|
๐ ความดี เป็นเหตุให้ชื่อสกุลดำรงอยู่อย่างชื่นชมความชั่ว เป็นเหตุให้ชื่อสกุลดำรงอยู่อย่างดูถูก พระพุทธเจ้าทรงเป็นพยานยืนยันความจริงที่ว่า ร่างกายของสัตว์ย่อยยับได้ แต่ชื่อและสกุลไม่ย่อยยับ พระพุทธสรีระ คือร่างกายของพระพุทธเจ้าย่อยยับไปนานนักแล้ว นับเป็นเวลากว่าสองพันปี แต่ชื่อและสกุลของพระองศ์ท่านหาได้ย่อมยับไปด้วยไม่ ยังดำรงอยู่อย่างมั่นคงตราบเท่าทุกวันนี้ พระนามของพระพุทธองศ์เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางและเป็นที่รู้จักอย่างเทิดทูนบูชาศรัทธาเลื่อมใสอย่างสูงส่ง ทำให้น่าคิดว่า ชื่อและสกุลที่ไม่ย่อยยับนั้น แตกต่างกันเป็นสองลักษณะกว้างๆคือลักษณะหนึ่ง ดำรงอยู่อย่างเป็นชื่นชมยกย่องสรรเสริญ ความแตกต่างนั้น ทุกคนน่าจะเข้าใจว่าเป็นเพราะเหตุสำคัญ คือความดีกับความชั่ว ความดี จะเป็นเหตุให้ชื่อและสกุลดำรงอยู่อย่างเป็นที่ชื่นชมยกย่อง สรรเสริญ ความชั่ว จะเป็นเหตุให้ชื่อและสกุลดำรงอยู่อย่างเป็นที่ดูหมิ่นดูแคลน รังเกียจเหยียดหยาม ๐ ความไม่รอบคอบในการจัดการกับกิเลส น่าจะกล่าวได้ว่าทุกคนรักชื่อรักสกุลของตน แต่ความไม่รอบคอบในการจัดการกับกิเลส ทำให้คนเป็นอันมากทำลายชื่อ ทำลายสกุลของตนเอง ทำให้ชื่อให้สกุลของตนดำรงอยู่อย่างย่อยยับก้าชื่อและสกุลจะย่อยยับไปเสียพร้อมกับร่างกาย ก็ย่อมจะดีกว่าคือถ้าตัวตาย ร่างกายเปื่อยเน่าสลายไป ชื่อและสกุลก็สลายไปพร้อมกัน ก็จะไม่มีอะไรน่ากังวลห่วงใยนัก แต่เมื่อไม่เป็นเช่นนั้น ร่างกายย่อยยับแล้ว ไม่มีเหลืออยู่แล้วแต่ชื่อและสกุลไม่ย่อยยับ ยังเหลืออยู่ ผู้ร่วมสกุลผู้อยู่หลังยังมีอยู่ ยังร่วมรับรู้เกี่ยวกับชื่อและสกุลของเราอยู่ จนเป็นเหตุให้ชื่อและสกุลที่ดำรงอยู่เป็นที่รังเกียจเหยียดหยาม นำความอับอายขายหน้า ความเสื่อมเสีย มาสู่ผู้ร่วมสกุลทั้งหลายที่ร่างกายยังไม่ย่อมยับ ๐ อย่าตกเป็นทาสของกิเลส จงรอบคอบในการปฏิบัติจัดการกับกิเลสทั้งปวง ที่มีอยู่ในใจตนอย่าตกเป็นทาสของกิเลสเมื่อยังไม่สามารถหนีไกลกิเลสได้พ้นจริง ก็ต้องเข้มแข็งประณีตในการปฏิบัติทุกอย่างให้ฉลาดเหนือกิเลส ให้กิเลสอยู่ใต้เราไม่ใช่ให้เราอยู่ใต้กิเลส ๐ การนำกิเลสที่มีอยู่ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ มีกิเลสอยู่ต้องใช้กิเลสให้เป็นประโยชน์ เช่นใช้กิเลสกองโลภะให้เป็นการโลภแสวงบุญกุศลคุณความดี ใช้กิเลสกองโทสะดุว่าตำหนิติเตียนตนเองเมื่อทำไม่ชอบ ดังนี้เป็นต้น ๐ ตราบใดที่กิเลสยังไม่ไกลจากจิตใจสิ้นเชิงตราบนั้น..ยังไม่ควรหยุดขับไล่กิเลส แต่ที่ถูกต้องที่สุด ควรปฏิบัติที่สุดก็คือ พยายามขับไล่กิเลสออกพ้นใจให้เต็มสติปัญญาความสามารถ โลภก็ตาม โกรธ ก็ตาม หลงก็ตาม ต้องพยายามขจัดไปให้พ้นจิตใจให้ได้ หมั่นสำรวจตรวจดูใจตนว่า สามารถทำได้ผลเพียงใดในแต่ละวันแล้วไม่นอนใจไม่พอใจว่า ทำให้ผลเพียงพอแล้ว ตราบใดที่กิเลสยังไม่ไกลจากจิตใจสิ้นเชิง ตราบนั้นยังไม่ควรหยุดขับไล่กิเลส ๐ ไม่มีโลภะ โทสะ โมหะของใคร เกิดจากใครอื่น นอกจากเจ้าตัวเอง โลภะ โทสะ โมหะ เกิดจากตัวเอง ทรงมีพระพุทธดำรัสเช่นนี้เป็นสัจจะความจริงเช่นนี้ ไม่มีโลภะ โทสะ โมหะของใคร เกิดจากใครอื่น นอกจากเจ้าตัวเอง ไม่ว่ามากน้อยหนักเบา โลภะ โทสะ โมหะ เกิดจากตัวเองทั้งสิ้น และที่จะเกิดได้ก็ด้วยอาศัยสื่อคือความคิดปรุง ปรุงคิดอันเกิดจากอวิชชาความรู้ไม่ถูก รู้ไม่จริง ๐ ความคิดที่ไม่มีอวิชชาตัณหาเป็นพลังประกอบจะไม่ทำให้เกิดโลภะ โทสะ และโมหะได้เลย ความโลภ โกรธ หลงของผู้ใด จะเกิดก็เพราะความคิดปรุงของผู้นั้น ความคิดปรุงที่มีอวิชชาตัณหาเป็นพลังสำคัญส่งเสริม จึงทำให้ความโลภ ความโกรธ ความหลง หรือโลภะ โทสะ โมหะเกิดได้ ความคิดปรุงที่ไม่มีอวิชชาตัณหาเป็นพลังประกอบ จะไม่ทำให้ความโลภ ความโกรธ ความหลง โทสะ โมหะ เกิดดังนั้น ความคิดปรุงจึงมีสองอย่าง อย่างหนึ่งประกอบด้วยกิเลสอย่าง อย่างหนึ่งประกอบด้วยกิเลสอย่างหนึ่งไม่ประกอบด้วยกิเลส และแม้จะมีกิเลสเป็นพื้นอยู่ที่จิตใจ แต่ถ้าไม่มีความคิดปรุงมากกระตุ้นให้ปรากฏตัวแล้ว กิเลสก็จะสงบตัวอยู่เหมือนไม่มี ความคิดปรุงอันประกอบด้วยกิเลส ที่ทำให้โลภะ โทสะ โมหะ แสดงตัว ก็เป็นโลภะ โทสะ โมหะที่ใจตัวเอง ไม่ใช่โลภะ โทสะ โมหะของใครอื่น จึงเป็นความจริง เป็นสัจจะที่ควรพยายามให้รู้ให้เห็นตามที่พระพุทธเจ้ารับสั่งว่า โลภะ โทสะ โมหะ เกิดจากตัวเอง ๐ โลภะ โทสะ โมหะ ย่อมเบียดเบียนผู้มีใจชั่วดุจขุยไผ่ฆ่าต้นไผ่ ฉะนั้น พระพุทธเจ้ารับสั่งไว้ว่า โลภะ โทสะ โมหะ เกิดจากตัวเอง ทรงมีพระพุทธดำรัสเช่นนี้เป็นสัจจะความจริงเช่นนี้ ไม่มีโลภะ โทสะ โมหะเป็นของใคร เกิดจากใครอื่น นอกจากตัวเองทั้งสิ้น และที่จะเกิดได้ก็ด้วยอาศัยสื่อคือความคิดปรุง ปรุงคิดอันเกิดจากอวิชชาความรู้ไม่ถูก รู้ไม่จริง ๐ ความคิดที่ไม่มีอวิชชาตัณหาเป็นพลังประกอบจะไม่ทำให้เกิดโลภะ โทสะ และโมหะได้เลย ความโลภ โกรธ หลงของผู้ใด จะเกิดก็เพราะความคิดปรุงของผู้นั้น ความคิดปรุงที่อวิชชาตัณหาเป็นพลังสำคัญส่งเสริม จึงจะทำให้ความโลภ ความโกรธ ความหลง หรือโลภะ โทสะ โมหะเกิดได้ ความคิดปรุงที่ไม่มีอวิชชาตัณหาเป็นหลังประกอบ จะไม่ทำให้ความโลภ ความโกรธ ความหลง หรือโลภะ โทสะ โมหะ เกิดดังนั้น ความคิดปรุงจึงมีสองอย่าง อย่างหนึ่งประกอบด้วยกิเลสอย่างหนึ่งไม่ประกอบด้วยกิเลส และแม้จะมีกิเลสเป็นพื้นที่อยู่ที่จิตใจ แต่ถ้าไม่มีความคิดปรุงมากกระตุ้นให้ปรากฏตัวแล้ว กิเลสก็จะสงบตัวอยู่เหมือนไม่มี ความคิดปรุงอันประกอบด้วยกิเลส ที่ทำให้โลภะ โทสะ โมหะ แสดงตัว ก็เป็นโลภะ โทสะ โมหะที่ใจตัวเอง ไม่ใช่โลภะ โทสะ โมหะของใครอื่น จึงเป็นความจริง เป็นสัจจะที่ควรพยายามให้รู้ให้เห็นตามที่พระพุทธเจ้ารับสั่งว่า โลภะ โทสะ โมหะ เกิดจากตัวเอง ๐ โลภะ โทสะ โมหะ ย่อมเบียดผู้มีใจชั่ว ดุจขุยไผ่ฆ่าต้นไผ่ ฉะนั้น พระพุทธเจ้ารับสั่งว่า โลภะ โทสะ โมหะ เกิดจากตัวเองย่อมเบียดเบียนผู้มีใจชั่ว ดุจขุยไผ่ฆ่าต้นไผ่ ฉะนั้น พระพุทธดำรัสนี้ชี้ชัดว่า ทรงกล่าวถึงกิเลส คือโลภะ โทสะ โมหะ ว่าเป็นความชั้ว มีอยู่ที่ใจทำให้ใจชั่ว มีอยู่ที่ใจผู้ใด ทำให้ผู้นั้นมีใจชั่ว ดังพระพุทธดำรัส และขุยไผ่นั่นก็เกิดจากต้นไผ่เองทำให้ต้นไผ่ต้องตายเอง ทรงเปรียบกิเลสคือโลภะ โทสะ โมหะ กับขุยไผ่ ขุยไผ่ฆ่าต้นไผ่ กิเลสคือโลภะ โทสะ โมหะ มีอยู่ที่ใจผู้ใด ย่อมฆ่าผู้นั้นทำให้ผู้นั้นเป็นผู้ตายทั้งเป็น คือถูกฆ่าทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ พระพุทธพจน์ หรือพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเปรียบได้ดังวิชาความรู้ที่ต้องศึกษาและสอบให้ผ่าน ไม่เช่นนั้นก็จะบรรลุผลม่ได้ ผู้มุ่งมาบริหารจิตจึงต้องหมั่นยกสัจจะที่ตรัสสั่งสอนไว้ขึ้นพิจารณา เหมือนท่องบนวิชาทั่วไปทั้งหลายจนเกิดเป็นความรู้ความเข้าใจของตนเอง เป็นผลที่ตนเองได้รับได้เสวยตามควรแก่ความพากเพียรศึกษาปฏิบัติ จนเป็นความรู้ความเข้าใจจริง
๐ พระพุทธองศ์ ผุ้มีมหากรุณาอย่างหาที่เปรียบมิได้ พระพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย นับว่าเป็นผู้มีบุญ เป็นผู้ได้เปรียบเพราะมีพระพุทธเจ้าผู้ทรงตรัสรู้ คือทรงรู้แจ้งโลก ทรงรู้แจ้งทุกสิ่งทุกอย่าง และทรงรู้อย่างถูกต้อง ไม่ใช่ทรงรู้ผืดอันเป็นอวิชชา พระพุทธเจ้าไม่ทรงเพียงรู้แจ้งโลกอย่างถูกแท้เท่านั้น แต่ทรงมีพระมหากรุณาอย่างหาที่เปรียบมิได้ต่อโลก มิใช่ต่อผู้หนึ่งผู้ใดเท่านั้นด้วย ดังนั้นจึงทรงแสดงความรู้ที่ทรงตรัสรู้อย่างเปิดเผยไม่ปกปิด เพื่อให้ผู้ยอมเชื่อฟังได้รับประโยชน์ นำไปปฏิบัติพาตนให้ดำเนินไปตามทางที่ทรงดำเนินถึงความพ้นทุกข์อย่างสิ้นเชิงแล้ว ๐ วิธีบริหารจิตโดยตรง ให้ท่างไกลจากกิเลส อันความคิดและสติปัญญาของบุถุชนเรา แตกต่างจากของพระพุทธเจ้าอย่างหาคำอธิบายให้ถูกไม่ได้ ดังนั้นจึงมีความตรงกันข้ามอยู่ในแทบทุกเรื่อง ที่เป็นความตรัสรู้ และที่เป็นความคิดเห็นของบุถุชนทั้งหลาย เป็นต้น ในความสุขและความทุกข์ที่เราเข้าใจว่าเป็นสุขก็ทรงแสดงว่าเป็นทุกข์ ที่เราเข้าใจว่าน่าใคร่ปรารถนาพอใจ ก็ทรงแสดงว่าไม่น่าใคร่ไม่น่าปรารถนาพอใจ และที่เราเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่จะนำให้เกิดความสุข ก็ทรงแสดงว่าเป็นสิ่งที่จะนำให้เกิดความทุกข์ ดังนี้เป็นต้น จึงสมควรที่จะใช้วิธีบริหารจิตโดยตรง คือ โดยยอมเชื่อว่าไม่ว่าในเรื่องใดสิ่งใดทั้งนั้น ถ้าความคิดความเห็นของเราผิดจากพระพุทธเจ้าแล้ว เราเป็นฝ่ายผิด ต้องแก้ไขให้ถูกต้องตามของพระพุทธเจ้าให้เต็มสติปัญญาความสามารถ ๐ การดำรงชีวิตของคน เปรียบได้กับการเดินทาง เปรียบชีวิตก็เหมือนทาง การดำรงชีวิตอยู่ของแต่ละคนก๋เปรียบดังการเดินทางนั่นเอง แตกต่งกันเพียงว่าบางคนเดินอยู่บนทางที่สว่าง บางคนเดินอยู่บนทางที่มืด พระพุทธองศืทรงประกาศว่า ทรงชูประทีปขึ้นส่องทาง ก็แสดงว่าทางของพระพุทธองศ์เป็นทางที่สว่าง คือตามที่พระพุทธองศ์ทรงแสดงไว้ชัดแจ้งว่า เป็นทางที่ถูกแท้ อันจักนำไปถึงจุดมุ่งหมายได้โดยสวัสดี ไม่พาไปตกหลุมตกเหวเป็นเหยื่อของสัตว์ร้ายเสียก่อน
๐ กิเลสเปรียบเหมือนสัตว์ร้ายหรือห้วงเหวที่มีอยู่เต็มทางแห่งชีวิตของทุกคน ความโลภ ความโกรธ ความหลงนั้น เปรียบได้กับสัตว์ร้าย หรือห้วงเหวที่มีอยู่เต็มทางแห่งชีวิตของทุกคน ถ้าเราเดินไปตามที่มีประทีปส่องสว่างคือทางที่มีคำสั่งสอนของพระพุทธองศ์ประกอบบอกอยู่ตลอดเวลาว่านั่นคือสัตว์ร้ายให้หลีกเลี่ยงด้วยการทำเช่นนั้นเช่นนี้ หรือนั่นคือเหว ให้หลีกให้พ้นด้วยการเลี่ยงไปทางนั้นทางนี้ เหล่านี้เป็นต้น พระพุทธเจ้า จึงควรใช้ศรัทธาให้ถูกต้องเต็มกำลังความสามารถอย่าท้อแท้ ลังเล ทรงสอนให้หลีกเลี่ยงอะไรควรตั้งใจปฏิบัติตามทรงสอนให้ทำอย่างไร ควรตั้งใจทำอย่างนั้น ที่แน่นอนที่สุดคือทรงสอนให้ไม่ทำบาป ไม่ทำความชั่วทั้งปวง ให้ทำบุญทำกุศลทำคุณงามความดีทุกอย่าง และทำใจให้ผ่องใส คือไม่ให้ขุ่นมัวมืดมิดด้วยอำนาจของกิเลสคือโลภ โกรธ หลง เมื่อมุ่งมาบริหารจิต ก็ต้องถือว่าเดินอยู่บนทางที่ทรงชูประทีปให้เห็นแสงสว่างชัดเจน เป็นแสงส่องทาง หรือแสงส่องใจนั่นเอง ๐ ถ้าต้องการมีความสุข ต้องกำจัดกิเลสของตนเอง ความทุกข์ทั้งหลายเกิดจากกิเลส โลภะหรือราคะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง ถ้าต้องการมีความสุข ก็ต้องกำจัดกิเลส กิเลสของตัวเอง กิเลสที่ใจตนเอง ไม่ใช่ไปตั้งหน้าจะกำจัดกิเลสของผู้อื่นเรื่องการกำจัดกิเลสนั้น จะได้ผลก็ต่อเมื่อเป็นการกำจัดกิเลสตนเอง คือกิเลสของผู้ใด ผู้นั้นต้องกำจัด จะได้ผลยากมากหรือ ไม่ได้ผลเลย ถ้ามุ่งไปกำจัดกิเลสผู้อื่น เรื่องนี้สำคัญ ควรรำลึกไว้และปฏิบัติให้ถูก กำจัดความโลภ ความโกรธ ความหลงที่ใจตน จึงจะเกิดผล กำจัดความโลภ ความโกรธ ความหลงของผู้อื่นได้ผลยาก และอาจไม่ได้ผลเลย ผู้มีปัญญาจึงมุ่งดูกิเลสของตน และจำกัดกิเลสของตนเท่านั้น ผู้ใดมุ่งกำจัดกิเลสของตนได้เพียงไหน จักมีความสุขเพียงนั้นนี้เป็นความจริงแท้ ๐ เมื่อเห็นกิเลสในใจตน ก็จะเห็นความสุขความทุกข์ในใจตนเองได้ด้วย พึงเพ่งดูใจตนเอง ให้เห็นกิเลสที่ใจตนเอง ขณะเดียวกันจะสามารถเห็นความสุขความทุกข์ในใจตนเองได้ด้วย สำคัญอยู่ที่ว่าต้องใช้สติปัญญาให้ดี ให้ถูก ให้เห็นหน้าตาของกิเลสที่ใจตนเองให้ได้ อย่าเห็นกิเลสที่ใจตน แล้วหลงเข้าใจผิดว่าเป็นกิเลสของผู้อื่นมุ่งไปแก้ที่ผู้อื่น เช่นนี้จักไม่มีวันได้พบความสุข เพราะจักไม่ได้เวลาที่กิเลสที่ใจตนถูกกำจัดให้ลดน้อยลง ความทุกข์จึงย่อมไม่หมดไป เพราะความทุกข์ทั้งหลายเกิดจากกิเลส
๐ บันไดขั้นต้นของการทำกิเลสให้หมดจด คือการไม่ทาปทั้งปวง และทำกุศลให้ถึงพร้อม กล่าวได้แน่นอนว่า ไม่มีทางใดจะพาให้ถึงความพ้นทุกข์อย่างสิ้นเชิงได้ นอกจากทางที่ดำเนินไปสุ่ความหมดจดผ่องแผ้วของจิตใจเท่านั้น หมดจดจากอะไร แม้มีปัญหานี้ขึ้นก็ตอบได้ว่า หมดจดจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง บันไดขั้นต้นของการทำกิเลสให้หมดจดก็คือการไม่ทำบาปทั้งปวงและทำกุศลให้ถึงพร้อมนั่นเอง ๐ จิตผ่องใสพ้นจากกิเลสสิ้งเชิงเมื่อไรก็ แสดงว่าพ้นทุกข์แล้วอย่างสิ้นเชิง เมื่อนั้น บันไดขั้นสุดท้ายคือการชำระจิตใจให้ผ่องใส่ จิตใจผ่องใสเมื่อไร ก็แสดงว่าไกลจากกิเลสแล้วเมื่อนั้น จิตผ่องใสน้อยก็แสดงว่าพ้นทุกข์แล้วอย่างสิ้นเชิงเมื่อนั้น นี่แหละพระปัญญาคุณของพระพุทธเจ้า หาผู้ใดเล่าเปรียบเหมือน ๐ เมื่อมีความโกรธเกิดขึ้น จิตใจยิ่งมืดมัว อันความโกรธเป็นความมืด มีคำเปรียบว่าโกรธจนหน้ามืด หน้ามืดหรือตามืดก็หมายความว่าแลไม่เห็น หรือเห็นไม่ชัด เห็นไม่ถูกต้องตามเป็นจริง ตามืดหรือตาบอดไม่ดีอย่างไร ความืดที่เกิดจากความโกรธไม่ดียิ่งไปกว่านั้นอย่างประมาณไม่ได้ ความมืดที่เกิดจากความโกรธจะปรากฏครอบคลุมใจก่อให้เกิดความทุกข์ เหมือนผู้ที่เคยตาดีแล้วหลับตาบอด จะต้องเป็นทุกข์หนักยิ่งกว่าผู้ที่ตาบอดแต่กำเนิด ๐ พิจารณาจิตใจให้รอบคอบ ให้เห็นจริง ขณะที่ความโกรธยังไม่เกิด และขณะที่เกิดขึ้น จึงควรพิจารณาให้รอบคอบ ให้เห็นจริง ว่าเมื่อโกรธยังไม่เกิด กับเมื่อความโกรธเกิดขึ้น ใจของ ตนเองแตกต่งกันอย่างไรเมื่อความโกรธเกิดขึ้น ใจตนมืดมัวจริงหรือไม่ ความมืดมัวของใจนั้น กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความโง่หรือความไม่มีปัญญาของใจ ความโกรธรุนแรงเพียงไร ความืดของใจก็จะมากเพียงนั้น มืดสนิทเพียงนั้น ขาดปัญญาเพียงนั้น ที่ว่าขาดปัญญานั้นก็เช่นเมื่อความโกรธเกิดขึ้นรุนแรง ใจมืดสนิทปัญญาดับ เห็นอะไรก็จะไม่ถูก รู้อะไรก็จะไม่ถูก ความเห็นไม่ถูกรู้ไม่ถูกนี้แหละ จะนำให้เกิดความผิดพลาดอีกมากมายหลายอย่าง เป็นความผิดพลาดที่มักจะกล่าวกันว่าไม่น่าทำ หรือทำโง่ๆนั่นเอง จำนวนอ่าน: 212
Powered by AkoComment Tweaked Special Edition v.1.4.6 AkoComment © Copyright 2004 by Arthur Konze - www.mamboportal.com All right reserved |