Home  • กระดานสนทนา  • สมาธิ  •  สติปัฏฐาน  • กฎแห่งกรรม  • นิทาน  • หนังสือ  •  บทความ  • กวีธรรม  • ข่าวกิจกรรม  • แจ้งปัญหา
คู่มือการใช้คู่มือการใช้  ค้นหาค้นหา   สมัครสมาชิกสมัครสมาชิก   รายชื่อสมาชิกรายชื่อสมาชิก  กลุ่มผู้ใช้กลุ่มผู้ใช้   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว  เช็คข้อความส่วนตัวเช็คข้อความส่วนตัว  เข้าสู่ระบบ(Log in)เข้าสู่ระบบ(Log in)
 
ได้ทำการย้ายไปเว็บบอร์ดแห่งใหม่แล้ว คลิกที่นี่
www.dhammajak.net/forums
15 ตุลาคม 2551
 ธรรมะสำหรับอุบาสิกา (พระอาจารย์สุโข กตปุญโญ) อ่านหัวข้อถัดไป
อ่านหัวข้อก่อนหน้า
สร้างหัวข้อใหม่ตอบ
ผู้ตั้ง ข้อความ
สาวิกาน้อย
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 27 มี.ค. 2006
ตอบ: 2063

ตอบตอบเมื่อ: 19 มิ.ย.2006, 10:18 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

Image
พระอาจารย์สุโข กตปุญโญ เข้ากราบนมัสการหลวงตาชี
หรือพระวิเทศธรรมรังษี (หลวงพ่อพระมหาสุรศักดิ์ ชีวานันโท)
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๗ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๕๒
ณ วัดไทยกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มลรัฐแมรีแลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา



ธรรมะสำหรับอุบาสิกา
บรรยายโดย พระอาจารย์สุโข กตปุญโญ

สำนักปฏิบัติธรรมแก้วมณีนพเก้า (วัดแก้วมณี)
ต.ลาดบัวหลวง อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา



เสียงแห่งธรรมนำกำลังให้ดวงจิต
ดับมืดมิดมัวหมองไม่ผ่องใส
พาละทุกข์ละโทษในกายใจ
เป็นพลังสว่างไสวส่องชีวา


วันนี้ได้มาสร้างบุญ คือ คิดดี พูดดี ปรารถนาดีกับทุกท่าน น้อมนำอัญเชิญเอาพระธรรมคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า มามอบให้ทุกท่านทุกคน เรานั้นเป็นสุขอยู่เราก็อย่าลืมสร้างความดีเพิ่ม เพราะความสุขนั้นมีวันหมดไป เมื่อความดีจางคลายต้องทุกข์ระทม เมื่อยามประสบทุกข์อย่าลืมสร้างความดีแก้ อย่าพึ่งท้อแท้ว่าเราโศกตรม อย่าพึ่งขื่นขมระทมดวงใจ

บางทีตอนเราโชคดีมีชัย มีกำลังใจทำความดีทำบุญมากมาย แต่พอโชคร้ายใจหดหู่ ใครชวนทำความดี เราก็เฉยเพราะท้อแท้เบื่อหน่าย เหมือนกับว่าเทพเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์มองไม่เห็นเราเป็นทุกข์ เหมือนกับว่าบุญไม่ช่วยเรา ใจเลยหดหู่ ใครชวนสวดมนต์ก็ไม่เอา นั่งเศร้าอยู่คนเดียว ใครชวนไปปฏิบัติธรรมก็ไม่ไป หดหู่เหี่ยวแห้งอับเฉา ใครชวนทำความดีก็ไม่เอา ปัดไปว่าอย่างนั้นอย่างนี้

ความจริงแล้วถ้าเรามีปัญญาเพียงพอ รู้สัจธรรมแห่งชีวิต รู้พระธรรมคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า เราจะต้องคิดทันทีว่า ทุกครั้งที่เราสุขสบายเราใช้บุญเก่านะ ทุกครั้งที่เราเจ็บปวดรวดร้าวทุกข์ลำบากเราใช้อกุศลวิบากนะ ตอนใช้อกุศลวิบาก ถ้าเราช้ำใจ เสียใจ ทุกข์กาย ลำบากกาย โดนข่มเหงรังแก แสดงว่าบุญเราหยุดส่งผลในตอนนั้น บาปกำลังส่งผลอยู่

แต่ถ้าเราลำบากในการทำความดี เรียกว่า กำลังสร้างบุญใหม่ บาปเกิดจากการสร้างกรรมชั่ว คิดไม่ดี ทำไม่ดี เวียนมาส่งผล ถึงเวลาที่จะมาชำระหนี้ เพราะฉะนั้นขณะที่เราประสบกับความทุกข์ ถ้าเราไม่ทำความดีเพิ่มเขาเรียกว่า “ประมาท” ปล่อยชีวิตไปตามยถากรรม ถือว่าเราคิดไม่ถูก

บุคคลผู้คิดถูก เมื่อยามประสบกับความทุกข์ต้องรีบสร้างกรรมดีเพื่อบรรเทาทุกข์ เพราะเมื่อความดีเกิดมากๆ ความทุกข์จะเบาบางลง จะจางจะคลายลง แต่น้อยคนนักจะมีกำลังใจทำความดีตอนที่ชีวิตมีความทุกข์เศร้าหมอง มัวแต่น้อยใจมัวแต่เสียใจ หมดอาลัยตายอยาก ทั้งๆ ที่เรายังมีบุญอีกมาก มีตาดี หูดี แขนดี ขาดี มีเงินมีทอง มีทรัพย์มีบ้าน มีรถมีลา หรือมีอย่างอื่นที่ยังมีอยู่ แต่เราไปคิดถึงของที่มันหาย คิดถึงของที่มันเสีย คิดถึงแต่เคราะห์ร้าย ไม่คิดถึงความโชคดีซึ่งเรายังโชคดีอยู่ เราลืมตรงนั้น เราพลิกจิตไม่ได้ คลายความหลงไม่เป็น ความสงบเย็นก็ไม่เกิด จิตมันก็เตลิดเปิดเปิงหลงทางนั่งเศร้าคนเดียว

ตอนที่เรามีเคราะห์ เห็นไหม !! บางคนไปดูหมอดูแล้วโดนหลอก แต่บางคนไปดูหมอดูแล้วหมอดูซื่อสัตย์บอกให้ไปทำความดี พอไปทำความดีๆ เกิดสิ่งที่ร้ายนั้นลดลงทันที แต่กรรมบางอย่างมันเบา สร้างความดีให้มากให้เหนืออกุศล ความดีส่งผลบาปก็ลดลงถอยลง แต่กรรมบางอย่างมันต้อง ชดใช้ ทำบุญอย่างไรก็ไม่ได้ และกรรมอกุศลที่หนักหรือมากจะไม่เปิดโอกาสให้เราทำความดีใดๆ เลย มันจะขัดขวางทุกวิถีทาง


