|
๐ แสงสว่างแห่งปัญญา ดุจปราการห้อมล้อมรักษาใจ พระพุทธเจ้า ทรงสอนให้รักษาใจให้ไกลจากกิเลส ไม่เชื่อพระพุทธเจ้าแล้วจะควรเชื่อใครยิ่งกว่า กิเลส คือความโลภ ความโกรธ ความหลง มีอยู่เต็มโลก ทุกเวลานาที ทุกยุคทุกสมัย เพราะกิเลสเป็นสิ่งที่ฆ่าไม่ตาย ทำลายไม่ได้ แม้กิเลสเป็นสิ่งที่ฆ่าตายทำลายได้ พระพุทธเจ้าผู้ทรงยิ่งทุกอย่าง และทรงยิ่งด้วยพระกรุณาคุณ ย่อมจะทรงฆ่าทรงทำลายกิเลสให้หมดสิ้นแล้ว กิเลสย่อมไม่พ้นพระองศ์ และอยู่หลงเหลือทำความร้อนความเศร้าหมองให้แก่โลกจนทุกวันนี้ แสงแห่งปัญญา เป็นอำนาจวิเศษที่เปรียบประดุจปราการห้อมล้อมรักษาใจไว้ให้ไกลจากกิเลสได้ ไกลจากความร้อนของกิเลสได้ ตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงใหญ่ยิ่งคือสิ้นเชิง ๐ วางใจให้ถูกที่...กิเลสเข้าไปถึงสัมผัสไม่ได้ กิเลสจะมีอยู่ท่วมท้นทันโลกเพียงไหน ก็จะเข้าใกล้ที่วางใจถูกที่ถูกทางไม่ได้ เปรียบเช่นจะวางอาหารที่เต็มไปด้วยหมดก็ย่อมทำได้ ด้วยการเลือกวางในที่มีน้ำหล่อล้อมไว้ มดเข้าไม่ถึง จะห้อมล้อมอยู่ได้ก็แต่นอนเขตน้ำ อาหารหารเสียหายไม่ใจนี้เปรียบเช่นเดียวกัน การรู้จักใช้ปัญญา เป็นอุบายวิธีวางใจให้ถูกที่แล้ว ความโลภก็ตาม ความโกรธก็ตาม ความหลงก็ตามจะเข้าไม่ถึงใจสัมผัสไม่ได้ ๐ ใจจักผ่องใสเมื่อห่างไกลจากความืดของกิเลส อาหารบางอย่างมดไม่ขึ้น วางไว้ไม่มีน้ำหล่อ มดก็ไม่ขึ้น นั่นไม่หมายความว่าไม่มีมดในบริเวณนั้น มดนั้นมีอยู่ทุกแห่ง เพียงแต่ว่าปรากฏตัวออกมาให้เห็นมากน้อยเพียงไรหรือไม่เท่านั้น อาหารบางอย่างมดขึ้น ยางอย่างมดไม่ขึ้น เหตุผลมีว่าเพราะอาหารบางอย่างมีกลิ่น ส่งกลิ่นออกไปนำมด มดไม่ได้เข้ามาเองมดเข้ามาขึ้นอาหารเพราะถูกกลิ่นอาหารนั่นเองนำเข้ามา เมื่อเปรียบกิเลสเหมือนมด เปรียบใจเหมือนอาหาร ก็พึงพิจารณาให้เห็นด้วยว่า มดไม่ขึ้นอาหารที่ไม่ส่งกลิ่นออกไปชักนำฉันใด กิเลสก็ไม่ได้เข้าห้อมล้อมปกคลุมใจที่ไม่ส่งออกไปชักนำ ฉันนั้นความคิดปรุงแต่ง เมื่อตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายได้สัมผัส คือการส่งใจออกไปชักนำกิเลสเข้ามาห้อมล้อมจิตใจ เหมือนอาหารที่ปรุงแต่งด้วยกลิ่นของความหวานออกไปชักนำมดมารุมขึ้นอาหาร หยุดความคิดปรุงแต่งเมื่อตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายได้สัมผัส กิเลสแม้มีอยู่เต็มโลก ก็ไม่เข้ามาห้อมล้อมใจ ใจย่อมผ่องใส สว่าง ห่างไกลความร้อนความมืดของกิเลส ๐ เมื่อพบความผิดปกติแห่งใจ ต้องวางใจให้ถูกที่ ปกติเจ้าของใจจะประมาทอยู่เสมอ ไม่นึกถึงความโลภ ความโกรธ ความหลง ว่ามีอยู่จริง และมีเต็มไปในทุกที่ทุกเวลา หาว่างเว้นเจ้าของใจที่เป็นปุถุชนประมาทเช่นนี้ด้วยกันทั้งนั้น แต่เมื่อได้รับพระมหากรุณาจากพระพุทธเจ้า ผู้ทรงพระปัญญาคุณ แม้เป็นดังที่ทรงสอนไว้ให้ไกลกิเลส ให้ไกลความแผดเผาร้อนแรงแห่งกิเลส เมื่อใดรู้สึกถึงความผิดปกติแห่งใจ เป็นความร้อนเป็นความกระวนกระวาย กระสับกระส่าย หรือวุ่นวายฟุ้งไปไม่สงบเป็นปกติ เมื่อนั้นให้รู้ว่าได้วางใจลงไปผิดที่แล้ว เช่นเดียวกับวางอาหารผิดที่ ไม่มีเครื่องป้องกัน ไม่มีน้ำหล่อกันมด เจ้าของอาหารจักย้ายที่อาหารเมื่อเห็นมดมาขึ้นฉันใด เจ้าของใจก็พึงย้ายที่วางใจคือเปลี่ยนความคิดเมื่อเห็นอารมณืที่ไม่เป็นปกติฉันนั้น ๐ วิธียกใจย้ายที่ให้ไกลจากกิเลส การย้ายที่วางอาหารหนีมด ทำได้ด้วยการหยิบยกเคลื่อนย้ายอาหารไปจากที่เดิม หรือหาเครื่องมากันหาน้ำมาหล่อ การย้ายที่วางใจหนีกิเลสก็ทำได้ด้วยการยกใจจากอารมณ์หนึ่งที่เศร้าหมองด้วยกิเลสโลภโกรธหลง ไปสู่อารมณ์ใหม่ที่ไกลออกไปจากความเศร้าหมองของกิเลส คือไกลจากโลภ โกรธ หลง นั่นเอง วิธีหนึ่งอันเป็นวิธีเปลี่ยนที่วางใจเปลี่ยนอารมณ์เศร้าหมองด้วยกิเลส ให้ไกลจากกิเลส สงบความร้อนรนกระวนกระวาย ฟุ้งซ่าน ให้ไกลจากกิเลส ก็คือวิธีการยกเอาคำใดคำหนึ่งที่จะไม่นำใจไปสู่อารมณืเศร้าหมองขึ้นภาวนา เช่นพุทโธ ภาวนาพุทโธ พุทโธ เช่นนี้ เป็นการยกใจย้ายที่ไกลจากกิเลสได้ แม้เพียงชั่วระยะที่ตั้งใจภาวนาอยู่ แต่แม้ทำบ่อยๆ ทำเสมอก็เป็นการทำใจให้คุ้นเคยกับความเป็นปกติ ความสงบคือความสุขที่แท้นั่นเอง ๐ เมื่อจิตสงบ ความผิดปกติแห่งจิตจะไม่เกิด อันความคุ้นเคยนี้สำคัญเป็นอันมาก เมื่อคุ้นเคยกับความสงบ ความไม่สงบเกิดขึ้นเมื่อไร จะรู้ได้เมื่อนั่น ไม่เนิ่นช้า และเมื่อรู้แล้วย่อมไม่ปรารถนาความไม่สงบ ย่อมปรารถนาจะได้ความสงบคืนมา ย่อมปฏิบัติตามที่พระพุทธองศ์ทรงแสดงทางปฏิบัติประทานไว้ เป็นทางที่ถูก ที่ตรง ที่ให้ผลแน่นอนตามควรแก่การปฏิบัติ และเมื่อความสงบแห่งจิตใจมีมากเพียงไร ปัญญาย่อมยิ่งขึ้นเพียงนั้น และปัญญานี้ที่จะเปลี่ยนความปกติ หรือความสงบแห่งใจเพียงชั่วระยะ เพียงครั้งชั่วคราว ให้เป็นความปกติความสงบตลอดกาล ความผิดปกติหรือความไม่สงบจะไม่กลับมาอีกเลย ๐ รักษาใจ ให้ห่างไกลจากกิเลส ปัญญายิ่งของคนทั้งหลายนั้น เกิดแต่พระปัญญาของพระ พุทธเจ้าโดยแท้ ทงแสดงพระปัญญาของตนเองเป็นกำลังสำคัญ พระปัญญาของพระพุทธเจ้าเป็นจริงอยูแล้ว เหมือนวัตถุที่มีจริงอยู่ ปัญญาของตนเองที่จะพิจารณาตามพระปัญญาของพระพุทธองศ์เหมืนดวงตา ปัญญาของผู้ใดไม่มืดบอด หรือไม่ฝ้ามัว พอจะเห็นวัตถุได้ ก็ย่อมจะเห็นวัตถุที่มีจริงได้เป็นธรรมดา ควรวางใจไว้ให้ถูกที่ ให้ไกลจากกิเลส ให้มีความเป็นปกติ มีความสงบ ย้ายที่วางใจทันทีเมื่อเห็นความไม่ปกติในอารมณ์ไม่ว่าจะด้วยความโลภ หรือความโกรธ หรือความหลง ไม่รับไม่ว่าจะด้วยความโลภ หรือความโกรธ หรือความหลง ไม่รับไว้ทั้งสิ้น ให้ใจคุ้นเคยอยู่แต่กับความสงบ ความเป็นปกติ อันจะนำให้ปัญญามีกำลัง มีความสว่าง เมื่อปัญญามีกำลัง มีความสว่าง หยิบยกพระปัญญาของพระพุทธเจ้าขึ้นส่องทางไปสู่ความไกลกิเลส ก็จะสามารถทำได้สัมฤทธิ์ผล ๐ ความไม่มีกิเลสปกคลุมใจ เป็นความน่ารื่นรมย์ พุทธภาษิตบกหนึ่งกล่าวไว้แปลความว่า “พระอรหันต์ทั้งหลาย อยู่ในที่ใด คือบ้านก็ตาม ป่าก็ตาม ที่ลุ่มก็ตาม ที่ดอนก็ตาม ที่นั้นย่อมเป็นภูมิน่ารื่นรมย์” พระอรหันต์ทั้งหลาย ท่านเป็นผู้ไกลกิเลส ไกลจากความโลภ ความโกรธ ความหลง พุทธภาษิตนี้จึงมุ่งแสดงว่า ความไกลกิเลสหรือความไม่มีกิเลสปกคลุมใจ เป็นความน่ารื่นรมย์ ราคะ หรือโลภะ โทสะ โมหะ หรือความโลภโกรธหลงเป็นกิเลส เป็นความเศร้าหมอง เป็นเครื่องยังให้เกิดความเศร้าหมอง อยู่ชิดใกล้จิตใจผู้ใด ย่อมยังให้จิตใจผู้นั้นเศร้าหมอง ดังนี้เป็นไปเช่นเหตุผลธรรมดา สุคนธชาติของหอม ที่มีความหอมอยู่ในตัว เมื่อมีอยู่ชิดใกล้ผู้ใด ย่อมยังผู้นั้นให้มีความหอมแห่งกลิ่นสุคนธชาตินั้นด้วย ในทางตรงกันข้าม ของเน่าเหม็น ที่มีความเหม็นเน่าอยู่ในตัวเมื่อมีเกลือกใกล้ผู้ใดอยู่ ย่อมยังผู้นั้นให้มีความเหม็นเน่าแห่งความหอมแห่งกลิ่นสุคนธชาติ แม้เข้าชิดใกล้ผู้ใด หมู่คณะใดย่อมยังผู้นั้นคณะนั้นให้ได้รับความหอมแห่งกลิ่นสุคนธชาตินั้นด้วย ผู้มีความเหม็นเน่าแห่งกลิ่นเน่าเหม็น แม้เข้าชิดใกล้ผู้ใดหมู่คณะใด ย่อมยังผู้นั้นหมู่คณะนั้นให้ได้รับความเหม็นเน่าแห่งกลิ่นเน่าเหม็นนั้นด้วย ๐ ความคบบัณฑิต เป็นมงคลอย่างยิ่ง พระพุทธเจ้าทรงแสดงมงคลประการหนึ่ง คือความไม่คบพาล ความคบบัณฑิต กิเลส โลภ โกรธ หลง คือพาลที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไม่ให้คบ ความไกลกิเลส โลภ โกรธ หลง คือบัณฑิตที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้คบ เพื่อความเป็นมงคล เพื่อความรื่นรมย์ของตนและเพื่อยังผู้อื่นให้รื่นรมย์ มากน้อยเพียงไรขึ้นอยู่กับความใกล้ไกลกิเลสเพียงไหน ๐ ความหลง ทำให้มองไม่เห็นโทษของกิเลส ส่วนมากทุกข์ที่เกิดจากอำนาจของกิเลส ถูกปิดบังเสียด้วยความหลง คือความหลงเห็นทุกข์เป็นสุข ความหลงทำให้ส่วนมากพากันไม่เห็นโทษของกิเลส พากันปล่อยตัวให้ตนอยู่ในความทุกข์ เพิ่มพูนความทุกข์ให้ยิ่งขึ้น ด้วยการเพิ่มพูนกิเลสห่อหุ้มให้ยิ่งขึ้น ความทุกข์ความร้อนอันเป็นผลของกิเลสจึงเพิ่มมากขึ้นทุกที ความทุกข์ความร้อนอันเป็นผลของกิเลสจึงเพิ่มมากขึ้นทุกที จนมีเสียงบ่นทุกแห่งว่าโลกมีแต่ความวุ่นวายเดือดร้อนเพราะเต็มไปด้วยคนร้าย ๐ ความดับกิเลส เป็นความดับจากทุกข์ทั้งหลาย แม้โลกจะมีความวุ่นวายเดือดร้อนมากมาย เพราะเต็มไปด้วยคนร้าย แต่นั่นเป็นความทุกข์ความร้อนภายนอกที่จะเป็นความทุกข์ความร้อนภายในใจด้วยสำหรับผู้ยังไม่หมดจดจากกิเลสทั้งปวง แต่จะเป็นเพียงความทุกข์ความร้อนภายนอกเท่านั้น สำหรับผู้หมดจดแล้วจากกิเลส ท่านรู้ท่านเห็นว่ามีอยู่เท่านั้นแม้ท่านจะเมตตาแก้ไขจัดแจงให้เรียบร้อยด้วยอาการภายนอกมิได้ทอดทิ้ง แต่มิได้เข้าถึงจิตใจท่านมิได้ทำให้จิตใจของท่านภายนอก แต่ภายในของท่านคือความสงบเย็น ความเป็นปกตินี่คือที่กล่าว่า เป็นความดับจากทุกข์ทั้งหลาย ๐ ผู้ปรารถนาจะพ้นจากทุกข์ พึงพยายามไม่ปล่อยใจไปอยู่ในวงล้อมของกิเลส แม้ไม่ปรารถนาจะเป็นทุกข์เพราะความวุ่นวายรอบกาย ก็พึงพยายามให้เต็มสติปัญญาความสามารถ ไม่ปล่อยใจเข้าไปอยู่ในวงล้อมของกิเลส แทนที่จะไปเสียเวลาเสียกำลังความคิดไปตั้งหน้าจัดการกับกิเลสผู้อื่น ก็ให้ตั้งหน้าจัดการกับใจของตนเองไม่ให้เข้าไปเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับกิเลส ทำได้เพียงไรก็จะเหมือนสามารถแก้ไขคนอื่นทั้งหลายให้กลายเป็นคนดีได้ทั้งโลก เพราะใจเราจะไม่เร่าร้อนเพราะผู้ใดเลย จะเหมือนคนทั้งโลกไม่ได้ก่อกรรมทำร้ายให้เราต้องกระทบกระเทือนใจเลย ๐ ผู้มีปัญญาพึงรักษาจิต พุทธภาษิตบทหนึ่งกล่าวไว้แปลความว่า “โลกอันจิตย่อมนำไป” โลกเล็กๆก็คือตัวเราทุกคน จิตที่นำโลกเล็กๆไปก็คือจิตของตัวเราทุกคน จิตของผู้ใดก็นำโลกคือตัวของผู้นั้นไป ไปไหนก็ได้ไปดี ไปชั่ว ไปสุขไปทุกข์ ไปสูงไปต่ำ ทุกคนหรือทุกโลกเล็กๆสามารถไป ได้ทั้งนั้นถ้าจิตนำไปจิตดีก็นำไปดี จิตชั่วก็นำไปชั่ว จิตสุขก็นำไปสุข จิตทุกข์ก็นำไปทุกข์ จิตสูงก็นำไปสูง จิตต่ำก็นำไปต่ำ จึงมีพุทธภาษิตกล่าวไว้แปลความว่า “เมื่อจิตเศร้าหมองแล้ว ทุคติเป็นอันต้องหวังเมื่อจิตไม่เศร้าหมองแล้ว สุคติเป็นอันหวังได้ “การฝึกจิตเป็นความดี จิตที่ฝึกดีแล้วนำสุขมาให้ จิตที่คุ้มครองแล้วนำสุขมาให้ จงตามรักษาจิตของตน พึงรักษาจิตของตนเหมือนคนประคองบาตรเต็มด้วยน้ำมัน ผู้มีปัญญาพึงรักษาจิต” เป็นต้น ๐ ความสงบ นำพาให้จิตเป็นสุข ถ้าทำใจให้ผ่องใสเป็นสุขสงบได้ ปัญญาย่อมเกิดได้ในใจนั้นย่อมยังให้รู้ได้ว่าควรคิดควรพูดควรทำอย่างไร เพื่อความเจริญรุ่งเรืองความร่มเย็นเป็นสุขของบ้านเรือนตน ของบ้านเมืองตนเลยไกลไปถึงเพื่อโลกที่ตนอาศัยอยู่นี้ ความสงบของจิตใจแต่ละ คนนั้นแหละเป็นความสำคัญ ความรู้การควรไม่ควรจะเกิดได้ปัญญาจะมากมี ความยากจะไม่ปรากฏ จำนวนอ่าน: 257
Powered by AkoComment Tweaked Special Edition v.1.4.6 AkoComment © Copyright 2004 by Arthur Konze - www.mamboportal.com All right reserved |