Home  • กระดานสนทนา  • สมาธิ  •  สติปัฏฐาน  • กฎแห่งกรรม  • นิทาน  • หนังสือ  •  บทความ  • กวีธรรม  • ข่าวกิจกรรม  • แจ้งปัญหา
คู่มือการใช้คู่มือการใช้  ค้นหาค้นหา   สมัครสมาชิกสมัครสมาชิก   รายชื่อสมาชิกรายชื่อสมาชิก  กลุ่มผู้ใช้กลุ่มผู้ใช้   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว  เช็คข้อความส่วนตัวเช็คข้อความส่วนตัว  เข้าสู่ระบบ(Log in)เข้าสู่ระบบ(Log in)
 
ได้ทำการย้ายไปเว็บบอร์ดแห่งใหม่แล้ว คลิกที่นี่
www.dhammajak.net/forums
15 ตุลาคม 2551
 ไม้เท้าคุณตา (ท.เลียงพิบูลย์) อ่านหัวข้อถัดไป
อ่านหัวข้อก่อนหน้า
สร้างหัวข้อใหม่ตอบ
ผู้ตั้ง ข้อความ
admin
บัวทอง
บัวทอง


เข้าร่วม: 15 ธ.ค. 2004
ตอบ: 1888

ตอบตอบเมื่อ: 23 ธ.ค.2005, 10:38 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

Image

ไม้เท้าคุณตา
โดย ท.เลียงพิบูลย์

จากหนังสือกฎแห่งกรรม
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เล่ม ๔



ครั้งหนึ่งเราเห่อถนนเปิดใหม่ ผ่านเมืองชายทะเล ข้าพเจ้ากับเพื่อนๆ ได้เดินทางท่องเที่ยวโดยรถยนต์ส่วนตัว ไปตามหมู่บ้านชายผงทะเลหลายแห่ง เมื่อเราไปตามถนนใหญ่ หากมีทางซอยพอที่จะตัดลงทะเลได้ พวกเราก็จะต้องไปให้ถึงชายทะเล ไม่ยอมผ่านไปโดยไม่ได้แวะดู ความตั้งใจก็อยากจะทราบประวัติของหมู่บ้าน เหตุการณ์ที่น่าสนใจ และการทำมาหากิน

ครั้งนั้น เราได้เข้าถนนซอยซึ่งตัดลงทะเลแต่ยังไม่เรียบร้อย เข้าไปถึงหมู่บ้านชาวประมงแห่งหนึ่ง ข้าพเจ้าได้มีโอกาสสนทนากับผู้เฒ่าหมู่บ้านนั้น ทั้งที่เราเป็นคนแปลกหน้าไม่เคยรู้จักกับท่านผู้เฒ่านั้นมาก่อน แต่ก็ได้รับการต้อนรับอย่างดี ได้ทราบว่าท่านผู้นี้ชื่อ รุ่ง อายุย่างเข้าแปดสิบแล้ว ท่าทางแข็งแรงและว่องไว หูตายังดี พูดจาชัดเจน

พ่อเฒ่ารุ่งได้ชวนพวกเขาไปนั่งในบ้าน เมื่อรู้จุดประสงค์ของข้าพเจ้าแล้ว ท่านจึงพูดว่า ผมอยากทราบอะไรเกี่ยวกับหมู่บ้านนี้ก็ถามได้ เพราะพ่อเฒ่ารุ่งเป็นคนที่เกิดและเติบโตอยู่ในหมู่บ้านนี้ ไม่เคยไปอยู่ที่อื่นเลย

ข้าพเจ้ารู้สึกขอบคุณผู้เฒ่าที่แสดงไมตรีจิตเป็นกันเองกับพวกเรา ให้เด็กยกหมากพลูบุหรี่มาต้อนรับ ทั้งยังสั่งให้พวกลูกหลานขึ้นต้นมะพร้าว เก็บมะพร้าวอ่อนมาเจาะให้พวกเราดื่มน้ำมะพร้าวที่หวานหอมชื่นใจทั่วทุกคน พวกเราอดที่จะขอบพระคุณพ่อเฒ่ารุ่งเสียมิได้ เราได้สนทนากันถึงเรื่องดินฟ้าอากาศ และการทำมาหากินของขาวหมู่บ้าน ไม่ช้าเราก็รู้สึกเกิดความสนิทสนมกัน คล้ายกับคนรู้จักกันมาเป็นแรมปี ตอนหนึ่งพ่อเฒ่ารุ่งได้พูดขึ้นว่า

“การทำมาหากินในเมืองไทยของเราเหมือนๆ กันทั้งนั้นแหละคุณ ในน้ำมีปลาในนามีข้าว แต่พวกเขาทำนาปลูกข้าวนั้นสบายกว่าพวกเราชาวทะเลหาปลามาก”

ข้าพเจ้าบอกว่า “ทรัพย์ในดินสินในน้ำ ต้องพึ่งพาอาศัยทางบกและทางน้ำสำคัญด้วยกัน ผมว่าพอๆ กันทั้งนั้นแหละครับ ข้าวก็ต้องกล้าลงทุน มีควายหว่านไถ ต้องอาศัยดินฟ้าอากาศ ถ้าปีไหนฝนตกต้องตามฤดูกาล ก็ได้ผลเต็มเม็ดเต็มหน่วย ถ้าน้ำมากเกินไปข้าวก็ล่ม ถ้าปีไหนฝนแล้งน้ำแห้ง ชาวนาก็น้ำตาตกแทนน้ำฝน จิตใจไม่ชุ่มชื่น ผมว่าหาปลาในน้ำจะได้เปรียบสบายกว่าเพราะสัตว์น้ำในท้องทะเลมากมายไม่มีขอบเขต”

พ่อเฒ่าดูดบุหรี่ใบจาก อัดแล้วก็โยนทิ้งกระโถน แล้วหัวเราะหึๆ พูดว่า

“ผมรู้ว่า คุณยังไม่เคยทำนา และไม่เคยทำทั้งประมงและหาปลา รู้แต่ว่าทรัพย์ในดินสินในน้ำเท่านั้น ความจริงชาวประมงหาปลาในท้องทะเล ก็ต้องอาศัยดินฟ้าอากาศเหมือนกัน ถ้าหากวันไหนมีพายุจัด ฝนตกหนัก ลมแรงท้องทะเลปั่นป่วนคลื่นใหญ่ ชาวประมงก็ไม่สามารถจะนำเรือออกจากฝั่งได้ เรือที่กำลังอยู่ในท้องทะเล เมื่อเกิดพายุใหญ่เข้าฝั่งไม่ทัน ก็ต้องผจญชะตากรรมอันน่ากลัว ที่ไม่ทันออกเรือก็ต้องนั่งกอดเข่าจับเจ่ามองดูท้องทะเลเป็นบ้า ลมแรงคลื่นใหญ่คิดเป็นห่วงพวกยังอยู่ในทะเล ถ้าใครขืนนำเรือออกไป ก็เท่ากับเอาชีวิตไปทิ้งในกลางทะเลเป็นเหยื่อปลา เพราะเรือพวกเราไม่ใหญ่โตแข็งแรงพอที่จะโต้คลื่นลมได้ บางครั้งพายุก็จัดเป็นเวลาหลายวันติดต่อกัน ชาวประมงก็ต้องกินข้าวคลุกกะปิคลุกน้ำปลา เคยมีบ่อยๆ”

ข้าพเจ้าได้ความรู้จากพ่อเฒ่ารุ่งหลายอย่าง เพราะข้าพเจ้าไม่เคยเป็นชาวนา และไม่เคยเป็นทั้งชาวประมง ซึ่งทั้งสองอาชีพเป็นหลักสำคัญ จำเป็นที่จะเลี้ยงชีวิตพลเมืองของชาติ ให้มีการอยู่ดีกินดี นับว่าชาวประมงเป็นอาชีพเสี่ยงภัยมิใช่น้อย

เมื่อได้สนทนากันถึงเรื่องดินฟ้าอากาศและการทำมาหากินแล้ว ข้าพเจ้าจึงถามพ่อเฒ่ารุ่ง ถึงเรื่องประเพณีพื้นเมือง และเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในหมู่บ้าน หรือจำพวกนิทานที่เล่าสู่กันมาประจำพื้นบ้าน เพื่อประดับความรู้ เพราะข้าพเจ้าเคยรู้ว่าตามหมู่บ้านบางแห่งมีเรื่องนิยายลึกลับเกี่ยวกับทางทะเล หรือนิทานโดยเฉพาะแต่ละตำบลไม่ซ้ำแบบใคร มีทั้งเรื่องน่ารู้ น่าฟัง น่าสนใจและมีทั้งเป็นเรื่องธรรมดาแล้วแต่เหตุการณ์ หรือเรื่องที่เกิดขึ้นในหมู่บ้าน เล่าต่อๆ กันมาแต่ครั้งปู่ย่าตายาย

เมื่อได้สนทนากันแล้วข้าพเจ้าก็ได้เรื่องจากพ่อเฒ่ารุ่งได้กรุณาเล่าให้ฟังข้าพเจ้านำมาเติมแต่งคำพูดไม่ให้ผิดหลักเดิม ท่านจะคิดว่า เป็นนิทานหรือนิยายอ่านเล่น หรือจะเป็นเรื่องชีวิต ก็สุดจะอยู่ในความรู้สึกของท่านที่จะพิจารณาเอาเอง พ่อเฒ่ารุ่งเล่าให้ฟังว่า

“เมื่อผมเด็กๆ พ่อแม่เล่าให้ฟัง เมื่อสมัยก่อนในหมู่บ้านเรานี้ มีครอบครัวหนึ่งมีอยู่ด้วยกันสามชีวิต ครอบครัวนี้มี พ่อ แม่ และลูกชายอยู่ร่วมร่มไม้ชายคาเดียวกัน แม้จะอยู่ในหมู่ชาวประมงและชายทะเล แต่คนในครอบครัวก็มีจิตใจเป็นกุศล เพราะต่างก็ไม่ยอมฆ่าสัตว์ตัดชีวิต หรือหากินเป็นชาวประมงเหมือนชาวบ้านทั้งหลาย การเลี้ยงชีพของครอบครัวนี้ก็คือ ตัดฟืนขายบุคคลในครอบครัวนี้ พ่อชื่อ นายหมา แม่ชื่อ นางบาง ลูกชายชื่อ แสน

แม้เด็กชายแสนเวลานั้นจะมีอายุเพียง ๑๒ ขวบ ก็ช่วยพ่อแม่ทำงานทุกอย่าง เท่าที่เด็กขนาดนี้จะสามารถทำได้ นับแต่ตักน้ำ ผ่าฟืน หุงข้าว ซักผ้าตำข้าว นอกจากจะเป็นคนขยันขันแข็ง มีความกตัญญูต่อพ่อแม่แล้ว ยังเป็นเด็กที่มีนิสัยเรียบร้อย มีกิริยาวาจาสุภาพ ซื่อสัตย์ จึงเป็นที่รักใคร่เอ็นดูสงสารของชาวบ้านทั่วไป นอกจากจะเป็นที่รักใคร่ของชาวบ้าน แล้วแสนก็ยังเป็นที่รักใคร่ของพระสงฆ์ และท่านสมภารที่วัดที่อยู่ห่างจากบ้านขึ้นไปทางดอนเรียกว่า “วัดดอนผักเบี้ย”

เมื่อถึงวันโกนวันพระ ชาวบ้านเขาหยุดการสร้างบาป พากันไปทำบุญถือศีลที่วัด พ่อแม่ของแสนก็หยุดตัดฟืน เพื่อหาโอกาสไปวัดเพื่อรับศีลฟังธรรม แสนจึงหาโอกาสไปปฏิบัติพระสงฆ์ และขอให้ท่านพระครูได้ช่วยสั่งสอนให้ตนเล่าเรียนหนังสือ ท่านพระครูสงสารเอ็นดู เพราะเห็นเด็กชายแสนรักเรียน เอาใจใส่รักดี จึงสอนให้หัดอ่านหัดเขียน โดยมิได้มีความรังเกียจ และฝึกฝนวิชาความรู้ทางหนังสือให้เท่าที่แสนจะมีเวลาเรียนได้ เด็กชายแสนปัญญาไวสามารถเขียนได้อย่างรวดเร็ว ความคิดหลักแหลมเกินเด็กธรรมดารุ่นเดียวกัน แสนจึงเป็นที่เอ็นดูรักใคร่ของพระและเณรและท่านสมภารในวัดนั้น ทั้งแสนก็เป็นเด็กว่านอนสอนง่าย กิริยาก็อ่อนน้อม เคารพต่อผู้ใหญ่ พ่อของแสนเล่าให้ท่านสมภาร ฟังว่า

เมื่อนางบางตั้งท้องเจ้าแสน อยากกินแต่เกสรดอกไม้และผลไม้ ส่วนของสดของคาวเพียงแต่ได้กลิ่นเหม็น จนเกิดอาเจียนออกมา เมื่อครบกำหนดจะคลอดเจ้าแสน ในเช้ามืดวันนั้นมีนกบินผ่านมาวนเวียนรอบๆ หลังคาบ้านมากมายนับไม่ถ้วน ไม่รู้ว่ามันมาจากไหน เสียงมันร้องเมื่อฟังดูเหมือนพากันร้องว่า แสนๆๆๆ และก็ไม่รู้มันเป็นนกอะไร พอสว่างเจ้าแสนคลอดออกมาแล้วไม่รู้ว่าพวกมันบินหายไปไหนหมด พ่อแม่จึงตั้งชื่อมันว่า “แสน”



(มีต่อ 1)
 

_________________
-- การให้ธรรมเป็นทาน ชนะการให้ทั้งปวง --
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวส่ง Emailชมเว็บส่วนตัว
admin
บัวทอง
บัวทอง


เข้าร่วม: 15 ธ.ค. 2004
ตอบ: 1888

ตอบตอบเมื่อ: 23 ธ.ค.2005, 10:40 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

แสนเมื่อเป็นทารกคลอดออกมานั้น มีลักษณะผิวพรรณผุดผ่อง ผิดกับลูกชาวบ้านทั่วไป เสียแต่มีตำหนิข้างกกหูที่ทัดดอกไม้ มีรอยขูดเป็นทางคล้ายแผลเป็นมาแต่กำเนิด พ่อของแสนบอกกับท่านสมภารว่า ก่อนแสนมันจะเกิดนั้น แกเป็นชาวประมง หากินในทะเลเป็นลูกจ้างเขา จับโป๊ะบ้าง ลงเรือเบ็ดทะเลไปปักอวนดักจับกุ้ง ปลา เวลาน้ำลงบ้าง ถ้าว่างๆ ก็ลงทะเลไสเคยไสกุ้ง ลงเบ็ด จับหอยจับปูหากินกับทะเลตลอดมา

แต่พอนางบางตั้งท้องเจ้าแสนแล้ว นางบ้างก็รังเกียจนายหมา เมื่อกลับจากทะเลครั้งไร นางบางบ่นเหม็นคาวตัวนายหมาจนปวดหัว เข้าใกล้ก็อาเจียนไม่รู้จะทำอย่างไร ทั้งๆ ที่อาบน้ำจืดจนไม่มีกลิ่นปลาแล้ว นางบ้างก็ยังได้กลิ่นคาว นายหมาสงสารภรรยา ตกลงตัดสินใจเลิกออกหากินทางทะเลต่อไป แล้วหันมาหาเลี้ยงชีพตั้งต้นตัดฟืนขายเลี้ยงครอบครัวตลอดมา พ่อของแสนรำพึงกับท่านสมภารอย่างน้อยใจว่า

“ใครๆ เขาก็ว่าเจ้าแสนคนนี้มันเป็นคนมีบุญมาเกิด มันคงทำให้พ่อแม่สบาย แต่มันไม่ได้ทำอะไรให้พ่อแม่ร่ำรวยขึ้นมา เหมือนเด็กมีบุญทั้งหลายที่เกิดมาโปรดพ่อแม่”

ท่านสมภารหัวเราะ แล้วพูดว่า “เจ้าแสนมันไม่ได้โปรดไปในทางโลก แต่มันก็ได้โปรดทางธรรม เพราะตั้งแต่เจ้าแสนเริ่มเกิดมานั้น มันทำให้พ่อแม่ของมันละการทำบาปผิดศีลไปสู่ทางดีทางชอบ นี่ก็มองเห็นแล้ว มันดียิ่งกว่ามันมาโปรดให้มั่งมีเงินทอง แต่จิตใจยังติดอยู่ในกิเลสลุ่มหลงในทรัพย์สินเงินทอง สร้างบาปกรรมไม่สิ้นสุด”

ต่อมาได้มีผู้เฒ่าจะมาจากไหนไม่มีใครรู้ ได้จ้างชาวบ้านให้ปลูกบ้านพักอยู่ชายทะเลใหญ่โตแข็งแรง ชายผู้สูงอายุนี้ท่าทางกิริยาสง่า ชอบถือไม้เท้าเดินเล่นชายทะเลเสมอ ไม่มีใครทราบชื่อเสียงของท่านผู้เฒ่า และเหตุผลกลใด ที่ท่านต้องมาปลูกบ้านพักอยู่ริมทะเลที่ห่างไกลจากความเจริญ ควรจะอยู่เช่นในจังหวัดหรือบางกอก ไม่น่าจะมาอยู่ตำบลหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีแต่ความแห้งแล้ง ชุกชุมด้วยริ้นยุง ไม่ความสะดวกสบายเช่นนี้เลย นอกจากท่านผู้เฒ่ามาอยู่ชายทะเลแล้ว ยังมีผู้ติดตามมาปฏิบัติอีกผู้หนึ่งเป็นชาย ท่าทางแข็งแรงเหมือนคนเคยทำงานกลางแจ้งมาแล้ว อายุอ่อนกว่าท่านผู้เฒ่า มีร่างกายล่ำสัน มีความชำนาญแล่นเรือใบ เป็นผู้คอยติดตามรับใช้ผู้ภักดีมีสัตย์ชื่อเหมือนเงาตามตัว แสดงว่าเป็นบ่าวเป็นนายกัน ในท่าทีมิได้แสดงออกให้โจ่งแจ้ง

ชาวบ้านพากันเรียกผู้เฒ่าว่า “คุณตา” ส่วนผู้ติดตามนั้นชาวบ้านเรียกว่า “พ่อดำ” เพราะร่างกายกำยำผิวดำหน้าดุ ส่วนชื่อจริงหรือบ้านช่องอยู่ที่ไหนมาก่อนนั้น ไม่ใครรู้หัวนอนปลายตีน

คนในหมูบ้านชายทะเล ที่ท่านผู้เฒ่าให้ความสนิทสนมรักใคร่มากที่สุดนั้น ก็เห็นจะเป็นเด็กชายแสน เพราะแสนอ่อนน้อมเคารพผู้ใหญ่ นานๆ นายดำหรือพ่อดำก็หายไปกับเรือใบแบบเรือบดที่มีประจำบ้าน วันหนึ่งหรือสองสามวันก็กลับมา ระหว่างพ่อดำไม่อยู่ แสนก็เสนอตัวไปช่วยทำโน่นทำนี่ รับใช้ท่านผู้เฒ่า ในบ้านด้วยความเห็นชอบจากพ่อแม่ของแสน จึงทำให้ท่านผู้เฒ่าอยากให้แสนอยู่ด้วยใกล้ชิด นึกสงสารเอ็นดู บางครั้งท่านผู้เฒ่าได้ให้เงินเพื่อตอบแทนความดีรักใคร่ แต่แสนก็ไม่ยอมรับ ซ้ำบอกว่าการที่มาช่วยทำงานให้ระหว่างพ่อดำไม่อยู่นั้น มาทำให้ด้วยความสมัครใจและเต็มใจ มีความเคารพคุณตาเหมือนญาติผู้ใหญ่ มิได้หวังสิ่งใดตอบแทน เหมือนเด็กส่วนมากที่มุ่งหวังสินจ้างรางวัล ทำให้ท่านผู้เฒ่าอึ้งไป ไม่นึกว่าเด็กชายแสนจะมีจิตใจสูงเช่นนี้ และบ่นพึมพำอยู่ในใจว่ามันก็เหมือนเก่า

หลังจากพ่อดำหายไปสองหรือสามวันก็กลับมา พร้อมทั้งของกินและของใช้มากมาย ท่านผู้เฒ่าก็แบ่งให้แสนนำไปบ้านบ้าง แต่แสนเป็นเด็กประหลาดไม่ยอมรับ ท่านผู้เฒ่าจึงต้องบอกว่า “นี่ ฉันไม่ได้ให้เธอ แต่ฉันฝากไปให้พ่อแม่ของเธอที่บ้าน”

แสนจึงต้องจำใจตกลงยอมรับเอาไปให้พ่อแม่ที่บ้าน นอกจากนั้นก็ยังมีผู้สนิทสนมกับท่านผู้เฒ่านี้คือ ท่านสมภารที่วัดดอนผักเบี้ย เพราะตามปกติท่านผู้เฒ่าไปฟังเทศน์ฟังธรรมสนทนา กับพระที่วัดเสมอ โดยมีแสนนำไปทุกวันโกนวันพระ ถ้าวันธรรมดาปกติแสนก็ทำงานในบ้าน พ่อดำก็เป็นผู้ติดตามอย่างใกล้ชิด ฉะนั้นท่านผู้เฒ่าหรือคุณตาตามที่คนในหมู่บ้านชอบเรียก จึงได้สนิทสนมกับท่านสมภารตลอดมา

เหตุการณ์เกิดขึ้นคืนหนึ่ง ได้เกิดพายุใหญ่พัดจัดทะเลเป็นบ้าคลื่นใหญ่ ตีซัดเข้าฝั่งฝนตกหนัก ฟ้าคะนองร้องคำรามเสียงดังราวกับแผ่นดินจะถล่มทลาย กลางดึกตลอดคืนนั้น ชาวบ้านชายทะเลพากันอกสั่นขวัญหาย กลัวพายุจะพัดทำลายทุกอย่าง ความกลัวทำให้ไม่มีเวลาพักหลับนอน เพราะบ้านชายทะเลส่วนมากใช้ปลูกด้วยเครื่องไม้กระบอกไม้ไผ่ ไม่แน่นหนาอะไรนัก เมื่อถูกพายุพัดบ้านเรือนโยกไหวแทบจะถอนเสาเรือนพังทลายลง ฝนก็สาด ทุกคนก็ต้องคอยระวังข้าวของจะเปียก ลมพัดผ่านกระบอกไม้ไผ่ทำให้เกิดเสียงเหมือนภูตผีปีศาจน่ากลัว พื้นบ้านเป็นดินปรับเรียบพูนเป็นโคกสูงเกินระดับน้ำจะท่วมถึง จึงเพียงแต่ป้องกันในบริเวณบ้านให้พ้นจากน้ำท่วมธรรมดา แต่พายุพัดแรงจัดฝนตกหนักเช่นนี้ นอกจากน้ำท่วมผิดธรรมดาแล้ว ยังกลัวลมจะหอบหลังคาปลิวไปตามพายุ ส่วนเรือซึ่งเป็นเครื่องมือหากินก็ต้องผูกหลักให้แน่นหนา แม้จะจอดอยู่ในคลองก็ดี ก็ต้องคอยระมัดระวัง

ความกลัวทำให้ชาวบ้านส่วนมาก ต่างก็สวดมนต์ภาวนาอ้อนวอนให้พายุร้ายผ่านไปและสงบเร็วๆ และกว่าพายุจะสงบลงได้ก็ค่อนรุ่ง ชาวประมงในหมู่บ้านจึงค่อยหายใจทั่วท้อง ความจริงชาวบ้านส่วนมากหากินในทางประมงก็จริง แต่มีศีลมีสัตย์เมื่อถึงวันโกนวันพระก็จะหยุด ไม่สู้ใครยอมออกทะเลเพื่อจับสัตว์น้ำ ชาวหมู่บ้านนี้ถือกันอย่างเคร่งครัดมาแต่ครั้ง ปู่ ย่า ตา ยาย ฉะนั้น มีเหตุใดเกิดขึ้นก็พากันสวดมนต์ขอพระคุ้มครอง ชาวบ้านก็ไม่มีใครเป็นอันตราย

หลังจากพายุได้ผ่านไป รุ่งเช้าขาวบ้านตางก็โจษจันกันพูดถึงพายุเมื่อคืนนี้อย่างเซ็งแซ่ เป็นข่าวใหญ่ที่หมู่บ้านนี้ไม่เคยได้ประสบมาก่อน ตามบ้านถูกพายุพัดพาเสียหายมากบ้าง น้อยบ้าง ตามความแข็งแรงของบ้านบางบ้านก็ต้องพากันเที่ยวบุกน้ำตามหาหม้อข้าว หม้อแกงลอยตามน้ำเข้าป่าไป บางบ้านก็เที่ยวตามท่าเรือที่ถูกพายุพัดหลุดไปจากหลัก บางบ้านก็เที่ยวตามหาเป็ดหาไก่ที่หนีน้ำไปอยู่ดอน บางบ้านก็ต้องซ่อมแซมหลังคาและเสาเรือน บางบ้านพ่อแม่พี่น้องก็ต้องนั่งกอดเข่า เพราะทั้งข้าวสารทั้งหม้อข้าวครัวทั้งแถบหายไปกับพายุ ไม่มีอะไรเหลือติดบ้านเลย ลูกเด็กเล็กแดงต่างก็อดข้าวอดน้ำ เพราะคนในหมู่บ้านนี้ไม่ร่ำรวย เพียงแต่ทำพอกินพอใช้เท่านั้น เป็นที่น่าสงสารสมเพชยิ่งนัก คงมีบ้านคุณตาหลังเดียวที่ไม่เสียหาย เพราะสร้างแข็งแรงจึงทนพายุฝน เรื่องความลำบากยากแค้นของชาวบ้านนี้รู้ถึงคุณตา

คุณตาจึงให้แสนไปเที่ยวสำรวจดู บ้านใครที่ไม่มีอะไรเหลือก็รีบมาบอก แล้วคุณตาก็ให้ขนของที่มีอยู่ในบ้าน ให้พ่อดำกับแสนนำไปเที่ยวแจกจ่ายให้ทั่วทุกบ้าน พอที่จะกินประทังชีวิตไปได้เพียงวันสองวัน แล้วก็ให้พ่อดำรีบเอาเรือออกเดินทางมุ่งหน้าเข้าอ่าว เพียงสองวันก็กลับมา แล้วก็มีเรือใบใหญ่ติดตามมาด้วย เรือใบไม่สามารถจะเทียบท่าเข้าคลองได้ จึงจอดอยู่ข้างฝั่งเพราะกลัวติดเลนโคลนเวลาถ้าลง พ่อดำก็ค่อยๆ ลำเลียงของจากเรือใหญ่ใส่เรือเล็กเข้ามาจอดในคลอง

เมื่อชาวบ้านเห็นน้ำใจอันดีของคุณตาที่แจกอาหารให้ชาวบ้าน ป้องกันอดอยากแล้ว ก็ป่าวร้องกัน มาช่วยขนของให้คุณตา ไม่ช้าเรือเบ็ดและเรือฉลอมก็ออกไปช่วยขน สิ่งของเสบียงอาหารเข้าฝั่งเข้าคลอง มีข้าวสารมากมายเป็นสิบๆ กระสอบ นอกนั้นก็มีพวกเนื้อเค็มพริกแห้ง หัวหอม กระเทียม น้ำมันหมูเป็นปี๊บๆ นอกนั้นยังมีน้ำมันก๊าด ผ้าห่ม เสื้อ กางเกง ผ้านุ่ง ต่างก็พากันช่วยขนกองไว้ที่หน้าบ้านคุณตา พวกชาวบ้านต่างก็พากันสงสัยซุบซิบพูดกันว่า คุณตาเอาของมามากมายเช่นนี้ คงจะมาตั้งร้านค้าขายในหมู่บ้าน ก็มากเกินไปพอที่ชาวบ้านชายทะเลจะมีเงินชื้อได้

เมื่อขนของขึ้นจากเรือใหญ่หมดแล้ว คุณตาก็ได้สั่งให้พ่อดำป่าวร้องบอกพวกชาวบ้านให้มาประชุมกัน ไม่ช้าชาวบ้านก็มาพร้อมกัน แล้วก็ถามว่า ใครขาดอะไรไม่มีก็จงแบ่งไปใช้ ไม่ช้าชาวบ้านก็ได้ข้าวของเครื่องใช้นุ่งห่มและอาหาร ตามแต่บ้านมีคนมากน้อยตามส่วนแบ่งอย่างยุติธรรม ชาวบ้านบางคนเมื่อได้ของกินแล้ว ก็เข้าไปกราบคุณตาแล้วก็ร้องไห้สะอึกสะอื้น เพราะตื้นตันใจที่ไม่นึกว่า คุณตาจะมีน้ำใจดีอย่างนี้ และบอกว่าชาวบ้านแถบนี้ล้วนแต่ยากจนไม่รู้จะทดแทนบุญคุณอย่างไร ได้แต่ระลึกถึงบุญคุณ



(มีต่อ 2)
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวส่ง Emailชมเว็บส่วนตัว
admin
บัวทอง
บัวทอง


เข้าร่วม: 15 ธ.ค. 2004
ตอบ: 1888

ตอบตอบเมื่อ: 23 ธ.ค.2005, 10:41 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

คุณตาก็บอกว่า “ไม่ประสงค์ต้องการสิ่งใดตอบแทน ทำไปก็เพราะไม่อยากเห็นชาวบ้าน ผู้เป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกันได้รับความทุกข์ยากลำบาก ก็สงสารทนดูไม่ได้” ชาวบ้านจึงเคารพบูชาคุณความดีของคุณตาตลอดทั่วทุกคน

ต่อมามีข่าวที่ทำให้ชาวบ้านเศร้าใจ เพราะคุณตาเกิดเจ็บไข้ได้ป่วย ยาที่มีประจำบ้านก็รักษาไม่หาย หมอกลางบ้านได้พยายามรักษา แต่ไม่ทุเลา ชาวบ้านก็มีแต่เศร้าน้ำตานองหน้า ผู้เฒ่าที่ชาวบ้านไม่รู้จักชื่อเสียงได้ชนะจิตใจชาวบ้านทุกครัวเรือนด้วยคุณงามความดี ที่ได้สร้างบุญคุณไว้แก่ชาวบ้านชายทะเล เมื่อทราบข่าวว่าคุณตาป่วยต่างคนต่างก็นึกคิดว่า ท่านผู้เฒ่าอายุมากจะเป็นอันตราย แม้ท่านสมภารวัดดอนผักเบี้ยเมื่อทราบข่าวได้มาเยี่ยม แต่แล้วพ่อดำก็ต้องเอาเรือใบออกเดินทางทันที เพราะอาการป่วยของคุณตาครั้งนี้เป็นที่น่าวิตก

ระหว่างที่พ่อดำไม่อยู่แสนก็รับหน้าที่เอาใจใส่ดูแลพยาบาลมิได้ทอดทิ้ง แม้จะอดหลับอดนอน นายหมานางบางเห็นบุตรของตนเอาใจใส่ดูแลพยาบาลท่านผู้เฒ่าเช่นนั้นก็สงสาร จะขอช่วยผลัดเปลี่ยนพยาบาลแทน แต่แสนก็ไม่ยอม ท่านผู้เฒ่าเห็นเช่นนี้ก็มีจิตสงสารแสน เด็กประหลาดเอาใจใส่ดูแล มิเห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ซ้ำยังไม่หวังสิ่งใดตอบแทน คิดแล้วก็ถอนใจ

วันนั้น ท่านสมภารวัดดอนผักเบี้ยได้มาเยี่ยมไข้ พร้อมทั้งชาวบ้านอีกหลายคน คอยมาถามข่าวการป่วยด้วยความเป็นห่วง ท่านผู้เฒ่าหรือคุณตายังมีสติดี แม้ร่างกายจะทรุดโทรมลง เพราะการป่วยไข้ ท่านจึงเรียกแสนให้ไปหาใกล้ๆ แล้วพูดขึ้นต่อหน้าท่านสมภาร และชาวบ้านทั้งหลายพอได้ยินทั่วกันทุกคนว่า

“เจ้าแสน เจ้าได้ช่วยปฏิบัติช่วยเหลือทุกอย่าง จะหาเด็กรุ่นเจ้ารู้สึกเช่นนี้ เห็นจะหาได้ยาก ตารักเจ้ามาก รักฝังอยู่ในจิตใจ รักเจ้าเหมือนเจ้าเป็นลูกของตา ขอให้ตาได้กอดเจ้า เรียกเจ้าว่าลูกให้ชื่นใจเพียงครั้งเดียว ก็จะทำให้หลับตาเป็นสุขใจสบาย”

พูดแล้วคุณตาผู้เฒ่าก็ขยับกายลุกขึ้นนั่ง พวกชาวบ้านที่มาเยี่ยมไข้ ต่างก็มองดูหน้ากันที่ได้ยินผู้เฒ่าพูดเช่นนั้น ต่างก็พากันนึกว่า ท่านผู้เฒ่าคงจะพูดเพ้อไปด้วยพิษไข้สูง นายหมานางบางนั่งอยู่ในที่นั้นด้วย ก็พยักหน้าให้บุตรชายเอาใจทำตามความประสงค์ท่านผู้เฒ่าซึ่งกำลังป่วย และเมื่อได้ยินผู้เฒ่าร้องเรียกว่า “ลูกรักของพ่อ”

แสนรู้ความหมายก็คลานเข้าไปใกล้ กราบที่ตัวผู้เฒ่าแล้วพูดว่า “ครับ ลูกก็รักคุณพ่อมาก”

เมื่อท่านผู้เฒ่าเห็นแสนมาก้มกราบอยู่ตรงหน้า เรียกท่านว่าพ่อเช่นนั้น ก็ดีใจจนน้ำตาไหล ดึงร่างแสนเข้าไปกอดด้วยความรักใคร่อย่างสุดซึ้ง พลางพูดว่า

“เท่านี้ก็ทำให้พ่อสบายใจแล้ว ต่อไปนี้พ่อจะขอมอบไม้เท้าของพ่อนี้ให้แก่เจ้าไว้เป็นที่ระลึก เมื่อพ่อจากเจ้าไปแล้วเจ้าจะเอาไม้เท้าอันนี้ไปให้ใครหรือขายให้ใครไม่ได้ เจ้าจะต้องรักษาไว้ให้ดีถึงเวลาคับขัน ไม้เท้าอันนี้ก็จะช่วยเจ้าได้ จำเอาไว้”

แสนนึกในใจว่าไม้เท้าสำหรับยันกายของท่านผู้เฒ่านี้ไม่มีค่าอะไร เรารับไว้ดูตรงหน้าท่านก็ดี คิดแล้วก็กราบพลางพูดว่า “ผมจะรักษาไม้เท้า ตามที่คุณพ่อสั่งไว้ทุกประการ”

ท่านผู้เฒ่ายิ้มด้วยความสุขใจ แล้วก็หยิบไม้เท้าข้างตัวมามอบให้แสน แสนยื่นสองมือประคองรับเหมือนเป็นของศักดิ์สิทธิ์แล้วก็ก้มลงกราบ พลางพูดว่า ”ขอคุณพ่อจงหายจากโรคภัยไข้เจ็บเร็วๆ จะได้เป็นที่พึ่งของคนในหมู่บ้าน ชาวบ้านเราจะได้เบาใจ”

ผู้เฒ่าเอามือลูบหัวแสนด้วยใจรักเอ็นดูสงสารและน้ำตาไหล แล้วพูดว่า

“ลูกเอ๋ย โรคภัยไข้เจ็บนั้นเป็นของธรรมดาเหมือนกันทุกคน เมื่อเกิดมาแล้วก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ และตาย ไม่มีใครหนีพ้น แต่พ่อก็สบายใจที่ลูกก็รักพ่อ”

หลังจากนั้น อาการของคุณตาก็ไม่ดีขึ้น ต่อมาอีกสองวันก็มีเรือกลไฟรูปร่างสวยแล่นมาทอดสมอห่างฝั่ง อยู่ตรงหน้าหมู่บ้านห่างออกไปเป็นทะเลน้ำเขียวใสลึกไม่ติดตื้น แล้วก็มีเรือเล็กปล่อยจากเรือกลไฟลำนั้น มีคนกรรเชียงเข้าฝั่ง ๒ คน และคนนั่งมา ๒ คน เมื่อเข้ามาใกล้จึงมองเห็นชัดจำได้ว่า เป็นพ่อดำนั่งมากลางลำเรือ ชาวบ้านต่างพากันมายืนมุงริมคลอง มองดูเรือแล่นเข้าคลอง เมื่อเรือเข้าเทียบสะพานท่าน้ำในคลอง พ่อดำก็พาคนนั่งมาด้วย โดดขึ้นฝั่งถือหีบกระเป๋าติดตามขึ้นมา ตรงเข้าไปในบ้านของคุณตาอย่างรีบร้อน ชาวบ้านต่างก็โจษขานกันว่า นี่พ่อดำคงไปรับหมอจากบางกอกมารักษาคุณตาเป็นแน่

แต่แล้วไม่นานได้ข่าวว่า คุณตาจะเดินทางไปพร้อมกับเรือกลไฟลำนั้น จะไปรักษาตัวที่บางกอก จึงเป็นข่าวที่ทำให้ตื่นเต้นสำหรับชาวบ้านว่า หมอสั่งให้นำคุณตาไป คนที่เศร้ามากที่สุดก็คือแสน เพราะเคยอยู่ใกล้ชิดกับคุณตา และได้รู้เห็นได้ยิน ได้ฟัง ทำให้แสนเคารพนับถือรักคุณตายิ่งขึ้น เพราะตั้งแต่เกิดเขายังไม่เคยได้ยินว่าใครใจดี พูดจาอ่อนหวาน สุภาพเรียบร้อยเช่นคุณตานี้เลย

ท่านเคยเรียกแสนว่า “ลูกรักของพ่อ” เวลานั้นแสนรู้สึกมีความชุ่มชื่นอิ่มเอิบใจอย่างบอกไม่ถูก ทั้งแสนก็ยังบอกท่านว่า “ลูกรักคุณพ่อมาก” แม้จะเป็นเวลาสั้นๆ แต่แสนก็รู้สึกมีความสุขซาบซึ้งใจ แม้ชาวบ้านพากันคิดว่า คุณตาพูดเพ้อเพราะความร้อนในตัวพิษไข้สูงพูดโดยไม่รู้สึกตัว แต่แสนก็ไม่เชื่อว่าจะเป็นเช่นนั้น คุณตาต้องสติดีทุกอย่าง ผู้รู้สึกเช่นเดียวกับแสนก็เห็นจะมีท่านสมภารวัดดอนผักเบี้ยองค์เดียว แต่แสนก็ชอบเรียกคุณตาว่า “คุณพ่อ” เพราะทำให้ชีวิตสดชื่น

แสนนึกว่าคราวนี้เขาเอาคุณตาหรือคุณพ่อไปแล้ว เมื่อไหร่จะได้กลับบ้านชายทะเลอีก แสนยืนก้มหน้าคิด แล้วน้ำตาไหล ยืนนิ่งไม่กล้ามอง ปล่อยให้คนมาจากเรือกลไฟเขาจัดการพยุง และช้อนตัวอุ้มคุณตาค่อยๆ ออกมาจากบ้าน จะไปลงเรือบดที่จอดคอยอยู่ที่ท่าสะพานไม้ไผ่ในคลอง ชาวบ้านก็พากันมายืนหน้าเศร้า คอยส่งคุณตาลงเรือ ทุกคนก็คิดว่าเขาคงพาคุณตาไปรักษาที่บางกอก เมื่อหายแล้วก็คงจะกลับมาอยู่บ้านชายทะเล ต่อไป



(มีต่อ 3)
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวส่ง Emailชมเว็บส่วนตัว
admin
บัวทอง
บัวทอง


เข้าร่วม: 15 ธ.ค. 2004
ตอบ: 1888

ตอบตอบเมื่อ: 23 ธ.ค.2005, 10:41 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

เมื่อมีชายสองคน พร้อมด้วยชาวบ้านได้ช่วยกันอุ้มตัวคุณตาค่อยๆ อุ้มลงไปในเรือแล้ว ก็มีหมอและพ่อดำสองคนช่วยกันขนสิ่งของที่จำเป็นออกมาจากบ้านใส่เรือ ส่วนบ้านนั้นคุณตาได้มอบให้นายหมานางบาง ผู้เป็นพ่อแม่ของแสนมีกรรมสิทธิ์ทุกอย่าง และอนุญาตให้ใช้ของที่มีอยู่ในบ้าน ไม่ว่าเสบียงอาหารหรือเครื่องใช้ คุณตามอบให้เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ของแสนจะจัดการตามแต่จะเห็นสมควร

วันนั้นเห็นจะเป็นวันเศร้าที่สุดของชาวบ้านทั่วไป เพราะต่างก็มีความรักความอาลัยคุณตาทุกคนทั่วหน้ากัน เมื่ออุ้มคุณตาลงนั่งพิงหมอนในเรือ เขากรรเชียงเรือออกจากคลอง คุณตาพยายามรวบรวมกำลังยกมือขื้นโบกลาหญิงชายที่ยืนส่งสองฝั่งคลองด้วยท่าทางอันอ่อนเพลีย ไม่สามารถจะพูดอะไรออกนอกจากน้ำตาไหล ชาวบ้านต่างก็ซับน้ำตาด้วยกันทั้งหญิงชาย

แสนยืนนิ่งพูดอะไรไม่ออก นึกในใจว่า นับแต่นี้เมื่อไหร่ จะได้พบได้เห็นท่านอีก นึกแล้วแสนก็ร้องไห้ออกมาอย่างไม่รู้สึกตัว ชาวบ้านหลายคนก็ยืนร้องไห้ปล่อยโฮอยู่ริมฝั่ง เมื่อได้เห็นเรือค่อยๆ แล่นออกทะเลไปขึ้นเรือกลไฟ มีหลายคนได้นำเรือออกไปส่งถึงเรือกลไฟ หลังจากคุณตาได้เดินทางไปจากบ้านชายทะเลแล้ว วันเดือนก็ผ่านไปเป็นปี แต่ก็ไม่มีข่าวว่าคุณตาจะได้เดินทางกลับมาหาพวกเราชาวบ้านชายทะเลอีก ชาวบ้านก็ได้แต่คอยด้วยความอาลัยนึกถึงบ่นกันทุกบ้านทุกเรือน ถึงความดีของคุณตาที่ได้ฝังใจอย่างไม่รู้ลืม

เมื่อวันเวลาผ่านไปจนแสนเติบโต อายุครบพอที่จะบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ได้ ก็ยังไม่ได้ทราบข่าวจากคุณตาเลย แสนยังนึกถึงคุณตาอยู่เสมอ เพราะคุณตาเคยพูดไว้ว่า

“เจ้าแสนเมื่อเข้าจะบวชพระ ถ้าตายังมีชีวิตอยู่ตาจะบวชให้เจ้า”

บัดนี้ เด็กชายแสนหรือก็เติบใหญ่เป็นนายแสน อยากจะบวชเรียนเข้าศึกษาในทางพระพุทธศาสนาด้วยจิตใจศรัทธา แต่ต้องเก็บความรู้สึก เพราะต้องรอคอยคุณตา ซึ่งแสนรับปากไว้ว่าอยากจะให้คุณตาบวชให้ แม้คนอื่นในหมู่บ้านอยากจะช่วยกันบวชให้แสนเป็นองค์พระ เพราะเป็นคนดี แสนก็ยังไม่ยอมบวช เพราะคุณตาผู้เฒ่าก็รู้แล้วว่าปีไหนแสนจะครบบวช

วันหนึ่งแสนล้มป่วยลง อาการทรงกับทรุดอย่างน่ากลัว หมอกลางบ้านก็ไม่สามารถจะรักษาให้ทุเลาลงได้ นายหมากับนางบางก็เป็นทุกข์เป็นร้อนที่ลูกชายคนเดียวเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงป่วยหนัก จะรักษาตามบุญตามกรรมก็กลัวลูกจะเป็นอันตราย ครั้นจะนำตัวไปรักษาพยาบาลที่บางกอก ซึ่งมีหมอดีๆ ตัวเองไม่มีเงินทอง ฟืนที่ตัดไว้มากก็ยังไม่มีคนมารับซื้อฟืนนำไปส่งขาย ตามปกติธรรมดาเรือชาวมอญขายฟืนจะมารับซื้อฟืนไปขายทุกเดือน แต่ก็หายไป ลูกก็ป่วยเงินทองก็ไม่มี

แล้วก็หวนไปนึกถึงคุณตา ท่านเป็นคนใจบุญมีความเมตตากรุณา ทั้งท่านก็มีความรักใคร่แสนอย่างลึกซึ้ง หากท่านยังอยู่ในหมู่บ้าน เราไม่มีปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้น เพราะท่านเปรียบเหมือนร่มโพธิ์ร่มไทร คอยช่วยดูแลทุกข์สุขของชาวบ้าน บัดนี้ท่านจากไปนานแล้ว ไม่ทราบว่าท่านยังมีชีวิตอยู่หรือตายไปแล้ว ไม่ได้ข่าวเลยสองผัวเมียนั่งปรับทุกข์ และคิดถึงผู้เฒ่าที่ชาวบ้านเรียกว่า “คุณตา” แล้วก็คิดว่า เจ้าประคุณเมื่อไหร่ จะมีคนอย่างคุณตามาอยู่ในหมู่บ้านเราอีกสักคนนะ คิดแล้วระลึกถึงบุญคุณ ยิ่งนึกถึงความดีของท่านก็ยิงแสนจะอาลัย

แต่แล้วนางบางผู้เป็นภรรยานายหมาก็นึกออกว่า คุณตาเวลาท่านป่วยนั้น ได้ให้ไม้เท้าไว้ ห้ามไม่ให้ขาย แม้จะยากจนเข็ญใจก็ให้รักษาเอาไว้ ถึงที่คับขันก็สามารถจะช่วยได้ จึงบอกกับนายหมาผู้สามีว่า

“นี่ พ่ออ้ายแสน ข้าว่าไม้เท้าของคุณตานั้น ต้องศักดิ์สิทธิ์แน่ คุณตาสั่งนักสั่งหนาทีเดียวว่า ถ้าถึงเวลาคับขัน ไม้เท้าอันนี้จะช่วยได้ ถ้าคิดว่าเอาไม้เท้าอันนี้ล้างให้สะอาด แล้วตั้งไว้ในที่สูงจุดธูปเทียน ทำน้ำมนต์ให้แสนลูกเรามันกิน บางทีเป็นบุญเป็นกุศล ทำให้โรคภัยไข้เจ็บหายได้นา ข้าว่า”

นายหมาผู้เป็นสามีได้ฟังเช่นนั้น ก็เห็นชอบด้วย จึงค่อยๆ หยิบไม้เท้าที่อยู่ข้างตัวแสนนั้นมาขัดถูให้สะอาด แล้วตั้งที่บูชาเอาไม้เท้าตั้งไว้บนขันน้ำพานรอง เป็นสมบัติชิ้นเดียวที่มีค่าในบ้าน แล้วนายหมาก็อาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาด แล้วก็เข้าไปจุดธูปเทียนนั่งกราบไม้เท้าอันศักดิ์สิทธิ์ ตั้งสมาธิสวดมนต์ไหว้พระเสร็จแล้ว ก็อธิษฐานว่า

“ข้าแต่คุณตาผู้ได้มอบไม้เท้าให้อ้ายแสนลูกข้า สั่งไว้ว่า เมื่อถึงที่คับขัน ไม้เท้าอันนี้ก็สามารถจะช่วยให้พ้นความทุกข์ยากลำบากได้ บัดนี้อ้ายแสนลูกข้ามันป่วย จนไม่สามารถที่ข้าจะหาเงินทองมารักษาพยาบาลให้หายได้ เพราะความยากจน เวลานี้เข้าที่คับขันแล้ว ขอให้ไม้เท้าของคุณตาจงประสิทธิ์ประสาทน้ำในขันนี้ให้เป็นน้ำอันศักดิ์สิทธิ์ สามารถเมื่อกินแล้วขอให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บเถิด”

พูดอธิษฐานพลางก็หยิบไม้เท้าจุ่มลงไปในขัน แล้วเอาเทียนที่จุดไว้หมดตามลงไปในน้ำ ความรู้สึกของตัวเองและเชื่อว่าจะเป็นน้ำมนต์ที่ศักดิ์สิทธิ์รักษาเจ็บป่วยให้หายได้ เสร็จแล้วก็เอาจอกเล็กๆ ตักน้ำในขันใหญ่ มาพยุงช้อนหัวแสนให้ตั้งตัวขึ้นกรอกน้ำมนต์ทางปากให้ดื่มเข้าไป แล้วก็ปล่อยให้นอนอย่างเดิม คอยเฝ้าดูอาการว่ามันจะมีอะไรดีขึ้น สองสามีภรรยาท้อใจสงสารลูก ข้าวปลาก็กินไม่ลง ตัวร้อนเป็นไฟ มียาอะไรให้กินหมดแล้วไม่หาย นึกในใจว่า คราวนี้เห็นทีจะสิ้นชื่อเสียแล้วลูกเอ๋ย ไม้เท้าของคุณตาก็ไม่เห็นช่วยอะไรเจ้าได้เลย

นายหมาโกรธขึ้นมาก็พูดว่า “มันน่าหักใส่ไฟจริงๆ ถึงเวลาเข้าที่คับขันจริง ก็ไม่เห็นช่วยอะไรได้ ตามที่คุณตาได้พูดไว้ มันเป็นไม้เท้าธรรมดานี่เอง ไม่เห็นศักดิ์สิทธิ์อะไรเลย”

แสนนอนฟังได้ยินพ่อพูดด้วยความโกรธเช่นนั้นก็ตกใจ แม้ตัวจะไม่มีแรงไม่มีกำลัง ก็พยายามร้องบอกมาว่า

“อย่าพ่อ ข้ารับปากกับคุณตาไว้แล้วว่า จะรักษาไว้”

นายหมาเมื่อได้ยินลูกห้ามเช่นนั้นก็นึกได้ ต่างก็นั่งกอดเข่ามองดูลูกชายเฉย คิดว่าตั้งแต่เช้าจนถึงบัดนี้ ก็กำลังเข้าได้เข้าไฟแล้ว ข้าวยังไม่ตกถึงท้อง เจ้าลูกชายนั่งมองดูตากัน เมื่อนึกถึงพวกมอญที่เคยมารับฟืนไปขาย ในเรือมียารักษาโรคและป้องกันของใช้ทั้งขายและเอามาแลกเปลี่ยน กะปิ น้ำปลา กุ้งแห้ง ปลาเค็มที่เคยมาก็หายไป เรือเจ๊กเฮงซึ่งเคยมาค้าขายกับหมู่บ้านก็ยังไม่มา เสียงนกทะเลมันร้องตามชายเลนน้ำกำลังจะลง มันคงวิ่งเที่ยวจิกปลากิน ทำให้สองผัวเมียกลุ้มอกกลุ้มใจ



(มีต่อ 4)
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวส่ง Emailชมเว็บส่วนตัว
admin
บัวทอง
บัวทอง


เข้าร่วม: 15 ธ.ค. 2004
ตอบ: 1888

ตอบตอบเมื่อ: 23 ธ.ค.2005, 10:42 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

ทันใดนั้น นายหมามองไปเห็นตัวดำยาวๆ แสงสว่างจากไฟเทียนที่ทำน้ำมนต์ เห็นมันกำลังเลื้อยตรงมาที่แสนลูกชายกำลังนอน ยิ่งเพ่งมองดูให้ชัด ก็เห็นเป็นงูตัวดำๆ อีกศอกเดียว ก็จะเลื้อยถึงตัวแสน ด้วยความตกใจกลัวลูกที่กำลังนอนป่วยจะถูกงูฉกกัด เที่ยวมองหาไม้ที่ใกล้มือเพื่อจะตีงู ก็เหลือบไปเห็นไม้เท้าของคุณตายังพาดไว้ที่ปากขัน มือเร็วเท่าความคิด รีบโดดไปฉวยได้ไม้เท้า ก็ฟาดกระหน่ำลงไปที่ตัวงูกำลังเลื้อยคลานเข้ามาตีอย่างเต็มแรง หวดฟาดอย่างไม่นับครั้ง จนไม้เท้าหักออกสองท่อน เพราะกำลังแรงของนายหมา เจ้างูนั้นก็นอนนิ่งไม่กระดุกกระดิก นายหมาเหนื่อยหอบเพราะตื่นเต้นตกใจ นางบางเข้าไปเขี่ยดูว่ามันเป็นงูอะไร และมันเข้ามาได้อย่างไร พอยกเทียนขึ้นส่องก็หัวเราะออกมาว่า

“โธ่ พ่ออ้ายหนู ตาแกฝาดไปเสียแล้ว ก็นั่นมันผ้าขี้ริ้วนี่นา ตาฝาดเห็นเป็นงูไปได้”

นายหมาหัวเราะไม่ออกพลางพูดว่า “ข้าเห็นแก่ตาว่ามันเป็นงูจริงๆ ตาไม่ฝาด ข้าสาบานได้ แต่ไหงมันมากลายเป็นผ้าขี้ริ้วไปได้ ข้าก็ไม่รู้”

แต่แล้วนางบางก็ร้องขึ้นว่า “นั่นอะไรเกลื่อนกลาดไปหมด มันส่องแสงแวววาวเหมือนเศษแก้ว” พลางนางบางก็วิ่งไปหยิบเอามาดู เมื่อสองกับแสงไฟแล้วมันแวววับ นางบาง ดีใจร้องออกมาว่า

“โอ้โฮ ! พ่ออ้ายแสน นี่มันเพชร ข้าว่าเพชรแท้ๆ อย่างดีด้วย มาดู ข้าเคยเห็นผู้ดีบางกอกเขาทำแหวนใส่กันราคามันแพงน๊า ข้าว่าคราวนี้เราไม่จนแล้ว”

นายหมาผู้สามีเกิดตื่นเต้นขึ้นมาอีก รีบแย่งจากมือนางบางมาส่องไฟดู เห็นแล้วก็ตาลุกวาวด้วยความดีใจพลางบอกว่า “ไหนเราหาดูอีกชิ มันต้องมีหลายเม็ดแน่ ดูมันเกลื่อนบ้าน”

สองสามีภรรยาทั้งก้มทั้งคลานพากันค้นหา ก็ได้เพชรรวมทั้งหมดมีจำนวนสิบเม็ดพอดี สองสามีภรรยาต่างพากันตื่นเต้นดีใจ พลางเขย่าลูกชายซึ่งกำลังหลับๆ ตื่นๆ ด้วยพิษไข้ พ่อแม่ดีใจลืมว่าลูกชายกำลังป่วย พลางพูดว่า

“อ้ายแสนลูกรักของพ่อ คราวนี้เราคงรวยกันใหญ่แล้ว คงพ้นทุกข์ความยากจนกันเสียที”

นางบางได้ไปหยิบเอาไม้เท้าที่หักมาพิจารณาดู ก็เห็นข้างในไม้เท้านั้นเป็นโพรง และยังเห็นว่าข้างในยังมีเพชรคับแน่นอัดค้างอยู่ในไม้เท้าอีก ๒ เม็ด ใหญ่กว่าเม็ดอื่นๆ พลางร้องออกมาว่า “อ้าวพี่หมา นี่ยังมีอีก ๒ เม็ด ใหญ่กว่าเม็ดอื่น แต่แคะไม่ออก”

ตกลง สองสามีภรรยาได้เพชรมีค่าจากไม้เท้าคุณตา รวมเสร็จสิบสองเม็ด ทุกเม็ดห่อสำลีและกระดาษอย่างเรียบร้อย เมื่อไม้เท้าหักก็กระเด็นออกไปคนละทางทำให้ตื่นเต้น แล้วสองสามีภรรยาก็ปรึกษากันว่า เราจะทำอย่างไรกันดีกับเพชรเหล่านี้ นางบางบอกว่าให้เจ๊กเฮงนำไปให้เจ๊กช่างทอง หรือพวกร้านขายทองเขาตีราคาดู เลือกเอาเม็ดเล็กที่สุด เราก็คงจะรู้ราคามันดีแล้วเราค่อยเอาไปขายภายหลัง

รุ่งขึ้นเรือเจ๊กเฮงก็แวะมาหมู่บ้านชายทะเล เอาของออกมาเร่ขายและแลกเปลี่ยนกับพวกกุ้งแห้ง ปลาเต็มและกะปิ แล้วแต่ใครจะแลกหรือซื้อขายก็ได้ตามแต่จะตกลง ทั้งเจ๊กเฮงกับพวกลูกน้องได้มาค้าขายแลกเปลี่ยนเป็นประจำเก่าแก่ รู้จักคนทั้งหมู่บ้านทั้งตำบล ใครจะต้องการอะไรเจ๊กเฮงก็หามาให้เป็นผู้รับใช้อย่างซื่อตรง เป็นที่ไว้วางใจของชาวบ้านทั่วไป

เมื่อเรือเจ๊กเฮงเข้าคลองจะรู้กันทั้งหมู่บ้าน เพราะแกจะเป่าเขาควายแบบเรือหาปลาในท้องทะเล หากแต่เจ๊กเฮงเป่าในหมู่บ้านนั้น เสียงผิดกว่าเรือปลาเขาเป่ากัน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าแกได้มาถึงหมู่บ้านแล้ว ใครจะซื้อของแลกเปลี่ยนอะไรก็เชิญ มีเครื่องกินเครื่องใช้ทุกอย่างมีทั้งผลไม้และผักต่างๆ มีพวกเด็กๆ วิ่งมาล้อมเรือเจ๊กเฮง แล้วต่างก็ซื้อขนมลูกกวาดและเครื่องจันอับขายดี เพราะเก็บไว้กินได้นาน นอกนั้นยังมีของเล่นสำหรับเด็ก พวกตุ๊กตาต่างๆ คล้ายแกยกร้านเข้ามาไว้ในหมู่บ้าน ก็เป็นที่สนุกสนาน ของพวกเด็กๆและเดือนหนึ่งเจ๊กเฮงจะผ่านมาหลายครั้ง ยิ่งหน้ากุ้งหน้าปลา เจ๊กเฮงก็จะเพิ่มสินค้าแปลกมากขึ้น บางครั้งยายซึ้มเมียเจ๊กเฮงก็มาด้วย ช่วยผัวขายของ นอกนั้นยังมีพวกลูกจ้างแจวเรือ

นางบางแม่ของแสนเรียกเจ๊กเฮงเข้าไปในบ้าน เจ๊กเฮงเมื่อเห็นแสนนอนเป็นไข้อยู่ก็สงสาร แต่อาการของแสนดีขึ้นอย่างประหลาดนับแต่วันที่ได้เพชรจากไม้เท้า ก็ค่อยกินข้าวกินปลาได้ เมื่อนายหมานางบางเอาเพชรเม็ดเล็กที่สุดในจำนวนที่มีอยู่ให้เจ๊กเฮงดู แล้วบอกว่า

“เจ๊กเฮงลองตีราคาดูที่มันจะได้สักเท่าใด”

เจ๊กเฮงหยิบมาส่องดูด้วยความตื่นเต้นพลางพูดว่า “อั๊วดูไม่เป็นหรอก รู้แต่ว่ามันเป็นเพชรน้ำดี ส่วนราคานั้นจะต้องเอาไปให้ร้านขายทองที่อำเภออั๊วอยู่ให้เขาตีราคา แล้วจะมาบอกทีหลัง ถ้าเชื่อใจอั๊ว”

ตกลงสองสามีภรรยา มอบเพชรเม็ดนั้นให้เจ๊กเฮงนำไปตีราคา ต่อมาไม่นานเจ๊กเฮงก็กลับมาในหมู่บ้านชายทะเลอีก คราวนี้มาแอบกระซิบบอกสองสามีภรรยาว่า “เพชรเม็ดนั้นร้านขายทองเขาให้ราคา ๒ ชั่ง ถ้าขาย อั๊วจะมอบเงินให้เลย ถ้ายังไม่ขายก็ไม่เป็นไร”

สองผัวเมียดูตากัน นึกว่า โอ้โฮ ! เม็ดเดียวขายได้เงินตั้งสองชั่ง มีเงินใช้ไปได้อีกนาน เมื่อหารือกันตกลงแล้วก็บอกกับเจ๊กเฮงว่า “อั๊วตกลงขาย”



(มีต่อ 5)
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวส่ง Emailชมเว็บส่วนตัว
admin
บัวทอง
บัวทอง


เข้าร่วม: 15 ธ.ค. 2004
ตอบ: 1888

ตอบตอบเมื่อ: 23 ธ.ค.2005, 10:42 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

เจ๊กเฮงดี ใจจัดแจงลงไปในเรือหิ้วถุงเงินมา ๒ ถุง แล้วมอบให้นายหมา แล้วกลับมาจัดผลไม้ ที่มีไว้ขายในเรือ นำมามอบให้แสน ใครๆ ก็ยกย่องว่าเจ๊กเฮงใจดี ยังอุตส่าห์เอาผลไม้มาฝากคนเจ็บ และการป่วยของแสนก็ค่อยๆ ดีขึ้น และหายเป็นปกติอย่างอัศจรรย์

เมื่อแสนหายได้เป็นปกติแล้ว ก็นึกว่าเราได้เพชรของคุณตาก็เท่ากับคุณตาบวชให้ แล้วอยากเข้าไปบางกอกเพื่อสืบหาคุณตา พบจะได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ เพื่อหาสถานที่ได้มีโอกาสเล่าเรียนศึกษาพระธรรมและพระวินัย ปฏิบัติสมณกิจด้วยจิตศรัทธามอบกายถวายชีวิต ในพระพุทธศาสนาด้วยใจรักในทางธรรม

เมื่อได้พยายามสืบหาคุณตาแต่ไม่พบ จึงอุปสมบทเป็นพระภิกษุแสน และตั้งอกตั้งใจศึกษา ไม่ช้าก็สามารถเรียนรู้ในภาษาบาลี และเป็นผู้เชี่ยวชาญภาษามคธและสันสกฤต และสามารถเข้าแปลพระปริยัติธรรมสนามหลวง ได้เป็นเปรียญนับแต่ประโยคต้นมาตลอดจนประโยคชั้นสูง จนได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะ

ต่อมาได้กลับมาทำการปฏิสังขรณ์พระอาราม และพระอุโบสถ สร้างศาลาขึ้นที่วัดดอนผักเบี้ย ตำบลหนองกระสา จนเป็นวัดเจริญรุ่งเรืองอีกครั้งหนึ่ง ต่อมาท่านได้รับสมณศักดิ์สูงเป็นที่เคารพสักการะบูชา เป็นที่ชื่นชมของชาวบ้านชายทะเล และพุทธมามกะทั้งหลาย เพราะท่านสมบูรณ์ด้วยศีลสมาธิ ปัญญา บริสุทธิ์ด้วยพรหมจรรย์อันสมควรยกย่องสรรเสริญ เพราะท่านได้สละความโลภ รัก โกรธ หลงด้วยการปฏิบัติจิตของท่านเที่ยงธรรม สมเป็นสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ขอย้อนหลังจากนายหมานางบาง ครั้นเมื่อได้จัดการอุปสมบทนายแสนบุตรชาย ให้เป็นพระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนา จำพรรษาอยู่วัดในจังหวัดพระนครแล้ว นายหมานางบางสองสามีภรรยา ยังไม่หมดความพยายามก็เที่ยวติดตามสืบหา “คุณตา” ที่บางกอกจนอ่อนใจก็ไม่พบ การเที่ยวสืบหาบุคคลที่ไม่รู้จักชื่อและที่อยู่ในจังหวัดพระนครอันกว้างใหญ่นั้น ก็เหมือนงมเข็มในมหาสมุทร ที่สุดสองสามีภรรยาก็ผิดหวัง และกลับมาอยู่บ้านที่ชายทะเลตามเดิม ความจริงเหตุการณ์ก็ควรสิ้นสุดกันเพียงนี้

แต่เรื่องปัญหาลึกลับประหลาดยังไม่คลี่คลาย ต่อจากนั้นมาเป็นวันพระ พวกชาวหมู่บ้านชายทะเลพร้อมทั้งนายหมานางบางก็ไปรวมอยู่ที่กุฏิท่านสมภารวัดดอนผักเบี้ย สนทนาธรรมดื่มน้ำร้อนน้ำชาตอนหนึ่ง ท่านสมภารพูดขึ้นคล้ายกับจะมีประกาศให้ชาวบ้านได้รู้ได้ทราบ สิ่งลึกลับที่ชาวบ้านอยากทราบมานานแล้ว และถึงเวลาที่ท่านจะบอกให้ทราบ ท่านจึงเริ่มเอ่ย ขึ้นว่า อาตมาก็ชราภาพมากแล้ว แต่ได้เก็บความลึกลับไว้ได้ตลอดมา วันนี้ถึงเวลาที่อาตมาจะเผยเรื่องลี้ลับมหัศจรรย์ ให้ญาติโยมทั้งหลายทราบทั่วกัน

เพราะบัดนี้ โยมหมากับโยมบาง ก็ได้อุปสมบทให้บุตรชาย เป็นองค์พระสาวกของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ถึงเวลาที่อาตมาจะแจ้งข้อสงลัยต่างๆ ที่อาตมาได้รับปากจากโยมคุณตาว่า จะแจ้งข้อสงสัยให้แจ่มแจ้ง อาจเป็นประโยชน์ของสาธุชนทั่วไปว่า เหตุใดโยมคุณตา ที่พวกญาติโยมรู้จักรักใคร่เคารพนับถือความดีของท่านนั้น จู่ๆ จึงได้มาปลูกบ้านพักทรมานร่างกายที่เราอยู่ชายทะเล หาความสะดวกสบายไม่ได้ การคมนาคมก็ต้องใช้ทางน้ำ

เหตุเหล่านี้ได้รู้จากปากคำของโยมคุณตาเล่าให้ฟังว่า การที่ท่านมาอยู่บ้านชายทะเลนั้น มีเหตุผลที่น้อยคนจะนึกเดาถูก หรือไม่มีใครสามารถเดาได้ถึงต้นเหตุ ก็คือ เมื่อคุณตาหนุ่มๆ นั้น มีพี่น้องท้องเดียวรวมกัน ๓ คน คุณตาเป็นพี่ใหญ่ คนรองเป็นพี่สาว คนสุดท้องเป็นชาย ต้นตระกูลของคุณตาเป็นขุนนางผู้ใหญ่ในกรุงสยาม มีชื่อเสียงในทางดี

คุณตาก็เข้ารับราชการเป็นขุนนางตามต้นตระกูล แต่คุณตาเป็นคนผ่าเหล่าผ่ากอ มีความโลภคิดทุจริตมิชอบ มีความมัวหมองถือว่าเป็นเรื่องอับอายขายหน้าแก่วงศ์ตระกูลมาก จึงเป็นหมาหัวเน่าในหมู่ขุนนางด้วยกัน จำต้องออกจากราชการ เมื่อครั้งบิดามารดาได้ถึงแก่กรรมลงแล้ว ทรัพย์สินมรดกตกทอดอยู่กับคุณตาเป็นบุตรคนโตเพื่อดูแลพวกน้องๆ นอกจากน้องๆ ยังมีมารดาเลี้ยงอีกผู้หนึ่งอยู่ในบริเวณบ้าน มารดาเลี้ยงเป็นคนดี พี่น้องต่างก็เคารพนับถือมาก

ต่อมาคุณตาก็มีภรรยาและเกิดบุตรชายคนหนึ่งชื่อ สันติ แต่เมื่อคลอดบุตรออกมาแล้วภรรยาก็ตาย เวลานั้นคุณตาเป็นคนเห็นแก่ตัว ตั้งใจจะรวบรวมทรัพย์สมบัติไว้แต่ผู้เดียวตามวิสัยโลก และนำทรัพย์สินที่มีอยู่ไปให้คนกู้ รับจำนองออกดอกออกผลและใช้เล่ห์เหลี่ยมฉ้อโกง ชาวเมืองที่โง่เขลาที่มาติดต่อจำนองทั่วไป จนร่ำรวยมากยิ่งขึ้น

ผิดกับบุตรชายเป็นคนใจบุญ มีความเมตตากรุณาเห็นอกเห็นใจคนยากจนมาตั้งแต่เด็ก ๆ ชอบขอเงินย่า และมีเงินเท่าใดก็ชอปซื้อนกซื้อปลานำไปปล่อยมากมายแต่ไม่ยอมขอเงินพ่อ เห็นจะเป็นเพราะพ่อไม่ชอบทำบุญทำทาน

เมื่อเด็ดชายสันติอายุได้สิบสองขวบ พอจะรู้ว่าพ่อของตัวมีจิตใจทุจริตไม่ซื่อต่อพวกอา และคนที่มาติดต่อทั่วไป ก็เกิดละอายใจขึ้นมา อยากจะบวชเป็นเณรเข้าหาทางธรรม จึงเข้าไปหาย่าซึ่งเป็นแม่เลี้ยงของพ่อ ขอให้จัดการบวชให้เป็นเณร ย่าจึงได้ถามว่า

“การจะบวชเณรไปบอกพ่อแล้วหรือ ทำไมไม่บอกพ่อเล่า ถ้าบอกพ่อไม่บวชให้ ย่าก็จะบวชให้เอง ควรจะบอกพ่อก่อน”

เด็กชายสันติได้ฟังย่าพูดเช่นนั้นก็บอกย่าว่า “ผมอยากให้ย่าบวชให้ก็เพราะว่าเป็นผู้มีศีลธรรม จิตใจสะอาดบริสุทธิ์ผิดกับคุณพ่อ ซึ่งจิตใจไม่บริสุทธิ์เบียดเบียนผู้อื่นเพื่อความสุขตัว”

ผู้เป็นย่าได้ฟังนิ่งอึ้ง ไม่นึกว่าเด็กอายุเพียงนี้จะพูดได้เหตุได้ผลเช่นนี้ จึงบอกกับหลานชายว่า “ย่าไม่มีสมบัติอะไรมากนัก ก็มีแต่พวกเพชรนิลจินดา ที่ย่าได้สะสมไว้ ย่าก็ตั้งใจว่าจะมอบให้หลานต่อไป แต่เวลานี้หลานก็ยังเล็กเกินไปที่จะรักษาไว้ เติบโตมากกว่านี้ย่าจะมอบให้ ถ้าจะบวชเณรก็ไปบอกให้พ่อเขารู้เสียก่อน”

หลานชายได้ฟังย่าพูดดังนั้น จึงบอกว่า “ไม่อยากให้คุณพ่อบวชให้ผม เพราะคุณพ่อหาเงินมาได้ด้วยความไม่บริสุทธิ์ จะพลอยทำให้จิตใจของผม ซึ่งมีศรัทธาอยู่แล้วพลอยเศร้าหมองไปด้วย”

วันนั้นผู้เป็นพ่อก็ได้ทราบจากแม่เลี้ยงว่า บุตรชายเบื่อโลก อยากจะบวชเป็นสามเณรในพระพุทธศาสนา ตนเองไม่พอใจ เพราะยังไม่เลื่อมใส ไม่ชอบเรื่องบุญเรื่องบาป จึงเรียกบุตรชายเข้ามาในห้อง ถามถึงความรู้สึกที่อยากบวช

บุตรชายจึงบอกว่า “ผมอยากจะเล่าเรียนศึกษาทางธรรม จนกว่าจะมีอายุครบ ก็จะอุปสมบทเป็นพระสงฆ์ต่อไป ผมเบื่อที่จะอยู่ในทางโลก เห็นตัวอย่างที่สกปรกเบียดเบียนกันก็เศร้าใจ จึงอยากหาความสงบในทางสัจธรรม จึงอยากให้คุณย่าบวชให้เพราะคุณย่ามีความบริสุทธิ์เข้าใจในศีลธรรมดี” ผู้เป็นพ่อได้ฟังเช่นนั้นก็เกิดไม่พอใจพูดว่า

“เจ้าเป็นลูกของพ่อ ทำไมไม่บอกพ่อ บอกความเป็นจริงให้พ่อทราบว่า เจ้าได้เห็นตัวอย่างสกปรกที่ไหน อายุเจ้ายังน้อยไม่เคยพบเคยเห็นอะไรมาก อยู่แต่ในบ้าน ทำไมเจ้าจึงรู้ว่าสิ่งใดสกปรกและสิ่งใดสะอาด”

ลูกชายเป็นคนซื่อ เมื่อพ่อถามเช่นนี้ก็บอกว่า “ตัวอย่างที่สกปรก ก็อยู่ที่คุณพ่อปฏิบัติอย่างทุกวันนี้ คอยฉ้อโกงทรัพย์สินผู้ที่เขายากจนได้รับความเดือดร้อน หวังจะพึ่งเงินทองยอมเสียดอก คุณพ่อก็ฉ้อโกงเขาจนหมดตัว มันบาปหนา ฉะนั้นเงินทองของคุณพ่อจึงไม่บริสุทธิ์ ส่วนคุณย่านั้นเป็นคนมีศีลธรรม ไม่เคยเบียดเบียนฉ้อโกงใครมาก่อนจึงบริสุทธิ์ ผมจึงอยากให้คุณย่าบวชให้ นั่นแหละเป็นเหตุผลตามความจริง ให้คุณพ่อฟังทราบไว้ตามความปรารถนา”



(มีต่อ 6)
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวส่ง Emailชมเว็บส่วนตัว
admin
บัวทอง
บัวทอง


เข้าร่วม: 15 ธ.ค. 2004
ตอบ: 1888

ตอบตอบเมื่อ: 23 ธ.ค.2005, 10:43 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

เมื่อได้ฟังลูกชายพูดถูกใจดำ แม้จะรู้ว่าเป็นความจริง แต่ก็ไม่มีใครมาว่าซึ่งๆ หน้า ทำให้ผู้เป็นพ่อโกรธจัดจนตัวสั่น ลืมหมดทุกอย่าง มีแต่อารมณ์โกรธอย่างเดียวเหมือนคนบ้า คำพูดของลูกเหมือนเอาน้ำมันราดบนกองไฟ หาไม้เหลี่ยมได้ข้างมือ ก็หวดไปตามหัวตามตัวด้วยความโกรธสุดขีด หวดกระหน่ำลงไปไม่ต้องดูว่ามันจะถูกที่ไหน ลูกชายอายุวัย ๑๒ ขวบก็ใจเด็ด ปล่อยให้พ่อตีเพื่อคลายอารมณ์โกรธ ไม่ร้องขอชีวิต ไม่ปิดป้องพยายามอดทน แต่แล้วมือพ่อตีไปถูกตรงกกหูเป็นรอยสันลึกลงไป เจ็บปวดแทบขาดใจ ล้มฮวบลงสิ้นสติอยู่ในที่นั้น

ผู้เป็นพ่อเห็นเช่นนั้น ได้สติตกใจทิ้งไม้วิ่งเข้าไปประคองลูก เห็นโลหิตไหลโทรมหน้า ก็ใจหายอุ้มลูกไว้แนบอก ปากก็ร้องเรียกลูก แต่ลูกชายหลับตาสนิทหายใจระรวย พ่อก็ต้องฟูมฟายน้ำตาด้วยความรักสงสารทั้งฝ่ายอาชายหญิง และย่าได้ยินพ่อร้องเรียกชื่อลูกชาย ฟูมฟายน้ำตาต่างก็วิ่งมา เห็นหลานถูกเฆี่ยนจนบอบช้ำเช่นนี้ต่างก็หลังน้ำตาร่ำไห้ โกรธแค้นพ่อของเด็กอยู่ในใจ แต่ไม่ได้พูดอะไรช้ำเติมอีก เพราะเห็นความเศร้าโศกผู้เป็นพ่อ เป็นการรับโทษในตัวอยู่แล้ว เสียงผู้เป็นพ่อรำพันถึงลูกอย่างสะอื้นว่า

“ลูกเอ๋ย พ่อรู้สึกตัวแล้ว ต่อจากนี้พ่อจะไม่สร้างกรรมทำชั่วอีกต่อไป ยกโทษให้พ่อเถิดลูก”

เมื่อลูกขายฟื้นได้สติ เห็นอยู่ในอ้อมกอดของพ่อ และได้ยินพ่อพูดเช่นนั้นก็ยิ้มแล้วพูดว่า

“ผมดีใจครับ ที่คุณพ่อคิดได้” พูดเท่านั้นก็หมดสติต่อไป

ภายหลังเมื่อถูกตีแล้ว ลูกชายบอบช้ำสาหัสอยู่ไม้ได้นานก็ถึงแก่กรรมลง เหลือความสามารถของหมอจะรักษาได้ ทางบ้านเมืองก็จะเอาเรื่องขึ้นฟ้องร้อง แต่ที่สุดก็กลบเกลื่อนกันได้ หลังจากนั้นได้เปลี่ยนจิตใจผู้เป็นพ่อให้เกิดมีศีลธรรมขึ้น ได้แบ่งแยกมรดกให้พวกน้องๆ อย่างเป็นธรรม และใช้จ่ายเงินของตนไปในทางกุศล เพื่ออุทิศส่วนกุคลให้แก่วิญญาณที่บริสุทธิ์ของบุตรชาย ตลอดมา

คืนหนึ่งผู้เป็นย่าฝัน หลานชายมาเข้าฝันบอกว่า ต่อนี้ไปจะไปเกิดเป็นคน จึงมาบอกให้ย่าทราบ และก็แปลกในคืนเดียวกันนั้น ผู้เป็นพ่อก็ฝันเช่นเดียวกันว่าผู้เป็นบุตรจะไปเกิด เมื่อมาเล่าสู่กันฟังจึงทำให้เกิดความรู้สึกว่า คงเป็นความจริงตามฝันทั้งพ่อและย่าต่างก็อาลัยรักลูกและหลานชายไม่สร่าง ต่างก็ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้

วันหนึ่งผู้เป็นย่าไปพบกับพระนั่งกรรมฐาน และวิปัสสนา สามารถจะรู้เรื่องของวิญญาณตายเกิด จึงขอให้ท่านช่วยดูว่าหลานชายได้ไปเกิดแห่งหนตำบลใด พระท่านก็ได้นั่งสมาธิดู แล้วก็บอกตำบลให้ทราบ ถึงลักษณะหมู่บ้านที่เด็กไปเกิด ลักษณะของเด็ก และพ่อแม่และวันเดือนปีเกิดของเด็ก และทั้งได้บอกว่า เมื่อเด็กมีอายุ ๑๒ ปีจึงจะพบ แต่ห้ามไม่ให้บอกความจริงจะเป็นการทำลายเด็ก ต่อเมื่อได้บวชเป็นสงฆ์แล้ว จึงเป็นเวลาสมควรจะบอกให้ทราบได้

ต่อมาคุณย่าของเด็กก็ถึงแก่กรรม ก่อนถึงแก่กรรมได้มอบเพชรน้ำหนึ่งฝากไว้ให้หลานชาย โดยฝากบุตรเลี้ยง สั่งไว้เมื่อพบตัวก็ขอให้บุตรเลี้ยงมอบให้ เหตุการณ์ตลอดมาจนครบ ๑๒ ปี จากนั้นผู้พ่อก็ส่งคนไปสืบหาเด็กชายจนพบ แล้วก็ได้สร้างบ้านอยู่ใกล้ๆ บุตรชายในชาติก่อน ด้วยไม่ได้บอกอะไรให้รู้ตัว ตั้งใจจะบอกเมื่อมีอายุครบบวชได้เป็นองค์พระโดยสมบูรณ์แล้ว ก็ขอให้อาตมาเปิดเผยความลี้ลับนี้ได้ โยมคุณตาสั่งไว้แก่อาตมาเพราะเกรงว่าจะไม่ได้เห็นชายผ้าเหลือง

บัดนี้ ถึงเวลาที่โยมคุณตาได้สั่งไว้แล้ว อาตมาจึงได้แจ้งเรื่องประหลาดให้ทราบ โยมคุณตาก็คือบิดาพระภิกษุแสนเมื่อชาติก่อน นายหมานางบางและชาวบ้านตื่นเต้นเมื่อรู้เรื่องอัศจรรย์ ต่างก็อยากรู้ชื่อจริงของคุณตาจึงพากันรุมถามท่านสมภาร ท่านสมภารจึงบอกว่า

“เรื่องนี้อาตมาก็อยากทราบ ครั้นจะถามโยมคุณตา ก็คิดว่ามันไม่ใช่กิจอะไรของสงฆ์ไม่บังควรจะถาม แต่ก็เป็นความสุขอย่างหนึ่งที่ไม่รู้” ฉะนั้น เรื่องชาติตระกูลของคุณตาจึงเป็นเรื่องลึกลับตลอดมา

เมื่อพ่อเฒ่ารุ่งเล่าเรื่องนี้ก็ยังย้ำว่า “เมื่อผมเป็นเด็กชาวบ้านนี้ ยังรู้เรื่องนี้ดี แต่บัดนี้นานวันผู้เฒ่าผู้แก่รู้เรื่องในยุคนั้นก็ล้มตายกันเกือบจะหมดแล้ว ยังเหลือผมรุ่นเด็กในสมัยก่อนรู้เรื่องนี้ดี ก็จะหมดตัวลงในไม่ช้า เด็กรุ่นหลังๆ ก็คงจะไม่รู้เรื่อง เพราะไม่สนใจ ทั้งบ้านเมืองก็เจริญการติดต่อก็สะดวกสบาย มีถนนวิ่งไปได้ตลอดถึงบางกอกและจังหวัดอื่นๆ ตำบลหมู่บ้านก็เปลี่ยนชื่อใหม่ตามความเจริญของบ้านเมือง เรื่องเก่าๆ กำลังจะลืมกันหมดผมก็มีเรื่องเท่านั้นแหละครับ

พวกเราขอบคุณพ่อเฒ่ารุ่งด้วยความจริงใจ แล้วก็บอกลากลับมา ต่างก็มีความรู้สึกถึงชีวิตที่แปลกประหลาดอันน่าคิดนี้ตลอดทาง



................... เอวัง ...................
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวส่ง Emailชมเว็บส่วนตัว
สายลม
บัวเงิน
บัวเงิน


เข้าร่วม: 30 พ.ค. 2004
ตอบ: 1245

ตอบตอบเมื่อ: 29 ธ.ค.2005, 8:57 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

สาธุ สาธุด้วยครับ
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวส่ง Emailชมเว็บส่วนตัว
หวาน
ผู้เยี่ยมชม





ตอบตอบเมื่อ: 22 ม.ค. 2006, 6:27 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

สาธุ
 
momogo
บัวผลิหน่อ
บัวผลิหน่อ


เข้าร่วม: 25 ม.ค. 2006
ตอบ: 5

ตอบตอบเมื่อ: 25 ม.ค. 2006, 12:44 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัว
ไลลารินทร์
บัวพ้นดิน
บัวพ้นดิน


เข้าร่วม: 14 ก.ค. 2006
ตอบ: 64

ตอบตอบเมื่อ: 14 มี.ค.2007, 3:36 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

สาธุ
 

_________________
เชื่อ ศรัทธา และเคารพพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ด้วยหัวใจอย่างไม่มีข้อกังขาใดๆ
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวYahoo Messenger
แสดงเฉพาะข้อความที่ตอบในระยะเวลา:      
สร้างหัวข้อใหม่ตอบ
 


 ไปที่:   


อ่านหัวข้อถัดไป
อ่านหัวข้อก่อนหน้า
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน
คุณ สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้


 
 
เลือกบอร์ด  • กระดานสนทนา  • สมาธิ  • สติปัฏฐาน  • กฎแห่งกรรม  • นิทานธรรมะ  • หนังสือธรรมะ  • บทความ  • กวีธรรม  • สถานที่ปฏิบัติธรรม  • ข่าวกิจกรรม
นานาสาระ  • วิทยุธรรมะ  • เสียงธรรม  • เสียงสวดมนต์  • ประวัติพระพุทธเจ้า  • ประวัติมหาสาวก  • ประวัติเอตทัคคะ  • ประวัติพระสงฆ์  • ธรรมทาน  • แจ้งปัญหา

จัดทำโดย  กลุ่มเผยแผ่หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา ธรรมจักรดอทเน็ต
เพื่อส่งเสริมคุณธรรม และจริยธรรมในสังคม
เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2546
ติดต่อ webmaster@dhammajak.net
Powered by phpBB © 2001, 2002 phpBB Group :: ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง