|
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
|
|
หน้า 1 จาก 5

หูทิพย์ - ตาทิพย์ ~ คำสอนของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ (๑)
การฟังธรรมะ ณ วันนี้ ที่ผมจะได้นำธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้ามาเล่าสู่ฟัง ตามสมควรแก่เวลา เรื่องที่เราเคยได้ยินได้ฟังกันอยู่มานานแล้ว บางคนอาจเข้าใจ บางคนอาจไม่เข้าใจ เพราะสติปัญญาของคนนั้น มันตื้นลึกและหนาบางไม่เหมือนกัน ท่าน--พระพุทธเจ้าจึงได้เปรียบเอาไว้ คนทุกคนเกิดมาแล้ว ก็มีชีวิตจิตใจเหมือนกัน
ท่านอุปมาว่า เหมือนกับดอกบัว บัวสี่เหล่า เหล่าหนึ่งนั้นก็พ้นน้ำมามากแล้ว คอยแสงพระอาทิตย์โผล่ออกมา ก็บานได้ทันที เหล่าที่สองก็พ้นน้ำขึ้นมา กำลังตั้งซ้อ (ช่อ) หรือตั้งกะสร (เกสร) เตรียมตัวจะบานได้อยู่เหมือนกัน แต่แสงพระอาทิตย์หรือแสงตะเว็น ออกมาหลายมื้อหลายวัน ก็สามารถบานได้เหมือนกันกับดอกที่หนึ่ง
ดอกที่สาม กำลังเจือน้ำ หรือปนน้ำอยู่ หรืออยู่ในน้ำ แต่พ้นน้ำขึ้นเพียงเล็กน้อย เมื่อแสงพระอาทิตย์หรือแสงตะเว็นออกมามาก น้ำก็ลดลงไป ดอกบัวดอกนี้ก็สามารถที่จะบานได้เหมือนกัน เหล่าที่สี่นั้น ยังจมอยู่ในตมหรืออยู่ในน้ำ ยังเป็นอาหารของสัตว์ ปู ปลา เต่า ที่กำลังเสาะแสวงหาเป็นอาหารนั้น สามารถที่จะบานได้ หรือบางทีไม่สามารถที่จะบานได้ เพราะยังเป็นอาหารของสัตว์อื่นอยู่ ปัญญาของพวกคนเราทั้งหลาย ก็เหมือนกัน
ดังนั้น ที่เรามา ณ สถานที่นี่ เรียกว่า มาเจริญสติ มาเจริญสมาธิ หรือมาเจริญปัญญา คำว่าเจริญก็แปลว่า ทำให้มาก หรือทำให้ก้าวหน้านั่นเอง พวกเรามาที่นี่ เรียกว่า คนถูกคัดเลือกกลั่นกรองมาแล้ว จึงมาได้ เมื่อไม่มีศรัทธาจริงๆ ก็มาไม่ได้ ที่เรามา ณ สถานที่นี้ ก็เรียกว่าเรามีศรัทธา หรือมีความสามารถจะมาประพฤติปฏิบัติ
พระพุทธเจ้านั้น ท่านมีญาณ สามารถมองเห็นอะไรได้ต่างๆ คือ เข้าฌานเรียกว่า ญาณ นั่นเอง
ดังนั้น เราก็ต้องมีญาณเหมือนกัน หรือเข้าฌานเหมือนกันกับอย่างพระพุทธเจ้า
แต่เมื่อไม่เหมือนหรือไม่.....เหมือนก็ให้คล้ายคือกัน ให้ได้เล็กๆ น้อยๆ ตามสมควรแก่เวลาที่มาในที่นี่
คำว่าญาณ ก็แปลว่า รู้ รู้แจ้ง เห็นจริง เข้าใจจริง เรียกว่า ญาณ แต่คนส่วนมาก...(คิดว่า) ไม่มีหูทิพย์ ไม่มีตาทิพย์ เหมือนกันกับพระพุทธเจ้า ญาณก็เรียกว่า เหาะ แน่ะ เข้า ก็เรียกว่าเข้าไปนั่งหลับตา หรือนั่งอยู่ในถ้ำ นั่งแข็งทื่ออยู่อย่างนั้น อันนั้นก็จริง จริงอยู่กับบุคคลผู้ที่ยังไม่มีหูทิพย์ ยังไม่มีตาทิพย์ หรือยังไม่มีญาณอย่างพระพุทธเจ้า นั่นเอง
เมื่อคนใดมีหูทิพย์ มีตาทิพย์ และมีญาณเหมือนกันกับพระพุทธเจ้า ก็ต้องรู้ว่า คำว่า เข้า-เข้าฌาน หรือญาณ นั้นก็แปลว่า เข้าไปคือมีสติ มีสมาธิ มีปัญญา เจาะเข้าไปที่ตัวชีวิตจิตใจ เรียกว่า เข้า ญาณก็แปลว่า เห็น เมื่อเห็น เมื่อรู้ เมื่อเข้าใจอยู่อย่างนั้น เรียกว่า ฌาน คลุกคลีอยู่กับสิ่งเหล่านั้น ไม่ใช่จะไปนั่งแข็งทื่อ เข้าไปนั่งอยู่อย่างที่คนไม่มีหูทิพย์ ไม่มีตาทิพย์นั้น
หูทิพย์ ก็หมายถึง ฟังคำพูดหรือคำสอนของพระพุทธเจ้า เกิดสติปัญญา สามารถมองเห็นได้ เรียกว่า หูทิพย์
ตาทิพย์ คือเห็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ฟังแล้วเข้าใจ อย่างที่ว่าเข้าฌานเนี่ยะ เข้า ก็แปลว่าเข้ามาทำธุระ ทำกิจ หน้าที่ของตัวเอง จะไปไหนมาไหน ก็เข้าฌานได้ ทำการทำงาน ก็เข้าฌานได้ ฌานก็แปลว่ารู้
วิญญาณแปลว่ารู้ คือรู้นั่นเอง ทำการทำงานก็รู้ รู้การรู้งาน เรียกว่า เข้าฌาน ถ้าหากเราเข้าใจอย่างนี้เหมือนกันกับพระพุทธเจ้าแล้ว ทำการทำงานอะไรก็เข้าฌานทำทั้งนั้น หรือคลุกคลีอยู่กับสิ่งเหล่านั้น มองเห็นสิ่งเหล่านั้น ไม่ให้มีความหลงผิดเกิดขึ้นภายในจิตใจ อันนี้ เรียกว่า เข้าฌาน คือ เข้าไปตั้ง ตั้งกายให้ตรง ปลงสติให้มั่น ตั้งสติให้มั่น ท่านสอน คือตั้งกายตรง ปลงจิตไว้ หรือให้มีสติมั่นคง เห็นอยู่ รู้อยู่ เข้าใจอยู่ อันนี้เรียกว่า เราได้เห็น ได้รู้ ได้เข้าใจ ได้ประพฤติปฏิบัติตามแบบฉบับ หรือของพระพุทธเจ้านั่นเอง
คำว่า ฌาน ก็หมายถึงคลุกคลี คลุกคลีอยู่กับอะไร คลุกคลีอยู่กับตัวสติ ตัวสมาธิ ตัวปัญญา มองเห็นความหลงผิด มองเห็นความโลภ มองเห็นความโกรธ ความหลงผิด ความโกรธ ความโลภนี้ มันเป็นพญามาร มันเป็นโจร มันคอยแย่งชิงเอาบัลลังก์ หรือเอาสถานที่ที่ตั้งของสติ เราไม่ยอมให้มันเข้ามาได้อย่างนี้ เรียกว่า เราเห็น เรารู้ เราเข้าใจ เรามีหูทิพย์ มีตาทิพย์ มีญาณ
อันนี้ เรียกว่าเป็นวิสัยของพระพุทธเจ้า หรือเป็นวิสัยของพระสาวกของพระพุทธเจ้า อย่างน้อยที่สุดก็เรียกว่า ได้ดวงตาเห็นธรรม คือได้กระแสพระนิพพาน นั่นเอง
|
|
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Sunday, 04 May 2008 )
|