Home  • กระดานสนทนา  • สมาธิ  •  สติปัฏฐาน  • กฎแห่งกรรม  • นิทาน  • หนังสือ  •  บทความ  • กวีธรรม  • ข่าวกิจกรรม  • แจ้งปัญหา
คู่มือการใช้คู่มือการใช้  ค้นหาค้นหา   สมัครสมาชิกสมัครสมาชิก   รายชื่อสมาชิกรายชื่อสมาชิก  กลุ่มผู้ใช้กลุ่มผู้ใช้   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว  เช็คข้อความส่วนตัวเช็คข้อความส่วนตัว  เข้าสู่ระบบ(Log in)เข้าสู่ระบบ(Log in)
 
ได้ทำการย้ายไปเว็บบอร์ดแห่งใหม่แล้ว คลิกที่นี่
www.dhammajak.net/forums
15 ตุลาคม 2551
 “ไถ่บาปที่เนรคุณพ่อแม่” ธาตุก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ จ.ยโสธร อ่านหัวข้อถัดไป
อ่านหัวข้อก่อนหน้า
สร้างหัวข้อใหม่ตอบ
ผู้ตั้ง ข้อความ
สาวิกาน้อย
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 27 มี.ค. 2006
ตอบ: 2063

ตอบตอบเมื่อ: 03 ก.ย. 2006, 12:29 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

Image
ธาตุก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ จ.ยโสธร


“ไถ่บาปที่เนรคุณพ่อแม่”
ธาตุก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ อ.เมือง จ.ยโสธร

ครั้งหนึ่งเมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว ที่บ้านตาดทอง ในฤดูฝนมีการเตรียมปักดำกล้าข้าว ทุกครอบครัวจะออกไปไถนาเตรียมการเพาะปลูก ครอบครัวของชายหนุ่มคนหนึ่งกำพร้าพ่อ ไม่ปรากฏชื่อหลักฐาน ก็ออกไปปฏิบัติภารกิจเช่นเดียวกัน วันหนึ่งเขาไถนาอยู่นานจนสาย ตะวันขึ้นสูงแล้ว รู้สึกเหน็ดเหนื่อย อ่อนเพลียมากกว่าปกติ และหิวข้าวมากกว่าทุกวัน ปกติแล้วแม่ผู้ชราจะมาส่งก่องข้าวให้ทุกเช้า แต่เช้านี้กลับมาช้าผิดปกติ เขาจึงหยุดไถนาเข้าพักผ่อนอยู่ใต้ต้นไม้ ปล่อยเจ้าทุยไปกินหญ้า สายตาเหม่อมองไปทางบ้าน รอคอยแม่ที่จะมาส่งข้าวตามเวลาที่ควรจะมา ด้วยความรู้สึกกระวนกระวายใจ ยิ่งสายตะวันขึ้นสูง แดดยิ่งร้อน ความหิวกระหายก็เร่งทวีคูณขึ้น

ทันใดนั้น เขามองเห็นแม่เดินเลียบมาตามคันนา พร้อมก่องข้าวน้อยๆ ห้อยต่องแต่งอยู่บนสาแหรกคาน เขารู้สึกไม่พอใจที่แม่เอาก่องข้าวน้อยนั้นมาช้ามาก ด้วยความหิวกระหายจนตาลาย อารมณ์พลุ่งพล่าน เขาคิดว่าข้าวในก่องข้าวน้อยนั้นคงกินไม่อิ่มเป็นแน่

จึงเอ่ยปากต่อว่าแม่ของตนว่า “อีแก่ มึงไปทำอะไรอยู่ จึงมาส่งข้าวให้กูกินช้านัก ก่องข้าวก็เอาก่องข้าวน้อยๆ มาให้กิน กูจะกินอิ่มหรือ ?”

ผู้เป็นแม่เอ่ยปากตอบลูกว่า

“ถึงก่องข้าวจะน้อย ก็น้อยต้อนแต้นแน่นในดอกลูกเอ๋ย ลองกินเบิ่งก่อน”

ด้วยความหิว ความเหน็ดเหนื่อย ความโมโห หูอื้อตาลาย ไม่ยอมฟังเสียงใดๆ เกิดบันดาลโทสะอย่างแรงกล้า คว้าได้ไม้แอกน้อยเข้าตีแม่ที่แก่ชราจนล้มลง แล้วก็เดินไปกินข้าว กินข้าวจนอิ่มแล้ว แต่ข้าวยังไม่หมดกล่อง จึงรู้สึกว่าตนเองตีแม่ด้วยความหิว เกิดความรู้สึกผิดชอบชั่วดี รีบวิ่งไปดูอาการของแม่ เข้าสวมกอดแม่

อนิจจา...แม่สิ้นใจไปเสียแล้ว

ชายหนุ่มร้องไห้โฮ สำนึกผิดที่ตนฆ่าแม่ของตนเองด้วยอารมณ์เพียงชั่ววูบ ไม่รู้จะทำประการใดดี จึงเข้าไปกราบนมัสการสมภารวัดเล่าเรื่องให้ท่านฟังโดยละเอียด สมภารสอนว่า

“การฆ่าบิดามารดาผู้บังเกิดเกล้าของตนเองนั้น เป็นบาปหนัก เป็นมาตุฆาต ต้องตกนรกอเวจี ตายแล้วไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดเป็นคนอีก มีทางเดียวจะให้บาปเบาลงได้ก็ด้วยการสร้างธาตุก่อกวมกระดูกแม่ไว้ ให้สูงเท่านกเขาเหิน จะได้เป็นการไถ่บาปหนักให้เบาบางลงได้บ้าง”

เมื่อชายหนุ่มปลงศพแม่แล้ว ขอร้องชักชวนญาติมิตรชาวบ้านช่วยกันปั้นอิฐก่อเป็นธาตุเจดีย์บรรจุอัฐิแม่ไว้ จึงให้ชื่อว่า “ธาตุก่องข้าวน้อยฆ่าแม่” จนตราบทุกวันนี้

นอกจากธาตุก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ ซึ่งเป็นที่รู้จักโดยทั่วไปแล้ว ที่วัดทุ่งสะเดา ซึ่งอยู่ห่างกันไปประมาณ ๒ กิโลเมตร ก็มี ธาตุก่องข้าวน้อย ตั้งอยู่เช่นกัน แต่คนส่วนใหญ่ไม่รู้จัก

พระครูวิมลสุวรรณคุณ เจ้าอาวาสวัดทุ่งสะเดา และเจ้าคณะตำบลตาดทอง อ.เมือง จ.ยโสธร เล่าว่า ธาตุก่องข้าวน้อยที่วัดทุ่งสะเดานั้น มีตำนานคล้ายธาตุก่องข้าวน้อยที่บ้านตาดทองเช่นกัน แต่จะเป็นธาตุแม่หรือธาตุลูกไม่มีหลักฐาน จากอดีตที่ยาวนาน ชาวบ้านตาดทองและบ้านสะเดาต่างมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดตลอดมา เพราะเป็นเครือญาติมาชั่วหลายอายุคน จากประวัติที่เล่าสืบต่อกันมายาวนานจากผู้สูงอายุ ทั้งที่ยังมีชีวิตและที่เสียชีวิตไปแล้ว ทุกคนบอกว่าเจดีย์ที่บริเวณวัดทุ่งสะเดา คือ ธาตุก่องข้าวน้อย แต่จะเป็นธาตุลูก หรือธาตุแม่นั้น ไม่มีหลักฐาน หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรก็ไม่มี เนื่องจากหอไตรที่เก็บประวัติและใบลานของวัดถูกไฟไหม้เสียหายไปหมดสิ้น เจ้าอาวาสที่อยู่ประจำทุกวันนี้ก็ได้ยินเพียงคำบอกเล่าสืบต่อกันมา

สำหรับเหตุผลที่คนนิยมมาไหว้ธาตุก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ นายสุวรรณ ขลุ่ยเงิน อายุ ๗๙ ปี ผู้ดูแลธาตุก่องข้าวน้อย บอกว่า ในแต่ละวันมีผู้คนทั้งชาวไทยและต่างชาติ มาสักการบูชาไม่น้อยกว่า ๑๐๐ คน ถ้าเป็นหน้าเทศกาลปีใหม่ หรือสงกรานต์ จะมีไม่น้อยกว่า ๕๐๐ คน เพื่อขอโชคลาภ บางคนมากราบไหว้เพื่อขอขมาลาโทษ เหมือนเป็นการไถ่บาปที่ทำให้พ่อแม่เสียใจ

นางบังอร เกสรศาสตร์ อายุ ๓๘ ปี ชาว จ.อุบลราชธานี เหมารถมากับญาติ ๑๐ คน ให้เหตุผลการมาไหว้ธาตุก่องข้าวน้อยว่า “เหตุที่ตั้งใจมากราบไหว้เพราะทำสิ่งที่ไม่ดีกับแม่ตั้งแต่ยังเป็นสาว โดยทำให้แม่เสียใจจนแม่ตรอมใจตาย ด้วยความสำนึกผิด และภาพที่ทำไม่ดีกับแม่ตามหลอกหลอนอยู่ตลอด เมื่อมีลูกถึงรู้ว่าบุญคุณแม่สุดเหลือคณานับ ไม่สามารถจะบรรยายได้ เพิ่งรู้ว่า เลี้ยงดูลูกนั้นยากหนักหนาขนาดไหน จึงมาสำนึกที่ทำให้แม่ต้องเสียใจด้วยการกราบไหว้ธาตุก่องข้าวน้อยทุกปี เพื่อรำลึกถึงบุญคุณแม่”

Image
ธาตุก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ จ.ยโสธร


มาตุฆาต-ครุกรรม

พระอาจารย์สุขเกษม เขมสุโข พระวัดประดู่ธรรมาธิปัตย์ กรุงเทพฯ อธิบายว่า กรรมหนัก มีคำที่มีความหมายเหมือนกันอยู่ ๒ คำ คือ อนันตริยกรรม (อะ-นัน-ตะ-ริ-ยะ-กำ) และ ครุกรรม (คะ-รุ-กำ) แต่คำว่า ครุกรรม มีความหมายทั้งกรรมฝ่ายที่เป็นกุศล คือ ฝ่ายดี และฝ่ายที่เป็นอกุศล คือ ฝ่ายไม่ดี

ครุกรรมที่เป็นกุศลได้แก่ฌานสมาบัติ ๘ ผู้ได้ฌานสมาบัติชื่อว่าได้ทำกรรมฝ่ายกุศลที่ดีที่สุด เมื่อสิ้นชีวิตแล้วย่อมได้เกิดในพรหมโลกทันที ส่วนครุกรรมที่เป็นฝ่ายอกุศล ซึ่งมีผลมาก มีโทษรุนแรงที่สุด ตัดทางสวรรค์ ตัดทางนิพพาน มีการกระทำอยู่ ๕ ประการที่ถือว่าเป็นกรรมหนัก คือ ๑. มาตุฆาต หมายถึง ฆ่ามารดา ๒. ปิตุฆาต หมายถึง ฆ่าบิดา ๓. อรหันตฆาต หมายถึง ฆ่าพระอรหันต์ ๔. โลหิตุปบาท หมายถึง ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงยังพระโลหิตให้ห้อขึ้นไป และ ๕.สังฆเภท หมายถึง ทำสงฆ์ให้แตกกัน

มาตุฆาต แปลว่า ฆ่ามารดา หมายถึง การทำให้มารดาผู้บังเกิดเกล้าเสียชีวิต เป็นกรรมที่ให้ผลไม่มีระหว่างกรรมที่ให้ผลทันทีหลังจากตายไป ไม่มีกรรมอื่นมาให้ผลคั่นกลาง เป็นบาปที่สุดยิ่งกว่ากรรมใดๆ เมื่อผู้ทำตายไปย่อมตกนรกทันที แม้จะทำบุญอื่นไว้มาก ก็ต้องไปรับผลกรรมนั้นก่อน และจัดเป็นกรรมที่หนักที่สุด ไม่มีกรรมอื่นที่จะหนักเท่า ผู้ทำกรรมนี้แล้วย่อมถูกลงโทษในนรกให้ได้รับทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส

นอกจากนี้แล้วในพระวินัยท่านกำหนดไว้ว่า “เมื่อผู้ใดทำมาตุฆาต ผู้นั้นเป็นผู้ต้องห้ามมิให้บรรพชาอุปสมบทเด็ดขาด เช่นเดียวกับผู้ทำอนันตริยกรรมข้ออื่นๆ”

พระอาจารย์สุขเกษม ให้คติธรรมด้วยว่า การสำนึกถึงบุญคุณพ่อแม่เป็นเรื่องดี แต่จะมีประโยชน์อะไรสำหรับผู้ที่สำนึกบุญคุณของท่านเมื่อท่านจากโลกนี้ไปแล้ว การทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ท่านไม่เท่ากับทำความดีต่อท่าน

การเลี้ยงดูท่าน เชื่อฟังคำสั่งสอนของท่าน เท่ากับได้ทำบุญกับพระอรหันต์เลยทีเดียว เพราะพ่อแม่ถือว่าเป็นพระอรหันต์ของลูกทุกๆ คน



.......................................................

นสพ. คม ชัด ลึก คอลัมน์พระเครื่อง
ฉบับวันที่ 11 ส.ค. 2549
เรื่อง/ภาพ คำดี พรมมากอง จ.ยโสธร
 


แก้ไขล่าสุดโดย สาวิกาน้อย เมื่อ 21 เม.ย.2007, 12:53 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัวMSN Messenger
แก้วลักษณ์
บัวใต้ดิน
บัวใต้ดิน


เข้าร่วม: 03 ส.ค. 2006
ตอบ: 35

ตอบตอบเมื่อ: 24 พ.ย.2006, 12:56 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

ขออนุโมทนาสาธุด้วยค่ะ สงสัย เจ๋ง ยิ้มเห็นฟัน
 

_________________
ธรรมะคือความจริงของชีวิต
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัว
อากง
บัวใต้ดิน
บัวใต้ดิน


เข้าร่วม: 18 มี.ค. 2007
ตอบ: 41
ที่อยู่ (จังหวัด): สตูล

ตอบตอบเมื่อ: 18 มี.ค.2007, 8:55 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

สาธุ สาธุ
 

_________________
ทำทาน รักษาศีล เจริญสมาธิ สติ ปัญญา
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัว
suvitjak
บัวบาน
บัวบาน


เข้าร่วม: 26 พ.ค. 2008
ตอบ: 457
ที่อยู่ (จังหวัด): khonkaen

ตอบตอบเมื่อ: 15 ก.ค.2008, 5:01 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

สาธุ เคยไปมาแล้วหลายรอบ ใครยังไม่ไปลองไปดูนะครับ แลบลิ้น
 

_________________
ซื่อกินไม่หมดคดกินไม่นาน
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัว
แสดงเฉพาะข้อความที่ตอบในระยะเวลา:      
สร้างหัวข้อใหม่ตอบ
 


 ไปที่:   


อ่านหัวข้อถัดไป
อ่านหัวข้อก่อนหน้า
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน
คุณ สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้


 
 
เลือกบอร์ด  • กระดานสนทนา  • สมาธิ  • สติปัฏฐาน  • กฎแห่งกรรม  • นิทานธรรมะ  • หนังสือธรรมะ  • บทความ  • กวีธรรม  • สถานที่ปฏิบัติธรรม  • ข่าวกิจกรรม
นานาสาระ  • วิทยุธรรมะ  • เสียงธรรม  • เสียงสวดมนต์  • ประวัติพระพุทธเจ้า  • ประวัติมหาสาวก  • ประวัติเอตทัคคะ  • ประวัติพระสงฆ์  • ธรรมทาน  • แจ้งปัญหา

จัดทำโดย  กลุ่มเผยแผ่หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา ธรรมจักรดอทเน็ต
เพื่อส่งเสริมคุณธรรม และจริยธรรมในสังคม
เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2546
ติดต่อ webmaster@dhammajak.net
Powered by phpBB © 2001, 2002 phpBB Group :: ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง