Home  • กระดานสนทนา  • สมาธิ  •  สติปัฏฐาน  • กฎแห่งกรรม  • นิทาน  • หนังสือ  •  บทความ  • กวีธรรม  • ข่าวกิจกรรม  • แจ้งปัญหา
คู่มือการใช้คู่มือการใช้  ค้นหาค้นหา   สมัครสมาชิกสมัครสมาชิก   รายชื่อสมาชิกรายชื่อสมาชิก  กลุ่มผู้ใช้กลุ่มผู้ใช้   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว  เช็คข้อความส่วนตัวเช็คข้อความส่วนตัว  เข้าสู่ระบบ(Log in)เข้าสู่ระบบ(Log in)
 
ได้ทำการย้ายไปเว็บบอร์ดแห่งใหม่แล้ว คลิกที่นี่
www.dhammajak.net/forums
15 ตุลาคม 2551
 พระพุทธไตรรัตนนายก สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่วัดกัลยาณมิตร อ่านหัวข้อถัดไป
อ่านหัวข้อก่อนหน้า
สร้างหัวข้อใหม่ตอบ
ผู้ตั้ง ข้อความ
สาวิกาน้อย
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 27 มี.ค. 2006
ตอบ: 2063

ตอบตอบเมื่อ: 13 พ.ย.2006, 8:51 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

Image

พระพุทธไตรรัตนนายก
สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่วัดกัลยาณมิตร

“วัดกัลยาณมิตร วรมหาวิหาร” หรือที่นิยมเรียกสั้นๆ กันว่า “วัดกัลยาณมิตร” หรือ “วัดกัลยาณ์” เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรมหาวิหาร ตั้งอยู่ในพื้นที่แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร บริเวณปากคลองบางกอกใหญ่ฝั่งตะวันตก วัดนี้เดิมเป็นแม่น้ำตอนขึ้น ครั้งกรุงธนบุรีเป็นที่จอดแพได้

เจ้าพระยานิกรบดินทร์ (โต กัลยาณมิตร) ว่าที่สมุหนายก บุตรพระยาวิชัยวารี (มั่น แซ่อึ่ง) เมื่อครั้งยังเป็นพระราชสุภาวดี เจ้ากรมพระสุรัสวดีกลาง ได้อุทิศที่บ้านและซื้อเพิ่มเติมสร้างเป็นวัดขึ้นเมื่อปีระกา พ.ศ.2368 อันเป็นปีที่ 2 ในรัชกาลที่ 3 แล้วถวายเป็นพระอารามหลวง ต่อมา พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 พระราชทานนามว่า “วัดกัลยาณมิตร” เหตุที่ชื่อวัดกัลยาณมิตรนั้น กล่าวคือ เจ้าพระยานิกรบดินทร์ (โต กัลยาณมิตร) ได้ถวายตัวเป็นข้าหลวงเดิมในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ครั้งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 และได้ทำการค้าขายโดยสำเภาร่วมกับพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทั้งก่อนหน้าและภายหลังเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ

Image
พระวิหารหลวง ภายในประดิษฐาน “พระโต” หรือ “หลวงพ่อโต”


เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 จะพระราชทานนามวัดนี้ คงจะพระราชดำริถึงเรื่องที่เจ้าพระยานิกรบดินทร์เป็นมิตรที่ดีของพระองค์ด้วย จึงพระราชทานนามวัดว่า “วัดกัลยาณมิตร” อันหมายถึง มิตรที่ดี

บริเวณวัดแห่งนี้ เดิมเรียกกันว่า “บ้านกุฎีจีน” ตามประวัติได้กล่าวไว้ว่า มีพระภิกษุจีนรูปหนึ่ง มีนามว่า “เกียน อันเก๋ง” มาพำนักจำพรรษาอยู่ในกุฏิซึ่งอยู่ด้านตะวันออกของวัด โดยยังคงมีซากปรากฏให้เห็นอยู่จนถึงทุกวันนี้ ต่อมาคำว่า “บ้านกุฎีจีน” ถูกนำไปเรียกบ้านกุฎีฝรั่ง ที่หมู่บ้านเข้ารีตซึ่งมีวัดฝรั่งอยู่ตรงนั้น คำว่ากุฎีฝรั่งจึงหายไป โดยกุฎีจีนไปแทนที่

ภายใน “พระวิหารหลวง” อันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ หน้าตักกว้าง 11.75 เมตร สูง 15.46 เมตร เรียกกันว่า “พระพุทธไตรรัตนนายก” หรือ “พระโต” หรือ “หลวงพ่อโต” ส่วนคนจีนก็จะเรียกว่า “ซำปอกง” ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชทานช่วยเจ้าพระยานิกรบดินทร์ (โต กัลยาณมิตร) พร้อมพระวิหารหลวง โดยได้เสด็จพระราชดำเนินก่อพระฤกษ์พระโต เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ.2380 การสร้างพระโตที่วัดกัลยาณมิตรแห่งนี้ พระองค์ทรงตั้งใจจะให้เหมือนกรุงเก่า คือ มีพระโตนอกกำแพงเมืองอย่างเช่นวัดพนัญเชิง วรวิหาร จ.พระนครศรีอยุธยา พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง “พระโต” หรือ “หลวงพ่อโต” ช่วยเจ้าพระยานิกรบดินทร์ (โต กัลยาณมิตร) โดยทรงเอาเคล็ดว่าท่านมีชื่อว่า “โต”

Image
พระวิหารหลวง อีกมุมหนึ่ง


ส่วนพระวิหารหลวงนั้นตั้งอยู่กลางวัด มีขนาดสูงใหญ่ เสาภายในวิหารเขียนเป็นลายดอกไม้ หน้าบันพระวิหารหลวงสลักลายดอกไม้ประดับกระจกตามแบบฉบับศิลปะสมัยนิยมในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว บานประตูหน้าต่างเป็นไม้สลักแผ่นใหญ่หนาแผ่นเดียวตลอด

พระวิหารหลวงแห่งนี้ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นมาในปี พ.ศ.2380 วางรากฐานโดยไม่ได้ตอกเสาเข็ม แต่ใช้วิธีขุดพื้นรูปสี่เหลี่ยม ฐานกว้างและใช้ไม้ซุงทั้งท่อนเรียงทับซ้อนกัน 2-3 ชั้น มีขนาดกว้าง 31.42 เมตร ยาว 36.85 เมตร ลักษณะการก่อสร้างเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมไทย ก่ออิฐถือปูน หลังคามุงกระเบื้องเคลือบ ประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ เชิงชาย หน้าบันสลักลายดอกไม้ปูนปั้นประดับกระจก ประตูหน้าต่างเป็นไม้สักแผ่นเดียวเขียนลายรดน้ำลายทองรูปธรรมบาล ด้านในพระวิหารหลวงมีผนังเป็นลายดอกไม้ ด้านหน้าพระวิหารหลวงมีซุ้มประตูหิน (โขลนทวาร) และตุ๊กตาหินศิลปะจีนตั้งเรียงรายอยู่

ด้านซ้ายของพระวิหารหลวงเป็น “พระวิหารเล็ก” หรือ “พระวิหารน้อย” ซึ่งมีลักษณะเดียวกับพระอุโบสถ ภายในมีภาพเขียนพุทธประวัติและเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางต่างๆ เป็นจำนวนมาก ส่วนด้านขวาของพระวิหารหลวงเป็น “พระอุโบสถ” ด้านหลังของพระอุโบสถมีเจดีย์เหลี่ยมพร้อมกับฐานทักษิณ ฝีมือช่างจากเมืองจีน โดยช่างในเมืองไทยสมัยรัชกาลที่ 3 ส่งแบบและขนาดให้ช่างเมืองจีนหล่อศิลาเทียมแล้วเอาเข้ามาประกอบในเมืองไทย

Image
พระพุทธไตรรัตนนายก สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่วัดกัลยาณมิตร


(มีต่อ 1)
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัวMSN Messenger
สาวิกาน้อย
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 27 มี.ค. 2006
ตอบ: 2063

ตอบตอบเมื่อ: 13 พ.ย.2006, 8:54 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

Image
ระฆังใบใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ณ วัดกัลยาณมิตร


บริเวณเขตพุทธาวาสมีกำแพงแก้วล้อมรอบ ด้านหลังมีประตูออก 1 ประตู ก่อประตูโค้งแบบศิลปะสมัยรัชกาลที่ 4 ออกไปสู่บริเวณเขตสังฆาวาสที่มีถนนคั่นอยู่ข้างนอก ระหว่างพระวิหารใหญ่กับพระวิหารเล็ก มี “หอระฆัง” คั่นกลาง มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนาดความกว้าง 9 เมตร ความสูง 30 เมตร พระสุนทรสมาจาร (พรหม อินฺทโชติ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดกัลยาณมิตร เป็นผู้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2476 ด้านล่างของหอระฆังได้ติดตั้ง “ระฆังใบใหญ่ที่สุดในประเทศไทย” ส่วนด้านบนประดิษฐานพระพุทธรูปปางห้ามญาติ

ศาลาการเปรียญ 5 ห้อง ตั้งอยู่มุมวัดด้านตะวันออก พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชทานช่วยเจ้าพระยานิกรบดินทร์ (โต กัลยาณมิตร)

ด้านข้างศาลาการเปรียญด้านตะวันตกเฉียงเหนือ มีพระเจดีย์ประดับหินอ่อน สร้างขึ้นโดยเจ้าพระยารัตนบดินทร์ (รอด กัลยาณมิตร) เมื่อยังเป็นพระยาราชวรานุกูล เมื่อปี พ.ศ.2407 โดยนำอัฐิของเจ้าพระยานิกรบดินทร์ (โต กัลยาณมิตร) ผู้เป็นบิดา มาบรรจุไว้

พระอุโบสถ สร้างขึ้นตรงบริเวณบ้านเดิมของเจ้าพระยานิกรบดินทร์ (โต กัลยาณมิตร) เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนขนาดกว้าง 20.88 เมตร ยาว 30.90 เมตร ลักษณะสถาปัตยกรรมจีน ไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ประดับ หน้าบันปั้นลายดอกไม้ประดับกระเบื้องเคลือบสลับสีลายจีน ซุ้มประตูหน้าต่างปั้นลายดอกไม้ประดับกระจก

Image
พระอุโบสถวัดกัลยาณมิตร แม้จะไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ แต่ก็สวยงามได้


ภายในพระอุโบสถมีภาพจิตกรรมฝาผนังเกี่ยวกับพุทธประวัติ และภาพเครื่องบูชา เป็นโต๊ะลดหลั่นกันแบบจีน เสาเขียนลายทรงข้าวบิณฑ์ หันหน้าไปทางเหนือ

พระประธานในพระอุโบสถเป็นพระพุทธรูปหล่อปางป่าเลไลยก์ (ป่าเลไลย์) มีขนาดสูงแต่พระบาทจนถึงพระเกศ 5.56 เมตร ซึ่งถือเป็นวัดเดียวในประเทศไทยที่มีพระประธานเป็นพระพุทธรูปปางปาลิไลยก์ อันเป็นพระพุทธรูปอยู่ในพระอิริยาบถประทับนั่งบนก้อนศิลา พระบาททั้งสองวางอยู่บนดอกบัว พระหัตถ์ซ้ายวางคว่ำบนพระชานุหรือเข่า พระหัตถ์ขวาวางหงายบนพระชานุ มักนิยมสร้างช้างหมอบใช้งวงจับกระบอกน้ำ อีกด้านหนึ่งมีลิงถือรวงผึ้งถวาย มีเรื่องเล่าขานกันว่า แต่เดิมเจ้าพระยานิกรบดินทร์ (โต กัลยาณมิตร) ดำริจะสร้างพระพุทธรูปปางอื่นเป็นพระประธาน หากยังมิทันได้จัดการสร้าง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระพุทธรูปประธานปางป่าเลไลยก์พระราชทานช่วยเสียก่อน

นอกจากนั้นยังมีพระพุทธรูปอีกองค์หนึ่ง เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิหล่อสำริด หน้าตักกว้าง 57 เซนติเมตร สร้างโดย เจ้าพระยารัตนบดินทร์ (รอด กัลยาณมิตร) ซึ่งมีเหตุมาจาก พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (เปีย) ได้ปรารภกับเจ้าพระยารัตนบดินทร์ (รอด กัลยาณมิตร) ว่า พระประธานปางป่าเลไลยก์ก็เห็นจะมีเฉพาะวัดนี้วัดเดียว ดูเหมือนวัดอื่นไม่มี ท่านเห็นควรสร้างพระพุทธรูปปางอื่นเป็นรองพระประธานอีกองค์หนึ่ง เจ้าพระยารัตนบดินทร์ (รอด กัลยาณมิตร) เห็นชอบด้วย จึงจัดสร้างพระพุทธรูปหล่อปางสมาธินี้ขึ้น

Image
หอพระธรรมมณเฑียรเถลิงพระเกียรติ ใช้เป็นที่เก็บพระไตรปิฎก


ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้สร้าง “หอพระธรรมมณเฑียรเถลิงพระเกียรติ” ขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2408 แทนหอไตรหลังเดิม เพื่อเป็นที่เก็บพระไตรปิฎกและคัมภีร์ต่างๆ เป็นอาคารสองชั้นก่ออิฐถือปูน มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติยศในพระบรมราชมาตามหัยยิกา กรมพระศรีสุดารักษ์ ผู้เป็นพระเชษฐภคินี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และพระบรมราชมาตามหัยยิกาธิบดี (เจ้าขรัวเงิน พระภัสดาในสมเด็จกรมพระศรีสุดารักษ์ ซึ่งเป็นพระชนกในสมเด็จกรมพระศรีสุริเยนทรามาตย์ พระอัครมเหสีในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระราชชนนีในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) ผู้ซึ่งแต่เดิมเคยประทับในบริเวณวัดกัลยาณมิตรมาก่อน และเพื่อประกอบพระราชกุศลตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมเชษฐาธิราช กับทั้งเป็นการปูนบำเหน็จเชิดชูเกียรติของเจ้าพระยานิกรบดินทร์ (โต กัลยาณมิตร) ด้วย

นอกจากนี้ ด้านหน้าของวัดยังมี “ศาลาท่าน้ำ” พุทธศาสนิกชนที่มาทำบุญที่วัดก็มักจะนิยมมาให้อาหารปลาและนกพิราบที่มีอยู่มากมายบริเวณศาลาท่าน้ำ นอกจากนี้บริเวณนี้ยังสามารชมวิวทิวทัศน์สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาได้อย่างกว้างขวางสวยงามอีกด้วย

Image
ศาลาท่าน้ำ ณ วัดกัลยาณมิตร


(มีต่อ 2)
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัวMSN Messenger
สาวิกาน้อย
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 27 มี.ค. 2006
ตอบ: 2063

ตอบตอบเมื่อ: 13 พ.ย.2006, 8:56 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

Image
ด้านหลังของพระวิหารหลวง ภายในประดิษฐาน “หลวงพ่อโต”


กล่าวกันว่า “พระโต” เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์มาตั้งแต่ครั้งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้ว ตามคำเล่าขานของชาวบ้านว่าได้เห็นอภินิหารของ “พระโต” หลายอย่าง

ดังเช่นเมื่อครั้งทำพิธียกช่อฟ้า “พระวิหารหลวง” อันเป็นที่ประดิษฐาน “พระโต” ผู้คนทั้งหลายได้เห็นนิมิตดีอันหนึ่ง ปรากฏเป็นสายยาวมีรัศมีพวยพุ่งจากท้องฟ้า ตกลงมาจรดช่อฟ้าสว่างไสวไปทั่วอาณาบริเวณวัด เป็นที่อัศจรรย์แก่สายตาพุทธศาสนิกชนที่มาร่วมในงานพิธียกช่อฟ้าพระวิหารหลวงยิ่งนัก ในหนังสือ “นิทานโบราณคดี” พระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้กล่าวถึง “พระโต” เมื่อครั้งทำการปราบปรามอั้งยี่ในสมัยต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ว่า

“ส่วนการควบคุมพวกอั้งยี่นั้น สมเด็จเจ้าพระยาฯ ก็อนุโลมเอาแบบอย่างอังกฤษ “เลี้ยงอั้งยี่” ที่ในแหลมมลายูใช้ ปรากฏว่าให้สืบเอาตัวจีนเถ้าแก่ที่เป็นหัวหน้าอั้งยี่ได้ 14 คน แล้วตั้งข้าหลวง 3 คน คือ เจ้าพระยาภาณุวงศ์ เมื่อครั้งยังเป็นพระยาเทพประชุน (ซึ่งเคยไปปราบอั้งยี่ที่เมืองภูเก็ต) คนหนึ่ง พระยาโชฏึกราชเศรษฐีคนหนึ่ง พระยาอินทราธิบดีสีหราชรองเมือง (เนียม) ซึ่งเป็นผู้บังคับการกองตะเวณ (โปลิศ) ในกรุงเทพฯ คนหนึ่ง พร้อมด้วยขุนนางจีนเจ้าภาษีอีกบางคน พาพวกหัวหน้าอั้งยี่ 14 คนนั้นไปทำพิธีถือน้ำกระทำสัตย์ในวิหารพระโต ณ วัดกัลยาณมิตร ซึ่งคนจีนนับถือมาก รับสัญญาว่าจะไม่คิดประทุษร้ายต่อพระเจ้าอยู่หัว และจะคอยระวังพวกอั้งยี่ของตนมิให้คิดร้ายด้วย แล้วปล่อยตัวไปทั้ง 14 คน”

Image
โขลนทวาร หรือซุ้มประตูหินศิลปะแบบจีน
ตั้งอยู่ด้านหน้าทางเข้า “พระวิหารหลวง” วัดกัลยาณมิตร



เป็นธรรมเนียมของคนจีนที่มักนิยมเข้าไปกราบมนัสการพระพุทธรูปใหญ่ตามวัดต่างๆ เช่น วัดพนัญเชิง วรวิหาร และวัดมงคลบพิตร จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นต้น วัดกัลยาณมิตรก็เช่นเดียวกัน “พระโต” ชาวจีนเรียกกันว่า “ซำปอกง” หรือ “ซำปอฮุดกง” นิยมไปเสี่ยงทาย ดังเช่น การเสี่ยงเซียมซี เป็นต้น ถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์ มีงิ้ว และงานทิ้งกระจาด เป็นประจำทุกปีในวันสิ้นเดือน 9

ชื่อ “ซำปอกง” นั้นมีความเกี่ยวเนื่องกับ “เจิ้งเหอ” แม่ทัพเรือผู้กลายมาเป็นเทพเจ้า “ซำปอกง” อันศักดิ์สิทธิ์ เจิ้งเหอได้ชื่อว่าเป็นนักเดินเรือผู้เกรียงไกรที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของประเทศจีนและของโลก ผู้ใช้ชีวิตอยู่บนผืนมหาสมุทรและดินแดนต่างถิ่นเป็นระยะเวลาถึง 22 ปี

เจิ้งเหอ (Zheng He หรือ Cheng Ho) เกิดเมื่อปี พ.ศ.1914 ที่ตำบลคุนหยาง มณฑลยูนนาน ประเทศจีน มีชื่อเดิมว่า “หม่าเหอ” พื้นเพครอบครัวเป็นชาวมุสลิม มีปู่และบิดาเป็นผู้นำฮัจญ์ของเมืองคุนหมิงและคุนหยาง ครั้นอายุได้ 10 ปี เมื่อกองทัพแห่งราชวงศ์หมิงยกทัพมากวาดล้างกองทัพมองโกลที่ยังปกครองมณฑลยูนนานทางตอนใต้ของประเทศ ได้กวาดต้อน “หม่าเหอ” เป็นเชลย โดยในปี พ.ศ.1926 หม่าเหอถูกจับตอนเป็นขันที และได้เข้าไปรับใช้ในราชสำนักของเจ้าชายจู้ตี้ พระราชโอรสองค์ที่ 4 ของจักรพรรดิหงหวู่

Image
เจดีย์หินทราย ณ วัดกัลยาณมิตร


ในบันทึกของครอบครัวได้กล่าวถึง “หม่าเหอ” ไว้ว่า “หม่าเหอมีความสูงถึงเจ็ดฟุต (หนึ่งฟุต (ฉื่อ) ของจีน มีขนาดความยาวเท่ากับ 10.5-11 นิ้วฟุตของอังกฤษ) มีเส้นรอบเอวถึง 5 ฟุต มีแก้มและหน้าผากสูง แต่มีจมูกค่อนข้างเล็ก มีดวงตาที่เปล่งประกาย มีฟันที่ขาวสะอาด มีเสียงที่ดังกังวานดุจระฆังใบใหญ่ มีความรอบรู้ในเรื่องงานการศึกสงคราม เพราะเขาได้อยู่ใกล้ชายแดนที่เมืองเป่ยผิงกับองค์เจ้าชาย”


(มีต่อ 3)
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัวMSN Messenger
สาวิกาน้อย
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 27 มี.ค. 2006
ตอบ: 2063

ตอบตอบเมื่อ: 13 พ.ย.2006, 8:59 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

Image
อนุสาวรีย์เจิ้งเหอ ณ อู่ต่อเรือหลวง เมืองนานกิง
เจิ้งเหอ ขันทียุคราชวงศ์หมิง กลายเป็นวีรบุรุษคนสำคัญของจีนแดงยุคทุนนิยม



ในปี พ.ศ.1946 หม่าเหอได้รับพระบรมราชโองการจากจักรพรรดิหย่งเล่อ (เจ้าชายจู้ตี๋) ให้ควบคุมการก่อสร้างกองเรือมหาสมบัติ หรือ “เป่าฉวน” และในปีเดียวกันนั้น หม่าเหอได้เข้าเป็นพุทธมามกะ โดยรับศีลจากพระเต้าเอี่ยน พระภิกษุผู้ลือนามในสมัยนั้น

ในปี พ.ศ.1947 “หม่าเหอ” ได้รับพระราชทานแซ่ “เจิ้ง” และเลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าขันที “เน่ยกวนเจี้ยน”

การออกเดินเรือของกองเรือสมุทรยาตราของเจิ้งเหอ ทั้งหมดถึง 7 ครั้ง อยู่ในช่วงระหว่างปี พ.ศ.1948 อันเป็นปีที่ 3 ในรัชสมัยจักรพรรรดิหย่งเล่อ ถึงปีที่ 8 แห่งรัชสมัยจักรพรรดิซวนเต๋อ ครั้งถึงปี พ.ศ.1976 ได้การออกเดินเรือไปเยือนประเทศต่างๆ ถึง 30 กว่าประเทศ ในดินแดนอุษาคเนย์ ชมพูทวีป อาหรับ คาบสมุทรอาระเบีย และแอฟริกา เป็นระยะทางเดินเรือกว่า 50,000 กิโลเมตร

ในบันทึกของ “หมิงสื่อลู่” บันทึกประวัติศาสตร์ของราชวงศ์หมิง ระบุว่ากองเรือมหาสมบัติของเจิ้งเหอได้เดินทางมาถึงกรุงศรีอยุธยาในการออกสมุทรยาตราครั้งที่ 2 ระหว่างปี พ.ศ.1951-1952 อันเป็นปีที่สมเด็จพระอินทราชาธิราชที่ 1 เสด็จขึ้นครองราชย์ ทั้งนี้ สมเด็จพระอินทราชาธิราชที่ 1 หรือพระนครอินทร์แห่งรัฐสุพรรณภูมิ ก่อนขึ้นครองราชย์กรุงศรีอยุธยา พระองค์ทรงคุ้นเคยกับราชสำนักจีนด้วยเคยเสด็จไปเป็นทูตถวายเครื่องราชบรรณาการยังราชสำนักจีนด้วยพระองค์เองถึง 3 ครั้ง

นอกจากนั้น “หมิงสื่อลู่” ยังได้บันทึกอีกว่า เจิ้งเหอได้เดินเรือเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาอีก 2 ครั้ง คือ ในครั้งที่ 3 และครั้งที่ 7 ความเกี่ยวพันของ “เจิ้งเหอ” ที่กลายมาเป็นเทพเจ้า และหลวงพ่อโต “ซำปอกง” อันศักดิ์สิทธิ์นั้น เป็นไปได้ว่าเมื่อกองเรือเจิ้งเหอได้เดินทางมาถึงกรุงศรีอยุธยา กองเรือส่วนหนึ่งอาจจะจอดเรือเทียบท่าอยู่บริเวณใกล้วัดพนัญเชิง ที่พงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐระบุว่า ได้สร้างขึ้นก่อนสถาปนากรุงศรีอยุธยา 26 ปี (พ.ศ.1867) และเป็นย่านการค้าขายนานาชาติที่สำคัญแห่งหนึ่งของภูมิภาคนี้

Image
ภาพสันนิษฐานเรือสำเภาเป่าฉวน “รัตนนาวา” ที่เป็นเรือธงของกองเรือเจิ้งเหอ


หนังสือ “600 ปี สมุทรยาตรา เจิ้งเหอ แม่ทัพเรือผู้กลายมาเป็นเทพเจ้า “ซำปอกง” อันศักดิ์สิทธิ์” สำนักพิมพ์มติชนจัดพิมพ์ขึ้น ได้กล่าวไว้ว่า “จึงเป็นไปได้หรือไม่ว่าเจิ้งเหอจะได้มาสักการะหลวงพ่อองค์นี้ ทำให้ชาวจีนที่เลื่อมใสศรัทธาในตำนานวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของเจิ้งเหอ และมีจำนวนไม่น้อยที่เชื่อกันมาว่าตนเองเป็นลูกหลานของซำปอกง เพราะมีบรรพบุรุษซึ่งติดตามกองเรือของเจิ้งเหอมาได้ขอพำนักอาศัยอยู่ในดินแดนที่ตนไปเยือน จึงเรียกชื่อหลวงพ่อโตองค์นี้ตามชื่อของท่านว่า “หลวงพ่อซำปอกง” เพื่อเป็นตัวแทนของเจิ้งเหอก็เป็นได้"

คำว่า “ซำปอกง” หรือ “ซานเป่ากง” สันนิษฐานว่า อาจเป็นชื่อรองที่บิดามารดาได้ตั้งไว้ให้แก่เด็กชายหม่าเหอว่า “ซ่านเป่า” ซึ่งแปลว่า บุตรคนที่ 3 ผู้มีค่าดุจรัตนะหรือดวงแก้วแห่งบุพการี

หรืออาจเป็นฉายาของเจิ้งเหอ เมื่อได้เข้ามานับถือศาสนาพุทธแล้ว ด้วย “ซานเป่า” ยังหมายถึง “ไตรรัตน์” หรือ “ดวงแก้วทั้งสาม” อันหมายถึงพระรัตนตรัย

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงพระราชทานนาม “พระโต” หรือ “หลวงพ่อโต” ณ วัดพนัญเชิง วรวิหาร จ.พระนครศรีอยุธยา และวัดกัลยาณมิตร วรมหาวิหาร กรุงเทพฯ ว่า “พระพุทธไตรรัตนนายก”


(มีต่อ 4)
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัวMSN Messenger
สาวิกาน้อย
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 27 มี.ค. 2006
ตอบ: 2063

ตอบตอบเมื่อ: 13 พ.ย.2006, 9:03 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

Image
เหรียญวัตถุมงคล “พระพุทธไตรรัตนนายก”


กล่าวสำหรับ วัตถุมงคล “พระพุทธไตรรัตนนายก” วัดกัลยาณมิตร เป็นอีกเหรียญ “พระพุทธรูปล้ำค่า” ที่ได้รับความนิยมของนักสะสมพระเครื่อง ซึ่งมีการสร้างหลายครั้งหลายครา เป็นรูปองค์พระพุทธปฏิมากร “พระพุทธไตรรัตนนายก” หรือ “ซำปอกง” หรือ “ซำปอฮุดกง”

อย่างเหรียญแรกที่นำมา เป็นเหรียญปั๊มรูปองค์พระพุทธไตรรัตนนายก ประทับนั่งปางมารวิชัย บนอาสนะฐานบัว 2 ชั้น อยู่ภายในซุ้มเรือนแก้วที่แกะลวดลายเป็นรูปพญานาค ด้านบนเป็นรูปดวงแก้วเปล่งรัศมี และภาษาจีน 4 ตัว ว่า “ซำปอฮุดกง” ข้างเหรียญแกะลายกระหนกอย่างงดงาม ในส่วนของด้านหลังเรียบ มีรอบบุ๋มเป็นรูปองค์พระ เหรียญรุ่นนี้ไม่ระบุปีที่สร้าง หากดูรูปแบบแล้วน่าจะสร้างใกล้เคียงกับการสร้างเหรียญพระพุทธรูป วัดไชโย วรวิหาร จ.อ่างทอง ส่วนเหรียญที่ระบุปีสร้างอย่างชัดเจน คือ ปี พ.ศ. 2468 ซึ่งมี 2 แบบ คือ

เหรียญปั๊มพระพุทธไตรรัตนนายก แบบที่ 1 ด้านหน้าเป็นรูปองค์พระพุทธไตรรัตนนายก ประทับนั่งบนอาสนะฐานบัว 2 ชั้น ภายในซุ้มประภามณฑลแบบซุ้มพระพุทธชินราช ด้านบนเป็นรูปดวงแก้วเปล่ง ใต้อาสนะฐานบัวมีตัวเลขระบุปีสร้าง พ.ศ.2468

ส่วนของด้านหลัง พื้นเหรียญเรียบ มีอักขระขอม และอักษรไทยว่า “ฦๅ ฦๅ” ด้านบนเหรียญเป็นอักษรจีนว่า “ซำปอฮุดกง” ล่างสุดเป็นอักษรไทยว่า “หลวงพ่อกัลยา”

เหรียญปั๊มพระพุทธไตรรัตนนายก แบบที่ 2 ด้านหน้าเป็นรูปองค์พระพุทธไตรรัตนนายก ประทับนั่งบนอาสนะฐานบัว 2 ชั้น ภายในซุ้มประภามณฑลแบบซุ้มพระพุทธชินราช ด้านบนเป็นรูปดวงแก้วเปล่ง ด้านข้างดวงแก้ว และบริเวณพระชานุทั้งสองข้างมีอักษรจีนอีก 4 ตัว ว่า "ซำปอฮุดกง" ด้านบนใต้หูเหรียญระบุว่า “หลวงพ่อกัลยา”

ส่วนของด้านหลัง พื้นเหรียญเรียบ มีอักขระขอม และภาษาไทยว่า “ฦๅ ฦๅ”

ทั้งสองแบบ เป็นเหรียญปั๊มขนาดสูงประมาณ 3 เซนติเมตร กว้างประมาณ 2 เซนติเมตร พระสุนทรสมาจาร (พรหม อินฺทโชติ) ได้สร้างขึ้นเป็นที่ระลึกเมื่อครั้งทำการปฏิสังขรณ์ปิดทององค์พระและฐานพระพุทธไตรรัตนนายก หลังปฏิสังขรณ์แล้วได้จัดงานสมโภช ระหว่างวันที่ 14-17 พฤษภาคม พ.ศ.2469 ในโอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เสด็จพระราชดำเนินทรงบรรจุทองอุณาโลมที่พระพักตร์พระพุทธไตรรัตนนายก และทรงปิดทอง เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ.2469


(มีต่อ 5)
 

_________________
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัวMSN Messenger
สาวิกาน้อย
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 27 มี.ค. 2006
ตอบ: 2063

ตอบตอบเมื่อ: 13 พ.ย.2006, 9:06 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

Image
พระพุทธไตรรัตนนายก หรือ “พระโต” หรือ “หลวงพ่อโต”


อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ.2473 ก็ได้มีการสร้างเหรียญปั๊มพระพุทธไตรรัตนนายกขึ้นอีก เป็นเหรียญปั๊มรูปลักษณะแบบเดียวกับเหรียญปั๊มพระพุทธไตรรัตนนายก แบบที่ 2 ปี (พ.ศ.2468) แต่ในส่วนของด้านหลังเหรียญนั้น ตรงกลางเป็นรูประฆัง ใต้ระฆังเป็นเลขปี พ.ศ.2473 อันเป็นปีทำเหรียญนี้ ด้านบนใต้หูเหรียญเป็นอักขระขอม

กล่าวถึงระฆังแล้วนั้น ดูเหมือนจะมีความผูกพันอยู่กับพระสุนทรสมาจาร (พรหม อินฺทโชติ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดกัลยาณมิตร ในสมัยที่พระวินัยกิจโกศล (ตรี จนฺทสโร) เป็นเจ้าอาวาสวัด คืนหนึ่งท่านเจ้าคุณสุนทรฯ ได้ฝันว่า มีผู้เฒ่านุ่งขาวห่มขาวคนหนึ่งพูดว่า ทุกสิ่งทุกอย่างท่านก็ยกขึ้นหมดแล้ว แต่ยังมีอีกสิ่งหนึ่ง ทำไมท่านจึงไม่ยกขึ้นเล่า พูดเท่านั้นผู้เฒ่าผู้นั้นก็หายไป

ต่อมา ท่านเจ้าคุณสุนทรฯ ได้เล่าความฝันนี้ให้ ท่านพระครูสุนทรกาษฐโกศล (ทับ) ฟัง และถามว่า ยังจะมีสิ่งใดอีกบ้างที่ท่านยังไม่ได้ยกขึ้น ท่านพระครูสุนทรกาษฐโกศล (ทับ) ตอบว่า สิ่งอื่นก็ไม่เห็นมีอะไร นอกจากระฆังเก่าใบหนึ่งซึ่งเก็บรักษาไว้ในวิหารเล็กนานตั้ง 40 ปีมาแล้ว เห็นควรสร้างหอขึ้นใหม่ ท่านเจ้าคุณสุนทรฯ ก็เห็นชอบด้วย จึงมอบหมายให้ท่านพระครูสุนทรกาษฐโกศล (ทับ) เป็นผู้ออกแบบแปลนและคุมงานก่อสร้าง พอสร้างเสร็จก็นำระฆังเก่าโบราณนั้นมาแขวนไว้ที่หอนี้

ต่อมาในปี พ.ศ.2473 พระสุนทรสมาจาร (พรหม อินฺทโชติ) ได้ดำเนินการสร้างระฆังใบใหญ่ขึ้น ความสูงแต่ปากระฆังถึงบัว 2.46 เมตร แต่ตัวนาคถึงยอด 1.37 เมตร ความสูงแต่ปากระฆังถึงยอดสุด 3.83 เมตร ปากระฆังกว้าง 1.93 เมตร ได้ให้ช่างไทยหล่อหนึ่งครั้งไม่สำเร็จ จึงให้ช่างญี่ปุ่นชื่อนายฟูจิวารา ก่อนหล่อได้อธิษฐานขอพรพระพุทธไตรรัตนนายก “ซำปอกง” แล้วจึงทำการหล่อ แต่ต้องหล่อถึง 3 ครั้งจึงสำเร็จ

Image
ระฆังใบใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

Image
หอระฆัง


ในการหล่อระฆังครั้งนี้ ได้ทำการสร้างเหรียญปั๊มพระพุทธไตรรัตนนายกขึ้นเป็นที่ระลึกขึ้นด้วย เป็นเหรียญปั๊มมีขนาดความกว้างประมาณ 1.5 เซนติเมตร ความสูงประมาณ 2.2 เซนติเมตร ด้านหน้าเป็นรูปองค์พระพุทธปฏิมากรพระพุทธไตรรัตนนายก ประทับนั่งปางมารวิชัยบนอาสนะฐานบัว 2 ชั้น เบื้องบนเป็นดวงแก้วเปล่งรัศมี ด้านข้างมีอักษรจีน 2 ตัว และที่บริเวณพระชานุ (เข่า) ทั้งสองข้างอีก 2 ตัว อ่านได้ว่า “ซำปอกง” ใต้หูเหรียญเป็นอักษรไทยว่า “หลวงพ่อกัลยา” ส่วนด้านหลังตรงกลางเป็นรูประฆัง และใต้ระฆังเป็นตัวเลขปี พ.ศ.2473 ที่สร้างเหรียญ ด้านบนใต้หูเหรียญเป็นอักขระขอม

สิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกอย่างหนึ่งของพระพุทธไตรรัตนนายก คือ ฮู้ (ยันต์) ที่ได้รับความเคารพศรัทธาจากชาวไทยเชื้อสายจีนเป็นอย่างยิ่ง ในการนำมาติดไว้ที่หน้าประตูบ้าน หรือพกติดตัวเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต

ทั้งนี้ หากกล่าวถึง “พระโต” หรือ “หลวงพ่อโต” หรือ “ซำปอกง” องค์ใหญ่ที่เด่นๆ จะมีเพียง 3 วัดในประเทศไทย คือ ประดิษฐาน ณ วัดพนัญเชิง วรวิหาร ต.คลองสวนพลู อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา, วัดอุภัยภาติการาม ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา และแห่งสุดท้ายในกรุงเทพฯ ณ วัดกัลยาณมิตร วรมหาวิหาร นั่นเอง

Image
นอกจาก “หลวงพ่อโต” ด้านในแล้ว
วัดกัลยาณมิตรยังมีเทพจีนให้สักการะอีกหลายองค์



>>>>> จบ >>>>>


- หนังสือพิมพ์ข่าวสด หน้า 31
คอลัมน์ มุมพระเก่า โดย สรพล โศภิตกุล
- ผู้จัดการออนไลน์ 11 ธันวาคม 2550 16:37 น.
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัวMSN Messenger
น้ำใส
บัวพ้นดิน
บัวพ้นดิน


เข้าร่วม: 31 พ.ค. 2004
ตอบ: 53

ตอบตอบเมื่อ: 15 พ.ย.2006, 3:10 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน



ship.jpg


อันนี้รูปร่างของเรือที่ท่านเจิ้นเฉินกง ใช้เดินทางไปที่ต่างๆ ที่เรียกว่า เป่าฉวน
ตามภาษาจีน เป่า แปลว่า สมบัติ หรือ สิ่งมีค่า หรือ รัตนะ
ฉวน แปลว่า เรือ ดังนั้น เป่าฉวน จึงแปลว่า เรือสมบัติ

ตามความเห็นส่วนตัว ท่านเจิ้นเฉินกง ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับ หลวงพ่อโต เลยครับ
เพราะ ซำ ปอ กง คำนี้เป็น สำเนียงแต้จิ๋ว แต่ถ้าออกเสียงเป็นจีนกลาง คือ ซัน เป่า กง
ซัน แปลว่า สาม
เป่า แปลว่า รัตนะ (คำเดียวกับ เป่าฉวน ข้างต้น)
กง เป็นคำยกย่องผู้เป็นใหญ่ ทำนองเดียวกับที่ไทยเรียกว่า นาย หรือ เจ้านาย
รวมแล้ว ซำ ปอ กง แปลว่า ไตร รัตน นายก ตรงเป๋งเลยครับ ท่านแปลมาเป็นไทยอย่างถูกต้อง
ซึ่งหมายถึง พระรัตนไตร นั่นเองครับ ไม่เกี่ยวอะไรกับ ท่านเจิ้นเฉินกงเลย

ปล. อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวครับ ขัดแย้งไปอย่างไรก็ขออภัย สาธุ
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัว
สาวิกาน้อย
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 27 มี.ค. 2006
ตอบ: 2063

ตอบตอบเมื่อ: 10 ม.ค. 2008, 4:23 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

Image

“พระโต” หรือ “หลวงพ่อโต” หรือ “ซำปอกง”
ประดิษฐาน ณ วัดพนัญเชิง วรวิหาร
ต.คลองสวนพลู อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา


Image

“พระโต” หรือ “หลวงพ่อโต” หรือ “ซำปอกง”
ประดิษฐาน ณ วัดอุภัยภาติการาม
ถ.ศุภกิจ ต.บ้านใหม่ อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา
 

_________________
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัวMSN Messenger
ใบโพธิ์
บัวบาน
บัวบาน


เข้าร่วม: 02 มิ.ย. 2007
ตอบ: 307

ตอบตอบเมื่อ: 11 ม.ค. 2008, 12:49 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

สาธุ สาธุ สาธุ
 

_________________
ทำความดีทุกๆ วัน
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัว
แสดงเฉพาะข้อความที่ตอบในระยะเวลา:      
สร้างหัวข้อใหม่ตอบ
 


 ไปที่:   


อ่านหัวข้อถัดไป
อ่านหัวข้อก่อนหน้า
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน
คุณ สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้


 
 
เลือกบอร์ด  • กระดานสนทนา  • สมาธิ  • สติปัฏฐาน  • กฎแห่งกรรม  • นิทานธรรมะ  • หนังสือธรรมะ  • บทความ  • กวีธรรม  • สถานที่ปฏิบัติธรรม  • ข่าวกิจกรรม
นานาสาระ  • วิทยุธรรมะ  • เสียงธรรม  • เสียงสวดมนต์  • ประวัติพระพุทธเจ้า  • ประวัติมหาสาวก  • ประวัติเอตทัคคะ  • ประวัติพระสงฆ์  • ธรรมทาน  • แจ้งปัญหา

จัดทำโดย  กลุ่มเผยแผ่หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา ธรรมจักรดอทเน็ต
เพื่อส่งเสริมคุณธรรม และจริยธรรมในสังคม
เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2546
ติดต่อ webmaster@dhammajak.net
Powered by phpBB © 2001, 2002 phpBB Group :: ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง