หน้าหลัก

๗. อย่าตกเป็นทาสของกิเลส PDF พิมพ์ ส่งอีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 1
แย่มากดีมาก 
พระนิพนธ์ เรื่อง ตนอันเป็นที่รักยิ่งของตน

 

๐   ความดี  เป็นเหตุให้ชื่อสกุลดำรงอยู่อย่างชื่นชมความชั่ว  เป็นเหตุให้ชื่อสกุลดำรงอยู่อย่างดูถูก
พระพุทธเจ้าทรงเป็นพยานยืนยันความจริงที่ว่า  ร่างกายของสัตว์ย่อยยับได้  แต่ชื่อและสกุลไม่ย่อยยับ
พระพุทธสรีระ  คือร่างกายของพระพุทธเจ้าย่อยยับไปนานนักแล้ว  นับเป็นเวลากว่าสองพันปี  แต่ชื่อและสกุลของพระองศ์ท่านหาได้ย่อมยับไปด้วยไม่  ยังดำรงอยู่อย่างมั่นคงตราบเท่าทุกวันนี้  พระนามของพระพุทธองศ์เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางและเป็นที่รู้จักอย่างเทิดทูนบูชาศรัทธาเลื่อมใสอย่างสูงส่ง
ทำให้น่าคิดว่า  ชื่อและสกุลที่ไม่ย่อยยับนั้น  แตกต่างกันเป็นสองลักษณะกว้างๆคือลักษณะหนึ่ง  ดำรงอยู่อย่างเป็นชื่นชมยกย่องสรรเสริญ  ความแตกต่างนั้น ทุกคนน่าจะเข้าใจว่าเป็นเพราะเหตุสำคัญ  คือความดีกับความชั่ว
ความดี  จะเป็นเหตุให้ชื่อและสกุลดำรงอยู่อย่างเป็นที่ชื่นชมยกย่อง สรรเสริญ
ความชั่ว  จะเป็นเหตุให้ชื่อและสกุลดำรงอยู่อย่างเป็นที่ดูหมิ่นดูแคลน รังเกียจเหยียดหยาม
๐   ความไม่รอบคอบในการจัดการกับกิเลส
น่าจะกล่าวได้ว่าทุกคนรักชื่อรักสกุลของตน  แต่ความไม่รอบคอบในการจัดการกับกิเลส  ทำให้คนเป็นอันมากทำลายชื่อ  ทำลายสกุลของตนเอง  ทำให้ชื่อให้สกุลของตนดำรงอยู่อย่างย่อยยับก้าชื่อและสกุลจะย่อยยับไปเสียพร้อมกับร่างกาย  ก็ย่อมจะดีกว่าคือถ้าตัวตาย  ร่างกายเปื่อยเน่าสลายไป  ชื่อและสกุลก็สลายไปพร้อมกัน  ก็จะไม่มีอะไรน่ากังวลห่วงใยนัก
แต่เมื่อไม่เป็นเช่นนั้น  ร่างกายย่อยยับแล้ว  ไม่มีเหลืออยู่แล้วแต่ชื่อและสกุลไม่ย่อยยับ  ยังเหลืออยู่  ผู้ร่วมสกุลผู้อยู่หลังยังมีอยู่  ยังร่วมรับรู้เกี่ยวกับชื่อและสกุลของเราอยู่  จนเป็นเหตุให้ชื่อและสกุลที่ดำรงอยู่เป็นที่รังเกียจเหยียดหยาม  นำความอับอายขายหน้า ความเสื่อมเสีย  มาสู่ผู้ร่วมสกุลทั้งหลายที่ร่างกายยังไม่ย่อมยับ

 ๐   อย่าตกเป็นทาสของกิเลส
จงรอบคอบในการปฏิบัติจัดการกับกิเลสทั้งปวง  ที่มีอยู่ในใจตนอย่าตกเป็นทาสของกิเลสเมื่อยังไม่สามารถหนีไกลกิเลสได้พ้นจริง  ก็ต้องเข้มแข็งประณีตในการปฏิบัติทุกอย่างให้ฉลาดเหนือกิเลส  ให้กิเลสอยู่ใต้เราไม่ใช่ให้เราอยู่ใต้กิเลส

๐   การนำกิเลสที่มีอยู่  มาใช้ให้เกิดประโยชน์
มีกิเลสอยู่ต้องใช้กิเลสให้เป็นประโยชน์  เช่นใช้กิเลสกองโลภะให้เป็นการโลภแสวงบุญกุศลคุณความดี  ใช้กิเลสกองโทสะดุว่าตำหนิติเตียนตนเองเมื่อทำไม่ชอบ  ดังนี้เป็นต้น

๐   ตราบใดที่กิเลสยังไม่ไกลจากจิตใจสิ้นเชิงตราบนั้น..ยังไม่ควรหยุดขับไล่กิเลส
แต่ที่ถูกต้องที่สุด  ควรปฏิบัติที่สุดก็คือ  พยายามขับไล่กิเลสออกพ้นใจให้เต็มสติปัญญาความสามารถ  โลภก็ตาม โกรธ ก็ตาม  หลงก็ตาม  ต้องพยายามขจัดไปให้พ้นจิตใจให้ได้  หมั่นสำรวจตรวจดูใจตนว่า  สามารถทำได้ผลเพียงใดในแต่ละวันแล้วไม่นอนใจไม่พอใจว่า  ทำให้ผลเพียงพอแล้ว  ตราบใดที่กิเลสยังไม่ไกลจากจิตใจสิ้นเชิง  ตราบนั้นยังไม่ควรหยุดขับไล่กิเลส

๐   ไม่มีโลภะ  โทสะ  โมหะของใคร เกิดจากใครอื่น  นอกจากเจ้าตัวเอง
โลภะ  โทสะ  โมหะ เกิดจากตัวเอง  ทรงมีพระพุทธดำรัสเช่นนี้เป็นสัจจะความจริงเช่นนี้  ไม่มีโลภะ  โทสะ โมหะของใคร  เกิดจากใครอื่น  นอกจากเจ้าตัวเอง  ไม่ว่ามากน้อยหนักเบา  โลภะ  โทสะ  โมหะ
เกิดจากตัวเองทั้งสิ้น  และที่จะเกิดได้ก็ด้วยอาศัยสื่อคือความคิดปรุง  ปรุงคิดอันเกิดจากอวิชชาความรู้ไม่ถูก รู้ไม่จริง

๐   ความคิดที่ไม่มีอวิชชาตัณหาเป็นพลังประกอบจะไม่ทำให้เกิดโลภะ โทสะ และโมหะได้เลย
ความโลภ  โกรธ  หลงของผู้ใด  จะเกิดก็เพราะความคิดปรุงของผู้นั้น  ความคิดปรุงที่มีอวิชชาตัณหาเป็นพลังสำคัญส่งเสริม  จึงทำให้ความโลภ  ความโกรธ  ความหลง  หรือโลภะ โทสะ โมหะเกิดได้
ความคิดปรุงที่ไม่มีอวิชชาตัณหาเป็นพลังประกอบ  จะไม่ทำให้ความโลภ ความโกรธ ความหลง  โทสะ โมหะ เกิดดังนั้น  ความคิดปรุงจึงมีสองอย่าง  อย่างหนึ่งประกอบด้วยกิเลสอย่าง อย่างหนึ่งประกอบด้วยกิเลสอย่างหนึ่งไม่ประกอบด้วยกิเลส  และแม้จะมีกิเลสเป็นพื้นอยู่ที่จิตใจ  แต่ถ้าไม่มีความคิดปรุงมากกระตุ้นให้ปรากฏตัวแล้ว  กิเลสก็จะสงบตัวอยู่เหมือนไม่มี
ความคิดปรุงอันประกอบด้วยกิเลส  ที่ทำให้โลภะ โทสะ โมหะ  แสดงตัว  ก็เป็นโลภะ โทสะ โมหะที่ใจตัวเอง  ไม่ใช่โลภะ โทสะ โมหะของใครอื่น  จึงเป็นความจริง เป็นสัจจะที่ควรพยายามให้รู้ให้เห็นตามที่พระพุทธเจ้ารับสั่งว่า  โลภะ โทสะ โมหะ เกิดจากตัวเอง

๐   โลภะ โทสะ โมหะ ย่อมเบียดเบียนผู้มีใจชั่วดุจขุยไผ่ฆ่าต้นไผ่ ฉะนั้น
พระพุทธเจ้ารับสั่งไว้ว่า  โลภะ โทสะ โมหะ เกิดจากตัวเอง  ทรงมีพระพุทธดำรัสเช่นนี้เป็นสัจจะความจริงเช่นนี้  ไม่มีโลภะ  โทสะ  โมหะเป็นของใคร  เกิดจากใครอื่น  นอกจากตัวเองทั้งสิ้น  และที่จะเกิดได้ก็ด้วยอาศัยสื่อคือความคิดปรุง  ปรุงคิดอันเกิดจากอวิชชาความรู้ไม่ถูก  รู้ไม่จริง

๐   ความคิดที่ไม่มีอวิชชาตัณหาเป็นพลังประกอบจะไม่ทำให้เกิดโลภะ โทสะ และโมหะได้เลย
ความโลภ โกรธ หลงของผู้ใด  จะเกิดก็เพราะความคิดปรุงของผู้นั้น  ความคิดปรุงที่อวิชชาตัณหาเป็นพลังสำคัญส่งเสริม จึงจะทำให้ความโลภ  ความโกรธ ความหลง  หรือโลภะ โทสะ โมหะเกิดได้
ความคิดปรุงที่ไม่มีอวิชชาตัณหาเป็นหลังประกอบ  จะไม่ทำให้ความโลภ  ความโกรธ ความหลง  หรือโลภะ โทสะ  โมหะ เกิดดังนั้น  ความคิดปรุงจึงมีสองอย่าง  อย่างหนึ่งประกอบด้วยกิเลสอย่างหนึ่งไม่ประกอบด้วยกิเลส  และแม้จะมีกิเลสเป็นพื้นที่อยู่ที่จิตใจ  แต่ถ้าไม่มีความคิดปรุงมากกระตุ้นให้ปรากฏตัวแล้ว  กิเลสก็จะสงบตัวอยู่เหมือนไม่มี
ความคิดปรุงอันประกอบด้วยกิเลส  ที่ทำให้โลภะ  โทสะ  โมหะ แสดงตัว  ก็เป็นโลภะ  โทสะ โมหะที่ใจตัวเอง  ไม่ใช่โลภะ โทสะ โมหะของใครอื่น  จึงเป็นความจริง  เป็นสัจจะที่ควรพยายามให้รู้ให้เห็นตามที่พระพุทธเจ้ารับสั่งว่า โลภะ โทสะ  โมหะ เกิดจากตัวเอง


๐   โลภะ โทสะ โมหะ ย่อมเบียดผู้มีใจชั่ว ดุจขุยไผ่ฆ่าต้นไผ่ ฉะนั้น
พระพุทธเจ้ารับสั่งว่า  โลภะ โทสะ โมหะ เกิดจากตัวเองย่อมเบียดเบียนผู้มีใจชั่ว  ดุจขุยไผ่ฆ่าต้นไผ่  ฉะนั้น
พระพุทธดำรัสนี้ชี้ชัดว่า  ทรงกล่าวถึงกิเลส  คือโลภะ โทสะ โมหะ ว่าเป็นความชั้ว  มีอยู่ที่ใจทำให้ใจชั่ว  มีอยู่ที่ใจผู้ใด  ทำให้ผู้นั้นมีใจชั่ว  ดังพระพุทธดำรัส  และขุยไผ่นั่นก็เกิดจากต้นไผ่เองทำให้ต้นไผ่ต้องตายเอง
ทรงเปรียบกิเลสคือโลภะ โทสะ  โมหะ  กับขุยไผ่  ขุยไผ่ฆ่าต้นไผ่  กิเลสคือโลภะ โทสะ โมหะ มีอยู่ที่ใจผู้ใด ย่อมฆ่าผู้นั้นทำให้ผู้นั้นเป็นผู้ตายทั้งเป็น  คือถูกฆ่าทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่
พระพุทธพจน์  หรือพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเปรียบได้ดังวิชาความรู้ที่ต้องศึกษาและสอบให้ผ่าน  ไม่เช่นนั้นก็จะบรรลุผลม่ได้  ผู้มุ่งมาบริหารจิตจึงต้องหมั่นยกสัจจะที่ตรัสสั่งสอนไว้ขึ้นพิจารณา เหมือนท่องบนวิชาทั่วไปทั้งหลายจนเกิดเป็นความรู้ความเข้าใจของตนเอง  เป็นผลที่ตนเองได้รับได้เสวยตามควรแก่ความพากเพียรศึกษาปฏิบัติ  จนเป็นความรู้ความเข้าใจจริง

๐   พระพุทธองศ์  ผุ้มีมหากรุณาอย่างหาที่เปรียบมิได้
พระพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย  นับว่าเป็นผู้มีบุญ  เป็นผู้ได้เปรียบเพราะมีพระพุทธเจ้าผู้ทรงตรัสรู้  คือทรงรู้แจ้งโลก  ทรงรู้แจ้งทุกสิ่งทุกอย่าง  และทรงรู้อย่างถูกต้อง  ไม่ใช่ทรงรู้ผืดอันเป็นอวิชชา
พระพุทธเจ้าไม่ทรงเพียงรู้แจ้งโลกอย่างถูกแท้เท่านั้น  แต่ทรงมีพระมหากรุณาอย่างหาที่เปรียบมิได้ต่อโลก  มิใช่ต่อผู้หนึ่งผู้ใดเท่านั้นด้วย  ดังนั้นจึงทรงแสดงความรู้ที่ทรงตรัสรู้อย่างเปิดเผยไม่ปกปิด  เพื่อให้ผู้ยอมเชื่อฟังได้รับประโยชน์ นำไปปฏิบัติพาตนให้ดำเนินไปตามทางที่ทรงดำเนินถึงความพ้นทุกข์อย่างสิ้นเชิงแล้ว

๐   วิธีบริหารจิตโดยตรง  ให้ท่างไกลจากกิเลส
อันความคิดและสติปัญญาของบุถุชนเรา  แตกต่างจากของพระพุทธเจ้าอย่างหาคำอธิบายให้ถูกไม่ได้  ดังนั้นจึงมีความตรงกันข้ามอยู่ในแทบทุกเรื่อง  ที่เป็นความตรัสรู้  และที่เป็นความคิดเห็นของบุถุชนทั้งหลาย  เป็นต้น  ในความสุขและความทุกข์ที่เราเข้าใจว่าเป็นสุขก็ทรงแสดงว่าเป็นทุกข์  ที่เราเข้าใจว่าน่าใคร่ปรารถนาพอใจ  ก็ทรงแสดงว่าไม่น่าใคร่ไม่น่าปรารถนาพอใจ  และที่เราเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่จะนำให้เกิดความสุข  ก็ทรงแสดงว่าเป็นสิ่งที่จะนำให้เกิดความทุกข์ ดังนี้เป็นต้น
จึงสมควรที่จะใช้วิธีบริหารจิตโดยตรง  คือ โดยยอมเชื่อว่าไม่ว่าในเรื่องใดสิ่งใดทั้งนั้น  ถ้าความคิดความเห็นของเราผิดจากพระพุทธเจ้าแล้ว  เราเป็นฝ่ายผิด  ต้องแก้ไขให้ถูกต้องตามของพระพุทธเจ้าให้เต็มสติปัญญาความสามารถ


 ๐   การดำรงชีวิตของคน เปรียบได้กับการเดินทาง
เปรียบชีวิตก็เหมือนทาง  การดำรงชีวิตอยู่ของแต่ละคนก๋เปรียบดังการเดินทางนั่นเอง  แตกต่งกันเพียงว่าบางคนเดินอยู่บนทางที่สว่าง  บางคนเดินอยู่บนทางที่มืด
พระพุทธองศืทรงประกาศว่า  ทรงชูประทีปขึ้นส่องทาง  ก็แสดงว่าทางของพระพุทธองศ์เป็นทางที่สว่าง  คือตามที่พระพุทธองศ์ทรงแสดงไว้ชัดแจ้งว่า  เป็นทางที่ถูกแท้  อันจักนำไปถึงจุดมุ่งหมายได้โดยสวัสดี  ไม่พาไปตกหลุมตกเหวเป็นเหยื่อของสัตว์ร้ายเสียก่อน

๐   กิเลสเปรียบเหมือนสัตว์ร้ายหรือห้วงเหวที่มีอยู่เต็มทางแห่งชีวิตของทุกคน
ความโลภ ความโกรธ ความหลงนั้น  เปรียบได้กับสัตว์ร้าย หรือห้วงเหวที่มีอยู่เต็มทางแห่งชีวิตของทุกคน
ถ้าเราเดินไปตามที่มีประทีปส่องสว่างคือทางที่มีคำสั่งสอนของพระพุทธองศ์ประกอบบอกอยู่ตลอดเวลาว่านั่นคือสัตว์ร้ายให้หลีกเลี่ยงด้วยการทำเช่นนั้นเช่นนี้  หรือนั่นคือเหว  ให้หลีกให้พ้นด้วยการเลี่ยงไปทางนั้นทางนี้  เหล่านี้เป็นต้น
พระพุทธเจ้า  จึงควรใช้ศรัทธาให้ถูกต้องเต็มกำลังความสามารถอย่าท้อแท้  ลังเล  ทรงสอนให้หลีกเลี่ยงอะไรควรตั้งใจปฏิบัติตามทรงสอนให้ทำอย่างไร  ควรตั้งใจทำอย่างนั้น ที่แน่นอนที่สุดคือทรงสอนให้ไม่ทำบาป ไม่ทำความชั่วทั้งปวง  ให้ทำบุญทำกุศลทำคุณงามความดีทุกอย่าง  และทำใจให้ผ่องใส  คือไม่ให้ขุ่นมัวมืดมิดด้วยอำนาจของกิเลสคือโลภ  โกรธ หลง
เมื่อมุ่งมาบริหารจิต  ก็ต้องถือว่าเดินอยู่บนทางที่ทรงชูประทีปให้เห็นแสงสว่างชัดเจน  เป็นแสงส่องทาง  หรือแสงส่องใจนั่นเอง

๐   ถ้าต้องการมีความสุข  ต้องกำจัดกิเลสของตนเอง
ความทุกข์ทั้งหลายเกิดจากกิเลส  โลภะหรือราคะบ้าง  โทสะบ้าง โมหะบ้าง  ถ้าต้องการมีความสุข  ก็ต้องกำจัดกิเลส  กิเลสของตัวเอง กิเลสที่ใจตนเอง  ไม่ใช่ไปตั้งหน้าจะกำจัดกิเลสของผู้อื่นเรื่องการกำจัดกิเลสนั้น  จะได้ผลก็ต่อเมื่อเป็นการกำจัดกิเลสตนเอง  คือกิเลสของผู้ใด  ผู้นั้นต้องกำจัด  จะได้ผลยากมากหรือ
ไม่ได้ผลเลย  ถ้ามุ่งไปกำจัดกิเลสผู้อื่น
เรื่องนี้สำคัญ  ควรรำลึกไว้และปฏิบัติให้ถูก  กำจัดความโลภ  ความโกรธ  ความหลงที่ใจตน  จึงจะเกิดผล  กำจัดความโลภ  ความโกรธ  ความหลงของผู้อื่นได้ผลยาก  และอาจไม่ได้ผลเลย  ผู้มีปัญญาจึงมุ่งดูกิเลสของตน  และจำกัดกิเลสของตนเท่านั้น ผู้ใดมุ่งกำจัดกิเลสของตนได้เพียงไหน  จักมีความสุขเพียงนั้นนี้เป็นความจริงแท้


๐   เมื่อเห็นกิเลสในใจตน  ก็จะเห็นความสุขความทุกข์ในใจตนเองได้ด้วย
พึงเพ่งดูใจตนเอง  ให้เห็นกิเลสที่ใจตนเอง  ขณะเดียวกันจะสามารถเห็นความสุขความทุกข์ในใจตนเองได้ด้วย
สำคัญอยู่ที่ว่าต้องใช้สติปัญญาให้ดี  ให้ถูก  ให้เห็นหน้าตาของกิเลสที่ใจตนเองให้ได้
อย่าเห็นกิเลสที่ใจตน  แล้วหลงเข้าใจผิดว่าเป็นกิเลสของผู้อื่นมุ่งไปแก้ที่ผู้อื่น  เช่นนี้จักไม่มีวันได้พบความสุข  เพราะจักไม่ได้เวลาที่กิเลสที่ใจตนถูกกำจัดให้ลดน้อยลง  ความทุกข์จึงย่อมไม่หมดไป  เพราะความทุกข์ทั้งหลายเกิดจากกิเลส

๐   บันไดขั้นต้นของการทำกิเลสให้หมดจด คือการไม่ทาปทั้งปวง  และทำกุศลให้ถึงพร้อม
กล่าวได้แน่นอนว่า  ไม่มีทางใดจะพาให้ถึงความพ้นทุกข์อย่างสิ้นเชิงได้ นอกจากทางที่ดำเนินไปสุ่ความหมดจดผ่องแผ้วของจิตใจเท่านั้น
หมดจดจากอะไร  แม้มีปัญหานี้ขึ้นก็ตอบได้ว่า  หมดจดจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง  บันไดขั้นต้นของการทำกิเลสให้หมดจดก็คือการไม่ทำบาปทั้งปวงและทำกุศลให้ถึงพร้อมนั่นเอง

๐   จิตผ่องใสพ้นจากกิเลสสิ้งเชิงเมื่อไรก็ แสดงว่าพ้นทุกข์แล้วอย่างสิ้นเชิง เมื่อนั้น
บันไดขั้นสุดท้ายคือการชำระจิตใจให้ผ่องใส่ จิตใจผ่องใสเมื่อไร  ก็แสดงว่าไกลจากกิเลสแล้วเมื่อนั้น จิตผ่องใสน้อยก็แสดงว่าพ้นทุกข์แล้วอย่างสิ้นเชิงเมื่อนั้น  นี่แหละพระปัญญาคุณของพระพุทธเจ้า หาผู้ใดเล่าเปรียบเหมือน

๐   เมื่อมีความโกรธเกิดขึ้น  จิตใจยิ่งมืดมัว
อันความโกรธเป็นความมืด  มีคำเปรียบว่าโกรธจนหน้ามืด หน้ามืดหรือตามืดก็หมายความว่าแลไม่เห็น  หรือเห็นไม่ชัด  เห็นไม่ถูกต้องตามเป็นจริง
       ตามืดหรือตาบอดไม่ดีอย่างไร  ความืดที่เกิดจากความโกรธไม่ดียิ่งไปกว่านั้นอย่างประมาณไม่ได้             ความมืดที่เกิดจากความโกรธจะปรากฏครอบคลุมใจก่อให้เกิดความทุกข์  เหมือนผู้ที่เคยตาดีแล้วหลับตาบอด  จะต้องเป็นทุกข์หนักยิ่งกว่าผู้ที่ตาบอดแต่กำเนิด

๐   พิจารณาจิตใจให้รอบคอบ ให้เห็นจริง ขณะที่ความโกรธยังไม่เกิด และขณะที่เกิดขึ้น
      จึงควรพิจารณาให้รอบคอบ  ให้เห็นจริง  ว่าเมื่อโกรธยังไม่เกิด  กับเมื่อความโกรธเกิดขึ้น  ใจของ ตนเองแตกต่งกันอย่างไรเมื่อความโกรธเกิดขึ้น  ใจตนมืดมัวจริงหรือไม่  ความมืดมัวของใจนั้น  กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ  ความโง่หรือความไม่มีปัญญาของใจ
ความโกรธรุนแรงเพียงไร  ความืดของใจก็จะมากเพียงนั้น  มืดสนิทเพียงนั้น  ขาดปัญญาเพียงนั้น
ที่ว่าขาดปัญญานั้นก็เช่นเมื่อความโกรธเกิดขึ้นรุนแรง  ใจมืดสนิทปัญญาดับ  เห็นอะไรก็จะไม่ถูก รู้อะไรก็จะไม่ถูก  ความเห็นไม่ถูกรู้ไม่ถูกนี้แหละ  จะนำให้เกิดความผิดพลาดอีกมากมายหลายอย่าง  เป็นความผิดพลาดที่มักจะกล่าวกันว่าไม่น่าทำ  หรือทำโง่ๆนั่นเอง

 


จำนวนอ่าน: 212

Be first to comment this article
RSS comments

แสดงความคิดเห็น
  • 1. กรุณาใช้ถ้อยคำที่สุภาพ.
  • 2. e-mail ถ้าไม่มี ก็ปล่อยว่างไว้
ชื่อ *:
E-mail
BBCode:Web AddressEmail AddressLoad Image from WebBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ข้อความ *:



ใส่รหัสตัวเลข(ก่อนส่ง)*:* Code

Powered by AkoComment Tweaked Special Edition v.1.4.6
AkoComment © Copyright 2004 by Arthur Konze - www.mamboportal.com
All right reserved

 
< ก่อนหน้า   บทความถัดไป >
Advertisement

www.dhammajak.net
ธรรมจักร :: เว็บธรรมะออนไลน์