(มีต่อ ๑)
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัวMSN Messenger
สาวิกาน้อย
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 27 มี.ค. 2006
ตอบ: 2063

ตอบตอบเมื่อ: 19 มิ.ย.2006, 10:22 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

มีบางท่านตั้งใจจะบวชทุกครั้งมีเหตุร้ายทุกที ห้าเที่ยวจะบวชก็โดนเคราะห์ร้ายทั้งห้าเที่ยวทีเดียว บวชไม่ได้สักที ต้องนอนซมที่โรงพยาบาลทุกครั้ง ด้วยอกุศลมาขัดขวางมากๆ ไม่ให้เราสร้างความดีในขั้นสูง แต่ให้เราสร้างความดีในอีกขั้นหนึ่ง ให้ถือศีล ๕ ศีล ๘ ทำความดีไม่ได้อย่างหนึ่ง เราก็ต้องทำความดีอีกอย่างหนึ่ง ที่จะไม่ทำความดีเลยนั้นถือว่าประมาทมาก

แทนที่จะมานั่งเศร้า แทนที่จะมานั่งโศก แทนที่จะมานั่งวิปโยค น้อยเนื้อต่ำใจในความทุกข์ที่ตนเองประสบ เราต้องกลับมานั่งทำความดีแม้นประสบทุกข์ เช่น พระภิกษุรูปหนึ่งนั่งอยู่ไม่ไกลพระศาสดา วิบากกรรมที่ท่านทำมาส่งผลในขณะนั้น ทำให้เจ็บปวดรวดร้าวทั่วสรรพางค์กาย ถ้าไม่ใช้ขันติข่มจิต ถ้าไม่มีสติข่มจิต ท่านต้องดิ้นเร่าๆ ทุรนทุรายไปๆ มาๆ แต่ท่านกัดฟันอดทนต่อทุกขเวทนา นั่งขัดสมาธิคู้บัลลังก์ตั้งกายตรง ดำรงสติชำระหนี้

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเห็นเหตุการณ์ทั้งปวงแล้ว จึงทรงตรัสกับพระภิกษุทั้งหลายว่า “จงดูโน่นภิกษุทั้งหลาย ภิกษุรูปนั้นมีสติมีขันติข่มจิต อดทนต่อทุกขเวทนากล้าแข็งเพื่อชำระหนี้ของตน” หนี้นั้นเมื่อโดนชำระแล้วก็ผ่านไป จะเห็นว่าถ้าเรามีสติให้มากแล้ว เวรกรรมจะจรจาก เราก็จะเบาสบาย พระก็ใช้หนี้ โยมก็ใช้หนี้ เมื่อถึงคราวแล้วพ้นหนี้กรรมไปไม่ได้

อาตมาได้มีโอกาสสนทนากับโยมผู้หญิงท่านหนึ่ง เป็นธรรมะที่น่าจะบอกต่อกันไป คือ สามีรักมาก เราก็หลงเพลินใจว่าเขารักเรามาก สุขเพลิดเพลินอุราเลยนะ แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่โยมท่านนี้คนเดียวหรอกที่เป็นอย่างนี้ มีอีกหลายคนมากมายที่ไม่ได้เรียนธรรมะ ไม่เข้าใจชีวิตแล้วหลงเข้าใจผิดคิดว่า...............

เขารักเราแล้ว ต้องรักเราจริงๆ ไปตลอด เขารักเราที่จริงเขารักตัวเขาเอง เขามีความสุขกับเราเขาก็รักเรา พอเขาจืดจางกับเราเขาก็ผละหน้าหนี ความทุกข์ทับทวีเกิดขึ้นมาแก่เรา เพราะเราเข้าใจผิด แต่พ่อแม่รักเราต้องดุต้องด่าต้องว่าเรื่อย ที่จริงรักนานไม่จืดจาง แต่คู่ครองแฟนไม่แน่นอนนัก มีบางคนรักกันตลอด ไม่เคยแต่งงานกับคนใหม่ ไม่เคยหย่ากันเลย มี !!! แต่มีน้อยคนจริงๆ ส่วนใหญ่ไม่รายไหนก็รายนั้นท่านเอ๊ย

โยมผู้หญิงท่านนี้ว่าอย่างไร ก็สามีรักมากตั้งหลายปี ประมาณ ๑๐ ปี แต่ชีวิตมันอนิจจังต้องเปลี่ยนแปลง ผู้ชายเวลาเห็นเรางามเราสวย ก็สุขไปหมด ก็ชอบใจไปหมด สบายใจไปหมด ยืนเดินนั่งนอนคอยเป็นห่วงเป็นใย นานๆ เข้ามันจำเจ เนื้อหนังมังสามันก็ไม่เหมือนเดิม หรือบางคนแม้นงามเท่านางงามจักรวาล แต่อย่างไรก็คือเนื้อหนังมังสาอันไม่เที่ยง อันเป็นของมนุษย์ต้องหยาบ อยู่นานๆ อยู่บ่อยๆ ก็จืด ยิ่งไม่มีความดีผูกใจยิ่งจะจืดง่าย เพราะส่วนใหญ่ผู้ชายจะสยบในความดีเป็นอันดับหนึ่ง

ตอนแรกเขาจะมองแต่รูปงาม งาม งาม !!! ถูกใจเขา เรื่องความดีเขาไม่ค่อยสนใจซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของคนในยุคนี้ แต่ต่อไปอยู่นานๆ เข้า เขาจะติดความดี การพูดจาไพเราะ การทำหน้าที่แม่บ้าน การเป็นห่วงเป็นใย และการไม่แส่หาเรื่อง การไม่ลบหลู่ดูหมิ่นเขา เขาจะชอบตรงนี้มาก แม้นบางครั้งเขาจะไม่ค่อยรักเนื้อหนังมังสาแล้ว แต่เขารักความดีเรามาก อยู่นานเพราะความดี

ฉะนั้น ตอนแรกเขารักรูปร่าง นานๆ ไปเขาจะรักความดี ถ้าเกิดเราทำอะไรไม่ถูกใจเพราะไม่ฝึกจิตอบรมธรรมะ ไม่ฝึกมารยาทมา นานๆ ไปความงามแม้นยังงามอยู่เหมือนเดิมเขาก็จะจืด ยิ่งความงามมันจืดจางคลายไปยิ่งจะไปกันใหญ่ มันซ้ำซากมันเห็นหน้ากันบ่อยๆ ก็จืด เมื่อจืดเขาก็จะต้องไปหาคนใหม่ เราก็เศร้าใจคนเดียว

