Home  • กระดานสนทนา  • สมาธิ  •  สติปัฏฐาน  • กฎแห่งกรรม  • นิทาน  • หนังสือ  •  บทความ  • กวีธรรม  • ข่าวกิจกรรม  • แจ้งปัญหา
คู่มือการใช้คู่มือการใช้  ค้นหาค้นหา   สมัครสมาชิกสมัครสมาชิก   รายชื่อสมาชิกรายชื่อสมาชิก  กลุ่มผู้ใช้กลุ่มผู้ใช้   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว  เช็คข้อความส่วนตัวเช็คข้อความส่วนตัว  เข้าสู่ระบบ(Log in)เข้าสู่ระบบ(Log in)
 
ได้ทำการย้ายไปเว็บบอร์ดแห่งใหม่แล้ว คลิกที่นี่
www.dhammajak.net/forums
15 ตุลาคม 2551
 แสงส่องใจ...วันจักรี ๒๕๔๘ (สมเด็จพระญาณสังวรฯ) อ่านหัวข้อถัดไป
อ่านหัวข้อก่อนหน้า
สร้างหัวข้อใหม่ตอบ
ผู้ตั้ง ข้อความ
I am
บัวบานเต็มที่
บัวบานเต็มที่


เข้าร่วม: 25 ต.ค. 2006
ตอบ: 972

ตอบตอบเมื่อ: 05 เม.ย.2007, 8:00 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

Image

แสงส่องใจ

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก



รูปํ ชีรติ มจฺจานํ ..........นามโคตฺตํ น ชีรติ
ร่างกายของสัตว์ย่อยยับได้ แต่ชื่อและสกุลไม่ย่อยยับ

“วันมหาจักรีเกิดมีขึ้นได้ด้วยสองสมเด็จพระมหาราชเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ทรางร่วมพระราชหฤทัยสร้างขึ้น นั่นคือ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช แห่งกรุงธนบุรีและพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ฯ

วันมหามงคลมหาจักรีมิได้เกิดแต่อะไรอื่น หรือผู้ใดอื่น เกิดแต่สองพระมหาราชเจ้า พระผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐพ้นพรรณา จริง”

“เพื่อให้สำเร็จประโยชน์ยิ่งใหญ่ คนสติดีแกล้งทำเป็นเสียสติได้ ประโยชน์ที่สองสมเด็จพระมหาราชเจ้าจอมไทยทรงสำเร็จนั้นใหญ่ยิ่งนัก ประโยชน์ใดจักยิ่งใหญ่ไปกว่าการสามารถรักษาชาติไทยให้สวัสดีมีความเป็นไท”

: จากหนังสือ “สมเด็จพระเจ้าตากสินกรุงธนบุรีมหาราช พระราชทานพระพรพระมหาจักรีบรมราชวงศ์ ”
 

_________________
ทุกข์ใดดับได้ด้วยปัญญา ทุกข์นั้นจะไม่เกิดอีก
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวส่ง Emailชมเว็บส่วนตัวMSN Messenger
I am
บัวบานเต็มที่
บัวบานเต็มที่


เข้าร่วม: 25 ต.ค. 2006
ตอบ: 972

ตอบตอบเมื่อ: 05 เม.ย.2007, 8:01 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

O หนังสือ “แสงส่องใจ” ฉบับนี้ เป็นฉบับที่ระลึกวันมหาจักรี วันที่ ๖ เมษายน และเป็นฉบับที่ระลึกวันเถลิงศกใหม่ วันที่ ๑๓ เมษายน ในสองวันสำคัญที่นำมายกขึ้นให้ปรากฏแก่จิตใจเราไทยทั้งหลาย ด้วยการทำหนังสือ “แสงส่องใจ” เป็นประจำทุกปีตลอดมา เช่นเดียวกับวันสำคัญทั้งหลายในพระพุทธศาสนา คือวันวิสาขบูชา วันมาฆบูชา วันอาสาฬหบูชา

แน่นอนวันที่ ๖ เมษายน หรือวันที่ระลึกมหาจักรีมีความสำคัญอย่างยิ่งของเราไทย พระมหาจักรีบรมราชวงศ์ มีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำพระราชวงศ์ มีพระมหากษัตริย์ทุกพระองศ์ทรงเป็นพระพุทธศาสนูปถัมภก ด้วยทรงมีพระปัญญายิ่ง จึงทรงตระหนักชัดในความประเสริฐสุดหาเสมอมิได้ในพระพุทธศาสนา และวันเถลิงศกใหม่ หรือวันขึ้นปีใหม่แบบไทย ที่กำหนดให้เป็นวันที่ ๑๓ เมษายน

ก็เนื่องกับพระพุทธศาสนาเช่นเดียวกัน ในวันนั้นมีการทำบุญทางพระพุทธศาสนานาประการ เช่น ถวายสังฆทาน ถวายอาหารบิณฑบาตพระภิษุสามเณร อาราธนาพระเจริญพระพุทธมนต์ในอาคารบ้านเรือน และประพรมน้ำพระพุทธมนต์ เพื่อความร่มเย็นเป็นสุข ตลอดถึงทำทานแก่ผู้ยากไร้ทั้งหลาย

โดยมุ่งให้ความสุขเท่าที่สามารถจะให้ได้ ใจที่มุ่งดังกล่าวเป็นใจที่มีมงคล มงคลย่อมเกิดแก่ผู้มีใจที่เป็นมงคลเช่นนั้นแน่นอน พึงนึกถึงความจริงนี้ เพื่อให้เกิดกำลังใจในการน้อมนำมงคลให้เกิดในใจตนให้มากที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้

ความหมายที่ตรงที่สุดของการน้อมนำมงคลยิ่งใหญ่ให้เกิดในใจตน ก็คืออบรมเมตตาให้เกิดมากที่สุด อย่ารู้เพียงพอ ต้องการมงคลชีวิตไม่รู้เพียงพอเพียงพออย่างไรต้องอบรมเมตตาอย่ารู้เพียงพออย่างนั้น


O กว่าสิบปีมาแล้ว ที่มีการทำบุญเถลิงศกใหม่ของไทยด้วยการอาราธนาพระภิกษุจากวัดต่างๆ ไปรับถวายสังฆทาน ที่วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร ในพระบรมราชูปถัมภ์ จำนวนตามท้ายพระพุทธศักราช โดยเพิ่มขึ้นหนึ่งรูปทุกปี เช่นปีพระพุทธศักราช ๒๕๔๘ นี้จะถวายสังฆทานพระภิษุสงฆ์ ๕๔๙ รูป

ปีหน้าจะเพิ่มเป็น ๕๕๐ รูป ไม่สามารถจะทำได้ครบตามพระพุทธศักราช นอกเสียจากว่าวันหนึ่งจะมีผู้ศรัทธาในบุญในความเป็นไทยมากพอจะพร้อมกันมาร่วมด้วยอยู่แล้ว จึงสามารถทำได้มาเป็นเวลากว่าสิบปีกว่า เป็นส่วนแห่งบุญเพื่อประเทศชาติไทยที่รักของเราทุกคน บุญที่จำเป็นอย่างที่สุดโดยเฉพาะในสมัยนี้กาละนี้ ที่จะช่วยประคับประคองไทยให้สวัสดีได้ ไม่ตกอยู่ในความมืดมิดวุ่นวายจนเกินไป เช่นเขาอื่นที่กำลังได้รับอยู่

O การทำสังฆทานในพิธีเถลิงศกหรือขึ้นปีใหม่แบบของไทยจริงๆเกี่ยวข้องกับการบำเพ็ญกุศลในวันมหาจักรีแน่นอน เพราะเมื่อคิดถึงการทำบุญเพื่อประเทศไทย ไม่มีผู้ใดที่จะไม่นึกถึงพระมหากรุณาธิคุณแห่งพระมหาจักรีบรมราชวงศ์

จึงเมื่อมุ่งทำบุญเพื่อประเทศชาติไทย ก็ย่อมจักต้องตั้งใจน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองศ์ การทำสังฆทานเถลิงศกใหม่ ณ วัดญานสังวรารามฯ ทุกวันนี้ก็มีท่านผู้ศรัทธาร่วมด้วยอยู่แล้ว

จึงสามารถทำได้มาเป็นเวลากว่าสิบปีแล้ว จึงสามารถทำได้มาเป็นเวลากว่าสิบปีแล้ว เป็นส่วนแห่งบุญเพื่อประเทศชาติไทยที่รักของเราทุกคน บุญที่จำเป็นอย่างที่สุดโดยเฉพาะในสมัยนี้กาละนี้ ที่จะช่วยประคับประคองไทยให้สวัสดีได้ ไม่ตกอยู่ในความมืดมิดวุ่นวายจนเกินไป เช่นเขาอื่นที่กำลังได้รับอยู่


O การทำสังฆทานในพิธีเถลิงศกหรือขึ้นปีใหม่แบบของไทยจริงๆ เกี่ยวข้องกับการบำเพ็ญกุศลในวันมหาจักรีแน่นอน เพราะเมื่อคิดถึงการทำบุญเพื่อประเทศไทย ไม่มีผู้ใดที่จะไม่นึกถึงพระมหากรุณาธิคุณแห่งพระมหาจักรีบรมราชวงศ์

จึงเมื่อมุ่งทำบุญเพื่อประเทศชาติไทย ก็ย่อมจักต้องตั้งใจน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองศ์ การทำสังฆทานเถลิงศกใหม่ จึงครอบคลุมกว้างไกลถึงพระมหากษัตริย์ด้วย เสมอไป

O การบำเพ็ญกุศลสำคัญอีกวันหนึ่ง ในวัดญาณสังวรารามฯ จะเป็นวันอื่นไปไม่ได้นอกจากวันมหาจักรี หรือวันที่ระลึกพระมหาจักรีบรมราชวงศ์ วันนั้น ทื่ ๖ เมษายน มีการบำเพ็ญกุศลบน บรมธาตุเจดีย์มหาจักรีพิพัฒน์พระเจริญพระพุทธมนต์

รับถวายสังฆทาน ฉันภัตตาหาร และหลังจากเวียนเทียนรอบ พระบรมธาตุเจดีย์แล้วครบ ๓ รอบ บรรดาผู้ไปร่วมงานอ่านบทร้อยกรอง ประกาศพระบารมีพระมหากษัตริย์แต่ละพระองศ์ในพระมหาจักรีบรมราชวงศ์

ตั้งแต่พระบามสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ จนถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช

งานนี้ทุกปีให้ความรู้สึกลึกซึ้งประทับใจบรรดาผู้ไปร่วมพิธีเป็นอันมากจนทำให้ผู้มีใจอ่อนถึงน้ำตาไหลในการอ่านบทร้อยกรองประกาศเทิดทูนพระบารมีทุกพระมหากษัตริย์แห่งพระมหาจักรีบรมราชวงศ์ ทรงเสียสละยิ่งใหญ่นานาประการด้วยพระมหากรุณาธิคุณพ้นประมาณที่ทรงมีต่อประเทศไทย และต่อพสกนิกรราษฎรไทยของพระองค์


O ทุกครั้งที่มีพิธีในวันสำคัญต่างๆ ทั้งทางพระพุทธศาสนา มั้งทางพระมหากษัตริย์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายคฤหัสถ์ของวัดญาณสังวรารามฯ จะจัดให้มีพิธีบวงสรวง คือถวายความคารวะบอกกล่าวพรหมเทพเทวดทั้งหลาย โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับงาน เช่นงานวันพระมหาจักรี

พิธีบวงสรวงก็จะมุ่งไปที่พระมหากษัตริย์เป็นสำคัญเทวดาทั้งหลายอื่นจะเป็นส่วนประกอบ งานวันทำบุญแผ่นดินไทยจะมุ่งพระมหากษัตริย์ไทยทั้งหมด ทุกพระราชวงศ์ รวมทั้งนักรบร่วมเสียสละแม้กระทั่งชีวิตเพื่อประเทศชาติ ไม่ยกเว้นแม้ช้างม้าสัตว์น้อยใหญ่ที่ต้องเสียชีวิตเพื่อความเป็นไทของไทย

วันทำบุญแผ่นดินไทย จัดขึ้นทุกปีที่วัดญาณสังวรารามฯ กว่าสิบปีมาแล้วเช่นกัน และเป็นพิธีที่มีการถวายสังฆทานพระภิกษุสามเณรวัดต่างๆ จำนวน ๙๙๙ รูป ในวันเสาร์อาทิตย์ที่สองของเดือนมกราคม และในการทำบุญแผ่นดินไทยจะจัดให้มีการเลี้ยงวิญญาณ เช่นเดียวกันในวันเถลิงศกใหม่ หรือวันสงกรานต์

ที่ท่านกล่าวว่าวิญญาณในนรกจะได้รับการปลดปล่อยให้ออกมารับส่วนบุญส่วนกุศลที่ลูกหลาน ญาติพี่น้องทำอุทิศให้ บรรดาผู้จัดทำการเลี้ยงวิญญาณมีความคิดความเชื่อ ที่ไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าต้องมีวิญญาณที่อดอยากมากมายในโลก

การจัดเลี้ยงวิญญาณด้วยข้าวปลาอาหารนานาชนิดจำนวนมากในวัดญาณสังวรารามฯ ย่อมช่วยให้ความสุขความอิ่มความอร่อยแก่วิญญาณจำนวนมากมายทั้งหมด ที่ผู้จัดเลี้ยงตั้งใจเชิญไม่จำกัดให้ไปร่วมรับเลี้ยงข้าวปลาอาหารที่จัดสรรค์อย่างเอร็ดอร่อยจำนวนมาก และหวังว่าวิญญาณไม่เลวร้ายจนไม่รู้สึกในความมีน้ำใจที่มนุษย์มีต่อพวกเขา

จึงน่าที่วิญญาณทั้งนั้นจะไม่เป็นเหตุแห่งความไม่สงบสุขแก่ผู้ให้ความสุขแก่พวกเขา ถ้าจะคิดว่าวิญญาณมีความกตัญญูรู้คุณผู้ที่ทำคุณแก่ตน ก็เท่ากับแสดงความดียิ่งของวิญญาณเช่นเดียวกับที่แสดงความดียิ่งของมนุษย์ ที่ทรงมีพระพุทธดำรัสไว้ว่า “ ความกตัญญูเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี ที่หาได้ยากยิ่ง”


(มีต่อ ๑)
 

_________________
ทุกข์ใดดับได้ด้วยปัญญา ทุกข์นั้นจะไม่เกิดอีก
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวส่ง Emailชมเว็บส่วนตัวMSN Messenger
I am
บัวบานเต็มที่
บัวบานเต็มที่


เข้าร่วม: 25 ต.ค. 2006
ตอบ: 972

ตอบตอบเมื่อ: 05 เม.ย.2007, 8:02 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

O ใครทั้งนั้นย่อมไม่ปฏิเสธ ว่าคำชมมีความหมายแก่จิตใจตน ใครทั้งนั้นนอกจากเป็นผู้ไกลกิเลสแล้วอย่างสิ้นเชิง ย่อมยังยินดีในคำชมที่ได้รับ ได้รับคำชมจากใครทั้งหลายทั้งโลก ก็ไม่เสมอคำทรงชมในสมเด็จพระบรมศาสดาสัมนาสัมพุทธเจ้า และคำทรงที่ชัดเจนได้ยินได้ฟัง ทุกถ้วนหน้าก็คือ “ความกตัญญูรู้คุณท่านที่ได้รับแล้ว และตอบแทนพระคุณนั้น คือเครื่องหมายของคนดี ที่หาได้ยากยิ่ง”

O การทำบุญแผ่นดินไทย การทำบุญวันมหาจักรี เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวที รู้พระคุณที่ท่านทำแล้ว และตอบแทน นี้ที่สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาพุทธเจ้าทรงสรรเสริญที่ทุกคนที่เป็นพุทธมามกะผู้มีพระพุทธศาสนาเป็นที่รัก พึงยินดีที่จะเป็นผู้หนึ่งในบรรดาผู้ได้รับคำทรงสรรเสริญจากพระผู้ประเสริญสูงสุดไม่มีผู้เสมอได้

พบท่านผู้ทรงมีพระบุญญาบารมีสูงสุดเหนือพรหมเทพมนุษย์ทั้งปวง ต้องถือได้ว่าฉลาดน้อยไปมากแม้ไม่ชื่นชมสนใจในคำทรงสอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคำทรงยกย่องสรรเสริญกตัญญูกตเวทิธรรม ความรู้พระคุณท่านและตอบแทนพระคุณนั้น

O พระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมคนไทยทุกถ้วยหน้า คือพระมหากษัตริย์ผู้พระราชทานพระราชวงศ์จักรี ให้ประดิษฐานอยู่คู่โลก เป็นศักดิ์ศรีสูงส่งของไทย

ในหนังสือบทร้อยกรอง “วันจักรี” ของวัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร ในพระบรมราชูปถัมภ์มีบท “สองพระผู้พระราชทานพระราชวงศ์จักรี” เป็นหนึ่งในบทร้อยกรองที่มีการอ่านในวันพระมหาจักรี ที่ ๖ เมษายน บนพระบรมธาตุเจดีย์มหาจักรีพิพัฒน์ วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหารฯ

อ่านทุกปีเป็นประจำตลอดมาตั้งแต่มีการสร้างวัดญาณสังวรารามฯ ขึ้นในจังหวัดชลบุรีเริ่มเมื่อปีพระพุทธศักราช ๒๕๑๙ ข้อความในบทร้อยกรองนั้นมีดังนี้

(ยานี ๑๑)
กราบลงตรงปัถพี.............ที่เคยรองสองคู่พระบาท
สมเด็จพระมหาราช..........เจ้าตากสินกรุงธนบุรี
พระพุทธยอดฟ้า...............มหาราชจอมจักรี
ทั้งสองพระองศ์นี้..............ประทับสนิทในจิตใจ
ความรักความเสียสละ.......ที่โปรดพระราชทานไทย
เป็นพระกรุณาใหญ่............ยิ่งกว่าคำร่ำรำพัน
ชีวิตข้าพระพุทธเจ้า...........ชาติและชาวไทยทั้งนั้น
เป็นหนี้จอมราชัน...............สองพระผู้ทรงกู้ชาติ
ให้รอดพ้นมือมาร...............อย่างกล้าหาญชาญฉลาด
พระปรีชาสามารถ..............เลิศล้ำกว่าปรีชาใคร

ส่วนพระองศ์ทรงสละสิ้น......เพื่อแผ่นดินไทยเป็นไทย
ทรงสละทั้งราไช................ศูรย์สมบัติสารพัดหมด
ทั้งพระวงศ์ทั้งพระญาติ......ทั้งพระราชกิตติยศ
น้ำตาไทยไม่ปรากฏ............แต่ท่วมม้นล้นในทรวง
บัดนี้มีโอกาส......................เหล่าข้าพระบาทไทยทั้งปวง
สนองพระคุณที่ใหญ่หลวง....ด้วยกุศลทุกประการ
ขอพรผู้จอมชีวิต.................ทรงสถิตทิพยสถาน
สูงส่งทรงพระสราญ.............ตระหนักพระราชหฤทัย
ว่าคุณงามความดี................ที่ทรงมีอย่างยิ่งใหญ่
เป็นที่เทิดทูนไว้..................เหนือเศียรเกล้าเหล่าข้าพระองศ์

เพื่อถวายความกตัญญูกตเวทีต่อพระมหาจักรีบรมราชวงศ์ วัดญาณสังวราราม วรมหาวิหารฯ จะเชิญบทร้อยกรอง “สัจจานุภาพ” ในหนังสือบทร้อยกรอง “วันจักรี” อ่านพร้อมกันเป็นประจำ ดังนี้

(ฉบัง ๑๖)
ที่พึ่งอื่นใดไม่มี....................พระพุทธเจ้านี้เป็นที่พึ่งสุดประเสริฐ
ด้วยสัจจะที่ล้ำเลิศ................ขอสวัสดีเกิดแก่พระราชวงศ์จักรี
ที่พึ่งอื่นใดไม่มี....................พระธรรมเจ้านี้เป็นที่พึ่งสุดประเสริฐ
ด้วยสัจจะที่ล้ำเลิศ................ขอสวัสดีเกิดแก่พระราชวงศ์จักรี
ที่พึ่งอื่นใดไม่มี....................พระธรรมเจ้านี้เป็นที่พึ่งสุดประเสริฐ
ด้วยสัจจะที่ล้ำเลิศ................ขอสวัสดีเกิดแก่พระราชวงศ์จักรี


O “ความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี ที่หาได้ยากยิ่ง” แม้เพียงการตั้งใจนึกไว้ให้เสมออย่างน้อยวันละครั้งก็ยังดี ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ทุกสิ่งที่สำเร็จด้วยใจ นี้เป็นพระพุทธศาสนสุภาษิต ขอให้นึกถึงพระพุทธศาสนสุภาษิตนี้

ทำความเข้าใจให้ถูกต้องชัดเจนว่าใจของเราทุกคนเป็นใหญ่ มีอานุภาพยิ่งใหญ่ความรู้พระคุณท่านผู้ใดก็ตามก็เกิดที่ใจ ดังนั้นการตอบแทนพระคุณท่านก็ทำได้ด้วยใจ อะไรอื่นก็ไม่สำคัญไปกว่าใจ ใจรู้พระคุณท่านได้ ใจก็ตอบแทนพระคุณท่านได้

เพียงให้เป็นความรู้พระคุณท่านจริงใจเท่านั้น ความสำเร็จก็จะเกิดตามมาแน่นอน ดังพระพุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า “ทุกสิ่งสำเร็จด้วยใจ” ทั้งที่ดีชั่วไม่ได้เกิดแต่อะไรอื่นเป็นสำคัญ เกิดแต่ใจที่มุ่งดีหรือไม่มุ่งดีเท่านั้นเป็นสำคัญ

O บทร้อยกรอง “สัจจนุภาพ” ที่พึ่งอื่นใดไม่มี พระพุทธเจ้านี้ เป็นที่พึ่งสุดประเสริฐ ด้วยสัจจะที่ล้ำเลิศ ขอสวัสดีเกิด แก่พระราชวงศ์จักรีเพียงเท่านี้ แม้นึกไว้ให้จริงใจ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับใจ จะท่องจำไว้ทั้งบท หรือจะนึกขึ้นเองให้ได้ความตามนี้ ให้เสมอ ให้ทุกวัน เพียงเท่านี้ก็เท่ากับเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อพระมหาจักรีบรมราชวงศ์แล้ว

ไม่มีปัญหาใดๆ อีกแล้วว่า เราห่างไกลกับเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินมากมายนัก ไม่มีทางตอบแทนพระเดชพระคุณล้นหัวล้นเกล้าได้ ไม่มีปัญหาแน่นอน ตอบแทนพระเดชพระคุณล้นฟ้าของพระมหาจักรีบรมราชวงศ์ได้แน่นอน แม้เพียงนึกไว้ให้เป็นนิตย์ ว่าขอให้พระราชวงศ์นี้ดำรงมั่นเป็นที่พึ่งให้ความร่มเย็นเป็นสุขแก่ไทยตลอดไป ชั่วกัปกัลป์



(มีต่อ ๒)
 

_________________
ทุกข์ใดดับได้ด้วยปัญญา ทุกข์นั้นจะไม่เกิดอีก

แก้ไขล่าสุดโดย I am เมื่อ 14 ต.ค.2016, 7:32 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวส่ง Emailชมเว็บส่วนตัวMSN Messenger
I am
บัวบานเต็มที่
บัวบานเต็มที่


เข้าร่วม: 25 ต.ค. 2006
ตอบ: 972

ตอบตอบเมื่อ: 05 เม.ย.2007, 8:03 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

O กตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดีเหตุผลที่พึงเห็นได้ประการสำคัญ แต่อาจไม่ค่อยเห็นกัน ก็คือผู้มีกตัญญูกตเวที คือรู้พระคุณที่ท่านทำแล้วแก่ตน และตั้งใจทดแทนพระคุณนั้น

นี้แหละที่จะหยุดคนไม่ให้คิดพูดทำความไม่ดีได้โดยนึกถึงความรู้สึกของผู้มีพระคุณที่จะต้องร่วมรับรู้รับเห็นด้วย ดังเช่นสำนึกในพระคุณของพระมหาจักรีบรมราชวงศ์ หรือของพระมหากษัตริย์แห่งพระมหาจักรีบรมราชวงศ์นั่นเอง ย่อมไม่คิดพูดทำที่จะเป็นเหตุให้กระทบกระเทือน จะรอบคอบระมัดระวังอย่างยิ่งในการจะคิดจะพูดจะทำทั้งปวง

ดังนั้นผู้รู้พระคุณท่านตั้งใจจะตอบแทนพระคุณท่าน จะเป็นท่านผู้ใดก็ตาม จะพยายามคิดดี พูดดี ทำดี โดยมุ่งรักษาท่านผู้มีพระคุณไม่ให้ต้องกระทบกระเทือนเพราะการกระทำของตนทั้งทางกาย ทั้งทางวาจา ทั้งทางจิตใจ ดังนี้ ก็คือความกตัญญูกตเวทีจึงมีความสำคัญนักสำคัญอย่างยิ่ง ยากจักหาความสำคัญอื่นเสมอเหมือนได้

O การทำบุญแผ่นดินไทยที่จัดขึ้นเป็นประจำกว่าสิบปีมาแล้ว ณ วัดญาณสังวรารามฯ ในวันเถลิงศกใหม่แบบของไทย เป็นการรวมใจคนไทยทั้งหลาย ให้มารวมกันแสดงความกตัญญูกตเวทีในระดับหนึ่งต่อประเทศชาติบ้านเมืองไทยผู้แทนแผ่นดินไทย

หรือผู้ทำแผ่นดินไทยให้มีคุณต่อประชาชนต่อทั้งหลายที่ได้อาศัยแผ่นดินประเทศไทย คือเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินเป็นสำคัญ ผู้โดยเสด็จเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินสร้างและรักษาแผ่นดินไทยให้เป็นที่ร่มเย็นเป็นสุขของคนทั้งปวงที่เข้ามาพึ่ง

ท่านทั้งหลายนี้ที่การทำบุญแผ่นดินไทยในวัดญาณสังวรารามฯ มุ่งอุทิศกุศลทั้งปวงที่จะเกิดจากการทำบุญแผ่นดินไทย ทั้งยังมุ่งไปถึงพระวิญญาณและวิญญาณน้อยใหญ่ทั้งนั้น ที่มีส่วนรักษาแผ่นดินไทยให้รุ่งเรืองสวัสดีตลอดมาเป็นหน้าตาเป็นศักดิ์ศรีของเราไทยทุกถ้วนหน้า

การที่พร้อมเพรียงกันสละเงินสละเวลามาร่วมพิธีบวงสรวง ถวายสังฆทาน และการจัดอาหารคาวหวานผลไม้เลี้ยงวิญญาณไม่เลือกหน้า ก็ด้วยมุ่งให้เป็นพิธีทำบุญแผ่นดินไทยในวัดญาณสังวรารามฯ ที่เกิดจากใจจริง ที่เห็นความสำคัญและความมีพระคุณที่ยิ่งใหญ่ต่อแผ่นดินไทย

ให้ท่านผู้ผ่านพ้นภพชาติในโลกนี้ไปแล้ว ไม่ว่าจะนานเป็นกี่ร้อยกี่พันปีก้ตาม ได้รับรู้ในความมีกตัญญูกตเวทีของผู้ได้รับความร่มเย็นเป็นสุขสวัสดีอยู่บนผืนแผ่นดินไทย ตลอดมาชั่วชีวิตตน และจะต่อไปชั่วชีวิตลูกหลาน


O การทำบุญเพื่อแผ่นดินไทย คือเพื่อบรรดาท่านผู้มีพระคุณสร้างแผ่นดินไทยให้พรั่งพร้อมทุกประการ ด้วยสมบัติที่สามารถให้ความสุขสวัสดีแก่ทุกชีวิตที่เข้ามาพึ่งพาอาศัย แต่น่าจะเชื่อได้อย่างไม่ผิด ว่าผลแห่งกุศลที่ท่านทั้งหลายได้รับนั้น ที่เกิดแต่การทำบุญตักบาตร ถวายภัตตาหาร ถวายสังฆทาน หรือให้ข้าวปลาอาหารเงินทองเป็นต้น

ที่ท่านผู้พ้นภพภูมิมนุษย์หรือภพภูมิของสัตว์ไปสู่ภพภูมิใหม่แล้วนั้น แม้จะเป็นผลที่ให้ความสุขแก่ท่านทั้งหลายเหล่านั้นมากมายเพียงไร ย่อมจักไม่เสมอกับผลที่เกิดแต่การปฏิบัติ ทั้งทางกาย ทางวาจา ทางจิตใจ เพื่อรักษาความเป็นไทยให้เป็นไทยอย่างแท้จริง ที่ย่อมยากกว่าการทำบุญไหว้พระตักบาตร เป็นต้น

ที่จะให้ความปีติยินดีอนุโมทนาสาธุการแก่ท่านผู้ประดิษฐานไทยไว้ในโลกอย่างมาก ท่านสร้างไทยขึ้นมา ท่านร่วมกันรักษาไทยไว้อย่างหวงแหนห่วงใย สละเลือดเนื้อและชีวิตได้เพื่อรักษาความเป็นไทของไทยไว้

เราผู้เป็นไทยทุกคนในปัจจับันสมควรอย่างที่สุดที่จะทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อสืบทอดพระเดชพระคุณของท่าน ร่วมกันรักษาไทยให้เป็นไท คือให้ไม่เป็นทาส และให้เป็นไทย คือเป็นไทยแท้ๆ ไทยทั้งกิริยามารยาท ไทยทั้งถ้อยคำวาจา

ไทยทั้งความรู้สึกนึกคิด ให้เป็นไทย ไทย ไทย ไทยจริงๆ ไทยอย่างบริสุทธิ์งดงาม และพึงระลึกไว้ให้เสมอ ว่าไทยนั้นไม่มีความไม่น่าดู ความไม่น่าดูทุกอย่างไม่มีในความเป้นไทยที่แท้จริง ไทยที่แท้จริงมีความงดงามทุกประการ ทั้งกิริยาวาจาและการแต่งตัวงดงามแบบไทยสำคัญนัก สำคัญที่สุด

O ภัยในโลกทุกวันนี้มากมาย และใหญ่หลวง มิได้ยกเว้นภัยของประเทศชาติไทย ผู้รักความเป็นไท รักแผ่นดินไทยจึงต้องรอบคอบเป็นอย่างยิ่ง ทั้งในการคิด ในการพูด ในการทำมิฉะนั้นก็อาจเป็นคนไทยที่ทำลายไทยเองได้

ความประมาทเป็นทางแห่งความตาย ประมาทแล้วพาตนเองตายเป็นเรื่องเล็ก แต่แม้ประมาทแล้วพาชาติตายนั้นเรื่องใหญ่ที่สุด พึงรอบคอบให้ที่สุด ระวังให้ที่สุดที่จะไม่คิดอย่างประมาท ไม่พูดอย่างประมาท ไม่ทำอย่างประมาท เพื่อไม่พาประเทศชาติไปสู่ภัยพิบัติที่ใหญ่หลวง


O ไทยจะสวัสดีหรือไม่สวัสดีอยู่ที่คนไทย ไม่ใช่คนอยู่ที่ใครอื่น ศัตรูแม้รายกาจเพียงใดก็ทำอะไรไทยไม่ได้ แม้คนไทยไม่ตกเป็นเครื่องมือให้ทำลายไทย การมีสติรู้ตัวอยู่เสมอ ว่าจะรักษาประเทศชาติไทยของเราอย่างสุดสติปัญญาความสามารถ จะไม่ให้ความโลภ จะไม่ให้โกรธ จะไม่ให้ความหลง มามีอำนาจเหนือความรักชาติรักประเทศไทยของเรา

O พระพุทธศาสนาสุภาษิตบทหนึ่งกล่าวว่า “ความไม่ประมาทเป็นทางไม่ตาย” และ “ผู้ไม่ประมาทย่อมไม่ตาย” ที่ใช้คำตาย หรือไม่ตาย ในพระพุทธศาสนาสุภาษิตนี้มีความหมายได้ทั้งอย่างธรรมดา คือความตายโดยสิ้นชีวิต และ อย่างไม่ธรรมดา คือตายทั้งเป็น ตามโดยสิ้นชื่อเสียงเกียรติยศ

ประมาทแล้วตายทั้งเป็นนั้นรู้เห็นและเข้าใจกันดีอยู่แล้ว เมาแล้วขับที่พูดถึงกันอยู่ทั่วไปในยุคนี้สมัยนี้ทุกวันนี้ คือประมาทที่พาไปสู่ความตายได้ ทั้งความตายของตนเองความตายของคนทั้งหลายอื่นทั้งอีกมาก หรืออีกน้อย ทั้งผู้เป็นที่รักเป็นที่รู้จักของตน แต่ย่อมเป็นที่รักที่รู้จักของใครคนใดคนหนึ่งแน่นอน

ที่ร้ายแรงที่สุดก็คือความตายที่เกิดจากความประมาทของผู้ใดก็ตาม อาจเป็นความตายทั้งเป็นของใครๆ ได้มากมาย ชีวิตที่จากไปของผู้เป็นที่รักทั้งหลาย ย่อมทำให้ผู้อยู่หลังมีความรู้สึกดั่งตายทั้งเป็นได้ นี้เป็นผลที่เกิดได้จากเมาแล้วขับ ที่มีเสียงเตือนอยู่ทุกหนทุกแห่ง แต่ก็ยังไม่สามารถเอาชนะความประมาทได้


O ความประมาทในการคิด ประมาทในการพูด ประมาทในการทำ มีผลร้ายแรงเพียงใดก็ได้ถ้าเป็นความประมาทในเรื่องใหญ่เรื่องสำคัญ เช่น เรื่องที่เกี่ยวกับประเทศชาติ เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ คือเรื่องที่เกี่ยวกับสถาบันสำคัญทั้งสาม คือสถาบันชาติ สถาบันพระพุทธศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์

สามสถาบันนี้มีความสำคัญที่สุดสำหรับเราไทยทั้งหลาย ความไม่ประมาทเท่านั้นที่จะไม่เป็นทางนำไปสู่ความตายของสถาบันสำคัญสถาบันใดสถาบันหนึ่ง จึงพึงระวังความคิด ระวังการพูด ระวังการทำ เกี่ยวกับสามสถาบันสำคัญนี้ให้จงดีให้รอบคอบที่สุด อย่าประมาทให้พ่ายแพ้แก่ความโลภ หรือความโกรธ หรือความหลง


(มีต่อ ๓)
 

_________________
ทุกข์ใดดับได้ด้วยปัญญา ทุกข์นั้นจะไม่เกิดอีก
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวส่ง Emailชมเว็บส่วนตัวMSN Messenger
I am
บัวบานเต็มที่
บัวบานเต็มที่


เข้าร่วม: 25 ต.ค. 2006
ตอบ: 972

ตอบตอบเมื่อ: 05 เม.ย.2007, 8:04 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

O มหาบุรุษนั้นมีคำกล่าวถึงไว้ว่าจะรอบคอบระมัดระวังมากในการพูด จนถึงการฝึกการพูดกับตนเองก่อนจะพูดกับผู้อื่น คำใดประโยคใดเรื่องใดที่จะพูดออกไป แม้ให้ผลเป็นความไม่ดีงามแก่ตนเอง เช่นพูดออกไปแล้วพ่ายแพ้ต่อคำพูดของผู้อื่น จะไม่พูดออกไป นั่นเป็นการพูดออกไปแล้วเสียกับผู้พูด

ความเสียหายเช่นนั้นเมื่อไม่ร้ายแรงหนักหนา ก็พอจะไม่ถือว่าผู้พูดประมาท แต่ถ้าเป็นความเสียหายที่ใหญ่ยิ่ง เช่นเป็นความเสียหายถึงส่วนรวม เช่นทำให้เกิดการแตกสามัคคี เช่นนี้การพูดนั้นนับว่าเป็นการพูดที่ผู้พูดประมาทมาก

การก่อให้แตกความสามัคคีจะโดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม ถือว่าผู้พูดเป็นผู้ตั้งอยู่ในความประมาท ก่อโทษให้เกิดแม้เริ่มต้นที่ส่วนน้อย แต่ย่อมขยายใหญ่โตออกไปได้ ผลเสียหายแม้เริ่มต้นเพียงเล็กน้อยเพียงในวงแคบ แต่ขยายใหญ่ต่อไปได้ ผลไม่ดีที่จะเกิดจากความแตกสามัคคีจะขยายใหญ่ถึงบ้านถึงเมืองได้แน่นอน ความประมาทในการพูดจึงไม่ใช่เรื่องเล็ก เป็นเรื่องใหญ่ได้ ใหญ่เพียงใดก็ได้


O ความประมาทเป็นเรื่องใหญ่ ครองชีวิตจิตใจของคนในโลก นอกจากท่านผู้พ้นจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง เป็นผู้มีบุญได้พบพระพุทธศาสนาแล้ว จะแตกต่างกันก็แต่เพียงผู้ใดจะประมาทมาก ผู้ใดจะประมาทน้อย ความประมาทมีโทษใหญ่หลวง ก่อให้เกิดความหายนะได้อย่าฆ่าตัวเองเสียด้วยความประมาท

พระพุทธศาสนาสุภาษิตที่อัญเชิญมาเบื้องต้น ที่มีความว่า “ร่างกายของสัตว์ย่อยยับได้ แต่ชื่อและสกุลไม่ย่อยยับ” นี้น่าจะเป็นเครื่องช่วยยับยั้งความประมาทได้ แต่ก็จะได้เฉพาะผู้รักชื่อรักสกุลเท่านั้น

แต่ไม่มีความหมายสำหรับผู้ไม่เห็นความสำคัญของชื่อเสียงวงศ์ตระกูล ไม่แยแส ไม่ห่วงใย เพราะไม่เห็นไม่เข้าใจเสียด้วย ว่าชื่อเสียงวงศ์สกุลอยู่ที่ไหน ความจริงชื่อเสียงมีความสำคัญยิ่งกว่าชีวิตร่างกาย เพราะดังพระพุทธศาสนสุภาษิตที่อัญเชิญมา

ร่างกายย่อยยับได้เมื่อชีวิตออกจากร่าง ร่างก็ไม่อาจดำรงอยู่ต่อไปเช่นปกติ ต้องแตกดับลับหาย กลายเป็นดินนานไปผู้คนที่เคยรักเคยห่วงเคยหวงก็จะหมดความรู้สึกนั้น แต่ชื่อเสียงของผู้ที่ร่างกายแตกดับลับพ้นไปจากความรู้สึกนึกคิดของใครทั้งหลายแล้ว จะไม่หายไปพร้อมกับร่างกายแน่นอน

ทั้งที่ดีและที่ชั่วจะยังดำรงอยู่ยืนนานนัก เป็นร้อย เป็นพันปี หรือเป็นกี่ร้อยกี่พันปีก็ย่อยยังดำรงอยู่ความชั่วจะปรากฏอยู่ในโลก ให้โลกรู้ ในทำนองเดียวกัน แม้มีความดี ความดีก็จะปรากฏอยู่ในโลก ให้โลกรู้ หลักฐานรับรองความจริงนี้มีอยู่เป็นที่ประจักษ์แก่ทุกจิตใจ

ท่านผู้มีคุณงามความดีในสมัยประวัติศาสตร์ ยังเป็นที่รู้จักเทิดทูนอยู่แม้ในปัจจุบัน ส่วนผู้มีความเสื่อมเสียในสมัยประวัติสาสตร์ ก็ยังเป็นที่รู้จักอย่างรังเกียจดูแคลนแม้ในปัจจุบัน นี้ที่พระพุทธศาสนาสุภาษิตกล่าวไว้ ว่าชื่อและสกุลไม่ย่อยยับ

O คนจะดีหรือจะชั่ว ชื่อเสียงวงศ์สกุลจะดำรงอยู่ให้คนยกย่องนิยมชมชื่น หรือจะดำรงอยู่อย่างให้คนเหยียบย่ำดูหมิ่น ขึ้นอยู่กับกิเลสเครื่องเศร้าหมองเป็นสำคัญ

กิเลศเครื่องเศร้าหมองที่มีความสำคัญนั้นคือโลภะความโลภ โทสะ ความโกรธ และโมหะความหลง เพราะกิเลศทั้งสามกองสำคัญจะเป็นเหตุแท้จริงบังคับให้มีการคิด มีการพูด มีการทำ ที่ไม่งดงาม ที่จะเป็นเหตุให้ชื่อเสียงวงศ์สกุลดำรงอยู่อย่างโลกไม่ยกย่อง


O ทุกคนเคยประสบแล้วด้วยตนเอง คนนี้คนนั้นเป็นที่ยกย่องสรรเสริญ เพราะมีความรักชาติอย่างสละเลือดเนื้อและชีวิตให้ได้ มีคุณหญิงโมเป็นต้น คนบางระจันก็เช่นกัน มีชื่อเสียงกึกก้องอยู่แม้ทุกวันนี้ ความรักชาติเป็นเหตุสำคัญในเรื่องนี้ ความรักก็เป็นกิเลส จัดไว้ได้ในกองโลภะ

น่าคิดให้เข้าใจด้วย ว่าแม้จะเป็นกิเลสเครื่องเศร้าหมองก็จริง แต่การนำมาใช้ให้ดีให้เหมาะให้ควร ก็เกิดประโยชน์ได้ ทำชื่อเสียงให้วงศ์ตระกูลได้ ดังความรักชาติของท่านผู้เป็นบรรพบุรุษไทยทั้งหลายจำนวนไม่น้อย ความรักชาติของท่านทั้งหลายนั้นที่ทำให้ไทยเป็นไทอยู่ได้ตราบเท่าทุกวันนี้

O กิเลสไม่มีเพียงโทษสถานเดียว กิเลสมีคุณได้เหมือนกัน เพราะเหตุนี้จึงเป็นการยากที่เราทั้งหลายจะละกิเลสได้ หลงติดหลงผูกพันอยู่กับโทษที่เหมือนคุณของกิเลส

พระพุทธศาสนามีความสูงส่งลึกซึ้งขึ้นมาก ไม่มีที่เปรียบได้ สิ่งที่เหมือนเป็นคุณของกิเลส พระพุทธศาสนาถือว่าเป็นโทษ ขึ้นชื่อว่ากิเลสแล้วสำหรับพระพุทธศาสนาเป็นโทษทั้งสิ้น ไม่มีเป็นคุณ

คุณที่แท้จริงในพระพุทธศาสนา ตามคำทรงสอนในสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้ามีเพียงหนึ่งเดียว คือคุณที่เกิดจากความละกิเลส ละกิเลสได้น้อย คุณก็น้อย ละกิเลสได้มาก คุณก็มาก ละกิเลสได้สิ้นเชิง คุณก็ยิ่งใหญ่ที่สุด


O โลภะความโลภ กิเลสกองนี้มีโทษที่เหมือนมีคุณ ชัดเจนยิ่งกว่ากิเลสกองโทสะความโกรธ และกองโมหะความหลง โลภะความโลภ ทำให้ได้มาซึ่งสิ่งของเงินทองทรัพย์สมบัติ ด้วยวิธีต้มตุ๋นหลอกลวงลักขโมย การได้มาอย่างไม่ซื่อตรงเช่นนี้ที่เป็นโทษของความโลภ

ที่เหมือนเป็นคุณเพราะเป็นการได้มาเหมือนได้ลาภ ลาภผลที่เกิดจากความไม่สุจริต ที่ทำด้วยความโลภที่เกิดจากความโลภ ผู้ได้สมปรารถนาอันเกิดแต่ความโลภย่อยเห็นโทษเป็นคุณ

แต่เมื่อเป็นโทษเป็นการทำสิ่งที่มีโทษ เช่นนี้วันหนึ่งโทษย่อมส่งผลชัดเจนแก่ผู้ทำ อาจจะเร็วหรืออาจจะช้า แต่ผลไม่ดีของกรรมไม่ดี กรรมที่มีโทษ ย่อมเป็นผลไม่ดีแน่นอน ไม่อาจเป็นผลดีได้ ลักเขาโกงเขาต้มตุ๋นเขา

โทษที่มีแน่ก็คือวันหนึ่งต้องถูกจับได้ ต้องรับโทษจากความโลภ ที่อาจดูเหมือนเป็นคุณเพราะได้สิ่งที่ต้องการก่อน นี้จึงเป็นเหตุให้ไม่เห็นโทษของโลภะ อันเป็นกิเลสสำคัญ ที่ท่านจัดไว้เป็นอันดันหนึ่งในกิเลสสำคัญ ๓ กอง

O กิเลสสำคัญทั้งโลภะ ทั้งโทสะ ทั้งโมหะ ไม่มีคุณ มีแต่โทษสถานเดียว ในทางตรงกันข้าม ความไม่มีโลภะ ไม่มีโทสะ ไม่มีโมหะ ไม่มีกิเลสสำคัญทั้ง ๓ กอง มีคุณยิ่งใหญ่ที่สุดเหนือคุณอื่นใดทั้งปวง คุณนั้นเป็นเหตุให้พ้นความทุกข์ทั้งปวงตลอดไป ไม่มีทุกข์ใดกลับเกิดให้ประสบพบอีกตลอดกาล

ทุกข์ของความแก่ความเจ็บความตาย ทุกข์ของความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักที่ชอบใจ ทุกข์ของความต้องประสบพบสิ่งไม่เป็นที่รักที่ชอบใจ จะไม่ต้องประสบพบอีกแม้เล็กน้อยเพียงใด ความสุขเพียงไหนที่จะเกิดจากความไม่มีโลภะ ไม่มีโทสะ ไม่มีโมหะ ควรให้เวลาตนเองคิดดูให้ซาบซึ้ง แม้เพียงวันละเล็กละน้อยก็ย่อมดีกว่าไม่เคยเสียเลย ว่าความมีกิเลสให้แต่ความทุกข์ ความไม่มีกิเลสให้แต่ความสุข



(มีต่อ ๔)
 

_________________
ทุกข์ใดดับได้ด้วยปัญญา ทุกข์นั้นจะไม่เกิดอีก
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวส่ง Emailชมเว็บส่วนตัวMSN Messenger
I am
บัวบานเต็มที่
บัวบานเต็มที่


เข้าร่วม: 25 ต.ค. 2006
ตอบ: 972

ตอบตอบเมื่อ: 05 เม.ย.2007, 8:04 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

O การละกิเลสยากมาก เพราะเหตุใดหรือแม้พิจารณาให้ดีย่อมได้ความเข้าใจพอสมควรว่าการละกิเลสยากมาก เพราะพากันไปมุ่งละกิเลสผู้อื่น ไม่มุ่งละกิเลสตนเอง กิเลสจึงท่วมบ้านท่วมเมืองอยู่ทุกวันนี้ จนบดบังแสงแห่งพระพุทธศาสนา แสงแห่งพระธรรมคำทรงสอนในสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้ามากขึ้นทุกเวลานาที

ความมืดมัวแห่งกิเลสนับวันยิ่งห้อมล้อมบดบังพระพุทธศาสนาหนาแน่นขึ้นเป็นลำดับ วันหนึ่งในเวลาอีกประมาณ ๒,๕๐๐ ปี ก็จะบังแสงแห่งพระพุทธศาสนาสนิท ไม่มีแสงรุงเรื่องสว่างงดงาม อาจพ้นความมืดมิดของจิตมนุษย์กิเลสหนาออกมาส่องโลกให้สว่างไสวงดงามด้วยความสงบสุขได้ นั่นก็คือจะจบสิ้นพระพุทธกาลตามพระพุทธพยาพรณ์ ที่มีว่าพระพุทธศาสนาจะมีอายุเพียง ๕,๐๐๐ ปี

O พระพุทธศาสนากาลจะสิ้นสุดเมื่ออายุ ๕,๐๐๐ ปี ดังพระพุทธพยากรณ์ นั้นมิได้หมายความว่าพระพุทธศาสนาจะสูญสิ้นไปไม่หลงเหลือ ความจริงพระพุทธศาสนายังดำรงอยู่อย่างรุ่งเรืองสว่างด้วยแสงแห่งพระธรรมคำทรงสอนสอนในสมเด็จพระบรมศาสดา

แต่ความสกปรกมืดมิดในใจสัตว์โลกที่ท่วมท้นจนเปิดบังแสงแห่งพระธรรม ที่แม้จะสว่างรุ่งโรจน์งดงามเพียงใดก็ไม่สามารถพ้นความมืดสนิทแห่งจิตสัตว์โลกออกมาให้ความสว่างได้ พระพุทธศาสนาไม่อาจให้คุณ ไม่อาจให้ความสว่างไสว แก่จิตใจในโลกได้ เหมือนดังพระพุทธศาสนาสิ้นสุด

นั่นก็คือความร่มเย็นเป็นสุขที่เกิดแต่พระธรรมคำทรงสอนในพระพุทธศาสนาพลอยหมดสิ้นไปด้วยตลอดเวลาเป็นพันเป็นหมื่นปีที่สิ้นแสงแห่งพระพุทธศาสนา จนกว่าอีกครั้งหนึ่งจะมีพระพุทธศาสนาที่ถูกปิดมืดมิดอยู่ให้กลับมาส่องโลกอีกครั้ง ความสว่างร่มเย็นเป็นสุขจึงจะกลับคืนสู่โลกได้

เมื่อนึกถึงระยะเวลาที่สัตว์โลกจะพากันตกอยู่ในความมืดมิดสนิทเพราะสิ้นแสงแห่งพระธรรมคำทรงสอนของสมเด็จพระบรมครูแล้วน่าจะประหวั่นพรั่นพรึงนัก น่าจะเร่งเตรียมตัวเตรียมใจให้มีพระพุทธศาสนาปกป้องคุ้มครองให้สวัสดีให้จงได้ แม้เฉพาะชีวิตของตน ก่อนจะไปพ้นจากโลกนี้


O อย่าไปมุ่งเพ่งเล็งแก้กิเลสของผู้อื่น แม้ปรารถนาเป็นผู้พ้นทุกข์ ทุกข์เกิดจากกิเลสเพราะการเพ่งเล็งแก้กิเลสของผู้อื่นนั้น นอกจากจะไม่ทำให้กิเลสของตนเบาบางห่างไกลออกไปยังจะเพิ่มกิเลสของตนให้มากขึ้น กิเลสของใครคนใด ใครคนนั้นต้องแก้ ไม่ใช่คนอื่นจะไปแก้ให้ได้

สมเด็จพระบรมครูยังทรงมีพระพุทธดำรัสไว้ว่าทรงเป็นผู้ชี้ทางให้ ผู้ปรารถนาผลแห่งจุดหมายปลายทางต้องปฏิบัติดำเนินไปด้วยตนเองมิได้ทรงมีพระพุทธดำรัสได้ ว่าต้องพากันช่วยพระพุทธองศ์ชี้คนอื่นให้เดิน โดยตนเองก็ยังไม่ได้เดินทางสายนั้นจนบรรลุจุดหมายปลายทางแล้วผลสำเร็จจะเกิดไม่ได้

ดังนั้นแม้คิดจะไปเพ่งโทษคนอื่น คือคิดไปแก้กิเลสของคนอื่นนั่นเอง ก็พึงมีสติรู้ให้เร็วที่สุด ว่ากำลังทำไม่ถูก ที่ถูกคือต้องแก้กิเลสของตนเอง กิเลสของตนเอง ของทุกคนที่ทุกคนควรแก้ของตนเอง ไม่ใช่ไปมุ่งแก้ของคนอื่น คนนั้นก็ไม่ดีอย่างนั้น ไม่ดีอย่างนั้น ผิดอย่างนั้น ผิดอย่างนี้ เช่นนี้ไม่มีทางที่ตนจะถึงความสุขได้

O กิเลสมีจริง มีอยู่จริงในจิตใจที่ยังมิได้บรรลุมรรคผลเป็นพระอรหันต์ในพระพุทธศาสนาผู้ปฏิบัติธรรมจนไกลกิเลสแล้วสิ้นเชิงเท่านั้น ที่จะไม่มีกิเลส คือไม่โลภไม่โกรธไม่หลง อันเป็นวิสัยของปุถุชนทั้งปวง ไม่มียกเว้น

กิเลสคือ ความโลภความโกรธความหลง อันเป็นเหตุให้เกิดบาปกรรมหนักหนาเพียงใดก็ได้ ฆ่ากันก็ได้ทำร้ายกันก็ได้ ปล้นจี้ลักขโมยกันก็ได้ ข่มขืนกันก็ได้ ไม่เว้นแม้แต่ท่านผู้เป็นมารดาบิดาบุพการีหรือลูกหลาน

เหล่านี้เป็นบาปกรรม ที่มีผลร้ายให้ความทุกข์เดือดร้อนตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงยิ่งใหญ่เพียงใดก็ได้ ความเดือดร้อนรุนแรงที่เกิดอยู่ทั่วทั้งโลกทุกวันนี้ มิได้เว้นประเทศไทยเมืองพุทธของเรา ก็มิได้เกิดแต่อะไรอื่น เกิดแก่กิเลสโลภโกรธหลงนั่นเอง

กิเลสบังคับบัญชาให้ทำความผิดร้ายนานาประการ ที่เป็นบาปกรรมและเราทุกคนผู้ยังมีกิเลส ก็เป็นผู้มีส่วนรวมในการประกอบบาปกรรมนั้นด้วยแน่นอน บาปกรรมที่ทำให้เกิดความเดือดร้อน ทุกวันนี้เราทุกคนร่วมในการก่อบาปกรรม อันเป็นเหตุที่แท้จริงของความเดือดร้อนในบ้านเมืองพระพุทธศาสนาของเรา ที่ควรร่มเย็นเป็นสุข อย่างน้อยก็เช่นที่เคยเป็นมา


O เมื่อต่างมีความรู้สึกร่วมกัน ว่าบ้านเมืองเราเปลี่ยนแปลงไปมาก ความร่มเย็นเป็นสุขลดน้อยลง ความเดือดร้อนวุ่นวายเพิ่มขึ้นอย่างไม่น่าเป็นไปถึงเช่นทุกวันนี้ ทุกคนก็ควรถึงเวลาแล้วที่จะต้องพร้อมกันยอมคิด ว่าตนเองต้องมีส่วนในความไม่ปกติสุขของบ้านเมืองทุกวันนี้

ตนเองต้องทำตามอำนาจของกิเลสมากเกินไปอาจจะโลภเกินไป หรืออาจจะโกรธเกินไป หรืออาจจะหลงเกินไป แล้วทำไปตามอำนาจของความโลภความโกรธความหลงที่มากเกินไปนั้นจึงเป็นเหตุให้เกิดกรรมอันเป็นบาปเป็นโทษรุนแรงร่วมกัน ความเดือดร้อนร่วมกันจึงเกิดเป็นความเดือดร้อนของประเทศชาติ ดังที่ปรากฏอยู่นั่นเอง

O ผู้มีกิเลสทุกคนมิได้มีกิเลสมากมายหนักหนาเสมอกันทุกคน นั่นก็คือมิได้ตกอยู่ใต้อำนาจของกิเลสเท่ากันทุกคน หลายคนแม้มีสติรู้จักความผิดชอบชั่วดี มีเมตตากรุณา ไม่ปรารถนาจะก่อทุกข์โทษภัยแก่ใครทั้งหลาย หลายคนนี้แหละมีโอกาสที่จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของชาติได้

ด้วยการมีสติในการคิดในการพูด ในการทำ อย่าให้กิเลสบังคับได้รุนแรงนัก คืออย่าตกอยู่ใต้อำนาจของความโลภหรือของความโกรธ หรือความของหลง จนเกินไป พยายามนึกถึงความจริงที่เป็นสิริมงคลยิ่งใหญ่ของชีวิต คือพระมหากรุณาในสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงชนะทั้งความโลภความโกรธความหลงได้อย่างสิ้นเชิงด้วยพระมหากรุณาที่เปรียบมิได้



(มีต่อ ๕)
 

_________________
ทุกข์ใดดับได้ด้วยปัญญา ทุกข์นั้นจะไม่เกิดอีก
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวส่ง Emailชมเว็บส่วนตัวMSN Messenger
I am
บัวบานเต็มที่
บัวบานเต็มที่


เข้าร่วม: 25 ต.ค. 2006
ตอบ: 972

ตอบตอบเมื่อ: 05 เม.ย.2007, 8:06 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

O ขอกล่าวอีก เช่นนี้เคยปรากฏมาแล้วหลายครั้งในหนังสือ “แสงส่องใจ” และจะกล่าวต่อไปอีก ต่อไปอีก ต่อไปอีก แม้ยังมี “แสงส่องใจ” อยู่อีกว่า พระพุทธศาสนาเกิดแต่พระมหากรุณาแห่งสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า สมเด็จพระบรมครูของเรา ของพรหมเทพและของมนุษย์ผู้มีบุญอย่างยิ่งทุกถ้วนหน้า

ทรงปรารถนาจะช่วยสัตว์โลกทั้งหลายให้พ้นจากความทุกข์ของการเกิด ที่จะพาไปสู่ความทุกข์ของความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักที่ชอบใจ และความต้องประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักที่ชอบใจ ด้วยพระมหากรุณานั้นทำให้ทรงสละได้สิ้งทั้งความโลภความโกรธและความหลง

O กิเลสกองแรกที่สมเด็จพระบรมครูทรงสละ ด้วยอานุภาพของพระมหากรุณา คือความโลภ นั่นก็คือทรงตัดพระหฤทัยสละความพรั่งพร้อมด้วยสมบัติสูงค่าทุกประการของเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ลงสู่ความไม่มีอะไรเลย นอกจากภาชนะใบเดียวที่ทรงใช้ในการภิกขาจาร คือขออาหารเขาเลี้ยงพระชนมชีพไปวันหนึ่งๆ เพียงให้ทรงดำรงอยู่ได้

เพื่อทรงค้นหาทางช่วยสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ของความเกิด และก็ทรงบรรลุผลสำเร็จสมดังพระหฤทัยปรารถนา อันเกิดจากพระมหากรุณาที่เปรียบมิได้ และแน่นอนก่อนจะทรงถึงจุดสูงสุดของพระพุทธหฤทัย ตามวิสัยของกัลยาณปุถุชนย่อมต้องที่ต้องทรงพะว้าพะวังกังวลอยู่ถึงทุกพระองศ์ทุกสิ่งอันสวยสดงดงามและสูงส่งผูกพันพระหฤทัยอยู่ ที่ทรงตัดพระหฤทัยสละสิ้น

กล่าวได้ถูกต้องตามความจริงที่สุด ไม่มีเป็นอื่นได้ ว่าพระมหากรุณาชนะกิเลสกองโลภเป็นอันดับแรก และนำให้ทรงชนะกิเลสทั้งปวงได้ต่อมาเป็นลำดับ จนทรงได้ทรงถึงพระปรารถนาที่ยิ่งใหญ่ ที่สูงสุด เหนือปรารถนาใดๆ ของใครทั้งสิ้น

นั่นคือทรงสามารถพาพระองศ์ให้พ้นความเกิดได้ เช่นเดียวกับทรงสามารถชี้ทางให้ผู้ปฏิบัติดำเนินตามไปถึงจุดที่ทรงมุ่งมั่นด้วยพระมหากรุณาได้ คือความไม่ต้องเวียนว่ายตามเกิดอยู่ในวัฏสงสารต่อไป


O แน่นอน เจ้าชายสิทธัตถะทรงตัดกิเลสกองโลภะได้ด้วยพระมหากรุณาท่วมท้นพระหฤทัยและไม่ผิดแน่ที่จะกล่าวว่า กิเลสกองโทสะที่ทรงมีอยู่เช่นกันกัลยาปุถุชนทั้งปวง ก็ย่อมทรงตัดได้ด้วยความงดงามสูงส่งแห่งพระมหากรุณา

ผู้เคยโกรธมากๆ มาแล้ว และสามารถดับความโกรธได้คงจะมีวิธีดับความโกรธที่ตรงกันอยู่วิธีหนึ่ง ที่เป็นมงคลยิ่งใหญ่แก่ชีวิต ที่สมเด็จพระบรมครูทรงนำไปข้างหน้าแล้ว และโปรดประทานชี้ทางให้ดำเนินตามไปแล้วอย่างมิทรงปิดบังแม้แต่เล็กน้อย

วิธีดับความโกรธที่ยิ่งใหญ่ให้ผลใหญ่ยิ่งงดงามแน่นอน แก่ผู้ปฏิบัติทุกถ้วนหน้า คือเมตตา ใช้เมตตาให้ได้ประโยชน์ยิ่งใหญ่ คือใช้เมตตาดับกิเลสกองโทสะ

O เมื่อโทสะเกิด ให้มีสติรู้ให้เร็วที่สุดว่ากำลังโกรธ ต่อจากนั้นก็คิดอย่างไรก็ได้ให้เกิดเมตตาในผู้เป็นเหตุให้โทสะเกิด คิดให้เมตตาเขา ให้สงสารเขา เช่นคิดว่าผู้ที่กำลังทำให้เราโกรธนั้นเป็นผู้แตกต่างกับเรา อาจจะแตกต่างด้วยความรู้ความสามารถ แตกต่างด้วยฐานะเครื่องแวดล้อม แตกต่างด้วยระดับจิตใจที่สูงต่ำไม่เท่ากัน

คิดให้เข้าใจ ให้เห็นใจ ไม่ว่าเป็นเหตุจะทำให้เราโกรธเกรี้ยวมากมายสักเพียงไหน แม้เห็นโทษของโทสะ ต้องการจะโดยเสด็จสมเด็จพระบรมครูไปถึงจุดพ้นทุกข์ ก็ต้องพยายามใช้เมตตาให้เกิดเหตุผล จนยอมละเลิกความโกรธแม้มากมายเพียงไหน ในผู้หนึ่งผู้ใดไม่มียกเว้น


O ผู้ประสงค์ที่จะแก้กิเลสตัวโทสะ ต้องอบรมความกรุณาให้มากที่สุด เมื่อจะโกรธผู้ใดก็ตามต้องคิดให้ยิ่งด้วยเมตตาทุกวิถีทาง อย่าคิดให้ความโกรธกำเริบเติบใหญ่ไม่หยุดยั้ง เช่นอย่าคิดเป็นอันขาด ว่าเราเป็นใคร มาทำกับเราเช่นนั้นได้อย่างไร ดูถูกกันนี้ ไม่เคารพกันนี่

คิดเช่นนี้เมื่อไร เมื่อนั้นเมตตาเกิดไม่ได้ โทสะดับไม่ได้ ลดก็ไม่ได้ มีแต่จะมากมายท่วมจิตท่วมใจไร้เมตตา ไร้กรุณา อย่างสิ้นเชิง ไฟโทสะก็จะแผดเผาอย่างรุนแรงเช่นกัน และเป็นการเผาไหม้เจ้าโทสะเอง ความจริงเป็นเช่นนี้ ที่พึงพยายามเข้าใจให้ถูกต้อง ก่อนจะถูกไฟโทสะเผาไหม้ พินาศไป

O โทสะหรือความโกรธครอบงำจิตใจผู้ใดก็ตาม จนไร้เมตตา ไร้กรุณา ผู้นั้นอาจคิด อาจพูด อาจทำ ที่ผิดร้ายเป็นบาปอกุศลเพียงใดก็ได้นั่นก็หมายความว่าผู้นั้นกำลังไม่เมตตาตนเองกำลังให้โทษแก่ตนเอง อาจจะร้ายแรงเพียงใดก็ได้ โทษของความโกรธนั้นอาจจะเพียงเบาๆไม่หนักหนา เป็นบางกรณี

แต่บางกรณีก็อาจหนักหนาร้ายแรงถึงชีวิต หรือถึงชื่อเสียงเกียรติยศ แม้ความสามัคคีอันเป็นกำลังสำคัญ ก็ถูกทำลายเสียหายยับเยินได้ เป็นโทษที่เกิดแก่ความโกรธจนขาดเมตตาของตนเอง ที่ให้โทษแก่ตนเอง

ที่แม้คิดให้ดีแล้วจะต้องรู้สึก ว่าผู้ที่ควรโกรธไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นตัวเองที่ไม่รู้จักใช้ความคิดให้ถูกต้องอย่างมีผู้ปัญญา ที่มีบุญนักหนาได้พบพระพุทธศาสนา อย่าลืมพระพระกรุณาในสมเด็จพระบรมครู ที่ยิ่งใหญ่จนสามารถประดิษฐานพระพุทธศาสนาขึ้นในโลก ให้เป็นที่พึ่งประเสริฐสุดของโลกได้จนทุกวันนี้


O คิดหรือว่าเจ้าชายสิทธัตถะก่อนทรงตรัสรู้เป็นสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าขณะทรงสละความพรั่งพร้อมสูงส่งทุกประการลงสู่ความเป็นผู้ยากไร้ต้องเที่ยวภิกขาจารเลี้ยงพระชนมชีพ จะไม่ทรงได้ยินได้ฟังได้พบได้เห็นการดูถูกแคลนเหยียดหยามเหยียบย่ำจากผู้ต่ำต้อยกว่าด้วยประการทั้งปวง

ทรงใช้พระเมตตาเพียงไหน ทรงใช้พระกรุณาเพียงไหน จึงทรงพ้นได้จากพระโทสะ ที่ต้องทรงมีเช่นเดียวกับปุถุชนทั้งหลาย เรามีบุญนักแล้ว ที่ได้เกิดเป็นมนุษย์ผู้พบพระพุทธศาสนา ได้รับรู้รับฟังพระธรรมคำทรงสอนในสมเด็จพระบรมครูผู้ประเสริฐสูงสุด เหนือพรหมเทพเหนือมนุษย์ทั้งปวง

จงใช้สติ จงใช้ปัญญา จงใช้วาสนาบารมีที่ได้เกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา ให้เต็มสติปัญญา ความสามารถ จงนอบน้อมนึกถึงพระสิทธัตถะราชกุมารผู้สูงส่ง ต้องทรงอดทนรับความหยาบคายของผู้เบาปัญญาเพียงใด และในที่สุดก็ทรงรับได้อย่างงดงามที่สุดด้วยพระเมตตาเพียงใด

เป็นเหตุให้ไม่ทรงใช้พระอำนาจของความเป็นมกุฎราชกุมารตอบโต้ผู้ล่วงล้ำก้ำเกินพระองศ์ท่านด้วยรู้เท่าไม่ถึงการ ซึ่งเป็นเหตุหนึ่งที่นำให้ทรงถึงความเป็นผู้ไกลกิเลสกองโทสะได้อย่างสิ้นเชิง

เป็นผลดีที่เกิดแก่เจ้าชายสิทธัตถะราชกุมารยิ่งกว่าเกิดแก่บรรดาผู้พ้นจากอำนาจความกริ้วโกรธ เราท่านทั้งหลายที่ปรารถนาความพ้นทุกข์อย่างสิ้นเชิง พึงยกพระมหากรุณาของเจ้าชายสิทธัตถะราชกุมาร เป็นแบบอย่างเหนือเศียรเกล้า

มุ่งมั่นดำเนินตามให้สุดสติปัญญาความสามารถ แม้ยังต้องเวียนว่ายตายเกิด ก็จะมีชีวิตที่สงบเย็นไม่เร่าร้อนราวถูกไฟไหม้เผา เช่นผู้ไร้เมตตาไร้กรุณาทั้งหลาย

Oทุกวันนี้บ้านเราร้อนแรงนัก เช่นเดียวกับบ้านเมืองทั่วโลก ก็คงจะต้องเชื่อ ว่ากรรมหนักหนารวมกันมาครอบครัวแล้ว กรรมของใครอย่างไรก็สุดวิสัยที่ปุถุชนทั่วไปจะรู้ถูกต้องตามเป็นจริง

จึงควรจะร่วมกันสำนึกอย่างผู้ห่วงใยประเทศชาติ ว่าเราทุกคนมีหน้าที่ต้องช่วยกันแก้ไข ให้ความเดือดร้อนรุนแรงสงบเย็นลงบ้างก็ยังดี เมื่อเกิดมามีบุญนักแล้ว ได้พบพระพุทธศาสนาแล้ว ก็มีบารมีที่จะช่วยดับทุกข์ดับร้อนใดๆ ให้ผ่อนคลายได้

ด้วยการอบรมเมตตาให้เต็มชีวิตจิตใจ ไม่ก่อเวรภัยด้วยการผูกเวร ระลึกไว้ทุกลมหายใจเข้าออกถึงพระพุทธภาษิตที่ว่า “ผู้ใดอาฆาต ว่าเขาได้ด่าเราได้ฆ่าเรา ได้ชนะเรา ได้ลักของเรา ดังนี้ เวรของผุ้นั้นย่อมไม่ระงับ”


O ผู้ผูกเวรคือผู้ผูกโกรธย่อมทำบาปได้ทุกประการ แม้หนักหนาเพียงใด แก่ผู้ใดก็ได้ อำนาจของการผูกเวรหรือการผูกโกรธยิ่งใหญ่นัก ก่อให้เกิดจิตใจมืดมิดนัก ไม่รู้ผิด ไม่รู้ชอบ ไม่รู้บุญ ไม่รูบาป

สมเด็จพระบรมศาสดาสัมนาสัมพุทธเจ้า พระผู้ทรงบริสุทธิ์สะอาด ทรงพันแล้วจากบาปทั้งหลายทั้งปวง ทรงมีพระพุทธภาษิตเตือนสัวต์โลกไว้ด้วยพระมหากรุณาที่เปรียบมิได้ น่าที่เราผู้ปรารถนาความไม่เป็นทุกข์หนักหนา จะพึงพร้อมใจกันเทิดทูนพระพุทธภาษิตนั้น

มุ่งมั่นปฏิบัติให้สุดสติปัญญาความสามารถจำไว้ให้มั่นว่า การผูกเวรหรือผูกโกรธคือการทำบาปหนัก ที่ทรงมีพระพุทธภาษิตเตือนว่า “ ผู้ทำบาปย่อมเศร้าโศกในโลกนี้ ละไปแล้วก็เศร้าโศก ชื่อว่าเศร้าโศกในโลกทั้งสอง เขาเห็นกรรมอันเศร้าหมองของตน จึงเศร้าโศกและเดือดร้อน”

นั่นก็คือเกิดชาติไหนก็จะไม่พ้นความเศร้าโศกความเดือดร้อนแม้เป็นผู้ผูกเวรหรือผูกโกรธ จงเลิกผูกโกรธหรือผูกเวรเสียแต่ชาตินี้เถิด

: โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
: ๖-๑๓ เมษายน ๒๕๔๘


สาธุ ..เจริญธรรมครับ.. ยิ้ม
 

_________________
ทุกข์ใดดับได้ด้วยปัญญา ทุกข์นั้นจะไม่เกิดอีก
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวส่ง Emailชมเว็บส่วนตัวMSN Messenger
admin
บัวทอง
บัวทอง


เข้าร่วม: 15 ธ.ค. 2004
ตอบ: 1888

ตอบตอบเมื่อ: 05 เม.ย.2012, 12:19 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

สาธุ
 

_________________
-- การให้ธรรมเป็นทาน ชนะการให้ทั้งปวง --
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวส่ง Emailชมเว็บส่วนตัว
แสดงเฉพาะข้อความที่ตอบในระยะเวลา:      
สร้างหัวข้อใหม่ตอบ
 


 ไปที่:   


อ่านหัวข้อถัดไป
อ่านหัวข้อก่อนหน้า
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน
คุณ สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้


 
 
เลือกบอร์ด  • กระดานสนทนา  • สมาธิ  • สติปัฏฐาน  • กฎแห่งกรรม  • นิทานธรรมะ  • หนังสือธรรมะ  • บทความ  • กวีธรรม  • สถานที่ปฏิบัติธรรม  • ข่าวกิจกรรม
นานาสาระ  • วิทยุธรรมะ  • เสียงธรรม  • เสียงสวดมนต์  • ประวัติพระพุทธเจ้า  • ประวัติมหาสาวก  • ประวัติเอตทัคคะ  • ประวัติพระสงฆ์  • ธรรมทาน  • แจ้งปัญหา

จัดทำโดย  กลุ่มเผยแผ่หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา ธรรมจักรดอทเน็ต
เพื่อส่งเสริมคุณธรรม และจริยธรรมในสังคม
เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2546
ติดต่อ webmaster@dhammajak.net
Powered by phpBB © 2001, 2002 phpBB Group :: ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง