Skip to content

Narrow screen resolution Wide screen resolution Increase font size Decrease font size Default font size default color green color orange color
หน้าหลัก arrow หนังสือธรรมะ arrow book_amara arrow ถาม-ตอบ เรื่องความรัก (อมรา มลิลา)

PDF พิมพ์ ส่งอีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 3
แย่มากดีมาก 
พญ.อมรา มลิลา
สารบัญบทความ
ถาม-ตอบ เรื่องความรัก (อมรา มลิลา)
หน้า 2

Image

 

ถาม : พ่อแม่รักลูกทุกคนจริงหรือเปล่า

ตอบ : จริงค่ะ แต่จริงในแง่ของครูนะ นิ้วของเรา 5 นิ้วเท่ากันไหม ไม่เท่า ถ้าครูถามคุณว่า รักนิ้วไหนมากที่สุด เอ…นิ้วก้อยดูจะไม่ได้เรื่องกว่าเพื่อน งั้นขอสับนิ้วก้อยทิ้งเถอะ ตัวก็เล็กนิดเดียว ไม่เห็นจะน่าดูตรงไหนเลยนะ ไม่มีใครยอมให้ครูสับทิ้งแน่ ขืนครูรุ่มร่ามเข้าไปใกล้ เจ้าของนิ้วอาจจะชกครูกระเด็นไปเลยก็ได้ เพราะฉะนั้น ที่ครูบอกว่า พ่อแม่ทุกคนรักลูกแต่ละคนเท่ากันนั้น ดูเผินๆ ก็ทำนองเดียวกับนิ้ว 4 นิ้วที่ไม่เท่ากัน ถ้าดูไม่เป็นก็เหมือนกับพ่อแม่ลำเอียง แต่ความจริงท่านรักเท่าเทียมกันหมดทุกคนแหละ ถ้าเรามีตาทิพย์มีหูทิพย์เข้าไปเห็นไปได้ยินในใจของท่านได้

ครูเคยเจอะเจอแม่คนหนึ่ง ถ้าลูกคนนี้มาเฝ้าพยาบาลอยู่ แม่ก็จะตำหนิว่า เจ้านี่นะไม่ได้เรื่องเลย สู้อีกคนที่ไม่ได้มาไม่ได้ ลูกก็น้อยใจเสียใจกลับไป ครั้นคนที่ถูกชมอยู่เมื่อกี้นี้มาเฝ้า กลับกลายเป็นว่าไม่ได้เรื่อง ทำอะไรก็ไม่ถูกใจ สู้เจ้าคนที่เพิ่งกลับไปก็ไม่ได้ ก็จะเป็นอยู่อย่างนี้ทุกวัน คือ คนที่กำลังเฝ้าอยู่จะถูกบ่นว่าอย่างโน้นอย่างนี้ คนไม่อยู่กลายเป็นตัวที่ดี รู้ใจ จนในที่สุด ลูกๆ มาคุยกันจึงรู้ความจริง ก็เลยหายน้อยอกน้อยใจ

หรือพ่อแม่อีกคนหนึ่ง ลูกคนนี้เรียกใช้ได้เรื่อง ถูกใจ ก็จะเรียกใช้แต่คนนี้ทุกครั้งไป จนลูกนึก อะไรกัน เรียกใช้แต่เราอยู่คนเดียว ครั้นมีของกันของใช้อะไร กลับนึกถึงลูกสุดท้อง ให้อยู่แต่คนนั้น ส่วนคนที่เรียกใช้ไม่เคยให้อะไรเลย จนลูกน้อยใจ เมื่อมีคนถามว่า รักลูกคนไหน ท่านตอบทันทีว่า รักคนที่ไม่เคยให้อะไรสุดหัวใจเลย

เพราะฉะนั้น จำไว้ พ่อแม่รักลูกทุกคนเท่ากัน แต่แสดงออกเหมือนนิ้ว 5 นิ้ว ที่ยาวสั้นไม่เท่ากัน ท่านรักแต่ละคนในแง่ที่ท่านเห็นของท่าน แล้วแสดงออกขาดๆ เกินๆ ตามแบบของท่าน เราก็อย่าไปน้อยใจ ถ้าบังเอิญท่านรักเราแบบถูกใจใช้แต่เรา แล้วไม่เคยนึกถึงเราเมื่อมีของจะให้ ก็อย่าไปอิจฉาน้องตัวเล็กที่ทำอะไรก็ไม่เป็น แต่ท่านเอ็นดู มีอะไรก็ต้องหวงเก็บเอาไว้ให้

ท่านอาจารย์สอนครูว่า ลูกบางคนโตแล้วก็จริง แต่ในสายตาพ่อแม่ยังเหมือนเด็กปัญญาอ่อน เพราะฉะนั้น ก็ต้องให้ทรัพย์สินเงินทองเป็นมรดกไว้เยอะๆ เพื่อใช้เลี้ยงตัวได้ พวกเรา ท่านเห็นว่าโตแล้ว ทำมาหากินได้ มีหลักมีฐานแล้ว เพราะฉะนั้นไม่ต้องให้อะไร ตั้งตัวได้แล้ว ท่านภูมิใจในเรา เวลาเราดูพ่อแม่ ดูให้เป็นอย่างนี้ เราจะได้ภูมิใจในตัวเอง จะได้ชื่นใจ ไม่น้อยใจว่าท่านรักลูกไม่เท่ากัน

 

ถาม : จำเป็นต้องมีเหตุผลไหมว่า รักเขาเพราะเหตุใด

ตอบ : มันไม่มีเหตุผลหรอก เรื่องของความรักเป็นเรื่องของใจ ถ้าใจรักใจชอบเสียแล้ว ทั้ง ๆ ที่เขาไม่สวย ไม่เก่ง เป็นคนไม่ดี แต่ใจมันรัก อยากช่วยเหลือเกื้อกูลเขา ทีนี้เมื่อรักแล้ว อย่าให้พากันเบียดเบียนตัวเอง ทำร้ายตัวเอง ทำร้ายคนอื่น อย่างนั้นไม่ดี รักแล้วให้มองหาว่า มีแง่ดีอะไรที่เราจะพยายามดึงซึ่งกันและกันให้ดีขึ้นทั้งคู่ ดึงสิ่งดีงามออกมาใช้ให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย

ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล คนจะชอบกัน พบหน้ากัน พูดคุยกันถูกใจ มันก็ชอบกันแล้ว เหมือนมีคนถามเรา ทำไมชอบสีเขียวล่ะ ไม่รู้สิ พอเห็น ใจมันก็ชอบของมัน การจะมีเหตุผลสำหรับทุกอย่างในชีวิต มันก็เครียดเกินไป เราใช้ใจของเราสัมผัสเอาบ้าง แต่เมื่อสัมผัสแล้ว ระวังอย่าให้เป็นอารมณ์ไป ให้เป็นการเกื้อกูลกัน เป็นการดึงเอาคุณงามความดีมาเสริมเติมให้แก่กันและกัน

ถาม : หลานชายอายุ 18 หนีโรงเรียนไปคอยเอาใจแฟนที่ไม่เรียนหนังสือ จะแก้ไขอย่างไรให้กลับมาเรียนตามปกติ

ตอบ : เราต้องคุยกับเขาแบบผู้ใหญ่ อายุ 18 ถือว่าเป็นผู้ใหญ่แล้ว ชี้แจงให้เขาเห็นว่า การที่เขาคิดจะเอาจริงเอาจังกับแฟนที่ไม่เรียนหนังสือ เขาต้องเตรียมหาสตางค์ให้ได้เป็นสองเท้า เพราะนอกจากจะเลี้ยงตัวเอง ยังต้องเลี้ยงแฟนที่เหมือนคนทุพพลภาพ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เพราะไม่เรียนหนังสือ แล้วเราก็หนีเรียนเสียอีก จะเอาอะไรมาเป็นทุนรอนตั้งต้นชีวิตด้วยกันล่ะ ตกลงมองแล้วไม่มีทางรอด แต่ถ้าเราคิดเอาจริง หนักเอาเบาสู้ ขวนขวายหาวิชาความรู้ หาความชำนิชำนาญที่จะทำงานหาเงินมาสร้างครอบครัว ก็พอจะเห็นความสุขความสมหวังได้ ถ้าอธิบายให้เขาเห็นอย่างนี้ แล้วเขายังดึงดื้อถือรั้น ยังคิดว่าต้องไปคอยเอาใจแฟนอยู่ เราก็คงต้องปล่อยให้เขาเรียนรู้เอาเอง

แต่ไม่ใช่เราทิ้งขว้าง ไม่ดูดำดูดี เราก็คอยตามดู มีอะไรไม่ชอบมาพากลก็ให้เหตุผล ชี้ให้เห็นว่า ทำอย่างนี้แล้ว ต่อไปจะเป็นอย่างไร เพื่อน ๆ เขาเรียนหนังสือกัน เขาสอบกัน เวลาผ่านไป เราไม่เรียนนาน ๆ จะกลับมาเรียนใหม่ เราก็ได้หน้าลืมหลัง ไม่อยากเรียน พอตกรุ่น ไปเรียนกับรุ่นน้อง เราก็มีปมด้อย เราเตรียมตัวเตรียมใจกับเรื่องพวกนี้หรือยัง ถ้าเขายังไม่ได้คิด เราก็ต้องใจเย็น คนเราแนะนำกันได้ แต่จะไปบีบบังคับให้เชื่อกันไม่ได้ เราต้องทำใจของเราให้สงบ รับความจริง วางเฉย เป็นปัจจุบัน

แต่กิริยาไม่ใช่วางเฉย มีอะไรจะเตือน จะช่วยเขา เราก็เตือนก็ช่วยอยู่อย่างสม่ำเสมอ แต่ใจไม่ไปหงุดหงิด ไม่ไปโกรธแค้น ไม่พูดจาประชดประชันให้เขาน้อยใจ เขาจะยิ่งดื้อหนักขึ้นไปอีก แล้วเลยพาลรู้สึกว่า ทุกคนไม่เห็นใจ ไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้น หากเขาผิดพลาดอะไร ก็ไม่กล้าจะมาบอก มาหาเราอย่างนี้ก็เหมือนเรายิ่งผลักเขาให้แย่หนักเข้าไปอีก พยายามรักษาใจของเราให้สงบเฉย แต่กิริยายังต้องคอยตามดูตามห่วงตามเตือนตามบอกเขาอยู่อย่างเดิม ถ้าเขายังละเมออยู่ ปลุกยังไม่ตื่น เราก็ให้โอกาสเขาละเมอไป เมื่อไรเขาตื่นขึ้นมา คราวนี้ก็จะช่วยเหลือกันได้เต็มที่


ถาม : ครูอาจารย์รักเราจริงหรือไม่ แล้วทำไมต้องทำให้เรารู้สึกไม่ดีด้วย แล้วทำไมต้องไร้เหตุผลใส่เราด้วย


ตอบ : ครูอาจารย์สมัยนี้ บางท่านก็แก่กว่าเราไม่กี่ปีหรอก วุฒิภาวะทางใจก็เหมือนๆ กับเรา เราดื้อ เราร้าย ครูอาจารย์ก็เหมือนฝาผนัง เราขว้างฟุตบอลไป ฝาผนังก็กระเด้งฟุตบอลมาใส่หน้าเรา มันก็ขนมจีนผสมน้ำยาเหมือนกัน ครูอาจารย์ก็ไม่ใช่พระอรหันต์หรือพระพุทธเจ้านี่นา ก็ยังมีอารมณ์รักชังโกรธเกลียด โดนซ้อมหนักๆ เข้า น็อตก็หลวม ก็หลุดได้เหมือนกัน ถ้าเรารู้สึกว่าครูอาจารย์ไร้เหตุผลใส่เรา เราก็น้อมตรงนี้มาเตือนตัวเองว่า แล้วที่เราทำใส่ครูอาจารย์อยู่นี่น่ะ เรามีเหตุผลหรือเปล่า หรือเราก็เริ่มต้นไปท้าตีท้าต่อยกับครูอาจารย์เหมือนกัน เพ่งโทษแต่ท่าน เราก็ไม่มีเหตุผลเหมือนกันนั่นแหละ เวลาที่เรารู้สึกสะเทือนใจกับใคร อย่าไปมองคนนั้นอย่างเดียว แต่ให้ย้อนกลับมามองเราเอง ว่าเราเป็นอย่างนั้นบ้างหรือเปล่า

ถ้าย้อนกลับมามองเราด้วยทุกครั้ง เราจะได้ประโยชน์ เพราะบางทีเราไม่เห็นหรอกว่า ที่เราทำลงไป จนกระทั่งพออีกฝ่ายหนึ่งทำใส่เรานี่.. เอ๊ะ..เมื่อกี้เราทำกิริยาอย่างนี้ใส่ครูหรือเปล่านะ อาจใช่ก็ได้ ทีนี้เราจะระวัง จะมีเหตุผลมากขึ้น จะเคารพนบนอบให้สมฐานะที่เป็นลูกศิษย์ ถ้านึกได้อย่างนี้กิริยามารยาทของเราจะนุ่มนวลขึ้น รู้กาลเทศะขึ้น

จริงหรือที่ครูอาจารย์ไม่หวังผลประโยชน์จากพวกเรา แน่นอน ครูอาจารย์ก็ต้องหวังผลประโยชน์ให้ลูกศิษย์เป็นคนดี ทำให้ครูมีหน้ามีตา นึกอย่างนี้แล้วใจเราก็สบายขึ้น แต่ถ้าเราไปนึกว่า ท่านหวังผลประโยชน์จากเรา ไม่ได้ตั้งใจสอนให้เราได้รับความรู้หรอก ท่านจะเอาเงินเดือน เอาค่าสอนพิเศษ ถ้าคิดอย่างนี้ ใจของเราก็ถลอกปอกเปิก เหมือนเราไม่กตัญญูรู้คุณครูอาจารย์ ใจเราขาดทุน เป็นนิสัยไม่ดี ซึ่งจะมีผลบ่อนทำลายเรา

ฝึกเราให้หยิบยกข้อดีของคนอื่นออกมา ข้อบกพร่องนั้นย่อมมีกันทุกคน เพื่อแก้ไข แต่อย่ามองไปมองหาของคนอื่น เพราะมองแล้วทำให้ใจขึ้นขี้สนิม ใจเสื่อมคุณภาพ พยายามหาข้อดีมาเพื่อประคองใจของเราให้เคารพครูบาอาจารย์ เราจะได้ทำตัวให้สมฐานะที่เป็นนักเรียน ถ้าเราพบว่าอาจารย์เป็นนกเราเป็นปลา จะพูดจะจาอะไรมันก็เป็นกันคนละทางสองทาง สิ่งที่อาจารย์แนะนำ เราก็ว่าเราทำไม่ได้ ตัวเราก็รู้สึกไม่ดีด้วย พาลต่อไปว่า อาจารย์ก็ไม่ได้รักเรา ทำนองเดียวกับลูกหมีกับลูกปลา

ลูกหมีไม่รู้ว่าลูกปลาขึ้นจากน้ำไม่ได้ แม่สอนว่ามีอะไรก็แบ่งปันให้เพื่อนบ้าง ลูกหมีหนาวเพราะหิมะตก มันก่อไฟผิงแล้วรู้สึกอุ่นสบายดี มันบอกตัวเอง เราต้องเป็นเด็กดี ถึงแม่ไม่อยู่ เราก็ต้องเอาลูกปลามาผิงไฟ จะได้อุ่นสบายด้วย ก็ปลาเป็นเพื่อนเรานี่ ลูกหมีก็ขยายกองไฟให้ใหญ่ขึ้น แล้วไปอุ้มลูกปลาขึ้นมาจากน้ำ ฝ่ายลูกปลาก็ตระหนกตกใจ ตายแล้ว เราทำอะไรนี่ ลูกหมีถึงได้จองเวรกับเรา จะเอาเรามาปิ้งกิน

บางทีครูอาจารย์กับเราก็ทำนองลูกหมีกับลูกปลา มีความคิดต่างกันอย่างนี้ก็ได้ เราอย่าไปเพ่งโทษให้ใจเราขึ้นสนิมเลย ไม่ชอบก็อย่าสร้างเรื่องขึ้นมาปะทะกัน เพราะเป็นไปไม่ได้ที่คนทุกคนจะมีนิสัยเหมือนกัน ชื่นชอบกัน วิชาที่อาจารย์สอน เราก็ตั้งใจเรียน ไม่ใช่ว่าไม่ชอบอาจารย์แล้ว เราไปพาลถึงวิชาด้วย อย่างนั้นเบียดเบียนตัวเอง เป็นความคิดที่ไม่ถูก ถ้าปล่อยให้เป็นนิสัยแล้ว ต่อไปในชีวิตจะเอาตัวไม่รอด เพราะคนเราจะต้องพบทำนองลูกหมีกับลูกปลา ทั้งที่บ้าน ที่โรงเรียน หรือที่ทำงาน

ถ้าเราจัดใจของเราอย่างนี้ แล้วตั้งใจทำหน้าที่ให้ไม่บกพร่อง หน้าที่เราเป็นลูกศิษย์ เราก็เป็นลูกศิษย์ที่ดี ไปเรียนวิชาของท่าน เราก็ตั้งใจเอาวิชาความรู้ใส่ตัวให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ส่วนนิสัยที่ไม่โฉลกกัน เราก็ไม่ไปวิพากษ์วิจารณ์ ต่างคนต่างอยู่ ถ้าทำได้อย่างนี้ อีกหน่อยใจของเราจะมีหลัก เมื่อไปทำงาน ไปเจอเพื่อนร่วมงาน หรือเจอเจ้านายที่เป็นทำนองนี้ เราก็ไม่กระเทือน ไม่ทุกข์เดือดร้อน ไม่อย่างนั้น คนบางคนตั้งใจทำงาน แต่พอเจอเจ้านายหรือเพื่อนร่วมงานเป็นอย่างนี้ เลิก ๆ ไม่ทำแล้ว แบบนี้เราบั่นรอนทำร้ายตัวเอง เราจะชอบ จะไม่ชอบ ถ้าเป็นหน้าที่แล้ว เราต้องทำให้ถึงที่สุดเสียก่อน ถ้าใจไม่ชอบก็ไม่ทำ เราจะไม่คงเส้นคงวา แปรปรวนไปสุดแท้แต่อารมณ์ ทำให้หนักไม่เอาเบาไม่สู้ วันนี้ชอบก็ทำทุกอย่างดี พรุ่งนี้ไม่ชอบ ของง่าย ๆ ก็ไม่ทำ ถ้าเป็นอย่างนี้ ไปทำงานกับใครก็ยากที่จะไม่มีปัญหา


ถาม : ถ้าคนสองคนคบกันโดยไม่ยืนยันว่าเป็นแฟน คือต่างคนต่างก็สามารถทำอะไรตามใจตัวเองได้ ดีกว่าแบบคบกันชัดเจนหรือเปล่า

ตอบ : ความจริง การเป็นแฟนกัน ก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องมีการบีบบังคับ ถ้าฉันชอบอย่างนี้ เธอก็ต้องชอบอย่างนี้ด้วย การเป็นแฟนกันคือการที่เราสองคนต่างก็มีสิทธิมนุษยชน เป็นตัวของตัวโดยอิสรเสรี แต่ก็มีใจเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน ครูรู้จักสามีภรรยาที่ทำงานที่เดียวกัน แต่เวลาเลิกงานอาจไม่ตรงกัน หรือบางครั้งคนหนึ่งมีงานนอกเวลา จะไปงานเลี้ยงแต่งงานที่เดียวกัน แต่ต่างคนต่างไป ขับรถไปคนละคัน ถึงเวลากลับก็ไม่ต้องกลับด้วยกัน คนก็ตกใจว่า คู่นี้แยกกันแล้วหรือยังไง

เขาก็ยังอยู่กันดี แต่เขาถือว่าชีวิตของแต่ละฝ่ายเป็นอิสระ ไม่จำเป็นต้องบังคับให้อีกคนเดือดร้อนรีบเร่งไปด้วย การเป็นแฟนคือการที่เรายังเป็นอิสระของเรา เป็นตัวของเรา แต่เราก็เข้าใจกัน ให้เกียรติเชื่อใจ ไว้วางใจกัน แต่ไม่จำเป็นต้องครอบงำเอกลักษณ์ของกันและกัน ฉันชอบอย่างนี้ เธอก็ชอบอย่างนี้ด้วยนะ ฉันเป็นนก เธอก็ต้องมาบินกับฉันนะ ทั้ง ๆ ที่เราเป็นปลา เรามิต้องไปหาชุดอวกาศมาใส่ หรือก็แย่กันเท่านั้น เพราะฉะนั้น จะคบกันแบบชัดเจนหรือไม่ชัดเจน อย่างไหนก็ไม่แปลก ความสำคัญอยู่ตรงใจที่มีความเข้าใจซึ่งกันและกัน ให้เกียรติกัน ไว้เนื้อเชื่อใจกัน ต่างฝ่ายต่างรู้สึกสบายใจที่จะคบหาพบปะพูดคุยกัน


ถาม : ถ้าตกลงคบเป็นแฟนแล้ว แต่ยังเหมือนเดิม แล้วไม่เคยบอกว่ารักกันเลย และไม่เคยไปไหนกันเลย จะรู้ได้อย่างไรว่าเขาชอบเราหรือเปล่า

ตอบ : ก็ถามเขาเลย ว่านี่คุณมาคบกับเรานี้มีอะไรเป็นพิเศษรึเปล่า ก็อยากรู้นี้ เก็บเอาไว้แล้วไปด้นเดาคิดเอาเอง เราอาจจะตอบผิดก็ได้ เราจะได้รู้ให้สิ้นสงสัย แต่ก็ถามให้ดีหน่อยนะ ไม่ใช่ว่า พอถามแล้ว เขาบอกไม่เห็นได้สนใจคุณเลย เราก็ร้องไห้ขี้มูกโป่ง แบบนี้ก็ไม่ได้เรื่อง



แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Thursday, 15 May 2008 )
 
< ก่อนหน้า
Advertisement

หนังสือแนะนำ

Advertisement

Top