|
ท่าน ว.วชิรเมธี
|
|

ปุจฉา
ด้วยรักและกามารมณ์
ปุจฉา
ผมเป็นนักธุรกิจที่ใช้ชีวิตพบปะผู้คนตลอดเวลา ด้วยลักษณะการทำงานทำให้ต้องเจอลูกค้าและบรรดานักธุรกิจด้วยกันมากหน้าหลายตา สิ่งที่ตามมาก็คือ บ่อยครั้งการเจรจาทางการค้า ลงเอยด้วยเรื่องบนเตียง อ้อ...ผมลืมบอกไปนะครับ ผมเป็นคนหนุ่มหน้าตาดี และตรงนี้ทำให้ผมทุกข์อยู่จนทุกวันนี้ คือ ไปไม่พ้นเรื่องรักๆ ใคร่ๆ หลายต่อหลายครั้งเรื่องความสัมพันธ์ทำให้เรื่องงานยุ่งเหยิง จนพ่อแม่ปวดหัว ผมก็เลยอยากรู้ว่า ท่าน ว.พอจะมีสูตรบรรเทากามารณ์หรือไม่ครับ (ยังไม่ถึงกับตัดนะครับ แต่อย่างน้อย ขอให้รู้จัก “จัดการ” กับมันบ้างก็ยังดี) ขอบคุณครับ
วิสัชนา
พักหลังมานี้ จดหมายที่มีมาถึงผู้เขียน และคำถามที่ได้รับบ่อยครั้งหลังการบรรยายและนำภาวนา มักเป็นเรื่อง “ลึกซึ้ง” ระดับคลุกวงในมากขึ้นเรื่อยๆ หลายเรื่องได้ฟังแล้วต้องปล่อยให้ “ตายไปกับตัว” เช่นเดียวกับเรื่องราวของคุณ “พิมพ์นิยม” ที่เขียนเล่ามาละเอียดยืดยาว แต่ผู้เขียนจับประเด็นสั้นๆ ดังข้างต้นนั้นและขอตอบเพื่อเป็นวิทยาทานสำหรับคนหนุ่มๆ ทั้งหลายในวัยกลัดมันอย่างคุณดังนี้
๑.เรื่อง “กามารมณ์” ซึ่งในที่นี้หมายถึงความหมกมุ่นในความสุขทางเนื้อหนังอย่างชายหนุ่มกับหญิงสาว, ชายกับชาย,หญิงกับหญิง,หรือฉิงกับชายและชายกับฉิง (เสือไบ) นั้น ประการแรกสุด เราต้องยอมรับว่า เป็นเรื่องธรรมดา ที่มนุษย์ทุกรูปทุกนามล้วนมีความรู้สึกในทางกามารมณ์ทั้งสิ้น ความแตกต่างมีเพียงว่า บางคนก็รู้สึกมาก บางคนก็รู้สึกน้อย
คนที่รู้สึกมาก หากมองผ่านทฤษฎี “จริต ๖” ก็จะได้แก่กลุ่มคนประเภท “ราคะจริต” เป็นส่วนมาก หรือหากมองผ่านหลักการทางชีววิทยา ความต้องการทางกามารมณ์นั้น เป็นผลมาจากสัญชาตญาณการสืบพันธุ์หรือการดำรงเผ่าพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด และหากมองให้ลึกไปกว่านั้นด้วยมุมมองทางพุทธศาสนา ความต้องการทางกามารมณ์สะท้อนออกมาผ่านสัญชาตญาณการอยากฝาก “อัตตา” (ego)เอาไว้ให้ยาวนาน ยั่งยืน และเป็นอมตะ มนุษย์เกือบร้อยทั้งร้อยล้วนอยาก copy ตัวตนของตนเองฝากเอาไว้ในโลกด้วยกันทั้งนั้น การมีความสัมพันธุ์ทางเพศ เป็นวิธีการหนึ่งในการฝากตัวตนของตนเองเอาไว้ในโลกโดยผ่านการมีลูกมีหลาน
เรื่องกามารมณ์นั้น หากดำเนินไปอย่างปกติ ก็เป็นเรื่องไม่น่าห่วง แต่ ณ วันนี้ เรื่องกามารมณ์ เป็นเรื่องที่กำลังก่อปัญหาทั่วโลก เพราะพฤติกรรมทางกามารมณ์ของมนุษย์นั้น โดยมากเป็นพฤติกรรม “อปกติ” เพราะมีรากฐานของพฤติกรรมที่เกิดจากการ “กระตุ้น” โดยมี “สิ่งเร้า” เป็นเชื้อไฟชั้นดี ปัจจัยกระตุ้นเร้าที่สำคัญที่สุดก็คือ ภาพยนต์ มิวสิควีดิโอ สื่อสิ่งพิมพ์ นางแบบ ดารา การ์ตูน อินเตอร์เน็ต คลิปวีดิโอ และเฉินกว่านซี และค่านิยมเสรีทางเพศ (free sex) ที่หลั่งไหลเข้ามาพร้อมกับแนวคิดเสรีนิยมประชาธิปไตย
เมื่อพื้นที่ของจริยธรรมที่มาพร้อมกับศาสนา ถูกลัทธิเสรีนิยมประชาธิปไตยกระแซะให้ถอยห่างออกไปจากวิถีชีวิตของผู้คน กามารมณ์จึงเป็นเรื่องดาดๆ ธรรมดา สามัญ สมัยโบราณกามารมณ์มักมีเส้นศีลธรรมคอยกำกับ แต่มาถึงสมัยโลกาภิวัตน์ กามารมณ์คือสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งจารีต และศาสนาไม่ควรยื่นมือเข้ามายุ่ง และนี่เอง คือ ช่องทางอันสะดวกดายที่ทำให้ใครต่อใครก็มีประสบการณ์ทางเพศกันได้ แม้วัยและวุฒิภาวะจะไม่เอื้อก็ตาม
กามารมณ์นั้น เหมือนไฟ กล่าวคือ ไฟไม่อิ่มด้วยเชื้อฉันใด กามารมณ์ก็ฉันนั้น ยิ่งอยาก และยิ่งสนองความอยาก ยิ่งอยากอย่างวิจิตรลึกซึ้งยิ่งขึ้น
เพราะธรรมชาติของกามารมณ์ไม่มีจุดสิ้นสุด (อย่างที่นักสิทธิสตรีบางคนคนหนึ่งกล่าวว่า ผู้ชายที่ไม่เจ้าชู้ ก็คือ ผู้ชายที่ตายแล้ว) พระพุทธเจ้าจึงสอนว่า “เราอาจอาศัยความอยากละความอยาก, อาจอาศัยความถือตัวละความถือตัว, แต่สำหรับกามารมณ์แล้ว เราต้อง “ชักสะพาน” สถานเดียว” หมายความว่า ถ้าเราอยากได้อะไรสักอย่างเมื่อมีจนครบแล้ว อาจเบื่อหรือรู้สึกพอ เวลาเราอยากเอาชนะคนอื่น เราอาจบอกตัวเองว่าเขาก็คนเราก็คนทำไมเราจะเอาชนะไม่ได้ แต่กับกรณีของกามารมณ์แล้ว เวลาปรารถนาขึ้นมา แม้จะหาผู้ชายผู้หญิงทั้งโลกมาสนองความปรารถนานั้น แต่พอสมปรารถนาแล้ว ก็จะรู้สึกต้องการขึ้นมาใหม่อยู่ดี ด้วยเหตุนี้ กษัตริย์บางประเทศจึงมีฮาเร็ม และฮ่องเต้จึงมีสนมนับพัน ว่ากันว่าฮ่องเต้บางองค์มีสนมมากที่สุดถึงเจ็ดพันคน ถึงกระนั้น ก็ยังไม่รู้พอกับกามารมณ์
เห็นหรือยังว่า กามารมณ์เป็นพันธนาการที่รัดแน่นหนาเพียงไร ?
............................
สถาบันวิมุตตาลัย
http://www.vimuttayalaya.net
จำนวนอ่าน: 994
Powered by AkoComment Tweaked Special Edition v.1.4.6 AkoComment © Copyright 2004 by Arthur Konze - www.mamboportal.com All right reserved |
|
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Thursday, 22 May 2008 )
|