฆ่าคนอยู่ ได้ยินเขาเล่าก็ดีหรือเห็นด้วยตาก็ดีอันนี้เราตัดสินเผงได้ ถ้าละเอียดไปกว่านี้แล้วเราก็ตัดสินลำบาก แต่ถ้าเรามีนิสันเจโตปริยญาณ รู้จักดักใจของผู้อื่น และเราก็เป็นอรหันต์เต็มภูมิด้วย (เว้นพระอรหันต์สุขวิปัสสโกเสีย) เราก็ทายเขาได้เผงๆ ในใจเลย



มีต่อ >>> หน้า 8
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวMSN Messenger
ปุ๋ย
บัวเงิน
บัวเงิน


เข้าร่วม: 02 มิ.ย. 2004
ตอบ: 1278

ตอบตอบเมื่อ: 29 ต.ค.2006, 10:49 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

19. คำถาม

หลานอยากทราบว่าอานิสงส์ของการทำบุญกฐิน เหตุใดจึงเรียกว่ากฐิน เหตุใดจึงมีเฉพาะ 1 เดือนหลังจากออกพรรษาแล้วเท่านั้น


คำตอบ

อานิสงส์ของการทำบุญกฐินได้ 80 กัปป์ กัปป์หนึ่งมีพระพุทธเจ้า 3 พระองค์บ้าง 4 พระองค์บ้าง ส่วนกัปป์เราปัจจุบันนี้มีพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ คือ 1. กกุสันโธ 2. โกนาคมโน 3. กัสสโป 4. โคตโม กำลังเป็นอยู่นี้ 5. อริยเมตไตยโย แต่จะมาในข้างหน้ายังเป็นเวลาอีกหลายล้านปีในเมืองมนุษย์จึงจะเรียกว่ากัปป์หนึ่ง นับทั้งที่ล่วงมาแล้ว กกุสันโธ

ดังที่กล่าวมาแล้วนั้น เหตุที่เรียกว่า "กฐิน" นั้น เพราะเรียกตามชื่อไม้สดึงที่ลาดหรือกางออก เพื่อขึงจีวรเย็บ เพราะในครั้งพุทธกาลเย็บมือคนไม่ได้เย็บจักรเหมือนทุกวันนี้ เพราะไม่มีจักร ที่ว่าเป็นไม้สดึงที่ขึงลาดและกางออกนั้น เพื่อให้ผ้าตึงไม่ให้หดหู่เป็นต้น มีปัญหาว่าเราเย็บจักรแทนไม่ได้เอามือเย็บจะใช้ได้หรือไม่ ก็ใช้ได้อยู่เต็มภูมิ เพราะเย็บจักรก็เอามือเย็บ...และเหตุที่มีเฉพาะ 1 เดือนหลังพรรษาแล้วเท่านั้น เพราะเหตุว่า พระบรมศาสดาทรงให้ภิกษุทำจีวรกาลอันเป็นการใหญ่แต่ละปีก็กำหนดไว้นับแต่ออกพรรษาแล้วถึงเพ็ญเดือนสิบสองเท่านั้น


20. คำถาม

กระผมอยากจะกราบเรียนถามหลวงปู่นะครับ คือว่าเพื่อนของกระผมเค้าสงสัยว่าศาสนาพุทธมีนรก สวรรค์ มีการเวียนว่ายตายเกิด มีกรรมเวรและมีพระบรมธาตุพร้อมพระธาตุ แล้วศาสนาอื่นทำไมไม่มี แล้วถ้าสิ่งเหล่านี้ดีจริงทำไมคนเราจึงไม่หันมานับถือศาสนาพุทธกันทั้งโลก กระผมได้ตอบเพื่อนของกระผมไปว่าศาสนาทุกศาสนานั้นให้คนทำดี และจุดมุ่งหมายสูงสุดคือการหลุดพ้น แล้วแต่ศาสนานั้นๆจะเรียกว่าอย่างไร และส่วนที่นอกเหนือจากคำสอนนั้นก็คือส่วนประกอบ หรือผลพลอยได้ที่บังเกิดขึ้นของแต่ละบุคคลไป ฯลฯ กระผมก็ตอบเพื่อนของกระผมไปแบบงูๆ ปลาๆ กระผมจึงอยากกราบเรียนถามหลวงปู่และก็สุดแล้วแต่ดุลยพินิจของหลวงปู่จะเมตตา


คำตอบ

รู้สึกสนุกดีที่ลูกๆ ตอบเขาไปก็พอฟังได้อยู่แล้วมีเหตุลผลไม่กระทบเขา แต่ที่จริงนั้นศาสนาพุทธเท่านั้นจึงมีพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ ศาสนาอื่นไม่มีเลย พระบรมศาสดายืนยันไว้ในพระมหาปรินิพพานสูตร มหาปรินิพพานนั้น พระภิกษุสุภัททะที่บวชในวันนั้นคืนนั้นสำเร็จพระอรหันต์ ได้กราบเท้าทูลถวายพระบรมศาสดาในขณะที่กำลังทรงพระประชวรอยู่ว่าศาสนาอื่นนอกจากพุทธแล้วจะมีพระอริยะ 4 จำพวกหรือไม่หนอ

พระบรมศาสดาทรงปรารภว่า "อย่าเลยๆ เราไม่พูดเข้าข้างตัวดอกพูดเข้าข้างธรรมเป็นธรรมาธิปไตยแท้ ศาสนาอื่นๆ นอกจากพุทธไม่มีพระอริยเจ้าชั้นใดชั้นหนึ่งเลย เพราะเหตุว่าหัวหน้าแต่ละศาสนาก็เป็นปุถุชนคนหนาเราดีๆ นี่เอง" แต่เป็นเพียงในสมัยน้นๆ เป็นผู้ใจบุญกว่าเขาเท่านั้น แต่บุญส่วนนั้นเป็นโลกิยะบุญ ไม่ใช่โลกุตตรบุญ โลกุตตรบุญในศาสนาพุทธนับแต่พระโสดาบันขึ้นไปดังที่ว่ามาแล้วนั้น

อนึ่ง ที่คนในโลกไม่เคารพนับถือพระพุทธศาสนาหมดจะถือว่าพระพุทธศาสนาไม่ดีไม่ได้ เพราะบุญวาสนาของเขายังต่ำต้อยไม่สมฐานะของพระพุทธศาสนา เขาก็ไม่ถือเราจะไปบังคับให้แมลงวันไปกินเกสรดอกไม้เหมือนแมลงภู่แมลงผึ้งก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะจิตใจอยู่คนละระดับกันและความเคยชินตามสัญญลักษณ์ก็อยู่คนละชั้น และลูกๆเข้าใจว่าคนนิยมอันไหนมากจะว่าดีไปหมดก็ไม่ได้ ดังว่ามาแล้วนั้นเท่านี้ก็คงจะพอเข้าใจกระมัง และอีกประการหนึ่งถ้าพูดให้เป็นธรรมแล้วก็ส่อแสดงให้เห็นว่าบารมีที่สร้างมายังอ่อนมาก จึงบันดาลไม่ให้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ด้านนี้ก็จงพิจารณาบ้าง


21. คำถาม

หลังทำแท้งขณะตั้งครรภ์ได้ 2 เดือน รู้สึกเป็นบาป แต่จำเป็นต้องทำเพราะแพ้ท้อง ทำงานไม่ได้ สามีไม่ได้เอาใจใส่ต่อครอบครัวเลย และถ้าปล่อยให้เกิดมาเขาจะลำบาก และทำให้ลูกคนเกิดก่อนลำบากด้วย อยากทราบว่าบาปที่ทำนี้ มีวิถีทางใดจะชดใช้ได้บ้างเช่น บวชพราหมณ์ สร้างพระ หรือถือศีล เป็นต้น


คำตอบ

ไม่ว่าใครๆ เมื่อความทุกข์ใจมาถึงแล้ว ก็ต้องมองหาที่พึ่ง เพื่อแบ่งเบาชะรอยสามีจะล่วงละเมิดไปเล่นสาว จึงเป็นเหตุไม่อาลัยในของเดิม แต่ก็คงเป็นเรื่องของกรรมในภพก่อนๆ ที่พวกเราสร้างไว้ เพราะการท่องเที่ยวในสงสารมากกว่าเม็ดหินเม็ดทรายในท้องมหาสมุทรตั้ง 4 มหาสมุทรสมมติว่าชาติหนึ่งก็เม็ดทรายหนึ่งเป็นการเทียบ เมื่อเป็นดังนี้การท่องเที่ยวในสงสารจึงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยพระพุทธศาสนาสอนไม่ให้นอนใจในโลกสงสารสอนให้รีบเร่งภาวนาปฏิบัติศีลธรรมเพื่อให้ชนะความหลงของตนเข้าสู่พระนิพพานไปซะ

อนึ่งเรื่องลูกๆ ตั้งครรภ์แล้ว 2 เดือนจะหาอุบายทำลายนั้น มันเป็นบาปมากนักหลวงปู่ไม่อนุโมทนาด้วย พระวินัยบอกว่า ปาราชิก 4 จะว่าแต่ข้อ 3 ความว่า "ภิกษุแกล้งฆ่ามนุษย์ให้ตายต้องปาราชิก" มีหลักพูดอย่างนี้ แต่อธิบายหลักออกพิศดารมากมนุษย์ในครรภ์ก็ดี นอกครรภ์ก็ดี ฆ่าเองก็ดี ใช้ผู้อื่นฆ่าก็ดี หรือด้วยอุบายก็ดี ห้ามขาดทั้งนั้น ถ้าฝืนล่วงละเมิด ภิกษุเป็นปาราชิก นี้อธิบายใหัฟังอย่างย่อๆ เมื่อเป็นดังนี้ องค์หลวงปู่ไม่เห็นด้วย แม้เราทำลายแล้วเราไปบวชชีพราหมณ์ หรือทำบุญอะไรๆ ก็ตาม จะทำบุญแก้บาปไม่ได้ เพราะมันเป็นเงินคนละกระเป๋า

สมมติว่าใจของเรานี้เปรียบเหมือนคลังบาปบุญนี้เปรียบเหมือนสมบัติที่อยู่ในคลัง คราวใดเราเอาบาปออกมาค้า ผลกำไรก็บวกบาปอยู่ที่ใจ เหตุนั้นการล้างบาปในพระพุทธศาสนาจึงไม่มี แต่เมื่อสร้างบารมีไปมากแล้วบาปก็เว้นพอแล้ว บุญก็สร้างพอแล้ว จึงจะทรงเหนือบาปและบุญไปได้ ยกตัวอย่างเช่น พระอรหันต์กรรมเก่าตามมาถึงก็มาเจอแต่เรือนร้าง คือสกลขันธ์ คือรูปนามแต่มันไม่ถึงธรรมะของพระอรหันต์ เพราะพระอรหันต์พ้นจากกองนามรูปไปแล้ว

แต่พวกเราที่ยังมีกิเลสหนาเมื่อผลของกรรมตามมาหามันก็ได้ทั้งหนังทั้งเขา เพราะเรายังไม่พ้นจากกิเลส เหตุนั้นเราจึงไม่ควรทำในมหันตโทษโทษฆ่ามนุษย์เป็นมหันตโทษไม่มีศาลอุทธรณ์ใดๆ ทั้งสิ้น คดีดำคดีแดงในโรงในศาลมันหมดเป็นส่วนกรรมและผลของกรรมที่ทำไว้แต่ละท่านละคนมันไม่จบเกษียณเป็นเลย มันตามไปจนถึงชาติเข้าสู่พระนิพพานดังกล่าวแล้วนั้น

คำว่ากรรม และผลของกรรมว่าโดยย่อเพื่อเข้าใจง่ายคือ บาปและผลของบาป บุญและผลของบุญ ส่วนสร้างเหตุบาปบุญแล้วผลไม่ได้ประสงค์ก็ได้รับตามส่วนควรค่าของเหตุที่ทำน้อยและมาก เจ้าตัวจะรู้หรือไม่รู้ตัวก็ไม่เป็นปัญหา เหตุนั้นวัฏฏสงสารจึงเวียนว่ายตายเกิดอยู่สนองกรรมสนองเวรกันเหมือนพายเรือในอ่าง ต่อเมื่อถึงพระโสดาบันตราบใดจึงจะเดินตรงไปตามความประพฤติข้ามทะเลหลงของตนไม่ถอยหลังไม่แวะซ้ายไม่แวะขวาด้วย ตรงจุดหมายพระนิพพาน ต่ำกว่าพระโสดาบันลงมาแล้วพายเรือในอ่างทั้งนั้น หรือเป็นมดไต่ขอบกระด้งทั้งนั้น พายเรือในอ่างทั้งนั้น

ถ้าอยากทราบว่าตนเป็นพระโสดาบันหรือไม่นั้นก็มีแผนที่สอบ คือ สอบตนว่าตนเสียดายอยากล่วงละเมิดศีล 5 หรือไม่เสียดายอยากจะถือศาสดาอื่นนอกจากพระพุทธศาสนาไปหรือไม่ เสียดายอยากจะจองเวรท่านผู้อื่นหรือไม่ เสียดายอยากจะเล่นอบายมุขหรือไม่เสียดายอยากจะถือฤกษ์ดียามดีหรือไม่ เสียดายอยากจะค้าขายเครื่องประหาร ค้าขายมนุษย์ ค้าขายสัตว์เป็นและเนื้อสัตว์ที่ตัวฆ่าเพื่อเป็นอาหาร ค้าขายน้ำเมา ค้าขายยาพิษ ทั้งหลายเหล่านี้หรือไม่ถ้าไม่เสียดายอยากล่วงละเมิดทั้งหลายเหล่านี้แต่ต้นมา ก็ตัดสินเอาเองว่าเรานี้แหละคือพระโสดาบัน ถ้าไม่อย่างนี้แล้วก็เป็นโมฆะทั้งนั้น

ให้เข้าใจว่าสิ่งใดที่เราไม่เสียดายอยากล่วงละเมิด เพราะเห็นชัดด้วยปัญญาด้วยดวงตาเห็นธรรม คือเห็นว่ามันเป็นเวรเป็นภัยจริงๆ ไม่มีศาลอุทธรณ์ ถ้าเราเห็นชัดอย่างนี้ความเสียดายอยากล่วงละเมิดของเราก็ไม่มีเราก็ไม่หนักใจด้วย คล้ายๆ กับเราเห็นหลุมถ่านเพลิงอย่างชัดแจ้ง เราไม่เสียดายอยากไปลุยเลย และก็ไม่สงสัยอีกด้วยนี้แหละคือภูมิพระโสดาบัน ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วก็เป็นพายเรือในอ่างดังกล่าวมาแล้ว

อนึ่ง การหงุดหงิดฉุนเฉียวก็เพราะอารมณ์ของเรา มีหลายแพร่ง แพร่งหนึ่งเกี่ยวกับสามีที่ไม่รับผิดชอบไม่อาลัย แพร่งสองเป็นธรรมดาของผู้ตั้งครรภ์ก็ต้องหงุดหงิดบ้าง อย่างนั้นจะอย่างไรก็ตามความอดทนเป็นเครื่องประดับของนักปราชญ์ เพราะอดทนในสิ่งที่ควรอดทน ไม่ใช่อดทนในการสร้างบาป อดทนในการไม่สร้างบาป ความอดทนกับความเพียร ก็คงมีความหมายอันเดียวกันนั่นเอง แต่เพียรในทางพระพุทธศาสนา "เพียรละบาปบำเพ็ญบุญ" เป็นหลักของจิตใจ

น่าเห็นใจลูกๆ หลานๆ อยู่เหมือนกัน ใครเกิดมาในโลกนี้ไม่เป็นทุกข์ใจไม่มีเลย (เว้นพระอรหันต์เสีย) พระโสดาบันเว้นทุกข์ใจไปเป็นเอกเทศแล้ว และส่วนที่เว้นนั้นไม่กลับมาทุกข์อีก ส่วนพระอรหันต์เว้นโดยเด็ดขาดสิ้นเชิงแล้ว และคำสอนพระพุทธศาสนาเจตนามุ่งหมายให้สัตว์โลกเข้าสู่พระนิพพานทั้งนั้น เพราะในไตรโลกธาตุไม่มีสุขเท่าเมล็ดงาเลย ถ้าหากว่ามีความสุขเท่าเมล็ดงาแล้วพระอรหันต์ก็ไม่เบื่อหน่ายความหลงของตนที่เคยหลงมา เมื่อเบื่อหน่ายความหลงของตนที่เคยหลงมาแล้วก็เท่ากับเบื่อหน่ายโลกทั้งปวงไปในตัว

คำว่าเบื่อหน่ายนัยที่นี้ไม่ได้หมายความว่าจะไปฆ่าตัวตายโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง ถ้าไปฆ่าตัวตายโดยวิธีใดวิธีหนึ่งแล้ว เรียกว่าโทสะสัมปยุตถ์อยู่ เกิดมาในภพใดชาติใดก็ต้องฆ่าตัวตายอยู่อย่างนั้นไม่ใช่ผู้พ้นจากกิเลสแล้ว ท่านผู้พ้นจากกิเลสแล้วนั้นท่านไม่เป็นกังวลเพื่อจะฆ่าตัวตายเพราะความหลงมันหายไปหมดแล้ว เหลือแต่พระปัญญาที่เหนือความหลง และธรรมชาติฝ่ายสังขารก็บันดาลมรณภาพไปเองโดยไม่มีเงื่อนไข เจ้าตัวจะวางแผนไปฆ่าด้วยวิธีใดๆ เลย

ดังนี้ผู้ที่ไปฆ่าร่างกายให้ตายนั้นเป็นผู้ที่ไร้ปัญญามาก ชะรอยผู้นี้เคยฆ่าตนเองมาแต่ชาติก่อนๆ แล้ว สิ่งที่จะควรสำเหนียกอีกก็มีอยู่ว่า ถ้าสามีของลูกเขาลอบไปรักหญิงอื่นก็ให้ยกมือใส่หัวซะ "ถ้าหากว่าข้าพเจ้าเคยได้ไปรักผัวเขาแล้วได้เคยล่วงละเมิดผัวเขามาแต่ชาติก่อนๆ ก็ดี แม้ข้าพเจ้าโกรธบ้างก็ตาม แต่จะไม่จองเวร ขอให้แล้วกันไปซะตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน" ต้องทำจิตอย่างนี้ ถ้าไม่อย่างนี้แล้วก็จะมึงทีกูทีไปในชาติหน้าตะพึดตะพือลูกๆ เอ๋ย



......................................................

คัดลอกจาก
http://www.geocities.com/pralaah/
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวMSN Messenger
แสดงเฉพาะข้อความที่ตอบในระยะเวลา:      
สร้างหัวข้อใหม่ตอบ
 


 ไปที่:   


อ่านหัวข้อถัดไป
อ่านหัวข้อก่อนหน้า
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน
คุณ สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้


 
 
เลือกบอร์ด  • กระดานสนทนา  • สมาธิ  • สติปัฏฐาน  • กฎแห่งกรรม  • นิทานธรรมะ  • หนังสือธรรมะ  • บทความ  • กวีธรรม  • สถานที่ปฏิบัติธรรม  • ข่าวกิจกรรม
นานาสาระ  • วิทยุธรรมะ  • เสียงธรรม  • เสียงสวดมนต์  • ประวัติพระพุทธเจ้า  • ประวัติมหาสาวก  • ประวัติเอตทัคคะ  • ประวัติพระสงฆ์  • ธรรมทาน  • แจ้งปัญหา

จัดทำโดย  กลุ่มเผยแผ่หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา ธรรมจักรดอทเน็ต
เพื่อส่งเสริมคุณธรรม และจริยธรรมในสังคม
เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2546
ติดต่อ webmaster@dhammajak.net
Powered by phpBB © 2001, 2002 phpBB Group :: ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง