|
ท่าน ว.วชิรเมธี
|
|
ปุจฉา
โหราศาสตร์ในทัศนคติของท่าน ว.วชิรเมธี
อยากขอให้พระอาจารย์ช่วยให้ความรู้เรื่องโหราศาสตร์ด้วยครับ
ชยศักดิ์ / เชียงใหม่
วิสัชนา
ก่อนหน้าที่พระพุทธศาสนาจะอุบัติขึ้นมานั้น มีศาสนาต่างๆ ดำรงอยู่ในโลกมาก่อนแล้ว ศาสนาต่างๆ เหล่านั้น ต่างก็เสนอคำตอบต่อโลกและชีวิตแตกต่างกันไปตามแต่ศาสดาของตนเชื่อถือ ครั้นเมื่อพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นมาในโลกแล้ว พระพุทธเจ้า ก็ทรงนำเสนอคำสอนของพระองค์เพื่อให้เป็น “ทางเลือกใหม่” แก่สังคมร่วมสมัยในยุคนั้น (รวมทั้งในยุคนนี้) หนึ่งในทางเลือกใหม่ของพระองค์ก็คือ การที่ทรงเสนอเรื่อง “ชะตากรรม” ของคน ว่าเป็นผลของ “การกระทำของมนุษย์เอง” ไม่ใช่เป็นผลแห่งการกระทำของ “มือที่มองไม่เห็น” (invisible hand) อย่างพระพรหม พระอิศวร หรือเป็นอิทธิพลของฤกษ์งามยามดี รวมทั้งไม่ใช่อิทธิพลของดวงดาวบนท้องฟ้า หากแต่เป็นเพราะ “มันสมองสองมือของมนุษย์แท้ๆ” ก็เพราะทรงค้นพบความจริงสากลว่า เทพเจ้าเหล่านั้น ไม่ได้มีตัวตนอยู่จริง หรือดวงดาวทั้งหลายก็เป็นเพียงวัตถุอย่างหนึ่งในระบบสุริยจักรวาลเท่านั้น ไม่ได้มีอำนาจพิเศษอะไร
หลักคำสอนของพระองค์ในเรื่องนี้ ที่ทรงชี้เอาไว้ชัดๆ ชนิดไม่ต้องตีความมีอยู่มากมาย ดังต่อไปนี้
- สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม (การกระทำ)
- หว่านพืชเช่นใด ได้ผลเช่นนั้น, คนทำดี ย่อมได้ดี ทำชั่ว ย่อมได้ชั่ว
- “ภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าใดประพฤติชอบด้ายกาย ประพฤติชอบด้วยวาจาประพฤติชอบด้วยใจ ในเวลาเช้า เวลาเช้า ก็เป็นเวลาที่ดีของสัตว์เหล่านั้น
สัตว์เหล่าใดประพฤติชอบด้วยกาย ประพฤติชอบด้วยวาจา ประพฤติชอบด้วยใจ ในเวลาเที่ยง เวลาเที่ยง ก็เป็นเวลาที่ดีของสัตว์เหล่านั้น
สัตว์เหล่าใดประพฤติชอบด้ายกาย ประพฤติชอบด้วยวาจาประพฤติชอบด้วยใจ ในเวลาเย็น เวลาเย็น ก็เป็นเวลาที่ดีของสัตว์เหล่านั้น”
(กล่าวโดยสรุป)
สัตว์ทั้งหลายประพฤติชอบในเวลาใด
เวลานั้นชื่อว่าเป็นฤกษ์ดี มงคลดี สว่างดี รุ่งดี...”
พูดง่ายๆ ก็คือ “ฤกษ์ดี เพราะคนมันดี” และ “ดวงดี ก็เพราะคนดี” คนเป็นผู้สร้างดวง ไม่ใช่ดวงเป็นผู้สร้างคน
ส่วนเรื่องของ “ดวงดาว” หรือ “โหราศาสตร์” นั้น พระพุทธองค์ตรัสไว้แบบ “คม ชัด ลึก” ชนิดไม่ต้องตีความตรงๆ ว่า
“ประโยชน์ได้ล่วงเลยคนโง่เขลาที่มัวรอคอยฤกษ์ยามอยู่
ประโยชน์นั่นแหละเป็นฤกษ์ของประโยชน์
ดวงดาวทั้งหลายจักทำอะไรได้”
การที่พระพุทธองค์ทรงกล้ายืนยัน ว่า ชีวิตมนุษย์นั้น เป็น “ผลิตผล” ซึ่งเกิดขึ้นจากการกระทำของมนุษย์เอง ก็เพราะทรงค้นพบกฎของความจริงของธรรมชาติ ที่ว่า “สิ่งต่างๆ ในโลก ล้วนดำเนินไปในลักษณะ เป็นเงื่อนไขปัจจัยแก่กันและกัน สิ่งนี้ –มี- สิ่งนี้ จึงมี, สิ่งนี้-ไม่มี-สิ่งนี้จึงไม่มี” หมายความว่า สิ่งต่างๆ รวมทั้งความเป็นไปในชีวิตของคน ล้วนไหลเลื่อนไปตามเหตุตามปัจจัย ไม่เกี่ยวกับเทพเจ้าหรือดวงดาวที่ไหนมาดลบันดาลทั้งสิ้น กฎแห่งความจริงอย่างนี้ เป็นที่ยอมรับกันแม้ในหมู่นักวิทยาศาสตร์จนทุกวันนี้
เมื่อนำเอากฎแห่งความจริงชุดนี้มามองชะตากรรมของสังคมไทย ก็จะค้นพบความจริงด้วย “ปัญญามนุษย์” อย่างเราๆ นี่เอง ว่า เมืองไทยในปีนี้ มีแนวโน้มสูงมากที่จะเกิดความรุนแรง และเกิดปฏิวัติรัฐประหารซ้ำซาก เนื่องจาก “เงื่อนไข” ต่างๆ ยังเอื้อให้เป็นอย่างนั้น เช่น
- การใช้อำนาจโดยขาดความยุติธรรมยังคงมีอยู่
- การไม่เคารพกระบวนการยุติธรรม
- การบริหารที่ขาดธรรมาภิบาล
- การคอรัปชั่นยังคงมีอยู่สูงยิ่ง
- กลุ่มต่างๆ ทางการเมืองยังก้าวไม่พ้น “ผลประโยชน์”
- สังคมไทยยังคงแบ่งฝ่ายชัดเจน
- การเมืองยังคงตกอยู่ใต้ระบบพวกมากลากไปและมีการผูกขาดอำนาจสูง
ปัญหาที่เป็นเงื่อนไขแห่งความยุ่งเหยิงเหล่านี้ ไม่ต้องใช้ “หมอดูตาทิพย์” อย่างสุมาเต็กโช (หมอดูเทวดาสมัยสามก๊ก) หรอก คนธรรมดาอย่างเราๆ นี่เอง ก็สามารถบอกได้อย่างแม่นยำว่า หากเหตุปัจจัยเหล่านี้ ยังคงดำรงอยู่ในสังคมไทย ความเป็นไปได้ที่จะเกิดวิกฤตการณ์ก็ยังคงมีอยู่นั่นเอง
กล่าวโดยสรุป ความวุ่นวายทั้งหลายในทางการเมืองก็ดี ทางสังคมไทยก็ดี ในเวลานี้ เกิดขึ้น ดำรงอยู่ และจะยุติลงไปได้ ไม่ใช่เพราะหมอดูมาบอกว่ามันต้องเกิด หรือไม่ใช่เพราะไปทำพิธีตัดกรรมกับหมอดูมันจึงจะดับลง แต่ที่ชาติบ้านเมืองของเราวุ่นวาย ก็เพราะพวกเราคนไทยด้วยกันนี่เองเป็นคนทำ และที่มันจะยุติลงไป ก็เพราะเราคนไทยด้วยกันอีกนั่นแหละ
ในทัศนะของผู้เขียน วิบากกรรมหรือกรรมเก่าของสังคมไทยจึงไม่ใช่ว่า เพราะดวงเมืองไม่ดี จึงเกิดกลียุคบ่อยๆ หรือเพราะดวงของนายกรัฐมนตรีไม่ดี บ้านนี้เมืองนี้จึงมีเคราะห์ซ้ำซาก แท้ที่จริงนั้น ที่วิบากกรรมของสังคมไทยไม่ได้เกิดจากดวงเมืองไม่ดี แต่เกิดจากการที่เราปล่อยให้ “คนไม่ดีขึ้นมามีอิทธิพลเหนือบ้านเมือง” ครั้งแล้วครั้งเล่า และที่เมืองไทยของเรามีเคราะห์กรรมซ้ำซาก ก็เพราะเราคนไทยส่วนใหญ่ต่างก็ป่วยด้วยโรค “ขาดการวิเคราะห์” เป็นสำคัญ
เมื่อไหร่ก็ตามที่ “คนดี” ขึ้นมาบริหารประเทศชาติบ้านเมืองและบ้านเมืองมีค่านิยมยกย่องส่งเสริมคนดี เมื่อนั้น วิบากกรรมของประเทศไทยก็จบสิ้น
เมื่อไหร่ก็ตามที่คนไทยรู้จัก “คิดวิเคราะห์” เมื่อนั้น เคราะห์กรรมของแผ่นดินก็จะหายไป
ส่วนหมอดูนั้น ไม่ต้องไปตำหนิท่านหรอก ท่านไม่ได้ตั้งใจจะออกมาทำนายเพื่อสร้างความเป็นผู้ทรงอิทธิพลอะไรในแผ่นดินเลย ที่คนไปมองว่า ท่านเป็นผู้ทรงอิทธิพลต่อการเมืองไทยและต่อสังคมไทยนั้น ก็เป็นเพราะ พวกเรายังขาด “การคิดเชิงวิเคราะห์” เท่านั้นเอง เมื่อไหร่คนไทย “คิดเชิงวิเคราะห์เป็น” เมื่อนั้น อิทธิพลของหมอดูก็จะหมดไปโดยอัตโนมัติ
............................
สถาบันวิมุตตาลัย
http://www.vimuttayalaya.net
จำนวนอ่าน: 830
Powered by AkoComment Tweaked Special Edition v.1.4.6 AkoComment © Copyright 2004 by Arthur Konze - www.mamboportal.com All right reserved |
|
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Thursday, 22 May 2008 )
|