ตอนเขาบอกเราว่า......... รักสุดหัวใจ จะรักไปจนกว่าวันตาย จริงๆ แล้ว “จิต” ตอนนั้นเขาคิดอย่างนั้นจริงๆ แต่นานๆ ไปกิเลสไม่เคยให้ใครรักกันนานหรอกถ้าเป็นรักทางโลกีย์ เดี๋ยวก็จืดเพราะจิตมันเปลี่ยนแปลง เขาก็ไม่รู้ตัวเองเหมือนกันว่าทำไมจิตเขาถึงเปลี่ยน ทั้งๆ ที่แต่ก่อนคิดแบบนั้น ทำไมตอนนี้ถึงคิดแบบนี้ บางครั้งเขาก็ยังไม่รู้ตัวเองว่า ทำไมจิตต้องเป็นแบบนั้น เราจึงเชื่ออะไรในโลกมายานี้ได้ยาก

ยิ่งไร้คุณธรรมยิ่งไปกันใหญ่ ถ้ามีคุณธรรมยังถนอมน้ำใจเราบ้าง เมื่อวันหนึ่งเขาตีจากแอบไปหาเมียน้อยเมียมากเมียใหม่ โยมผู้หญิงท่านนั้นบอกว่า พอเขาออกจากบ้านเช็คตลอดเลยว่าเขาไปไหน เห็นทีท่าว่าจะไปติดผู้หญิงที่ไหน โยมต้องมาเป็นทนายความ คุณไปไหน ? คุยกับใคร ?..... โยมบอกว่าเป็นทุกข์มาก คอยกังวลใจวุ่นวายใจ กลัวเขาจะไปรักคนอื่น

พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า “มีสิ่งใดที่เรารัก เมื่อได้สมใจแล้วก็เป็นสุขชั่วคราว ต่อมาก็มีความกังวลว่าเขาจะไปรักคนอื่น หรือกังวลว่าเขาจะจากเราไป”


(มีต่อ ๒)
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัวMSN Messenger
สาวิกาน้อย
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 27 มี.ค. 2006
ตอบ: 2063

ตอบตอบเมื่อ: 19 มิ.ย.2006, 10:27 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

ในวันหนึ่งๆ สุขนิดนึง แต่ทุกข์นั้น ๒๐ กว่าชั่วโมงจริงๆ ที่นี้พอรู้ชัดว่าเขาไปที่นั่นที่นี่แล้ว ทุกข์มากเลย ไปๆ มาๆ ไปต่อว่าเขา เขากลับบอกว่า “ก็ไม่ทำใจไว้เองนี่” ..... โอ้โห !!! แทบล้มทั้งยืนนะโยม

แต่บางคนโชคร้ายตรงนี้ก็ไปโชคดีอีกอย่างหนึ่ง สามีบางคนไม่ดีตรงนี้แต่ก็มีส่วนดีอีกที่หนึ่ง มันเป็นบุญกรรมบาปกรรมของเรา ซึ่งเราไม่ได้ทำบาปมาตลอดและเราไม่ได้ทำบุญมาตลอด เป็นบทเรียนสอนเราจริงๆ ถ้าเราพลิกจิตได้ทุกอย่างก็เป็นบทเรียน......... มาเถิดมา ทั้งหมด คือบทเรียน

แต่ว่าบุญคงจะพอมี โยมผู้หญิงท่านนี้จึงผุดคิดขึ้นมาได้ว่า..... เมื่อเขาไม่รักเราแล้ว เรายังมาทำลายตัวเองอีก การปล่อยตนปล่อยใจ อดข้าวอดน้ำ อดหลับอดนอน มันทำลายตัวเองทั้งนั้น เขาไม่รักเราแล้ว เรายังไม่รักตัวเองอีก พ่อแม่ล่ะ !!! กว่าจะเลี้ยงเรามาโตขนาดนี้ ทำไมเรามาทำลายสมบัติของท่าน


ดูซิ !! พอภรรยาบางคนเป็นบ้าปุ๊บ สามีเอาไปทิ้งที่โรงพยาบาลโรคประสาท แล้วเขาไปหาเมียใหม่เฉยเลย กลัว !!! คิดถึงตรงนี้แล้วกลัว ยิ่งฆ่าตัวตายยิ่งดีสามีจะได้ไปหาแฟนใหม่ ไม่มีใครมาเป็นก้างขวางคอ เห็นไหมโยม พอโยมผู้หญิงท่านนี้มีความคิดผุดขึ้นมาว่า เมื่อเขาไม่รักเราแล้ว เรายังมาทำลายตัวเองอีก อย่างนี้ไม่ได้ ขืนเป็นแบบนี้แย่มากๆ เลย ต่อมาโยมท่านนี้จึงเริ่มทำใจ

อะไรจะเป็นที่พึ่งในยามทุกข์หนัก “ธรรมะ” ยังไงล่ะ บางคนมีธรรมะเมื่อยามเข้าวัดฟังเทศน์ บางคนมีธรรมะก่อนเข้าวัด มีความอดทนมีปัญญาโดยอัตโนมัติ เรียกว่า “ญาณสัมปยุต” คือ มีความคิดที่ถูกต้องเกิดขึ้นเอง นี่คือปัญญาที่เคยสร้างมาแล้วหลายชาติ มันมีคุณตรงนี้โยม บางครั้งมีคนมาสั่งสอนธรรมะแล้วเกิดปัญญาขึ้น แต่บางครั้งยังไม่มีใครมาแนะนำสั่งสอนธรรมะเลย แต่ปัญญาตัวนี้ก็จะผุดขึ้นมาเองยามเจอทุกข์หนักๆ ยามเจอทุกข์มากๆ เพราะเราคิดหาทางแก้ไข ปัญญาก็เกิดขึ้น แต่ตอนที่เราสนุกสนานเพลิดเพลินปัญญาก็ไม่โผล่เลย เพราะมันมัวเมาหลงเพลิดเพลิน

ต่อมาโยมผู้หญิงท่านนั้นเริ่มทานข้าวได้ เริ่มทำใจได้ แม้จะยังโศกเศร้าบ้าง แต่ตอนนี้ก็พอหัวเราะได้แล้ว หัวเราะได้นานแค่ไหนก็หัวเราะได้ แม้นบางครั้งจิตลึกๆ ยังจะเศร้าหมองอยู่บ้าง แต่ก็พอทำใจได้สบายขึ้นมาเยอะเลย ถึงเขาจะมีเมียน้อยเมียมากเมียใหม่ เขาก็ยังไม่ได้หย่ากับเรา เขาก็ยังให้เงินให้ทองเราใช้อยู่ เขาไม่ทุบตีเรา

เห็นไหม !! คิดเอาแต่เรื่องที่ดีให้ได้ เพราะผู้ชายส่วนมากไม่ชอบให้ผู้หญิงไปแส่หาเรื่องส่วนตัวของเขามากนักหรอก ยิ่งไปแส่หาเรื่องมาก เขายิ่งจะเกลียดเราหนักมากกว่าเก่า ยิ่งไม่สนใจใยดี ทำหน้าที่ภรรยาที่ดี เขาไปหาใครก็ตามเขาก็ต้องมานอนตายที่บ้าน ต้องนึกถึงแม่บ้านเขาคนเดียว

แต่เราต้องอย่าพูด อย่าแสดงอากัปกิริยาดูถูกดูหมิ่นเขา เพราะผู้ชายจะไม่ชอบใจอย่างมากถ้าโดนดูถูกดูหมิ่น ผู้ชายจะรักเกียรติตัวเองมาก แม้ตัวเองจะทำผิดทำถูกก็ไม่เคยตำหนิตนเอง บางครั้งยังเข้าข้างตนเอง ถ้าไม่ได้มีธรรมะ ผู้หญิงจะต้องฉลาดทำตัวให้ชนะใจผู้ชายให้ได้ ถ้าเราทำความดีให้มากๆ ให้ชนะความชั่วได้แล้ว ราศีจะจับที่หน้าที่ตัว หน้าตาจะผ่องใส ใครเห็นก็นิยมชมชอบ เห็นผลทันตาในชาตินี้เลยจริงๆ

ร้อยชู้หรือจะสู้เนื้อเมียตน
เมียร้อยคนหรือจะสู้พระแม่ได้


สามีจะมีชู้ มีเมียน้อย เมียใหม่ เมียมาก กี่คนก็ตาม ก็สู้เมียที่บ้านไม่ได้ เพราะเมียดี ผู้ชายตัดไม่ขาดเพราะความดี


(มีต่อ ๓)
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัวMSN Messenger
สาวิกาน้อย
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 27 มี.ค. 2006
ตอบ: 2063

ตอบตอบเมื่อ: 19 มิ.ย.2006, 10:30 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

Image
พระอาจารย์สุโข กตปุญโญ เมื่อครั้งยังเป็นสามเณร


ฉะนั้น เมื่อเรายังตัดเรื่องทางโลกไม่ได้ เราต้องทำใจ ถ้าเราทำใจไม่ได้เราก็จะต้องทุกข์ ถ้าทำใจได้ก็ไม่ต้องสนใจไปหาแฟนอีกแล้ว อยู่คนเดียวก็ได้ เขาบอกว่า ขาดฉันแล้วเธอจะรู้สึก เปล่า !!! พอเรามีธรรมะซะอย่าง แม้ขาดเขาเราก็ยังอยู่ได้ไม่เห็นตาย อยู่ได้สบาย แต่เราต้องอดทนหน่อยต้องข่มจิตหน่อย จิตก็ไม่เที่ยง ไม่เกิดกิเลสตลอดไปหรอก โลภ โกรธ หลง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไปเป็นธรรมดา

ดังนั้น ที่โยมบอกว่า จะเป็นลม จะเป็นบ้า จะเป็นโรคประสาท แทบล้มทั้งยืน เขาไปไหนตามเช็คเขาตลอด นอนน้ำตานองหน้าเปียกหมอนแฉะไปหมด ยืนเดินนั่งนอนทุกข์ระทมขมขื่น อาตมาฟังแล้วเป็นธรรมะมากๆ รู้สึกสงสารโยมที่โดนแบบนี้ เขารักเรา เราก็หลงเพลิน ใครจะไปรู้ว่าจิตใจของเขาจะเปลี่ยนแปลงวันไหน เมื่อเห็นคนอื่นสวยกว่า งามกว่า สาวกว่า ใกล้ชิดกว่า เอาใจเก่งกว่า ผู้ชายจะตายเพราะการเอาใจ

เพราะเหตุนี้พระพุทธองค์จึงทรงตรัสว่า “ไม่ควรปล่อยตนให้ตกอยู่ภายใต้อำนาจแห่งความรัก เพราะการพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก เป็นเรื่องทรมาน และเรื่องที่จะบังคับไม่ให้พลัดพรากก็เป็นสิ่งที่สุดวิสัย ทุกคนจะต้องพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักที่พอใจ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง” พระพุทธดำรัสนี้ช่างเป็นความจริงเสียยิ่งกระไร !!!

จึงขอให้โยมเช็ดน้ำตาแล้วหันกลับมามองตัวเอง ใครรักเราแน่ ที่แท้เราเอง รักเราที่สุดในชีวิต..... ตอนเขารักเรา เขาบอกว่ารักมาก ขอสัญญามั่นตลอดไป ไม่เคยเผลอใจ ยืนเดินนั่งนอนยังวอนถาม เธอ สุขสบายทุกข์ลำบากอย่างไร คอยใส่ใจดูแล แต่เมื่อเขาเปลี่ยนแปลง เขาเมินเฉย สุขทุกข์ไม่เหลียวแลเราเลย

เพราะฉะนั้นผู้หญิงบางคนตายด้วยความคับแค้นใจ ตายไปเป็นอสูรกายสูบเลือดสูบเนื้อผู้ชาย คอยตามล้างตามผลาญผู้ชาย ผู้หญิงบางคนตายด้วยโทสะอาฆาตจองเวร เกลียดคนอื่นคือทำลายตัวเอง ทำร้ายคนอื่นคือทำร้ายตัวเอง เวลาเราโกรธคับแค้นใจแล้วให้อภัยไม่ได้ มีความโกรธฝังลึกนานหลายวันหลายเดือนหลายปี จิตตัวนี้จะเป็น “ความอาภัพ” ของคน หน้าตาจะยิ้มไม่ออก หน้าตาจะผ่องใสไม่ได้เลย จะมีเหตุทำให้เราเจ็บใจช้ำใจร้อนใจโดยไม่คาดคิด เพราะตัวความอาฆาตในจิตมันแผลงฤทธิ์ส่งผล

ถ้าเราเข้าใจชีวิตแล้ว ใครรักเรา เราก็สาธุจริงใจกับเขา ใครไม่รักเรา เราก็ยังวางใจสบายได้ ใครในโลกนี้จะรักเราตลอดไปไม่มี เขารักตัวเองต่างหาก จึงขอให้โยมทุกท่านทุกคนเตรียมใจให้พร้อม โดยเฉพาะคนที่ยังไม่แต่งงาน คนที่ยังไม่มีแฟน

มีคาถาบทหนึ่ง มี ๖ คำ ที่โยมพันเอกพงษ์ศักดิ์พูดไว้สำหรับคนแต่งงานใหม่ๆ โดยให้ท่องไว้เรื่อยๆ ตอนแต่งงานใหม่ๆ นะ ว่า “สักวันเขาต้องทิ้งเรา” บางคน ๒ ปีเขาทิ้งจริง บางคน ๓ ปี บางคน ๕ ปี บางคนสวยมากหน่อยเขารักมากหน่อย ๑๐ ปีเขาถึงทิ้งเรา พอเขาทิ้งเราปุ๊บ เราฝึกพิจารณามาตลอด หัวเราะเลย ฮ่า ฮ่า ฮ่า !!! ฉันว่าแล้ว ฉันคิดแล้ว มันต้องเป็นอย่างนี้ ถึงจะทุกข์บ้างลึกๆ แต่ก็พอทำใจไม่ล้มฟุบทันทีทันใด ใช่ไหมโยม ?


(มีต่อ ๔)
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัวMSN Messenger
สาวิกาน้อย
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 27 มี.ค. 2006
ตอบ: 2063

ตอบตอบเมื่อ: 19 มิ.ย.2006, 10:35 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

อาตมาจึงขอประพันธ์บทกวีคำกลอน เนื่องด้วยสนทนาเรื่องนี้ และสมควรจะมาบอกเล่าเก้าสิบให้ทุกท่านทุกคนที่ปรารถนาความสงบสุขร่มเย็นแห่งชีวิต ได้รับรู้และฝึกฝนอบรมสิ่งละอันพันละน้อย ขอมอบให้ด้วยใจปรารถนาดีด้วยเมตตาธรรม ดังต่อไปนี้

ตอนเขารักเขาปักใจไม่ไหวหวั่น
สัญญามั่นจะรักเธอไม่เผลอถอย
รักยิ่งใหญ่รักเท่าฟ้ารักไม่น้อย
เขานั้นคอยห่วงเจ้าเฝ้าคืนวัน

ลมหายใจเข้าออกบอกรักรัก
ดวงจิตปักแน่วแน่ไม่แปรผัน
คอยห่วงใยคอยเอาใจทุกวี่วัน
เพราะเธอนั้นเป็นดุจเทพผู้เลิศลอย

จะยืนเดินนั่งนอนคอยวอนถาม
ว่าคนงามสุขสบายหรือเศร้าสร้อย
แม้จากกันเพียงครึ่งวันตั้งตาคอย
ใจละห้อยหงอยเหงาเศร้าในทรวง

เมื่อพบหน้าเหมือนเทวดาลงมาโปรด
ใจลิงโลดโดดเต้นทุกข์หลุดร่วง
ชุ่มชื่นจิตเหนือสิ่งใดใดทั้งปวง
คอยเป็นห่วงคอยเอาใจอาลัยเรา

โอ้รักเอยรักในโลกมีโศกแน่
หากไม่แก้ด้วยธรรมะจะโศกเศร้า
ใครก็ตามที่เขาบอกว่ารักเรา
อย่าพึ่งเมามัวเพลินเดินหลงทาง

เมื่อเนิ่นนานผ่านไปหลายๆ ปี
บ้างสามปีบ้างห้าปีสิบปีบ้าง
เขาบอกรักสุดหัวใจไม่จืดจาง
แต่ต้องสร่างจางคลายหน่ายจากเรา

เขาบอกว่าเขารักเราเจ้าทูลหัว
แต่ที่แท้เขารักตัวอย่ามัวเศร้า
ทุกคืนวันสัญญามั่นว่ารักเรา
ที่แท้เขารักเขาเท่านั้นเอง

เคยดูแลเอาใจใส่ไม่บกพร่อง
แต่ก็ต้องทับถมมาข่มเหง
มาดูถูกดูหมิ่นไม่ยำเกรง
มาข่มเหงเหยียบย่ำให้ช้ำใจ

เรานั้นเคยภาคภูมิใจว่าเขารัก
อกไม่หักรักไม่จางหรือห่างหาย
ปะโธ่เอ๋ยฉันไม่เคยระแวงภัย
เขาตีตัวห่างไกลใจระทม

แทบเป็นลมระทมทุกข์ทุกข์เพียบหนัก
ด้วยคนรักเปลี่ยนจิตใจให้ขื่นขม
ล้มทั้งยืนฝืนจิตใจทุกข์ระทม
สุดจะข่มควบคุมจิตให้ลืมเลือน

จะเป็นบ้าเป็นประสาทไม่อาจหนี
เหมือนโลกนี้มีคนเดียวไร้พวกเพื่อน
ทั่วทุกทิศมืดมนจนแชเชือน
ใครเป็นเพื่อนมิตรแท้ช่วยแก้เรา

น้ำตาเจ้าก็ไหลหลั่งมาพรั่งพรู
นอนซมอยู่จนเปียกหมอนแสนโศกเศร้า
กินไม่ลงนอนไม่หลับโศกซึมเซา
จนผ่ายผอมเซซังเศร้าเคล้าน้ำตา

เห็นหลายคนต้องเป็นบ้าเข้าโรงบาล
สุดทนทานทนทุกข์หนักหนา
บ้างฆ่าตัวตายไปจากโลกา
บ้างเป็นบ้าเป็นประสาทไม่อาจคลาย

บ้างสามีพาภรรยาไปโรงบาล
หมอจัดการรักษาพาให้หาย
แล้วสามีตระเวนหาภรรยาใหม่
เพลิดเพลินใจเสียจริงๆ ผู้หญิงเอย

ใครหนอใครจะช่วยเราบรรเทาทุกข์
เราต้องช่วยเราเองอย่านิ่งเฉย
ต้องทนอดต้องอดทนอย่าละเลย
ความทุกข์เอ๋ยคงต้องคลายห่างหายไป

มีธรรมะขันติและปัญญา
จะนำพาชีวิตเราสุขสดใส
เขาไม่รักเราก็ไม่เป็นไร
ขอให้เรารักเราได้เท่านั้นพอ



(มีต่อ ๕)
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัวMSN Messenger
สาวิกาน้อย
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 27 มี.ค. 2006
ตอบ: 2063

ตอบตอบเมื่อ: 19 มิ.ย.2006, 10:41 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

เมื่อเขาไม่รักเราแล้วแถมเรายังไม่รักตัวเองอีก... ยังปล่อยตัวปล่อยใจ ให้อดข้าวอดนอนจนผ่ายผอมเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกเหมือนผีตายซาก แม่จ๋าพ่อจ๋าเลี้ยงดูเรามากว่าจะโตจนบัดนี้... แต่เรากลับทอดทิ้งสมบัติของพ่อแม่ไม่ดูแลสมบัติของท่าน เราเดินทางถูกแล้วหรือ ? เราทำถูกไหม ? ชีวิตเราจะเจริญได้อย่างไร จะเป็นสุขได้อย่างไร นี่ล่ะหนอ ที่เขาบอกว่ารักเขามาก เราก็ให้เขาหมด เหลือแต่หยดน้ำตา โธ่เอ๋ย !! เมื่อเขาไม่รักเรา เราก็ต้องรักตัวเองสิ มาทำร้ายตัวเองไปเพื่ออะไร ประชดเขารึ ? เราตายยิ่งดี สามีจะได้โล่งใจไร้ก้างขวางคอ

ทำไมเราไม่เอาปัญหามาพิจารณาเป็นบทเรียนสอนชีวิต ? ซึ่งเป็นเหตุให้พลังจิตเข้มแข็งอยู่อย่างสงบสุขได้ คนอื่นยังเป็นห่วงเราอีกมากมาย มามอบหัวใจให้ผู้ชายที่ไร้คุณธรรม จะเชิดชูบูชาเขาไปเพื่ออะไร ? ทำไมไม่รักคนที่เขารักเรา ทำไมไปรักคนที่เขาเกลียดเรา เราต้องเปลี่ยนเหตุร้ายให้กลายเป็นดีให้ได้ มันเป็นบทเรียนที่ดี วันหน้าถ้าใครมาบอกรักเรา รักเรา รักเรา เราจะได้ไม่ไว้วางใจเขาทั้งหมด เชื่อเขาทั้งหมด เมื่อโดนหลอกอีกเราจะได้ไม่ช้ำใจ เพราะเคยเรียนบทเรียนนี้ผ่านมาแล้ว

เหล็กที่ผ่านการทุบตี ทุบแล้วทุบเล่า ตีแล้วตีเล่า จะเป็นเหล็กที่กล้าแกร่งทนทาน “จิต” ที่ผ่านการฝึกฝนอบรมทั้งร้อนทั้งหนาว ทั้งเจ็บปวดแล้วผ่านมาได้ จะเป็นจิตที่กล้าแกร่งทนทานเช่นกัน เป็นจิตที่สามารถเผชิญปัญหาได้อย่างสงบสุขุมรอบคอบ ไม่ฟูมฟาย ไม่หลั่งไหลน้ำตานองหน้า

ฉะนั้น เราเรียนวิชาใดผ่านมาแล้ว เมื่อเจอวิชานั้นอีกเราก็พอทำใจได้ ชีวิตมีมุมมืดมุมสว่าง ไม่เร็วก็ช้ากาลเวลาผ่านไป ทุกอย่างก็แปรเปลี่ยนไปเพราะเป็นอนิจจังทั้งนั้น

และแล้วความมืดมิดมัวมนพ้นไปแล้ว
ใจผ่องแผ้วผ่องใสไม่มัวหมอง
แม้บางครั้งยังเศร้าอยู่ไม่สมปอง
แต่มันต้องดับไปในไม่นาน

เพราะมีธรรมนำจิตใจใสสว่าง
ชี้ส่องทางสว่างจิตไม่บิดผัน
มีธรรมนำดวงใจใสเบิกบาน
หัวเราะนานเท่าไหร่ก็ได้เอย

เก็บรอยรักนี้ในความทรงจำ
ไม่ทำให้ช้ำในทรวง
โดนหลอกโดนลวงเป็นบทเรียน
ไม่โกรธไม่โทษหรอกเออที่เธอมาเปลี่ยน

รับบทนักเรียนโดนเฆี่ยนหัวใจ
เก็บรอยรักนี้ไว้ไม่ลืม
เศร้าซึมแต่ก็ยินดีให้เธอไปดีสุขสดใส
หากเธอมีทุกข์ตรอมตรมระทมหมองไหม้

แสนสุดเสียใจเหลือช่วยจริงๆ
เก็บรอยรักนี้ไว้ที่กลางทรวงบ่วงใจ
ผูกในความจำให้เตือนตอกย้ำจำเอาไว้
หากพลาดพลั้งผิดอีกหนโดนปล้นหัวใจ
จะไม่ร้องไห้เพราะเคยได้เรียน


โยมพี่สาวของอาตมาคนหนึ่งชื่อ โยมบุญมี แม้นใครมารัก จะขอแต่งงานด้วยก็ไม่ยอมแต่งงานอีก กลัวเขาจะมาทำร้ายลูก กลัวเขาจะมาดื่มเหล้าเมายา มาทุบตีเรา และอีกหลายๆ อย่าง อยู่คนเดียวดีกว่าเป็นทุกข์เพิ่มขึ้น เลยไม่ยอมแต่งงานอีกจนถึงบัดนี้ สาธุ ดีใจกับโยมพี่สาวโยมบุญมีมากๆ ซึ่งขนาดมีผู้ชายมาติดพันมาติดต่อก็ไม่เอา ขอให้ทำตรงนี้ให้ได้ตลอดไป เพราะส่วนใหญ่เราเจอความทุกข์กับคนนี้ เราก็จะไปหาคนใหม่ คิดว่าจะดีกว่าคนเก่า แต่ก็เศร้าซ้ำสองอยู่เรื่อยไป ซ้ำสาม ซ้ำสี่ ซ้ำห้า ไม่รู้จักเข็ดหลาบ จึงประสบกับความทุกข์ชอกช้ำอยู่เนืองๆ ถ้าเรารู้จักความทุกข์ แล้วก็แก้ความทุกข์ด้วยการประพฤติธรรม เราจะชุ่มชื่นฉ่ำเย็นด้วยธรรม แทนที่จะขมขื่นชอกช้ำใจ

จงมีธรรมเป็นที่พึ่งเถิด อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งเลย
จงมีธรรมเป็นที่เกาะเถิด อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่เกาะเลย
จงมีธรรมเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจเถิด อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจเลย


ชีวิตเราแต่ละท่านนั้นก็มีวันผิดพลาดไปบ้าง เมื่อเราล้มแล้ว เราต้องลุกขึ้นมาเดินหน้าก้าวหน้าต่อไป ฝึกจิตทำความดีเพิ่มขึ้นๆ สิ่งที่ผิดพลาดนั้นมันเป็นบทเรียน ถ้าเราล้มแล้ว ผิดพลาดแล้ว ไม่ก้าวหน้าไปในความดี ความทุกข์ย่อมทับทวีไม่มีวันสิ้นไปได้ แม้นบางครั้งเราจะบาดเจ็บทั้งกายทั้งใจ แต่ถ้าเพื่อความสุขความสงบร่มเย็นแก่โลกแล้ว เราก็ควรยอมเจ็บ คือ ไม่ยอมคิดร้าย ไม่ยอมพูดร้าย ไม่ยอมทำร้าย แม้นเราจะบาดเจ็บ เราก็ต้องอด เราก็ต้องทน ต้องกล้าหาญ ถ้าไม่ทำความดีต่อไปข้างหน้าเราก็เสียเวลาเปล่าที่จะมีชีวิตอยู่ในโลก เพราะชีวิตนี้ไม่ยาวนานเลย ในเส้นทางของชีวิตต้องมีขวากหนาม มีทั้งราบเรียบมีทั้งขรุขระเป็นธรรมดา พยายามทำจิตใจให้เข้มแข็งแล้วเราจะสามารถรับแรงของโลกได้ทุกอย่างทั้งหนักและเบา

ชีวิตเราท่านในอดีตถึงวันนี้ ประสบการณ์มากหลาย ทั้งสุขสดชื่นระรื่นใจ ทั้งเจ็บปวดชอกช้ำ ถ้าเราไม่มาเจริญสติฝึกอบรมใจ เราจะทำลายทุกข์ไม่ได้ บรรเทาทุกข์ดับทุกข์ไม่ได้เป็นอันขาด เพียงแค่ฟังเพียงแค่อ่านผ่านไป จะเตือนจิตสะกิดใจให้สบายเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ถ้าอยากจะถอน “รากเหง้าแห่งทุกข์” ต้องมาเจริญสติ มาประพฤติธรรม มาเจริญกรรมฐานให้มาก ยามเจ็บปวด ยามรวดร้าว ยามชอกช้ำ ยามร้อนยามหนาว เราต้องมีสติ เมื่อสติอยู่กับกายสติอยู่กับจิต ความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากภายนอกหรือภายในจะดับหมดทั้งอดีตอนาคต เพราะว่าเราได้ตัด “สาเหตุ” ไม่เอาจิตไปปรุงไปแต่ง ไปขบคิดให้ยืดยาวในเรื่องราวต่างๆ และเมื่อเจ็บแล้วต้องจำ อย่าให้เจ็บซ้ำซาก ทางใดทำให้เจ็บ จงจำแล้วแก้ไขเสีย มิฉะนั้นจะเจ็บมากเจ็บบ่อยเจ็บอยู่เรื่อยไป


(มีต่อ ๖)
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัวMSN Messenger
สาวิกาน้อย
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 27 มี.ค. 2006
ตอบ: 2063

ตอบตอบเมื่อ: 19 มิ.ย.2006, 10:45 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

อดีตกาลผ่านผันถึงวันนี้
ประสบการณ์มากมีหลายปีผ่าน
เราเจ็บปวดรวดร้าวมายาวนาน
เราสุขล้ำสำราญมานานยาว

เมื่อเจ็บปวดรวดร้าวทุกคราวครั้ง
อย่าผิดหวังอาวรณ์จิตร้อนหนาว
เจ็บต้องจำอย่าซ้ำซากมากเรื่องราว
อย่าเจ็บปวดรวดร้าวไม่ลดลา

ในชีวิตผิดพลาดมีบาดแผล
ให้รู้ทันทุกข์แท้แก้รักษา
มีบาดแผลพิษภัยแล้วใส่ยา
ด้วยปล่อยวางในชีวาทุกคราคราว

เจริญสติตั้งสติปล่อยซะเถอะวางซะเถอะ
วางอารมณ์ที่ทุกข์ทนหม่นไหม้ซึ่งผ่านไปแล้ว
เมื่อบาดเจ็บก็จงอ่านอาการเจ็บ
เมื่อหนาวเหน็บก็จงอ่านอาการหนาว

อย่าอึดอัดขัดเคืองทุกเรื่องราว
อย่าให้ทุกข์ทบเท่ายืนยาวยัง
เมื่อความทุกข์กระแทกกระทั้นรู้ทันทุกข์
อย่าขังคุกความคิดเรื่องผิดหวัง

อย่าโศกเศร้าหว้าเหว่โซเซซัง
อย่าจริงจังกับความทุกข์เจ่าจุกใจ
ทุกเรื่องราวลีลาปัญหาชีวิต
จงทำจิตคงมั่นอย่าหวั่นไหว

โลกธรรมขึ้นลงคงอะไร
จงทำใจเรียนโลกอย่าโศกเลย
คือเรามาเล่าเรียนมาศึกษา
ทุกอย่างที่ในโลกจักมอบให้

เกิดตายตายเกิดได้กำเนิดมาเป็นมนุษย์
สู่เส้นทางบริสุทธิ์ในหมู่มนุษย์มนา
เกิดทางกายเนื้อหนังเมื่อเผาฝังก็หมด
เกิดทางจิตหมดจดใสสดซาบซ่าน

เคยโศกเศร้าเหงาหงอยเคยใจน้อยใจนิด
ก็ปรับปรุงดวงจิตให้มีชีวิตชีวา
เคยโมโหโทสะเคยมานะในมนุษย์
ก็เอี่ยมอ่องผ่องผุดก็สิ้นสุดถือสา

เคยโกรธขึ้งบึ้งบูดไม่ขัดขูดความคิด
ก็ขัดเกลาดวงจิตให้หมดพิษนำพา
เคยดื่มเหล้าเช้าเย็นตัวเหม็นโสมม
ก็เลิกดวดขวดกลมเลิกอารมณ์เมาสุรา

เคยสูบบุหรี่หลากหลายเคยเมามายอบายมุข
ก็ฝึกฝนพ้นทุกข์จากอบายมุขทุกท่า
เคยเป็นคนหม่นหมองอยู่ในห้องส่วนตัว
ก็ผุดผ่องมิหมองมัวจากโลกส่วนตัวเถิดหนา

คนเก่าคนก่อนเป็นคนร้อนคนร้าย
ขอให้คนนั้นตายจากความร้ายลีลา
แล้วเป็นคนเกิดใหม่ด้วยจิตใจใสแจ่ม
ก่อนความตายแต่งแต้มลงในชีวิตชีวา

ตายแล้วตายเถิดอย่าให้เกิดในโลกเก่า
ตายจากความโศกเศร้าตายแล้วไม่เน่าหรอกหนา
เรามาตายจากกิเลสเพื่อความวิเศษสุขสม
ออกจากโลกโสมมด้วยอารมณ์สุขอุรา



แม้นว่าเราเกิดมาในชาตินี้ยังไม่ตายจากไป แต่ว่าในอดีตคนก่อนคนเก่าคือตัวเรานี้ เคยประสบทุกข์ เคยร้อนเคยร้ายเคยมืดมนมาก่อน ก็ขอให้บุคคลเก่านั้นตายไป บัดนี้ เรามาศึกษาธรรมะแล้ว มาเรียนรู้ความเป็นไปของชีวิตแล้ว มาเพิ่มความดีแล้ว ซึ่งถือว่าเกิดใหม่ในวินัยของพระอริยเจ้า คิดตามเส้นทางอันประเสริฐ พูดกล่าววาจาตามเส้นทางอันประเสริฐ กระทำประพฤติพรหมจรรย์ตามเส้นทางอันประเสริฐ คือ ยกจิตให้สูงส่งขึ้นเรื่อยๆ จนกว่าจะก้าวล่วงพ้นจากความทุกข์ได้เป็นสมุทเฉทปหาน ให้มีจิตใจหนักแน่นมั่นคงในธรรมแห่งพระศาสดาจารย์ จึงขอให้ทุกท่านมาทำแผ่นดินนี้ให้มีธรรมะ ด้วยการเลิกลดละอกุศลจากเราเป็นคนแรกเป็นต้นไป

ชีวิตนี้สั้นนัก จึงขอให้ท่านผู้มีชีวิตอยู่รีบเร่งเพิ่มคุณธรรมความดีให้มากขึ้นในกายวาจาใจ เพื่อเป็นที่ดับความทุกข์บังเกิดความสุขปีติปราโมทย์ก่อนจะจากโลกนี้ไป ขอให้เจริญในธรรมตลอดไปทุกท่านทุกคนเทอญ เจริญพร


------------ จบบริบูรณ์ ------------

สาธุ สาธุ สาธุ
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัวMSN Messenger
อ.ส.ม. ฝึกหัด
ผู้เยี่ยมชม





ตอบตอบเมื่อ: 19 มิ.ย.2006, 11:13 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

สาธุ........... สาธุ สาธุ สาธุ
 
วีรดา
ผู้เยี่ยมชม





ตอบตอบเมื่อ: 19 มิ.ย.2006, 11:40 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

อยากทราบว่าสำนักปฏิบัติธรรมแก้วมณีนพเก้า ที่ตำบลลาดบัวหลวง ไปอย่างไรค่ะ เดินทางจากบางนา ขอบคุณค่ะ
 
ชิดดาว
บัวผลิหน่อ
บัวผลิหน่อ


เข้าร่วม: 20 มิ.ย. 2007
ตอบ: 2
ที่อยู่ (จังหวัด): กรุงเทพฯ

ตอบตอบเมื่อ: 21 มิ.ย.2007, 1:52 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

หลับ หลับ หลับ กราบนมัสการพระอาจารย์สุโข

ได้อ่านธรรมะสำหรับอุบาสิกา แล้วรู้สึกดีขึ้นมากคะเพราะกำลังประสบเหตุการณ์เช่นนี้ แต่ก็ยังไม่ชัดเจนนักเพราะไปเกิดที่ต่างจังหวัด ไม่เคยเห็นได้แต่คิดเอาเอง มันก็ปวดใจเต็มทีแล้ว กินไม่ได้นอนไม่หลับ ตอนนี้ไม่สวยเหมือนก่อนนี้แล้วตั้งแต่ทราบเรื่อง (ที่คิดเอาเอง) ที่ทำให้ต้องคิดว่าเป็นเช่นนั้น เพราะโทรไปหาเค้าแล้วมีคนมารับสายที่ไม่ใช่เค้า เป็นเสียงของผู้หญิงก็เลยเป็นเรื่องใหญ่โต เพราะขาดความยับยั้งชั่งใจ จากที่ระแคะระคายมาบ้างก็ยิ่งทำแย่ไปกันใหญ่ แลบลิ้น
เพราะตั้งแต่เค้าไปทำงานต่างจังหวัดก็มีโอกาสได้ศึกษาธรรมะและได้เข้ารับการอบรมตามรอยเบื้องพระยุคลบาท ไม่ได้มีทุกข์แล้วเข้าหาธรรมะนะคะ ได้ศึกษา อ่าน ฟัง ก่อนหน้านี้นานพอสมควร แต่ทุกสิ่งทุกอย่างในใจก็ยังสับสนเพราะปกติเป็นคนเจ้าอารมณ์อยู่แล้ว พยายามรักษามาตลอดก็ไม่เคยดีขึ้นเลย เศร้า ได้อ่านแล้วดีขึ้นรู้สึว่าน่าจะมีคนที่เจอปัญหาเหมือนเรา ท่านคงนำประสบการณ์ที่พบมาสอนอุบาสิกาผู้โง่เขลา ซึ้ง ขณะนี้ที่ทำคือไม่โทรไปหาเค้าอีกเลย (เคยโทรรัวเป็นชุดถ้าไม่ได้ยินเสียงตอบ) มีแต่เค้าโทรมาหา เช้า กลางวัน เย็น บางครั้งเมื่อเค้าไม่โทรมาก็จะนอนร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้ คิดไปต่างๆ นาๆ ตอนนี้คิดถ้าเค้ากลับมาก็จะไม่ทะเลาะด้วยอีก และจะไม่พูดเรื่องร้าวรานนี้อีก จะรักตัวเองให้มากๆ จะทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการจะทำ ซึ้ง ยิ้มเห็นฟัน ยิ้มเห็นฟัน
 

_________________
สุขได้ก็ทุกข์ได้
รักได้ก็เกลียดได้
ชอบได้ก็ชังได้
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวส่ง Email
JaturontThan
บัวผลิหน่อ
บัวผลิหน่อ


เข้าร่วม: 08 เม.ย. 2008
ตอบ: 4

ตอบตอบเมื่อ: 08 เม.ย.2008, 1:17 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

เมื่อเอาใจไว้กับตัว หรือจิตอยู่กับเรา ความรักย่อมไม่เกิดทุกข์ เพราะความรักนั้นจะกลายเป็นความเข้าใจ
เมื่อรักแล้วต้องไม่คิดถือว่าคนใด หรือสิ่งใด เป็นของๆ เรา ยึดติด ยึดมั่น

เมื่อใจอยู่กับตัว ความรักก็จะกลายเป็นการให้ ให้เขามีความสุขให้เค้าไม่เป็นทุกข์
ดังนั้นการรักตัวเองก่อน และไม่ฝากใจไว้กับใครจึงจะเป็นความรักที่เกิดจากความเข้าใจโลก
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัว
สาวิกาน้อย
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 27 มี.ค. 2006
ตอบ: 2063

ตอบตอบเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 9:11 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

Image
พระอาจารย์สุโข กตปุญโญ


* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

ประวัติและปฏิปทาพระอาจารย์สุโข กตปุญโญ
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=39001

แผนที่สำนักปฏิบัติธรรมแก้วมณีนพเก้า (วัดแก้วมณี)
http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=18618

รายการวิทยุธรรมะ (พระอาจารย์สุโข กตปุญโญ)
http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=18620

เสียงธรรมบรรยายพระอาจารย์สุโข กตปุญโญ
http://www.dhammajak.net/audio/dhamma/files/sukho.php

เว็บไซต์สำนักปฏิบัติธรรมแก้วมณีนพเก้า (วัดแก้วมณี)
http://www.watkeawmanee.org/

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
 

_________________
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัวMSN Messenger
แสดงเฉพาะข้อความที่ตอบในระยะเวลา:      
สร้างหัวข้อใหม่ตอบ
 


 ไปที่:   


อ่านหัวข้อถัดไป
อ่านหัวข้อก่อนหน้า
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน
คุณ สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้


 
 
เลือกบอร์ด  • กระดานสนทนา  • สมาธิ  • สติปัฏฐาน  • กฎแห่งกรรม  • นิทานธรรมะ  • หนังสือธรรมะ  • บทความ  • กวีธรรม  • สถานที่ปฏิบัติธรรม  • ข่าวกิจกรรม
นานาสาระ  • วิทยุธรรมะ  • เสียงธรรม  • เสียงสวดมนต์  • ประวัติพระพุทธเจ้า  • ประวัติมหาสาวก  • ประวัติเอตทัคคะ  • ประวัติพระสงฆ์  • ธรรมทาน  • แจ้งปัญหา

จัดทำโดย  กลุ่มเผยแผ่หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา ธรรมจักรดอทเน็ต
เพื่อส่งเสริมคุณธรรม และจริยธรรมในสังคม
เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2546
ติดต่อ webmaster@dhammajak.net
Powered by phpBB © 2001, 2002 phpBB Group :: ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง