Home  • กระดานสนทนา  • สมาธิ  •  สติปัฏฐาน  • กฎแห่งกรรม  • นิทาน  • หนังสือ  •  บทความ  • กวีธรรม  • ข่าวกิจกรรม  • แจ้งปัญหา
คู่มือการใช้คู่มือการใช้  ค้นหาค้นหา   สมัครสมาชิกสมัครสมาชิก   รายชื่อสมาชิกรายชื่อสมาชิก  กลุ่มผู้ใช้กลุ่มผู้ใช้   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว  เช็คข้อความส่วนตัวเช็คข้อความส่วนตัว  เข้าสู่ระบบ(Log in)เข้าสู่ระบบ(Log in)
 
ได้ทำการย้ายไปเว็บบอร์ดแห่งใหม่แล้ว คลิกที่นี่
www.dhammajak.net/forums
15 ตุลาคม 2551
 มีขันติ คือ ให้พรแก่ตัวเอง (พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก) อ่านหัวข้อถัดไป
อ่านหัวข้อก่อนหน้า
สร้างหัวข้อใหม่ตอบ
ผู้ตั้ง ข้อความ
สาวิกาน้อย
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 27 มี.ค. 2006
ตอบ: 2063

ตอบตอบเมื่อ: 23 ก.ย. 2008, 8:38 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

Image

มีขันติ คือ ให้พรแก่ตัวเอง
โดย พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก


วัดป่าสุนันทวนาราม
บ้านท่าเตียน ต.ไทรโยค อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี



“คำสอนข้อแรกที่หลวงพ่อชาสอน คือ เราต้องอดทน”

นับจากวันแรก ที่อาจารย์ไปถึงวัดหนองป่าพง
เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2518
หลังจากบรรพชาเป็นสามเณรอยู่ที่วัดเบญจมบพิตรได้ 3 เดือน
ก็พยายามแสวงหาสถานที่ปฏิบัติธรรม
ทีแรกเพื่อนก็พาไปดูวัดที่ภาคใต้ 3-4 วัด
เป็นวัดที่มีชาวต่างชาติไปปฏิบัติกัน
แต่อาจารย์ดูแล้วก็ยังไม่รู้สึกตกลงใจ
หลังจากนั้นก็มีคนแนะนำให้ไปจังหวัดอุบลราชธานี
ให้ไปหาหลวงพ่อชา ตอนนั้นก็มีพระชาวอินเดีย
ที่พูดภาษาไทยได้พาอาจารย์ไป นั่งรถทัวร์จากกรุงเทพฯ ไปถึง
จังหวัดอุบลราชธานี แล้วก็ยืนงงๆ อยู่ว่าจะไปวัดหนองป่าพงยังไง

Image

พอดีมีคนขับรถแท็กซี่เข้ามาถามว่าจะไปไหน
พอเขาทราบว่าจะไปวัดหนองป่าพง เขาก็บอกให้รอสักครู่
เมื่อเขาทำธุระเสร็จแล้วจะกลับมารับ
ในที่สุดก็นั่งรถแท็กซี่คันนั้นไปวัดหนองป่าพง

ระหว่างทางก่อนถึงวัดเป็นเวลาเช้าตรู่
มองเห็นพระป่า 30-40 รูป บิณฑบาตเดินเรียงเป็นแถวยาว
รู้สึกประทับใจมาก พอถึงวัด แท็กซี่เขาไม่เก็บสตางค์ค่ารถ
อาจารย์ก็นึกดีใจและขอบใจเขาที่ช่วยมาส่ง
เมื่อเดินเข้าไปในวัดเป็นป่าร่มรื่น
เกิดความรู้สึกสงบวิเวกเป็นพิเศษ เ
หมือนเข้าไปอยู่อีกโลกหนึ่ง เดินเข้าไปเรื่อยๆ
แม่ชี 5-6 คน ที่กำลังทำความสะอาดวัดอยู่
เห็นอาจารย์เดินมา ก็หลบเข้าข้างทางแล้วนั่งลง
ทำความเคารพอย่างนอบน้อม ตอนนั้นอาจารย์รู้สึกเขินอาย
เพราะเป็นครั้งแรกที่เดินอยู่ตามถนน
แล้วมีโยมนั่งลงไหว้แบบนี้

Image
ท่านเขมธัมโม


ที่วัดหนองป่าพง อาจารย์ได้พบกับพระฝรั่งชื่อ
เขมธัมโม เป็นรูปแรก ท่านก็เข้ามาช่วยแนะนำ
เมื่อฉันจังหันเสร็จแล้ว ท่านสุเมโธ และพระฝรั่งอีก
4-5 รูป ก็พาอาจารย์ไปหาหลวงพ่อชาที่กุฏิ
เมื่อบอกความประสงค์ของอาจารย์ที่จะมาขอ
ปฏิบัติที่วัดหนองป่าพง ท่านซักถามว่ามาจากไหน
มายังไง แล้วก็ถามชื่อ อาจารย์ตอบท่านว่า ชื่อ ชิบาฮาชิ
(ชื่อมิตซูโอะแต่ตามธรรมเนียมญี่ปุ่นจะใช้นามสกุลเป็นชื่อที่แนะนำตัวเอง)
หลวงพ่อชาท่านก็จำเทียบเคียงเป็นภาษาไทยว่า สี่บาทห้าสิบ
นับจากวันนั้นท่านก็เรียกอาจารย์สั้นๆ ว่า “สี่บาทห้า” มาตลอด

หลวงพ่อบอกว่า
อยู่ที่นี่ลำบาก ต้องอดทนนะ
อาจารย์ก็ตอบท่านว่า
“อยู่ได้ครับ ทนได้ครับ”


Image
ท่านสุเมโธ


(มีต่อ 1)
 

_________________
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัวMSN Messenger
สาวิกาน้อย
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 27 มี.ค. 2006
ตอบ: 2063

ตอบตอบเมื่อ: 25 ก.ย. 2008, 6:44 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

Image

รู้สึกมั่นใจว่าอดทนได้จริงๆ

เพราะการฝึกที่ท้าทายทั้งทางกายทางใจ
ก็สมัครใจทำมาแล้วตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียน

เคยเป็นนักปีนเขาแบกเต๊นท์และเสบียงอาหาร
หนัก 15 กิโล 20 กิโล เดินข้ามเขาลูกหนึ่งไปอีกลูกหนึ่ง
ผ่านยอดเขานี้ไปอีกยอดเขาหนึ่ง
เรียกว่าเดินขึ้นเดินลงภูเขาตลอดวัน
มีทั้งการเดินระยะสั้นๆ 2-3 วัน ไปจนถึง 7 วันก็มี
ตั้งแต่อายุ 20 อาจารย์ก็ออกเดินทางท่องเที่ยว
คนเดียวแบบนี้อยู่เสมอ ทัศนศึกษาไปเรื่อยๆ
ในหลายๆ ประเทศ ทั้งอินเดีย เนปาล ปากีสถาน
อัฟกานิสถาน เยอรมัน ฯลฯ

เดินทางไปประเทศไหนก็ถือหลักว่า
จะทดลองดูเป็นประสบการณ์ว่าคนจนที่สุด
ของเขากินอยู่อย่างไร เราก็เอาอย่างเขานี่แหละ
กินง่าย นอนง่าย เรียกว่ากินอยู่แบบประหยัดสุดๆ

Image

เมื่อไปกรุงเดลลี ประเทศอินเดีย
ซึ่งเป็นเมืองที่ค่าพักโรงแรมแพง
อาจารย์ก็อาศัยนอนค้างคืนตามสถานีรถไฟ

หรือเมื่อครั้งเดินทางไปประเทศเนปาล
ไปพักกับพวกชาวเขา เขากินมันฝรั่งต้มจิ้มน้ำพริก
หรือบางทีก็กินข้าวโพดคั่วแห้งๆ เราก็กินตามเขา
เจ้าของบ้านเขาก็พอใจที่ต้อนรับชาวต่างชาติ
ซึ่งมากินอยู่เหมือนเขา

การกินอยู่อย่างง่ายๆ
เป็นการสร้างความสบายใจ
ให้แก่เจ้าของบ้าน
และสร้างมิตรภาพที่ดีต่อกัน


ดังนั้นเมื่อจะมาอยู่ที่วัดหนองป่าพง
อาจารย์จึงมั่นใจว่าอยู่ได้แน่นอน
เมื่อมาอยู่ที่วัดหนองป่าพงใหม่ๆ
อาจารย์พยายามจับหลักธรรมที่หลวงพ่อชาสอน
ท่านว่า โลก แปลว่า มืด

การที่พวกเราพากันพัฒนาโลกให้เจริญ
จึงเป็นการทำให้มืดขึ้นๆ คือหมายถึงในด้านจิตใจ
คนเรากลับแย่ลงๆ สับสนวุ่นวาย
เป็นทุกข์กันมากขึ้นทุกวัน

เป้าหมายการปฏิบัติธรรมคือ
“อโลก” หมายถึง “ความสว่าง”
คือเพื่อกำจัดความมืด
ทำให้จิตใจสว่าง

แนวทางการปฏิบัติธรรม
ก็ต้องอาศัยความอดทนเป็นหลัก

ให้พากัน
กินน้อย นอนน้อย พูดน้อย
ปฏิบัติให้มาก นั่งสมาธิให้มาก
ซึ่งทุกข้อก็ต้องมีขันติ คือ อดทนทั้งนั้นจึงจะทำได้
การปฏิบัติจึงอยู่ที่ อดได้ ทนได้
ใครทนได้ก็ปฏิบัติได้
ทนไม่ได้ก็ปฏิบัติไม่ได้นั่นแหละ


(มีต่อ 2)
 

_________________
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัวMSN Messenger
สาวิกาน้อย
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 27 มี.ค. 2006
ตอบ: 2063

ตอบตอบเมื่อ: 25 ก.ย. 2008, 6:45 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

Image

คาถาบทแรกจากโอวาทปาฏิโมกข์

หลังจากที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา
โปรดปัญจวัคคีย์แล้ว ในเวลาอีก 7 เดือนต่อมา
ตรงกับวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 เป็นวันมาฆบูชา
พระพุทธเจ้าได้เสด็จลงจากยอดเขาคิชฌกูฏ
มายังวัดเวฬุวัน ปรากฏว่ามีพระอรหันต์จำนวน
1,250 องค์ มาประชุมกันอยู่แล้ว ณ วัดเวฬุวัน
โดยมิได้นัดหมาย พระพุทธองค์ทรงเห็นว่า
เป็นนิมิตหมายที่ดีในการที่จะทรงแสดงคำสอนที่เป็นหลัก
หรือเรียกว่า “โอวาทปาฏิโมกข์”
เพื่อให้ภิกษุได้ยึดเป็นหลักแห่งพระพุทธศาสนา

เมื่อพระพุทธเจ้าประทับต่อหน้าพระอรหันต์
1,250 องค์แล้ว คาถาบทแรกที่พระองค์ทรงแสดงคือ

ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา
ขันติ คือความอดทน อดกลั้น


เป็นธรรมเครื่องเผากิเลสอย่างยิ่ง
พระพุทธเจ้าทรงแสดงถึงคุณธรรม
คือขันติ ความอดทนอดกลั้น
ว่าเป็นเครื่องอุดหนุนให้บุคคลบรรลุถึงเป้าหมาย
และเป็นเหตุที่ทำให้ละบาปอกุศลได้

“ความอดทน
เป็นสิ่งที่สำคัญในการดำเนินชีวิตทุกขั้นตอน
กล่าวได้ว่า
เพียงเพื่อที่จะมีชีวิตรอดอยู่ในโลกได้
ทุกชีวิตต้องอาศัยความอดทนเป็นพื้นฐาน”


โลกนี้มีประชากรทั้งสิ้นประมาณ 6,500 ล้านคน
20 % ของจำนวนประชากรโลกเป็นกลุ่มคนยากจน
1 ใน 20 ของประชากรในกลุ่มยากจนนี้
ซึ่งมีจำนวนถึงประมาณ 65 ล้านคน

Image

หรือเกือบเท่ากับประชากรชาวไทยทั้งประเทศ
เป็นคนยากจนถึงขั้นอดอยาก
ขาดอาหารจนเกือบถึงตาย
ในขณะเดียวกัน 15 % ของประชากรโลก เป็นคนอ้วน

ในจำนวน
ประชากรโลก 6,500 ล้านคน
75 % มีบ้านอาศัยอยู่
มีอาหารเก็บสำรองไว้
25 % ไม่มีบ้านอยู่
17 % ไม่มีน้ำสะอาดดื่ม

ในจำนวน
ประชากรโลก 6,500 ล้านคน
มีเพียง 8 % เท่านั้นที่มีเงินในธนาคาร
มีเงินในกระเป๋า มีเศษสตางค์เหลืออยู่ที่บ้าน
นอกจากนั้น ก็ไม่ใช่
เรียกว่ากว่า 90 % คือคนไม่มีเงินออม
เงินไม่พอใช้จ่าย มีหนี้สิน

เมื่อมองดูด้านการศึกษา ปรากฏว่า
ในจำนวนประชากรโลก 6,500 ล้านคน
มีเพียง 1 % เท่านั้นที่จบปริญญาตรี
และ 2 % เท่านั้นที่มีคอมพิวเตอร์ใช้
แต่มี 14 % ที่ไม่รู้หนังสือ

ในเรื่องสิทธิเสรีภาพ
ความปลอดภัยในชีวิต

เขากล่าวว่า
ถ้าคุณเป็นผู้หนึ่งที่มีเสรีภาพ
ในการแสดงความคิดเห็นได้
โดยไม่ถูกรังแกหรือถูกจับกุมคุมขัง
คุณอยู่ในกลุ่มของผู้โชคดีจำนวน 50 %
ถ้าคุณคือผู้หนึ่งที่ไม่ต้องกลัวอันตรายในชีวิต
ไม่ต้องกลัวเหยียบกับระเบิด ถูกยิง
โดนก่อการร้ายหรือถูกจับไปข่มขืน
คุณคือผู้โชคดีกว่าคนอีก 20 % บนโลกนี้

จากสถิติแสดงให้เห็นว่า
แค่เพียงการดำรงชีวิต
ให้อยู่รอดในโลกนี้
ไม่ใช่เรื่องง่าย


โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีชีวิตอยู่
อย่างมีคุณภาพ มีการพัฒนา
ก็ต้องใช้ความอดทนในการดำรงชีวิต
นับตั้งแต่เป็นเด็กแรกเกิด
ไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต


(มีต่อ 3)
 

_________________
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัวMSN Messenger
สาวิกาน้อย
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 27 มี.ค. 2006
ตอบ: 2063

ตอบตอบเมื่อ: 25 ก.ย. 2008, 6:46 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

Image

เด็กเล็กๆ ต้องมีความอดทน ชีวิตจึงจะพัฒนาได้

เริ่มตั้งแต่การฝึกกิน ฝึกถ่าย
ฝึกเข้านอนให้เป็นเวลา
ไปจนถึงการค่อยๆ ฝึกให้มีระเบียบวินัยในชีวิต
รู้จักแบ่งเวลาให้เหมาะสม เวลาเรียน เวลาเล่น
ดูทีวี เล่นเกมส์ ช่วยงานบ้าน
ฝึกให้รู้จักรอคอย อดออม ฯลฯ

การฝึกเรื่องต่างๆ เหล่านี้ คือฝึกให้รู้จัก
อดได้ ทนได้ รอได้

เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ชีวิตจะพัฒนาได้
อยู่ร่วมกันกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
ก็ยิ่งต้องใช้ความอดทนในทุกๆ ด้าน

นับแต่การกินอยู่ การเรียน การทำงาน
ความสัมพันธ์กับผู้อื่น การใช้ชีวิตในครอบครัว ในสังคม
ไปจนถึงการพัฒนาด้านอารมณ์และจิตใจ

ซึ่งในปัจจุบันนักจิตวิทยาจะให้ความสำคัญอย่างมาก
กับเรื่องวุฒิภาวะทางอารมณ์
เพราะเชื่อว่าคนเราจะประสบความสำเร็จ
และมีความสุขในชีวิตได้จะต้องมี
“ความฉลาดทางอารมณ์”
หมายถึงความสามารถรู้อารมณ์
และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น
มีสติรู้จักควบคุมอารมณ์ของตนเอง
รู้จักรอคอย มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
สามารถจัดการกับความไม่สบายใจต่างๆ ได้
และมีชีวิตอยู่ด้วยความหวัง


การพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์
ตามหลักของพุทธศาสนาก็คือ
การอบรมจิต อบรมสติปัญญา
ให้มีความรอบรู้เท่าทันอารมณ์

และสามารถใช้สติปัญญา
จัดการกับสิ่งต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม
การพัฒนาจิตและสติปัญญา
ตามแนวทางของพุทธศาสนา
มีเป้าหมายสูงสุดที่
การบรรลุมรรคผลนิพพาน

ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน
โอวาทปาฏิโมกข์
ต่อจาก ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา ว่า

นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา
พระพุทธเจ้าทั้งหลายกล่าว
พระนิพพานว่าเป็นบรมธรรม


นิพพาน คือ บรมธรรม หมายความว่า
เป็นธรรมอันเป็นเป้าหมายสุงสุด ซึ่งหมายถึง
ความสุขสูงสุดที่มนุษย์และเทวดาสามารถบรรลุได้

ดังนั้นจึงสรุปใจความสำคัญ
ของโอวาทปาฏิโมกข์ตอนแรกได้ว่า

พระนิพพาน
เป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา

และขันติ
เป็นคุณธรรมอันเป็นเหตุ
ที่จะนำเราไปสู่จุดหมายนั้น



(มีต่อ 4)
 

_________________
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัวMSN Messenger
สาวิกาน้อย
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 27 มี.ค. 2006
ตอบ: 2063

ตอบตอบเมื่อ: 25 ก.ย. 2008, 6:58 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

Image

เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสถึงเป้าหมายของพระพุทธศาสนา
และคุณธรรมอันเป็นเหตุที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายไว้แล้ว
พระองค์จึงตรัสถึงวิธีปฏิบัติตามหลัก 3 ประการ
หรือที่เรียกว่า ไตรสิกขา คือ

1. สพฺพปาปสฺส อกรณํ การรักษาศีล

การไม่ทำบาปทั้งปวง ทั้งกาย วาจา ใจ
คือการรักษาศีล ไม่เบียดเบียนตนเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น
ตั้งเจตนาถูกต้องที่จะละจากบาปอกุศลทั้งปวง
ไม่ว่าจะเป็นศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ศีล 227
หัวใจของศีลคือ การไม่เบียดเบียน

2. กุสลสฺสูปสมฺปทา สมาธิ

การทำกุศลให้ถึงพร้อมในทางโลก
คือ การทำความดี บำเพ็ญกุศล
แต่ในระดับโลกุตระคือทำจิตให้เป็นสัมมาสมาธิ
ปราศจากกามารมณ์ และอกุศลจิต
เป็นจิตสะอาด ตั้งมั่น พร้อมแก่การงาน

จิตที่เป็นสัมมาสมาธิ
จะทำทุกอย่าง ก็เป็นกุศล


พร้อมแก่การพิจารณาธรรม
สัมมาสมาธิจึงเป็นบ่อเกิดของปัญญา

3. สจิตฺตปริโยทปนํ ปัญญา

การทำจิตให้บริสุทธิ์
เป็นจิตที่อยู่เหนือความชั่วความดี
บาป บุญ ทุกข์ สุข ซึ่งยังเป็นโลกีย์
การทำจิตให้บริสุทธิ์ในที่นี้
คือ การเจริญวิปัสสนา อบรมปัญญา
จนเข้าสู่อริยมรรค อริยผล
และพระนิพพาน

เป็นโลกุตรจิต

Image

ธรรมะแต่ละข้อในไตรสิกขานี้ ต่างก็มีความสัมพันธ์กัน
ศีลเป็นพื้นฐานให้เกิดสมาธิ
และสมาธิเป็นพื้นฐานให้เกิดปัญญา
เมื่อเกิดปัญญาขั้นสมบูรณ์ คือ
สมบูรณ์พร้อมด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา
หรือเรียกว่าเจริญอริยมรรคมีองค์ 8 สมบูรณ์
บรรลุมรรคผลนิพพาน
หลักปฏิบัติซึ่งเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา
จึงอยู่ที่ละความชั่ว ทำความดี ชำระจิตให้สะอาด
หรือศีล สมาธิ ปัญญา


(มีต่อ 5)
 

_________________
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัวMSN Messenger
สาวิกาน้อย
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 27 มี.ค. 2006
ตอบ: 2063

ตอบตอบเมื่อ: 25 ก.ย. 2008, 7:17 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

Image

อดได้ ทนได้ ทำใจได้

ขันติ เป็นภาษาบาลี หมายถึง
การรักษาภาวะปกติของตนไว้ได้
ไม่ว่าจะถูกกระทบกระทั่ง
ด้วยสิ่งที่น่าพอใจ หรือไม่น่าพอใจก็ตาม
ในภาษาไทย ขันติ หมายถึงความอดทน

อด เป็นอาการที่อยากจะได้ แต่ไม่ได้
ทน เป็นอาการที่ไม่อยากได้ แต่ต้องได้


ในภาษาจีนและญี่ปุ่น
ตัวอักษรคันจิที่มีความหมายว่าอดทน
เป็นอักษรที่เกิดจากการนำคำสองคำมารวมกัน

คำหนึ่งคือ มีด อีกคำหนึ่งคือ หัวใจ
ซึ่งความหมายของศัพท์คำใหม่ที่ได้ก็คือ ทำใจได้

แม้มีใครเอามีดมาจ่อที่หัวใจก็ทำใจได้
คือ มีความอดทน อดกลั้น ไม่หวั่นไหว

Image

อดทนต่อเหตุที่มากระทบ 4 อย่าง

ในชีวิตประจำวันของคนเรา
จำเป็นต้องฝึกให้มีความอดทนต่อเหตุที่มากระทบ
ซึ่งอาจแบ่งได้เป็น 4 อย่างคือ

1. อดทนต่อความลำบากตรากตรำ

คืออดทนต่อสภาพธรรมชาติ ดินฟ้าอากาศ
ไม่เอาเหตุแห่งดินฟ้าอากาศ
มาเป็นข้ออ้างที่จะทอดทิ้งการงาน

2. อดทนต่อทุกขเวทนา

คือการอดทนต่อความเจ็บไข้ได้ป่วย
ความไม่สบายกาย

3. อดทนต่อความเจ็บใจ

คืออดทนต่อเหตุแห่งความไม่พอใจ
ที่มากระทบ เช่น คำพูดที่ไม่ชอบใจ
ความบีบคั้นจากผู้บังคับบัญชา
อดทนต่อความโกรธ หงุดหงิด
ขุ่นเคืองใจ เป็นต้น

4. อดทนต่ออำนาจกิเลส

คืออดทนต่อสิ่งยั่วยุอันน่าเพลิดเพลินใจ
อดทนต่อสิ่งที่อยากทำแต่ไม่สมควรทำ เช่น
การใช้ใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย การเที่ยวกลางคืน
เล่นการพนัน สูบบุหรี่ กินเหล้าเมายา เป็นต้น

Image

มีบางคนที่นำเอาคำว่า
ขันติมาใช้อย่างผิดความหมาย
คือเอามาเป็นข้องอ้างที่จะปล่อยปละละเลย
ไม่ยอมทำในสิ่งที่ถูกที่ควร
เช่น บางคนขี้เกียจทำมาหากิน งอมืองอเท้า
ตกอยู่ในสภาพใดก็ทนอยู่อย่างนั้น ไม่ขวนขวาย
แล้วบอกว่า ตนมีความอดทนต่อความยากลำบาก
อย่างนี้เป็นการเข้าใจผิด
ตีความหมายของขันติผิดไป

ขันติ ความอดทน อดกลั้น
ที่พระพุทธเจ้าทรงสอน คือ

อดทน ในสิ่งที่ควรอดทนด้วยความเต็มใจและพอใจ
อดทน ในการละ หลีกเลี่ยงจากความชั่ว
อดทน ทำความดีต่อไปในทุกสถานการณ์
อดทน รักษาใจให้ผ่องใส ไม่เศร้าหมอง


ลักษณะที่สำคัญของขันติ
คือตลอดเวลาที่อดทนอยู่นั้น
จะต้องรักษาความเป็นปกติของตนไว้ได้
ใจผ่องใส ไม่เศร้าหมอง

Image


(มีต่อ 6)
 

_________________
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัวMSN Messenger
สาวิกาน้อย
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 27 มี.ค. 2006
ตอบ: 2063

ตอบตอบเมื่อ: 25 ก.ย. 2008, 7:22 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

Image

ทศบารมีสำเร็จได้ เพราะขันติบารมี

พระพุทธเจ้าก่อนที่จะตรัสรู้
พระองค์ทรงเสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์
บำเพ็ญทศบารมี หรือ บารมี 10 ประการ

ก่อนที่จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้
ต้องบำเพ็ญบารมีทั้ง 10 ประการนี้
จนเต็มบริบูรณ์

1. ทาน การเสียสละ

2. ศีล การรักษากายวาจาให้เป็นปกติ

3. เนกขัมมะ การออกจากกามคุณ 5

4. ปัญญา การรู้ตามความเป็นจริง

5. วิริยะ ความเพียรไม่ทอดทิ้งหน้าที่

6. ขันติ ความอดทน อดกลั้น

7. สัจจะ ความจริงใจ พูดจริง ทำจริง

8. อธิษฐาน การตัดสินใจเด็ดเดี่ยว

9. เมตตา การเกื้อกูลให้ผู้อื่นเป็นสุข

10. อุเบกขา การวางใจเฉย เที่ยงธรรม


(มีต่อ 7)
 

_________________
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัวMSN Messenger
สาวิกาน้อย
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 27 มี.ค. 2006
ตอบ: 2063

ตอบตอบเมื่อ: 25 ก.ย. 2008, 7:24 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

พระจันทกุมาร

จันทกุมารชาดก เป็นชาติที่พระโพธิสัตว์
เสวยพระชาติเป็นพระจันทกุมาร
ทรงบำเพ็ญขันติบารมีเต็มบริบูรณ์ในชาตินี้
คือทรงอดทน อดกลั้นต่อความโกรธ
ด้วยใจที่ปกติ ไม่หวั่นไหว
แม้กำลังจะถูกนำตัวไปฆ่า ซึ่งเป็นสิ่งที่ทนได้ยากยิ่ง

Image

พระจันทกุมารเป็นโอรสของเจ้าผู้ครองแคว้นๆ หนึ่ง
แคว้นนี้มีเสนาบดีซึ่งเป็นคนทุศีล โลภ
เห็นแก่อามิสสินบน ไม่มีความเที่ยงธรรม
เวลาจะพิจารณาคดีความ
ถ้าใครให้สินบนก็จะว่าความให้คนนั้นชนะ

เมื่อพระจันทกุมารทรงเจริญวัย
พอที่จะเป็นรัชทายาท
พระราชบิดาโปรดให้มาช่วยงานแผ่นดิน
ดูแลทุกข์สุขของราษฎร
วันหนึ่งทรงพบชาวบ้านที่มีคดีความ
ตัวเองเป็นฝ่ายถูก แต่ไม่มีเงินให้เสนาบดี
ซึ่งถูกฝ่ายคู่คดีติดสินบนเอาไว้
เสนาบดีเลยว่าความให้ชายคนนั้นแพ้หมดเนื้อหมดตัว

Image

ชายคนนี้เสียใจ เดินร้องไห้ออกมาจากศาล
มาพบกับพระจันทกุมาร ตรัสถามว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร
นายคนนี้ก็เล่าให้ฟัง
ท่านทรงรื้อค้นคดีนี้ขึ้นมาสืบสวนสอบสวนตามความเป็นจริง
ทำให้ชายคนนี้ได้รับความยุติธรรม

พระเจ้าแผ่นดินทรงเห็นพระโอรส
ปฏิบัติภารกิจเที่ยงธรรม เป็นที่สรรเสริญของประชาชน
จึงทรงแต่งตั้งให้พระจันทกุมาร
ขึ้นมาดูแลคดีความทั้งหลายแทนเสนาบดี
เสนาบดีก็คับแค้นใจ
เพราะเท่ากับไปทุบถุงเงินถุงทองของเขา
ทำให้เขาขาดรายได้ก้อนงาม

Image

เสนาบดีคอยโอกาส วันหนึ่งพระเจ้าแผ่นดินทรงพระสุบิน
ว่าได้ทิพยสมบัติ พอตื่นบรรทมก็ตรัสเล่าให้เสนาบดีฟังว่า
ทิพยสมบัติวิเศษทำให้พระทัยปีติสุขอย่างไร
เสนาบดีเห็นเป็นโอกาสที่จะแก้แค้น ก็ตอบว่า
ท่านมีบุญญาภินิหารสามารถได้ลิ้มรสทิพยสมบัติ
ขณะยังมีชีวิตเป็นบุคคลธรรมดา เพื่อรักษาบุญญาภินิหารนี้ไว้
ขอให้พระองค์ทำพิธีบูชายัญ สิ่งที่ใช้เพื่อบูชาก็คือ

เลือดของพระโอรส พระมเหสี
ช้างแก้ว ม้าแก้ว คือ ของคู่บ้านคู่เมืองทั้งหลาย
ต้องเอามาบูชายัญให้หมด
รวมทั้งประชาชนและสัตว์ต่างๆ อีกเป็นจำนวนมาก


Image

พระเจ้าแผ่นดินหูเบา เชื่อเสนาบดี โปรดให้สร้างโรงพิธี
ขึ้นขึ้นเพื่อบูชายัญ เสนาบดีทูลว่าคนแรกที่ต้องบูชายัญคือ
พระจันทกุมาร พิธีนี้จึงจะศักดิ์สิทธิ์และสัมฤทธิ์ผล
ถึงวันพิธีก็เตรียมเอาพระจันทกุมารมัดขึ้นกองไฟเผาบูชา
แล้วตัวเสนาบดีจะเป็นผู้เอาดาบเข้าไปฟันคอ
รองเอาเลือดมาถวายพระเจ้าแผ่นดินเพื่อใช้ประกอบพิธี

พระมเหสีของพระจันทกุมารเสียใจที่เสนาบดีเป็นคนไม่ดี
จะมาแกล้งฆ่าสวามีของตัว ก็ภาวนาอธิษฐาน
ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยให้พระจันทกุมารรอดพ้นจากวิบัติครั้งนี้
และขอให้เสนาบดีซึ่งเป็นคนผิดคนชั่วได้รับโทษทัณฑ์

ใจของพระมเหสีทรงมุ่งมั่นแน่วแน่ ผนวกกับคุณความดี
ของพระจันทกุมาร ทำให้อาสนะของพระอินทร์เกิดร้อนไปหมด
พระอินทร์เล็งทิพยเนตรดูก็ทราบเหตุการณ์
จึงเหาะไปในอากาศ
ถือค้อนที่เป็นไฟลุกแดงเข้าไปฟันปะรำพิธี

Image

พระอินทร์ตรัสว่าพระเจ้าแผ่นดินว่าไม่ใคร่ครวญ
คนเราจะได้ทิพยสมบัติ ก็ต้องอยู่ในศีลในธรรม
มาทำอย่างนี้ได้อย่างไร
พระอินทร์สอนให้พระเจ้าแผ่นดิน
ครองพระองค์ปฏิบัติอยู่ในศีลในธรรม
ให้เลิกล้มพิธีนี้ให้หมด

ประชาชนซึ่งทนเสนาบดีไม่ได้อยู่แล้ว
เมื่อเห็นเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น
จึงช่วยกันรุมจับตัวเสนาบดี
ประชาทัณฑ์จนกระทั่งตายไป
แล้วพากันจะไปจับ
พระเจ้าแผ่นดินประชาทัณฑ์ด้วย
แต่พระจันทกุมารเสด็จไปกั้นเอาไว้
ตรัสว่า เป็นพระราชบิดา
ไม่ว่าจะอย่างไรท่านก็กตัญญูรู้คุณต่อพระราชบิดา

Image

ไม่ยอมให้ประชาชนเข้ามาทำร้าย ถ้าจะทำร้าย
ก็ต้องทำร้ายท่านเสียก่อน
ประชาชนก็เลยไม่ทำร้ายพระเจ้าแผ่นดิน
แต่มีประชามติถอดถอนออกจากพระเจ้าแผ่นดิน
และยกพระจันทกุมารขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน
ปกครองไพร่ฟ้าประชาชนด้วยความยุติธรรม

พระจันทกุมาร ตอนที่เสนาบดีทูลพระเจ้าแผ่นดิน
และเอาท่านไปเผาเพื่อฆ่าบูชายัญ
ท่านก็ไม่มีความหวาดหวั่น ท่านไม่ได้ต่อสู้หรือโต้เถียง
เพราะท่านเห็นว่า เมื่อเสนาบดีกับท่านมีความขัดแย้งกัน
แม้ว่าท่านทำสิ่งที่ถูกทำสิ่งที่ควรเพื่อช่วยประชาชน
กิเลสของคนชั่วก็ย่อมเห็นไปว่าท่านไปรังแกเขา


ท่านยอมว่า เมื่อท่านเหมือนไปขัดขวางทางเขา
เขาก็ต้องโต้ตอบท่านเป็นธรรมดา
ท่านจึงอดทนอดกลั้น ไม่โกรธตอบ ยอมรับภัยที่จะเกิดขึ้น

หากบุญกุศลของท่านมีพลังก็คงจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น
เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์เอง
ท่านจึงไม่โต้แย้งหรือขัดขืนอะไรเลย
ท่านยอมให้คนจับเอาท่านไปอยู่ในปะรำพิธี
และจุดไฟเผาท่านเพื่อบูชายัญ

Image

ท่านทำสมาธิภาวนา
ไม่ปล่อยใจให้หวั่นไหว มีขันติธรรม


สงบอยู่จนกระทั่งพระอินทร์เหาะลงมา

อาจารย์เข้าใจว่าเรื่องจันทกุมารชาดกนี้
น่าจะเป็นที่มาของคำว่าอดทน
ในภาษาจีนและญี่ปุ่นนั่นเอง
คือการเอาตัวอักษรคันจิที่แปลว่ามีด
มารวมกับอักษรคันจิที่แปลว่าหัวใจ

ในความหมายว่า
แม้มีใครเอามีดมาจ่อที่หัวใจ
ก็ทำใจได้ อดทน อดกลั้น ไม่หวั่นไหว
เหมือนกับพระจันทกุมาร
ที่แม้มีใครเอามีดจะมาตัดคอ
เพื่อเอาเลือดไปบูชายัญ
ท่านก็รักษาใจดี มีเมตตาไว้ได้ด้วยขันติธรรม

Image


(มีต่อ 8)
 

_________________
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัวMSN Messenger
สาวิกาน้อย
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 27 มี.ค. 2006
ตอบ: 2063

ตอบตอบเมื่อ: 28 ก.ย. 2008, 9:21 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

Image

พระเตมีย์

เตมีย์ชาดก เป็นชาติที่พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็น
พระเตมีย์ ทรงใช้ความอดทน อดกลั้น
ทนต่อความยากลำบากเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
คือเพื่อหลีกให้พ้นจากการต้องทำกรรมชั่ว
และเพื่อให้บรรลุความตั้งใจที่จะออกผนวช
พระองค์ทรงบำเพ็ญเนกขัมมะบารมีเต็มบริบูรณ์ในชาตินี้

พระโพธิสัตว์เมื่อครั้งเสวยพระชาติเป็นเตมีย์ราชกุมาร
ทรงเกรงกลัวการที่จะได้ครองราชสมบัติ เพราะทรงสลด
พระหฤทัยที่เห็นราชบุรุษลงโทษโจรตามพระราชดำรัส
ของพระราชา เช่น เฆี่ยนพันครั้งบ้าง เอาหอกแทงบ้าง
เอาหลาวเสียบบ้าง จึงใช้อุบาย แกล้งทำเป็นง่อยเปลี้ย
หูหนวก เป็นใบ้ ไม่พูดจากับใคร แม้จะถูกทดลองต่างๆ
ก็อดทนอดกลั้นไว้ ไม่ยอมแสดงอาการพิรุธให้ปรากฏ
ทั้งนี้เพื่อจะเลี่ยงการครองราชย์สมบัติ

จนเมื่อพระชนมายุได้ 16 ชันษา พระราชาทรงปรึกษา
พวกพราหมณ์ ก็ได้รับคำแนะนำให้นำพระราชกุมารไปฝังเสีย
พระราชมารดาทรงคัดค้านไม่สำเร็จ ก็ทูลขอให้
พระราชกุมารครองราชย์ 7 วัน แต่พระราชกุมารก็ไม่
ยอมพูด ต่อเมื่อ 7 วันแล้ว สารถีนำพระราชกุมารขึ้นสู่รถ
เพื่อจะฝังตามรับสั่งพระราชา ขณะที่ขุดหลุมอยู่
พระราชกุมารก็เสด็จลงจากรถ ตรัสกับนายสารถี
แจ้งความจริงให้ทราบว่ามีพระราชประสงค์จะ
ออกผนวช สารถีเลื่อมใสในคำสอนก็ขอออกบวชด้วย
จึงตรัสให้นำรถกลับไปก่อน

สารถีนำความไปเล่าถวายพระราชมารดาพระราชบิดา
ให้ทรงทราบ ทั้งสองพระองค์พร้อมด้วยอำมาตย์ราชบริพาร
จึงได้เสด็จออกไปหา และเชิญให้ราชกุมารเสด็จกลับ
ไปครองราชย์สมบัติ แต่พระราชกุมารกลับ
ถวายหลักธรรมให้ยินดีในเนกขัมมะ คือ การออกจากกาม
พระราชบิดาและพระราชมารดาพร้อมด้วยบริวาร
เลื่อมใสในคำสอน ก็เสด็จออกผนวชและบวชตาม
และได้มีพระราชาอื่นอีกเป็นอันมากสดับ
พระราชโอวาทออกผนวชตาม

“เราไม่กลับไปวังอีกแล้ว เราได้ตัดขาดจากความยินดี
ในสมบัติทั้งหลาย เราได้ตั้งความอดทนมาเป็นเวลาถึง
16 ปี อันราชสมบัติ ทั้งพระนครและความสุข
ความรื่นเริงต่างๆ เป็นของน่าเพลิดเพลิน แต่เราไม่ปรารถนา
จะหลงอยู่ในความเพลิดเพลินนั้น ไม่ปรารถนาจะกระทำบาปอีก
เราจะไม่ก่อเวรให้เกิดขึ้นอีกแล้ว บัดนี้เราพ้นจากภาระนั้นแล้ว
เพราะพระบิดาพระมารดาปล่อยเราให้พ้นจากราชสมบัติมาแล้ว
เราพ้นจากความหลงใหลในกิเลสทั้งหลาย
เราจะขอบวชอยู่ในป่านี้แต่ลำพัง
เราต่อสู้ได้ชัยชนะในจิตใจเราแล้ว”

เมื่อตรัสดังนั้น พระเตมีย์กุมารมีความชื่นชม
ยินดีอย่างยิ่ง รำพึงกับพระองค์เองว่า

“ผู้ที่ไม่ใจเร็วด่วนได้
ผู้ที่มีความอดทน
ย่อมได้รับผลสำเร็จด้วยดี”


แม้เตมีย์ชาดกและจันทกุมารชาดกจะเป็นเรื่องที่แสดง
ให้เห็นถึงความสำคัญของขันติธรรมอย่างเด่นชัด
โดยเฉพาะจันทกุมารชาดก ซึ่งถือเป็นพระชาติที่พระโพธิสัตว์
ทรงบำเพ็ญขันติบารมีอย่างสูงสุดจนเต็มบริบูรณ์ก็ตาม
แต่จริงๆ แล้ว การบำเพ็ญทศบารมีจะต้องมีขันติ
เป็นคุณธรรมรากฐานในทุกบารมี แม้จะเป็นบารมีอื่น
มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป
แต่ในทุกบารมีนั้นมีขันติเป็นหัวใจทั้งสิ้น

อาศัยอดทน
จึงเสียสละได้ คือ ทานบารมี

อาศัยอดทน
จึงรักษาศีลได้ คือ ศีลบารมี

อาศัยอดทน
จึงมีความเพียร คือ วิริยะบารมี

อาศัยอดทน
จึงวางใจเป็นอุเบกขาได้ คือ อุเบกขาบารมี

กล่าวได้ว่า
ในการบำเพ็ญบารมีทั้ง 10 ประการ
หากขาดขันติเป็นแม่บทแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นบารมีในข้อไหน ก็ไม่อาจสำเร็จผลได้

อดได้ ทนได้ จึงดีได้

จากการวิจัยพบว่าคนที่มีชื่อเสียง
จำนวนมากมีสติปัญญาเท่าๆ
กับคนทั่วไป คือมีสมองธรรมดาๆ
แต่ว่าเป็นคนมีลักษณะพิเศษ คือ
อุตสาหะพากเพียร อดทนและ
ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค คนเหล่านี้
เคยพ่ายแพ้มาหลายต่อหลายครั้ง
แต่พวกเขาไม่เคยท้อถอย
เขาใช้ความผิดพลาดในอดีต

เป็นบทเรียน เป็นบันไดก้าวข้าม
อุปสรรคไปสู่ความสำเร็จ


(มีต่อ 9)
 

_________________
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัวMSN Messenger
สาวิกาน้อย
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 27 มี.ค. 2006
ตอบ: 2063

ตอบตอบเมื่อ: 28 ก.ย. 2008, 9:28 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

Image

โทมัส เอดิสัน
ผู้ล้มเหลวเกือบหมื่นครั้ง แต่ไม่เคยยอมแพ้


ความล้มเหลวหลายๆ อย่างในชีวิต
เป็นเพราะคนเราไม่ตระหนักว่า
พวกเขาอยู่ใกล้ความสำเร็จแค่ไหน
ตอนที่เขายอมแพ้


เป็นคำยืนยันของนักประดิษฐ์
ที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของโลก

คือ โทมัส เอดิสัน
ชายผู้นี้หูหนวกตั้งแต่เด็ก
เขาไม่สามารถได้ยินอะไรชัด
ทำให้เขาเรียนที่โรงเรียนได้ไม่ดีและที่โรงเรียน
ให้สมญานามเขาว่าเป็น “ไข่เน่าของชั้นเรียน”
แต่เอดิสันมีแม่ที่เข้าใจเขา คอยดูแลและอยู่เคียงข้าง
เป็นกำลังใจให้เขาเสมอ เอดิสันต้องเข้าๆ ออกๆ
โรงเรียนหลายแห่ง

แม่ของเขา ได้เป็นผู้สอนหนังสือ
ให้เขาและยอมให้เขาเรียนรู้ด้วยตนเอง
กำลังใจจากแม่ ทำให้เอดิสันอ่านหนังสือมากขึ้น
เขาสนุกสนานกับการทดลองต่างๆ
ที่เขาอ่านจากหนังสือ ความอยากรู้ อยากเห็น
ทำให้เขาได้ทดลองวิทยาศาสตร์ต่างๆ มากมาย
แม้การทดลองหลายครั้งจะมีความผิดพลาดและไม่ได้ผล
แต่แม่คือผู้ที่พูดให้กำลังใจแก่เอดิสันอยู่เสมอ

Image

ปลูกฝังให้เขา
มีทัศนคติที่ดีต่อการทำงาน
เอดิสันมองเห็นความผิดพลาดเป็นบทเรียน
มากกว่าจะเป็นอุปสรรคที่ทำให้เขาท้อถอย
ดังเช่นในการทดลองเพื่อคิดค้นหลอดไฟ
ซึ่งเป็นผลงานประดิษฐ์ชิ้นสำคัญของเขา
เมื่อผู้ช่วยของเอดิสันกล่าวกับเขาว่า
“เราทำการทดลองมา 700 ครั้งแล้ว
แต่เรายังไม่มีคำตอบ เราล้มเหลวเสียแล้ว”

แต่เอดิสันกลับตอบว่า
“เปล่าหรอก เรายังไม่ล้มเหลว
เรารู้มากกว่าใครๆ ในโลกในเรื่องนี้
และเรายังรู้อีกว่ามี 700 วิธีที่ไม่ควรทำ
อย่าเรียกว่า ความผิดพลาด
แต่ให้เรียกว่า เป็นการเรียนรู้”


นอกจากโทมัส เอดิสัน
จะฝากผลงานทางวิทยาศาสตร์ไว้แก่โลกอย่างมากมาย
ด้วยผลงานประดิษฐ์ซึ่งจดสิทธิบัตรไว้มากกว่า 1,000 ชิ้นแล้ว
เขายังได้ฝากข้อคิด
เพื่อการก้าวไปสู่ความสำเร็จไว้อย่างน่าฟังว่า

ความสำเร็จที่เขาได้รับนั้น
10% เกิดจากแรงบันดาลใจ
อีก 90% มาจากความทุ่มเท
ด้วยหยาดเหงื่อแรงงาน



(มีต่อ 10)
 

_________________
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัวMSN Messenger
สาวิกาน้อย
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 27 มี.ค. 2006
ตอบ: 2063

ตอบตอบเมื่อ: 28 ก.ย. 2008, 9:30 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

Image

อับราฮัม ลินคอล์น ผู้พ่ายแพ้ซ้ำแล้วซ้ำอีก

“ผมก้าวเดินไปอย่างช้าๆ
แต่ไม่เคยถอยหลัง”


เป็นคำพูดของอับราฮัม ลินคอล์น ผู้ซึ่งมุ่งมั่น
ที่จะยึดอาชีพทางการเมืองแม้ว่าจะประสบความ
พ่ายแพ้อย่างเจ็บปวดมาหลายต่อหลายครั้ง

1. แพ้การเลือกตั้งสมาชิกสภาปี 2374
2. แพ้การเลือกตั้งสมาชิกสภาปี 2386
3. แพ้การเลือกตั้งสมาชิกสภาปี 2388
4. แพ้การเลือกตั้งวุฒิสมาชิกปี 2397
5. แพ้การเลือกตั้งวุฒิสมาชิกปี 2401

แต่ในที่สุดเขาก็ได้รับการเลือกตั้งเป็น
ประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐอเมริกา ในปี 2403


(มีต่อ 11)
 

_________________
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัวMSN Messenger
สาวิกาน้อย
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 27 มี.ค. 2006
ตอบ: 2063

ตอบตอบเมื่อ: 28 ก.ย. 2008, 9:33 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

Image

ผู้พันไก่ทอด ผู้ถูกปฏิเสธกว่าพันครั้ง

ผู้พันไก่ทอดคือฉายานามของ
นายพันแซนเดอร์ส
ผู้ก่อตั้งเคนตั๊กกี้ฟรายด์ชิกเก้น
ในสถานะของคนแก่เกษียณอายุที่อาศัย
นอนในรถและยังชีพด้วยเงินประกันสังคม
นายพันแซนเดอร์สต้องการที่จะขายความคิด
เกี่ยวกับสูตรไก่ทอดพิเศษที่ไม่มีใครเหมือน
นายพันและสูตรไก่ทอดของเขาผู้นี้ได้รับการ
ปฏิเสธถึง 1,009 ครั้ง

Image

ก่อนที่สัญญาการค้าฉบับแรกจะเกิดขึ้นและต่อมา
ได้มีการนำสูตรไก่ทอดของเขามาทำออกขายจน
เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ มีสาขาของร้านเคนตั๊กกี้
ฟรายด์ชิกเก้นอยู่เกือบทั่วโลกในปัจจุบัน นอกจากนี้
ผู้พันแซนเดอร์สยังได้รับการยกย่องให้เป็นบุคคลที่มี
คนนึกถึงเป็นอันดับสองของโลกในปี 2519


(มีต่อ 12)
 

_________________
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัวMSN Messenger
สาวิกาน้อย
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 27 มี.ค. 2006
ตอบ: 2063

ตอบตอบเมื่อ: 28 ก.ย. 2008, 1:15 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

Image
หลวงพ่อชา สุภัทโท


ผู้มีปัญญาเท่านั้นอดทนได้

วันหนึ่งมีโยมผู้หญิงวัยกลางคนเดินทางมาจากอเมริกา
โยมคนนี้คงจะศึกษาพระพุทธศาสนามาพอสมควร
ที่เดินทางมาวัดหนองป่าพงก็เพราะคงได้ยินกิตติศัพท์
ของหลวงพ่อชา ท่านอยู่ป่าแบบธรรมชาติ รักษาศีล
เคร่งครัด เมื่อเข้าไปหาหลวงพ่อซึ่งขณะนั้นท่านกำลัง
ยืนดูงานก่อสร้างในโบสถ์อยู่ โยมก็ถามหลวงพ่อว่า
สอนวิปัสสนาอย่างไร พระฝรั่งก็ช่วยแปลให้
อาจารย์เองก็ยืนอยู่ตรงนั้นด้วย หลวงพ่อหัวเราะพูดว่า

“ผมไม่สอนวิปัสสนา ผมสอนแต่ทรมาน”

พูดแล้วหลวงพ่อก็เดินไป อาจารย์เดินตามหลวงพ่อไป
ท่านก็หยุดหันมาพูดกับอาจารย์ว่า การทรมานก็คือ
การสอนให้อดทน เพื่อที่เราจะได้เรียนรู้จิตใจของตัวเอง
ท่านอธิบายว่า สมมติว่าร่างกายเป็นวิทยุ ก็รื้อระบบ
ออกมาดูว่า ข้างในมันมีอะไรบ้าง รื้อดูให้ละเอียด
ดูให้ชัดๆ ศึกษาระบบข้างในดูให้เข้าใจจนซ่อมแซมเป็น
เหมือนช่างที่ซ่อมแซมได้เมื่อวิทยุมันเสีย
การศึกษาชีวิตตัวเอง ก็คือรื้อเข้าไปในกายในใจ
เพื่อที่จะเข้าใจและรู้จักตัวเองตามความเป็นจริง


Image

ปกติคนเราก็วิ่งตามกิเลส ตัณหา ทำตามกระแสความอยาก
หลวงพ่อชาท่านเมตตาทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตร
ท่านช่วยเราในการฝืนกระแสของความอยาก
ด้วยการให้ในสิ่งที่เราไม่อยากจะได้
และไม่ให้ในสิ่งที่เราอยากจะได้ เพื่อให้เราเห็นอารมณ์
เห็นเข้าไปในจิตใจตัวเอง
ท่านทรมานเพราะต้องการ
ฝึกให้เรามีความอดทน อดกลั้น ให้มีจิตใจเข้มแข็งหนักแน่น
เมื่อผ่านการทรมานไปได้ ต่อไปก็จะทำใจได้ในทุกสถานการณ์

เพราะสำหรับผู้ปฏิบัติธรรมแล้ว จำเป็นต้องสร้าง
ความอดทนไว้เป็นพื้นฐาน นับแต่การรักษาศีล
ก็ต้องมีความอดทนที่จะปฏิบัติตามระเบียบวินัย
เป็นการขัดเกลากิเลสอย่างหยาบ การเจริญสมาธิ
ต้องอาศัยอดทน อดกลั้น ต่อสู้กับนิวรณ์ 5
และในการเจริญสมถะวิปัสสนา
เพื่อที่จะละกิเลสตัณหา อุปาทานทั้งปวง
ก็ต้องอาศัยจิตใจที่มั่นคงหนักแน่นอดทนอย่างยิ่งยวด
ปฏิปทาของหลวงพ่อชาท่านจึงเน้นอดทน
หลวงพ่อมีชื่อเสียงเรื่องฝึกให้ลูกศิษย์มีความอดทน

Image

โดยเฉพาะกับเรื่องลมฟ้าอากาศ
ลูกศิษย์สมัยแรกๆ ของหลวงพ่อ เล่าถึงช่วงแรกๆ
ที่หลวงพ่อนำพระเณรปฏิบัติว่า
พอหน้าร้อน ฉันข้าวเสร็จ ท่านให้ห่มจีวรซ้อนด้วยผ้าสังฆาฏิ
ปิดหน้าต่างนั่งสมาธิ
แต่พอหน้าหนาว ท่านให้เปิดหน้าต่างโล่งหมดไม่ให้ห่มจีวร

บางทีโดยเฉพาะวันพระ ท่านพาเนสัชชิกและเทศน์ทั้งคืน
พระเณรก็ต้องนั่งพับเพียบ ลุกขึ้นไปไหนไม่ได้

บางครั้งเช้าๆ ญาติโยมมาทำบุญ ถวายอาหาร
ได้ยินท่านให้พรเสร็จ ท่านก็คุยกับชาวบ้านต่ออีก
คุยไปเรื่อยๆ พระคอยฉันก็หงุดหงิด ฟังๆ ดู
หลวงพ่อก็คุยกับโยมได้เป็นชั่วโมง ไม่เห็นจะมี
เรื่องสำคัญอะไร เช่น ชาวบ้านก็เล่าว่า
เมื่อคืนควายคลอดลูกอย่างนั้นอย่างนี้ พระก็รอๆ ๆ
มีอารมณ์หงุดหงิดมากขึ้นเป็นลำดับ
เมื่อไรจะได้ฉันสักที นี่ก็เป็นอุบายของหลวงพ่อ

ที่จะฝึกลูกศิษย์ให้รู้จักอดทน
และได้เห็นอารมณ์ของตัวเอง


สิ่งที่ท่านพูดบ่อยๆ ก็คือ

“ผู้มีปัญญาเท่านั้นอดทนได้
อดทน กับปัญญาเป็นของคู่กัน”

“เห็นทุกข์ไม่มีทุกข์”


Image

คำพูดของหลวงพ่อติดอยู่ในใจของอาจารย์ตลอด
และได้ประจักษ์แจ้งแก่ใจถึงความหมายที่ว่า
“เห็นทุกข์ไม่มีทุกข์”
ก็จากประสบการณ์พิจารณาทุกขเวทนา
คือเอาทุกขเวทนาเป็นอารมณ์กรรมฐาน
ตั้งอธิษฐานในใจว่า ขอมอบกายถวายชีวิต
แด่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
แล้วก็นั่งขัดสมาธิเพชรตั้งใจรักษาอิริยาบถเดียว
อะไรจะเกิดก็จะไม่ขยับไม่เปลี่ยนอิริยาบถ
ซึ่งเป็นสภาวะที่ทุกข์ทรมาน ทนได้ยาก

ใครๆ ก็กลัวกันทุกคน ตามปกติคนเรา
ต้องเปลี่ยนอิริยาบถอยู่ตลอดเพื่อหนีจากทุกขเวทนา
แต่ในวันนั้นอาจารย์ก็มีกำลังใจแก่กล้า ต้องการพิสูจน์
เพื่อที่จะได้รู้จักความจริงอันประเสริฐ คือทุกขสัจ

ปกติ เรามีอุปาทานยึดมั่นในทุกขเวทนา
เรามักมีความรู้สึกว่าเรามีทุกข์ เราเป็นทุกข์
ประสบการณ์ทุกข์เป็นของเรา
เราทนทุกขเวทนาไม่ไหว เรายึดมั่นถือมั่นว่า
เรากับทุกขเวทนาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน


แต่เมื่อตั้งใจจะพิจารณาทุกขเวทนาแล้ว
ทุกข์ควรกำหนดรู้
ทุกข์อยู่ที่ไหน ให้ตั้งสติ ตั้งใจมั่น กำหนดดู
เข้าไปดูถึงต้นตอ เมื่อจิตตั้งมั่นป็นสมาธิต่อทุกข์
อาการของสมาธิที่จิตตั้งมั่นกับ ทุกขเวทนา
คือไม่ยินดียินร้าย ไม่มีวิภวตัณหา
เป็นจิตที่หนักแน่นกล้าหาญ
จึงทำจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิกับทุกขเวทนาได้

เมื่อผ่านจุดนี้ไปได้
จึงเกิดปัญญารู้เห็นตามความเป็นจริง
ละตัณหา วิภวตัณหา อุปาทานยึดมั่นถือมั่น
ขณะที่วิภวตัณหาดับ
ทุกขเวทนาก็จะดับในขณะนั้น
เห็นด้วยปัญญาว่า
เราผู้รู้ ผู้เห็นทุกขเวทนา
กับความรู้สึกทุกขเวทนาอยู่คนละฝ่ายกัน


“ใจสงบเย็นด้วยความปล่อยวาง
จิตอยู่เหนือเวทนา มองดูเวทนาอยู่ห่างๆ
คล้ายกับเกิดช่องว่างระหว่างจิต กับเวทนา
เราคือส่วนหนึ่ง เวทนาก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง
“รู้” ส่วนหนึ่ง “รู้สึก” ก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง
มองเห็นเวทนาจริงๆ
เหมือนเห็นด้วยตาแต่เป็นการเห็นด้วยใจว่า

ทุกขเวทนาเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
รู้ความรู้สึกทุกข์
เห็นความรู้สึกทุกข์แต่ไม่ได้เป็นทุกข์
เรียกว่า เห็นทุกข์ไม่มีทุกข์จริงๆ เลย”


(มีต่อ 13)
 

_________________
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัวMSN Messenger
สาวิกาน้อย
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 27 มี.ค. 2006
ตอบ: 2063

ตอบตอบเมื่อ: 28 ก.ย. 2008, 1:19 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

Image

มีขันติ คือให้พรแก่ตัวเอง

พระปุณณะเดิมเป็นชาวสุนาปรันตะ ไปค้าขาย
ที่เมืองสาวัตถี ได้ฟังเทศน์จากพระพุทธเจ้า
แล้วเกิดความเลื่อมใสศรัทธาจึงออกบวช
ครั้นบวชแล้วการทำสมาธิภาวนาไม่ได้ผล
เพราะไม่คุ้นกับสถานที่ ท่านคิดว่าภูมิอากาศ
ที่บ้านเดิมของท่านเหมาะกับตัวท่านมากกว่า
จึงทูลลาพระพุทธเจ้า

พระองค์จึงตรัสถามว่า
เธอแน่ใจหรือปุณณะ คนชาวสุนาปรันตะ
ดุร้ายมากนัก ทั้งหยาบคายด้วย
เธอจะทนไหวหรือ

ไหวพระเจ้าข้า

นี่ปุณณะ
ถ้าคนพวกนั้นเขาด่าเธอ
เธอจะมีอุบายอย่างไร

ข้าพระองค์ก็คิดว่า ถึงเขาจะด่า
ก็ยังดีกว่าเขาตบต่อยด้วยมือพระเจ้าข้า


ถ้าเผื่อเขาต่อยเอาล่ะ ปุณณะ

ก็ยังดีพระเจ้าข้า
ดีกว่าเขาเอาก้อนดินขว้างเอา


ก็ถ้าเขาเอาก้อนดินขว้างเอาล่ะ

ข้าพระองค์ก็จะคิดว่า ก็ยังดีพระเจ้าข้า
ดีกว่าเขาเอาไม้ตะพดตีเอา


เออ ถ้าเผื่อเขาหวดด้วยตะพดล่ะ

ก็ยังดีพระเจ้าข้า
ดีกว่าถูกเขาแทงหรือฟันด้วยหอกดาบ


เอาล่ะ ถ้าเผื่อคนพวกนั้น
เขาจะฆ่าเธอด้วยหอกด้วยดาบล่ะ ปุณณะ

ข้าพระองค์ก็จะคิดว่า
มันก็เป็นการดีเหมือนกันพระเจ้าข้า


ดีอย่างไร ปุณณะ

ก็คนบางพวกที่คิดอยากตาย
ยังต้องเสียเวลาเที่ยวแสวงหาอาวุธมาฆ่าตัวเอง
แต่ข้าพระองค์มีโชคดีกว่าคนพวกนั้น
ไม่ต้องเสียเวลาไปเที่ยวหาอาวุธอย่างเขา


ดีมาก ปุณณะ เธอคิดได้ดีมาก
เป็นอันตกลง เราอนุญาตให้เธอไปพำนัก
ทำความเพียรที่ตำบลสุนาปรันตะได้

พระปุณณะกลับไปเมืองสุนาปรันตะแล้วทำความเพียร
ในไม่ช้าใจก็หยุดนิ่ง บรรลุธรรมไปตามลำดับ
จนได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์

เรื่องของพระปุณณะเป็นตัวเอย่างที่จะสอนใจเราได้ว่า
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม

Image

หากเราสามารถทำใจได้ คิดในแง่ดี
คิดในแง่บวกได้ในทุกสถานการณ์
เราจะเก็บเกี่ยวผลดีได้เสมอ
เกิดประโยชน์ได้ในทุกนาทีของชีวิต


ในชีวิตประจำวัน แทนที่เราจะขอพรจากพระเจ้า
ขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ก็ให้เราใช้หลักอดทน คิดดี ทำดี ด้วยใจดีมีเมตตา
มีความพอใจในปัจจุบัน ก็เท่ากับเราให้พรแก่ตัวเอง


และมีความสุขได้ในปัจจุบันและอนาคต
ปกติคนเรามักคิดว่า ปัจจุบันนี้เป็นทุกข์
ก็ต้องทนทุกข์ไปก่อน รอไว้วันข้างหน้า
เมื่อได้สิ่งนั้นสิ่งนี้สมความปรารถนาแล้วจึงมีความสุขได้

แต่จริงๆ แล้ว
ขันติที่ถูกต้องบริสุทธิ์คือ
อดทนด้วยความเต็มใจ
และพอใจในปัจจุบัน
ไม่ใช่ทนด้วยใจที่เป็นทุกข์ แต่ทำใจได้
รักษาใจเป็นปกติได้


เพราะมีปัญญาที่จะเข้าใจว่า
ทุกสิ่งทุกอย่างไม่แน่นอน เข้าใจโลกธรรมแปด
มี ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข
ก็ต้องมีเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์
ถือเป็นธรรมดาโลก
เมื่อสมความปรารถนา เราก็ไม่ดีใจจนหลง
เมื่อไม่สมปรารถนา เราก็ยังมีกำลังใจ
มีความหวังในชีวิตได้
มีขันติจึงเท่ากับให้พรแก่ตัวเอง
ที่จะมีความสุขใจ ความพอใจได้ในทุกสถานการณ์


(มีต่อ 14)
 

_________________
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัวMSN Messenger
สาวิกาน้อย
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 27 มี.ค. 2006
ตอบ: 2063

ตอบตอบเมื่อ: 28 ก.ย. 2008, 1:21 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

Image

วิกฤติคือโอกาสทอง

ณ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชาวนาคนหนึ่ง
เลี้ยงลาไว้ตัวหนึ่งซึ่งแก่มากแล้ว
ด้วยความโง่ของมันดันเดินซุ่มซ่าม
ไปตกบ่แห่งหนึ่ง มันร้องครวญคราง
อยู่เป็นเวลานาน ชาวนาเอง
ก็พยายามใคร่ครวญ
หาวิธีที่จะช่วยมันขึ้นมา

ในที่สุดชาวนาหวนคิดขึ้นมาได้ว่า
เจ้าลาก็แก่เกินไปแล้ว อีกอย่าง
บ่อนี้ก็ต้องกลบไม่คุ้มที่จะช่วยเจ้าลา
ชาวนาจึงไปขอแรงชาวบ้าน
เพื่อมาช่วยกลบบ่อ ทุกคนใช้พลั่ว
ตักดินสาดลงไปในบ่อ ครั้งแรก
เมื่อดินถูกหลังลา มันตกใจ
และรู้ชะตากรรมของตนเองทันที
มันร้องโหยหวน สักพักหนึ่ง
ทุกคนก็แปลกใจที่เจ้าลาเงียบไป

Image

หลังจากชาวนาตักดินใส่บ่อได้สักสองสาม
พลั่ว เมื่อเหลือบมองลงไปในบ่อ ก็พบกับ
ความประหลาดใจที่ลามันจะสะบัดดินออกจาก
หลังทุกครั้งที่มีผู้สาดดินลงไป แล้วก้าวขึ้นไป
เหยียบบนดินเหล่านั้น
ยิ่งทุกคน พยายามเร่งระดม
สาดดินลงไปมากเท่าไร
มันก็ก้าวขึ้นมาเร็วได้มากยิ่งขึ้น
ในไม่ช้าทุกคนต่างประหลาดใจในที่สุด
เจ้าลาสามารถหลุดพ้นจากปากบ่อดังกล่าวได้

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ชีวิตนี้อุปสรรคต่างๆ ที่ถาโถม
เข้ามาหาเราก็เปรียบเหมือน
ดินที่สาดเข้ามาหาเรา จงอย่า
ท้อถอยและยอมแพ้ จงแก้ไขมัน
เพื่อที่จะก้าวสูงขึ้นเรื่อยๆ
เปรียบเหมือนลาแก่ที่หลุดพ้น
จากบ่อได้ ฉันใดฉันนั้น

Image

อุปสรรคมีไว้ให้ก้าวข้ามไป

ชีวิตคนเราก็เช่นกัน
เราก็ต้องประสบกับโลกธรรมแปดเป็นธรรมดา
คือ ได้ลาภ ได้ยศ สรรเสริญ สุข
ก็ต้องมีเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์
แต่เมื่อเรามีทุกข์ มีปัญหา
หรือต้องประสบกับวิกฤติหนักหนาสาหัสแค่ไหน
ก็ให้อาศัยขันติ มีความอดทน

เมื่อมีความทุกข์ หยุดทำ หยุดพูด หยุดคิด
ตั้งสติใช้ปัญญา อาศัยอดทน อดกลั้น
หยุดทุกสิ่งทุกอย่างไว้ก่อน
ไม่ต้องคิดที่จะแก้ปัญหาภายนอก


Image

กำหนดรู้ลมหายใจออกยาวๆ ลมหายใจเข้าลึกๆ
ให้มีสติ มีความรู้สึกตัวกับลมหายใจเข้า ลมหายใจออก
ติดต่อกัน ต่อเนื่องกัน มีสมาธิตั้งมั่นกับลมหายใจ
ปล่อยวางความรู้สึกที่ไม่ดี ปล่อยวางจิตใจให้ว่างๆ
ว่างจากอดีต ว่างจากอนาคต ว่างจากความไม่สบายใจ
เหลือแต่จิตที่มีแต่ความรู้สึกตัว เบิกบานใจ
โอปนยิโก น้อมเข้าไปหาธรรมชาติของจิตที่เป็นประภัสสร
บริสุทธิ์ผ่องใส เมื่อจิตสงบสบายแล้ว
จึงค่อยๆ คิดแก้ปัญหาด้วยสติปัญญา เมื่อจิตใจดี
สบายใจทุกอย่างแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะค่อยๆ ดีขึ้น
ให้มีความหวัง กำลังใจที่จะต่อสู้

ทุกข์ที่สุดอยู่ที่ไหน
ขุมทรัพย์ก็มีอยู่ที่นั่น

ทุกข์ที่สุดอยู่ที่ไหน
สุขที่สุดมันก็อยู่ที่นั่น
นี่เป็นความจริง

Image

ไม่ว่าจะมีวิกฤติ
หรือเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นกับเรา
สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตคือรักษาใจของเราให้ดี
ให้มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
เป็นคุณธรรมประจำใจของเรา

ตั้งใจทำความดี
รักษาคุณงามความดี ความถูกต้อง
ด้วยจิตใจที่หนักแน่น
ไม่หวั่นไหวในทุกสถานการณ์
ให้ชีวิตทั้งหมดอยู่ด้วยอานาปานสติ
คือทำหน้าที่ปัจจุบันให้ดีที่สุด
ด้วยใจดี สุขใจ


Image



................. เอวัง .................
 

_________________
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัวMSN Messenger
สาวิกาน้อย
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 27 มี.ค. 2006
ตอบ: 2063

ตอบตอบเมื่อ: 29 ก.ย. 2008, 1:47 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

Image

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

ประวัติและปฏิปทาพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=20086

รวมคำสอนพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก
http://www.dhammajak.net/book-mitsuoe/2.html
http://www.dhammajak.net/dhamma/dhamma18.php

วัดป่าสุนันทวนาราม-มูลนิธิมายา โคตมี และแผนที่
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=24&t=20076

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
 

_________________
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัวMSN Messenger
chill
บัวพ้นดิน
บัวพ้นดิน


เข้าร่วม: 22 ก.พ. 2008
ตอบ: 85

ตอบตอบเมื่อ: 01 ต.ค.2008, 6:17 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ นะคะ ชอบมากเลยคะ สนุกดีคะ
อนุโมทนานะคะ ยิ้ม
 

_________________
มีชีวิตอยู่เพื่อทำความดี..
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัว
แสดงเฉพาะข้อความที่ตอบในระยะเวลา:      
สร้างหัวข้อใหม่ตอบ
 


 ไปที่:   


อ่านหัวข้อถัดไป
อ่านหัวข้อก่อนหน้า
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน
คุณ สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้


 
 
เลือกบอร์ด  • กระดานสนทนา  • สมาธิ  • สติปัฏฐาน  • กฎแห่งกรรม  • นิทานธรรมะ  • หนังสือธรรมะ  • บทความ  • กวีธรรม  • สถานที่ปฏิบัติธรรม  • ข่าวกิจกรรม
นานาสาระ  • วิทยุธรรมะ  • เสียงธรรม  • เสียงสวดมนต์  • ประวัติพระพุทธเจ้า  • ประวัติมหาสาวก  • ประวัติเอตทัคคะ  • ประวัติพระสงฆ์  • ธรรมทาน  • แจ้งปัญหา

จัดทำโดย  กลุ่มเผยแผ่หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา ธรรมจักรดอทเน็ต
เพื่อส่งเสริมคุณธรรม และจริยธรรมในสังคม
เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2546
ติดต่อ webmaster@dhammajak.net
Powered by phpBB © 2001, 2002 phpBB Group :: ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง