Home  • กระดานสนทนา  • สมาธิ  •  สติปัฏฐาน  • กฎแห่งกรรม  • นิทาน  • หนังสือ  •  บทความ  • กวีธรรม  • ข่าวกิจกรรม  • แจ้งปัญหา
คู่มือการใช้คู่มือการใช้  ค้นหาค้นหา   สมัครสมาชิกสมัครสมาชิก   รายชื่อสมาชิกรายชื่อสมาชิก  กลุ่มผู้ใช้กลุ่มผู้ใช้   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว  เช็คข้อความส่วนตัวเช็คข้อความส่วนตัว  เข้าสู่ระบบ(Log in)เข้าสู่ระบบ(Log in)
 
ได้ทำการย้ายไปเว็บบอร์ดแห่งใหม่แล้ว คลิกที่นี่
www.dhammajak.net/forums
15 ตุลาคม 2551
 ลักษณะเปรต และความพ้นจากเปรต (ก.เขาสวนหลวง) อ่านหัวข้อถัดไป
อ่านหัวข้อก่อนหน้า
สร้างหัวข้อใหม่ตอบ
ผู้ตั้ง ข้อความ
สาวิกาน้อย
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 27 มี.ค. 2006
ตอบ: 2063

ตอบตอบเมื่อ: 30 ส.ค. 2006, 7:52 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

Image

ลักษณะเปรต และความพ้นจากเปรต
โดย ท่าน ก.เขาสวนหลวง

สำนักปฏิบัติธรรมเขาสวนหลวง จ.ราชบุรี
๔ มิถุนายน ๒๕๑๕



วันนี้เป็นวันคล้ายกับวันถวายพระเพลิงพระสรีระของพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งกระโน้น แต่ว่าก็ยังเป็นทิฎฐานุคติอันเลิศ สำหรับเป็นเครื่องเตือนใจของตัวเองในการที่จะต้องปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นการเพียรเผากิเลสให้เบาบางจางคลายไป แล้วมันก็จะได้ไม่มีความทุกข์หรือว่ามีความทุกข์น้อยลง มันเป็นเรื่องสำคัญอยู่อย่างนี้

ตลอดเวลาในวันหนึ่งคืนหนึ่งนี้ เราจะต้องเพียรเผากิเลสกันจริงๆ อย่าให้เป็นการหลอกลวงตัวเองให้มากไปนักเลย จะต้องให้เป็นการรู้สึกตัวทั่วพร้อม และมีการเพียรเพ่ง พิจารณาอยู่เนืองนิจ เพื่อทำลายอาสวกิเลสที่เป็นเครื่องหลอกลวงอยู่ทุกขณะ ไม่ว่าจะมีการหลอกลวงโดยอารมณ์หรือโดยผัสสะก็ตาม ล้วนแล้วแต่จะต้องมีสติเป็นเครื่องกั้น มีปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาเลิกละทำลายตัดรอนมัน หรือปล่อยวางไป ไม่ให้มันมาก่อรูปก่อเรื่องให้เป็นการยึดมั่นถือมั่นแล้วก็มีความทุกข์เดือดเนื้อร้อนใจไปต่างๆ

เพราะความไม่รู้ความจริงมันจึงหลงละเมอเพ้อไปตามอารมณ์หรือตามผัสสะที่มากระทบชั่วขณะหนึ่ง แล้วก็ดับไป มีลักษณะอย่างนี้ทุกขณะไปหมด แล้วก็ไม่มีเป็นอะไรจริงจังเลย แต่ว่าความโง่หลงที่มันยังมีอยู่ในสันดานนี่แหละ มันจึงเป็นความยึดมั่นถือมั่นหลงละเมอเพ้อไปตามผัสสะที่มากระทบ ทั้งดีทั้งชั่วมันก็เป็นเครื่องยั่วยวนให้จิตใจนี้มีการหวั่นไหวโยกโคลง

ถ้ามีการหยุดดูหยุดรู้จิตใจของตนอยู่เนืองนิจแล้ว มันจะเป็นการตัดรอนทอนกำลังทางผัสสะได้มากมายเหลือประมาณ เพราะมันกระทบทีไรก็ตามเห็นความดับของมัน และมันจะมีลักษณะอยู่อย่างนี้ทั้งนั้น แต่ยังไม่เป็นการยืนรู้ดูมันให้เป็นความชัดแจ้ง มันจึงไปมีความยึดถือดีชั่วตัวตน แล้วมันก็เป็นทุกข์อยู่ในตัวเอง เพราะมันยังรู้ไม่ทั่วถึงภายในตัวเอง มันไปรู้เรื่องข้างนอกเสียหมด ไปเอาเรื่องทางผัสสะ ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นรู้รส กายได้รับสัมผัส ใจได้รับธรรมารมณ์ ล้วนแต่วิ่งตามไป หมุนตามไป เคว้งคว้างอยู่ในความว่าง

ทั้งๆ ที่มันก็ไม่มีอะไร แต่มันหลงยึดไปเอง หลงเห็นว่าจริงจังเป็นตัวเป็นตนไป มันจึงมีทุกข์แล้วทุกข์อีกโดยไม่รู้สึกตัว มันจึงมีความไขว่คว้าเอาเรื่องข้างนอกมาเป็นอารมณ์ โดยมาหลอกลวงในลักษณะดีบ้าง ชั่วบ้าง สุขบ้าง ทุกข์บ้าง สับสนอยู่ แล้วมันก็ไม่รู้อะไร มันก็อยากจะรู้ แต่แล้วมันก็ไม่รู้ เพราะมันยังหลงอารมณ์ ที่เกิดดับเฉพาะหน้า แล้วมันจะไปรู้อะไรที่ไหน มันจะไปฝันถึงเรื่องอะไรที่ไหน ทำไมจึงไม่หยุดดูหยุดรู้จิตใจของตนเองให้เป็นการรู้จริงเห็นแจ้งว่า ทุกสิ่งมันเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปอย่างนี้ ทุกลมหายใจเข้าออก ไม่มีอะไรให้น่าเอาน่าเป็น แต่ประการใดเลย เมื่อมันยังโง่ยังหลงยังไม่รู้อะไร มันจึงหยุดไม่ได้ สงบไม่ได้ เพราะมันหลงมายาของความปรุงความคิดแล้วมันก็ยึดมั่นถือมั่นเข้ามา แล้วก็วิพากษ์วิจารณ์ออกไป

เรื่องต่างๆ ที่จำเอามาปรุงมาคิดนั้น มันก็เป็นความฝันชั่วขณะหนึ่ง แล้วก็ดับไป เป็นไปในลักษณะนี้เฉพาะหน้า ปัจจุบัน ถ้าเป็นการดูจริง รู้แจ้ง ในลักษณะของอารมณ์ทั้งหลายที่ปรากฏเกิดดับเฉพาะหน้าทุกขณะแล้ว มันก็เป็นผัสสะที่กระทบแล้วก็ดับ กระทบแล้วก็ดับ ไม่มีความหมายว่าเป็นดีเป็นชั่วหรือเป็นสุขเป็นทุกข์

ข้อปฏิบัติที่น่าสนใจ คือ จะต้องอ่านตัวจริงที่ปรากฏให้แจ่มแจ้งอยู่ทุกขณะ ไม่ต้องไปมีความจำหมายเอาเรื่องอะไรมา มันมีแต่ความปล่อยวางว่างเปล่าไป ดูความเป็นจริงของอารมณ์ และผัสสะทั้งหลาย มันแสดงความเปลี่ยนแปลงว่างเปล่าจากความเป็นตัวตนอยู่เฉพาะหน้าทุกๆ ขณะ

ถ้าอ่านออกในเรื่องนี้แล้ว ข้อปฏิบัติจะไม่มีการไถลหรือเฉไฉไปเอาเรื่องจำเรื่องคิดเข้ามา เป็นการทำให้นุงถุงยุ่งยาก แล้วก็เป็นการชักใยพันตัวเองอย่างซ้ำๆ ซากๆ แล้วก็พูดเพ้อเจ้อออกมาในลักษณะต่างๆ เป็นการทำให้ตกอยู่ในสังสารวัฏฏ์โดยที่ไม่รู้จักตัวเองว่ามันไม่มีตัวตน แต่นี่มันยังโง่มันยังหลงยึดมั่นถือมั่นอยู่ มันก็ต้องมีการทนทุกข์อยู่

เพราะฉะนั้นจะต้องดูให้เห็น ถ้ายังไม่เห็นมันก็ยังเป็นคนโง่ แม้จะมีการปฏิบัติมาเป็นเวลานานก็ตาม ก็ยังไม่ได้มีดวงตาเห็นธรรมภายในเลย แล้วมันก็วิ่งไปเอาเรื่องข้างนอก เอาผัสสะทางตา หู มันก็ชุลมุนไป หมุนไป เคว้งคว้างอยู่ในความว่าง คือไม่มีอะไร มีแต่ความเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปเท่านั้นเอง

แล้วนี่มันหลงอยู่ในความฝันเพ้อ ฝันเพลินหรือไม่ ก็พิจารณากันดูเสีย อย่าให้เป็นเหมือนเปรตที่กระหายน้ำจนคอแห้ง นอนอยู่ริมสระน้ำ โดยที่ไม่ได้ดื่มน้ำสักหยดเดียว มันจึงมีความหิวกระหายอยู่ตลอดเวลา แล้วอย่างนี้มันจะไปปฏิบัติได้อย่างไร เพราะมันยังมีความโง่เขลางมงายท่วมทับให้จิตใจนี้มืดมนทนทุกข์อยู่ แล้วมันก็มีแต่ความหิวกระหายไปต่างๆ อย่างนั้นอย่างนี้ สลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนอยู่ภายในตัวเองโดยที่ไม่รู้สึกตัวเลย

ตัวตนนี่เองมันแสดงปฏิกริยาที่มีความต้องการอะไรๆ อยู่ แล้วมันก็มีแต่เรื่องชุลมุนวุ่นวายของความรู้สึกนึกคิดที่มันแส่ส่ายไปตามอารมณ์ทั้งนั้น แล้วมันก็ตกอยู่ในกองทุกข์อย่างใหญ่หลวงและน่ากลัวที่สุด แต่มันก็กลับเพิกเฉยไม่นึกกลัว หรือไม่เกรงต่อความมีทุกข์โทษที่ท่วมทับขึ้นมา เพราะความยึดมั่นถือมั่นอยู่ทั้งนั้น

เมื่อมันยังมีการยึดถืออยู่ ยังติดยังข้องอยู่ หรือว่ายังมีความยึดถือตัวตนอยู่ ทีนี้ ตัวตนนี้เมื่อมันมีการรู้สึกอะไรขึ้นมาตามธรรมชาติของมันที่มีความต้องการ หรือถ้ามีใครมายกย่องมันเข้า มันก็มีการแสดงปฎิกริยาเป็นการยกหูชูหางขึ้นมาตามลักษณะของมัน ที่มันยังมีความโง่ ยังมีความหลงอยู่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นมันจึงมีแต่การแส่ส่ายไปไม่หยุดหย่อนเลย มันจะหลงงมงายไปถึงไหน มันจะไปเอาอะไรที่ไหน ให้หยุดดู หยุดรู้ตัวเองเสียอย่าเที่ยวแส่ส่ายไปเลย มันจะยิ่งตกหล่มจมเหวจมไฟตายหมด

อย่าได้มีความประมาทเลย เดี๋ยวนี้มีความรู้สึกตัวขึ้นมาอย่างไร มีความหยุดดูหยุดรู้ หรือมีการปล่อยวางตัวตนออกไปได้อย่างไรบ้าง ล้วนแต่ต้องเป็นข้อสอบของตัวเองอยู่ทุกเวลานาทีของชีวิตทีเดียว เพราะถ้าไม่มีการสอบตัวเองด้วยข้อปฏิบัติที่เป็นการพิจารณาตัวเองให้เป็นการรู้แจ่มแจ้งขึ้นมาแล้ว แม้จะมีการฟังการอ่านอย่างไรๆ ก็ตาม ในที่สุดมันก็คว้าน้ำเหลว หรือจะเห็นดีเห็นถูกก็ขั้นเปลือกๆ แต่เนื้อแท้ของมันนั้น มันยังเป็นเปรตมีการหิวกระหายอยู่ตลอดเวลา

เพราะฉะนั้น มันจึงเป็นของยากสำหรับที่จะพูดให้เป็นความรู้สึกตัวเอง ในด้านในนั้นมันยังรับฟังไม่ถูก มันยังถูกหลอกถูกลวงโดยอารมณ์ด้วยความหลงงมงายของมันอยู่ มันจึงเดินผิดทาง แล้วมันก็นึกว่ามันเดินถูกทางแล้ว ความหลอกลวงอยู่ในตัวเองนี้มันช่างสับสนอลหม่านเสียจริง แล้วก็เป็นการรู้ยากเห็นยากสำหรับคนที่มีจิดใจหวั่นไหวตื่นเต้นต่ออารมณ์หรือผัสสะง่ายดายนั้น มันเป็นการแสดงออกของคนโง่คนหลง ของคนที่ไม่มีธรรมะภายใน ของคนที่ยังหลับหูหลับตาอยู่ เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นคนงมงายอยู่กับทุกข์กับโทษที่ท่วมทับเข้ามามากมายก่ายกอง หลายชั้นหลายชนิดมันก็ไม่รู้สึกตัว แล้วมันจะปฏิบัติไปทางไหนกัน หรือมันจะปฏิบัติไปเอาอะไรที่ไหนกัน มันจึงมีแต่ความหลงละเมอเพ้อคลั่งไป โดยที่ไม่มีดวงตาภายในเสียเลย แล้วมันก็มีแต่พูดกันเพ้อเจ้อพล่ามไป

เรื่องความโง่เขลางมงายภายในตัวเองนี้ มันลึกซึ้งนัก มันมีความหลอกลวงอยู่ในความรู้ตัวเองนี้หลายชั้นนัก สำหรับคนโง่เขลาแล้ว มันก็มีแต่จะทะเยอทะยานออกไปรู้แต่เรื่องข้างนอก มันจะมองไม่เห็นความเป็นมายาภายในตัวของมันเองได้เลย มันจะปฏิบัติมาเท่าไรๆ แม้ว่ามันจะเคยรู้อะไรขึ้นมาบ้าง มันก็เป็นของชั่วครั้งชั่วคราว แล้วในที่สุดมันก็คว้าน้ำเหลว แล้วมันก็หิวกระหายต่อไปอีก แล้วมันก็ทุกข์อยู่ทุกขณะ แล้วมันจะไปเอาอะไรที่ไหน มันจะปฏิบัติเพื่ออะไร นี่ล้วนแต่เป็นปัญหาถามตัวเองดูให้รู้เรื่อง มิฉะนั้นมันจะวิ่งไป จะหมุนไป มีการท่องเที่ยวไปตามความจำ ความคิด ความปรุง สับสนอลหม่านกันไป แม้จะให้มันหยุดมันก็ไม่ยอมจะหยุด แล้วมันก็ฉุดกันวิ่งไป

ในหมู่ผู้ปฏิบัติที่แม้จะมีความสงบอยู่ มันก็ยังเป็นการเพลิดเพลินอยู่ มันยังไม่เป็นการรู้จริงเห็นแจ้งที่จะเป็นการเบื่อหน่ายคลายกำหนัดออกไปได้ ยังเป็นเปรตผอมโซหิวกระหายอยู่ตลอดเวลา เพราะจิตใจของมันไม่สงบไม่มีความพอนั่นเอง หรือว่ามันยังไม่มีการเห็นธรรมะด้วยใจจริงนั่นเอง มันจึงมีการแสดงออกของคนหลงละเมอไปในเรื่องราวต่างๆ นานาทั้งหมด แล้วอย่างนี้การปฏิบัติธรรม มันจะเป็นการหลุดพ้นไปจากทุกข์จากโทษได้อย่างไร แม้แต่ทุกข์โทษของการยึดมั่นถือมั่นในตัวเอง มันก็ยังไม่รู้ประสีประสาเลย แล้วมันจะไปรู้อะไรที่ไหน

ถ้าเป็นคนมีสติปัญญา ที่จะพิจารณารู้จักทุกข์โทษของความยึดมั่นถือมั่นภายในตัวของมันเองทุกๆ ขณะแล้ว การปฏิบัติมันจะไม่มีความต้องการอะไรเลย ทั้งในแง่ผิดถูก หรือตามธรรมดาที่เป็นการรู้อารมณ์ หรือมีการกระทบผัสสะชนิดไหนก็ตาม มันจะไม่ยึดมั่นถือมั่น เพราะมันมองเห็นอยู่ทุกๆ ขณะหมด ว่าไม่มีอะไรที่จะน่าไปยึดมั่น ถือมั่นเลย ถ้ามันไม่ได้พิจารณาเห็นในแง่นี้แล้ว มันจะมีแต่ความชุลมุนวุ่นวายกันไปชักชวนกันไปเข้าในเกลียวหมุน แล้วก็หมุนเคว้งคว้างอยู่ในความว่าง ที่มันไม่มีอะไรให้เอานั่นเอง แต่ว่ามันยังมองไม่เห็น มันก็วิ่งไปอย่างนั้นเอง

ทีนี้เมื่อใครมีดวงตาของสติปัญญาขึ้นมาได้ มันจะมีการหยุดดูหยุดรู้ ลักษณะของจิตที่มีการสงบรู้ตัวเองนั้น มันมีความแจ่มใส ไม่มืดมัว ไม่เร่าร้อน ไม่เศร้าหมองแต่ประการใด แต่มันถูกกิเลสตัณหาอุปาทาน เข้ามาห่อหุ้ม ปิดบัง ปรุงแต่งมันไปเสียทั้งหมด มันก็เลยหยุดไม่ได้สงบไม่ได้ กระสับกระส่ายไป ดิ้นรนไปเหมือนสัตว์ที่มันต้องการอาหารทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ มันก็หยุดอยู่ไม่ได้ มันจะต้องวิ่งไป การวิ่งไปนี่แหละ เขาเรียกว่าเป็นการท่องเที่ยวอยู่ในสังสารวัฏฏ์ ซึ่งเป็นความทุกข์แล้วทุกข์อีกอยู่

วันเวลาที่มีชีวิตอยู่นี่ ถ้าว่าพูดตามสภาพธรรมแท้แล้ว ไม่มีการอยู่ ไม่มีการไปไม่มีการมา เพราะถ้ายังมีแล้วมันก็เป็นเรื่องของความโง่เขลาที่ยังมีความยึดมั่นถือมั่นอยู่นั่นเอง เพราะฉะนั่นจึงควรเพียรเพ่งพิจารณาดูให้รู้เรื่องเสีย ว่าชีวิตที่มีการเป็นอยู่นี้มันไม่ใช่เป็นตัวอยู่ ไม่ใช่เป็นตัวไปตัวมา มันเป็นตัวของความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตนทั้งนั้น

นี่มันเรื่องให้ถอนอุปาทาน แต่จะกลับพล่านกันไป แล้วมันก็ไม่หยุด มันก็สงบไม่ได้ เพราะมันมีแต่วิ่งพล่านไปหมด ทีนี้ความที่จะเข้ามาหยุดดูหยุดรู้ตัวเองอย่างซ้ำซากนี้ มันหยุดไม่ได้ มันสงบไม่ได้ แล้วนี่มันจะโง่ไปถึงไหน มันจะยึดถืออะไรต่ออะไรเป็นการชักใยพันตัวเองไปถึงไหน เพราะว่าเมื่อมันมีสันทิฏฐิโก คือ เป็นการรู้เห็นธรรมด้วยใจจริงแล้ว ไม่ว่าเรื่องอะไร ผัสสะอะไรทั้งหมดเป็นของว่าง ถ้ายังมองไม่เห็นเป็นของว่างแล้ว มันก็วุ่น เรื่องจะเอานั่นเอานี่ ชุลมุนวุ่นวายกันไป กระหืดกระหอบกันไปเหมือนเปรต ถ้าหากว่ามันไปไหนไม่ได้มันก็นอนทำตาปริบๆ อยู่นั่น แล้วมันก็หิวกระหายอยู่นั่นแหละ

เพราะฉะนั้น เปรตจำพวกนี้มันอยู่ที่ไหนกันแน่ มันก็น่าจะสอบสวนดูนะ ว่าถ้ามันยังมีการหิวกระหายอยู่ มันไม่สงบแล้ว มันก็ยังเป็นเปรตอยู่ในตัวเองนี่แหละ ไม่ใช่ตายแล้วก็ไปเกิดเป็นเปรต นั่นมันเรื่องข้างนอก ทีนี้เป็นเปรตอยู่นี่ แม้จะได้เรียนรู้ธรรมะหรือคำสอนของพระพุทธเจ้ามากมายก่ายกองเท่าไร เปรตนี่ก็ไม่ได้รู้รสเลย นอนแขม่บๆ อยู่นี่ หิวกระหายอยู่นี่ แล้วถ้าใครจะเอานี้มาหยดให้สักหยดหนึ่งมันก็ยิ่งหิวกระหายมากยิ่งขึ้นไปอีก

เปรตจำพวกนี้มันหิวกระหายอยู่ตลอดเวลา เพราะมันยังไม่มีดวงตาเห็นธรรมนั่นเอง ถ้ามันมีดวงตาเห็นธรรมแล้ว มันก็จะหยุดความหิวกระหาย แล้วมันก็จะไม่เป็นเปรตอีกต่อไป แล้วมันก็จะได้เป็นผู้รู้ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรมขึ้นมา ถ้ามันไม่มีความรู้สึกขึ้นมาอย่างนี้แล้ว มันก็ตกไปเป็นเปรต เป็นคนตาบอด เป็นคนหูหนวก ทั้งที่มันก็อยากได้ยินได้ฟังอะไรอยู่ หาเรื่องแปลกๆ ใหม่ๆ มาเป็นอาหารของจิตใจอยู่ แล้วมันก็หิวกระหายต่อไปอีก อยากจะได้อาหารใหม่ๆ ต่อไปอีก

นี่แหละลักษณะของเปรตที่ไม่มีการรู้เห็นธรรมะภายในใจของตนเอง ยังไม่พบเข้ากับ อมตธรรม หรืออมตธาตุ ที่ปราศจาก ความหมาย ความสมมุติใดๆ ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นเปรตอยู่ตลอดเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่ มันจะอ้างตัวเองว่าเป็นผู้ปฏิบัติธรรมมาสักกี่พรรษา หรือจะปฏิบัติไปจนตายมันก็พ้นจากความเป็นเปรตไปยังไม่ได้ แล้วอย่างนี้มันจะน่ากลัวไหม มันจะน่ารู้สึกตัวไหม

ถ้ามันไม่หยุดดูหยุดรู้ตัวเองแล้ว มันก็จะเป็นเปรตวิ่งไปตลอดเวลานั้นเอง ต่อเมื่อไรมันมาหยุดดูหยุดรู้เห็นความจริงประจักษ์ชัดใจแล้ว มันปล่อยวางหมดไปเลย ว่าง ว่างจากตัวเรา ว่างจากของเรา ดีชั่วอะไรภายนอกที่กระทบผัสสะก็ว่างหมด ไม่ได้มีความหมาย ดีชั่ว ถูกผิด เท็จจริงอะไร ก็กวาดทิ้งไปหมดเลย และจิตที่มันว่าง เพราะไม่มียึดมั่นถือมั่นนี่แหละ มันจึงจะเป็นจิตที่ปราศจากกิเลสตัณหาได้ แล้วก็เป็นจิตที่สะอาด สว่าง สงบ ขึ้นมา

ถ้าไม่ได้มีการหยุดดูหยุดรู้ตัวเองได้แล้ว มันก็ต้องเป็นเปรต ถ้ามันหยุดดูหยุดรู้ตัวเองได้แล้ว มันก็มีแต่ความรุ่งเรืองของสติปัญญา หรือว่าเป็นการเข้าถึงสัจจะธรรม อันไม่มีความเกิด ไม่มีความแก่ ไม่มีความเจ็บ ไม่มีความตายแต่ประการใดเลย เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรมะหรือการปฏิบัติธรรมะ มันจึงต้องเข้ามาอ่านตัวเอง ตรวจสอบตัวเอง โดยที่ไม่ได้เอาเรื่องจำ เรื่องคิด มากมายก่ายกอง ล้วนแต่เป็นการอ่านหนังสือกันมากมายก่ายกอง นั่นมันก็ล้วนแล้วแต่ว่า อ่านเท่าไรฟังเท่าไร มันก็กลายเป็นอากาศธาตุไปหมด แล้วมันก็ไม่รู้ประสีประสาไปตามเดิม

แล้วถ้ามันยังตกอยู่ในลักษณะอย่างนี้ละก็ มันยังเป็นเปรตอยู่ หรือมันยังเป็นสัตว์เดรัจฉานอยู่ เพราะมันยังไม่รู้ความจริงนั่นเอง เพราะฉะนั้นจะต้องแก้ปัญหาของตัวเองเสียให้ได้ในเรื่องนี้ ถ้าไม่ได้หยุดดู หยุดรู้ตัวเองให้เป็นการเห็นแจ้งแทงตลอดเข้าด้านในแล้ว มันก็เป็นเครื่องพยากรณ์ตัวเองได้ ว่ายังเป็นเปรตเป็นสัตว์นรก เป็นสัตว์เดรัจฉาน ชุลมุ่นวุ่นวายอยู่ แม้ว่ามีชีวิตอยู่เพื่อจะเพียรเผากิเลส ให้เป็นการประจักษ์แจ้งชัดด้วยสติปัญญาจริง มันก็ไม่มีความรู้สึกตัวได้ มันมีแต่จะเถลไถลออกไปหาเรื่องภายนอกกันทั้งนั้น แล้วนี่มันจะเต้นแร้งเต้นกากันไปถึงไหน

ถ้ามันไม่มีความรู้สึกหยุดดูหยุดรู้ตัวเองได้แล้ว มันก็ตกระกำลำบากยุ่งยากมากมายนัก โดยที่ไม่น่ายึดมั่นถือมั่น มันก็ยังอุตส่าห์ไปเที่ยวยึดมั่นเข้ามาหลอกตัวเองว่านั่นดีนี่ชั่ว นั่นถูก นี่ผิด นั่นเท็จ นี่จริง สารพัดที่จะหลงไปปรุง ไปคิด ไปจำ ไปเอา ไปเพ่งเล็ง ทั้งหมดนี่ล้วนแต่บ้าหอบฟางทั้งนั้น หอบไปหอบมาก็เหนื่อยแล้วเหนื่อยอีกเหนื่อยไปเปล่าๆ ความหอบนั่น มันความยึดมั่นถือมั่นไปทั้งหมด ทีนี้ถ้ามันเกิดความรู้ภายในขึ้นมาว่า การหอบฟางนี่มันไม่ดีเลย อย่าไปเอาเลยเรื่องมากๆ เรื่องพูด เรื่องจำ เรื่องคิดนี่ หยุด หยุดที ไม่เอาอะไรแล้ว

ถ้ามันหยุด มันเลิก มันก็จะพบของจริง ถ้ามันยังวิ่ง มันก็จะยิ่งหลงต่อไปอีก เพราะฉะนั้นการปฏิบัติธรรมนี่ แม้ว่าจะมีการพูดซ้ำซากอยู่มากมายอย่างไร พวกเปรตนี่ ไม่ฟัง ไม่รู้เรื่อง ถ้าที่ไหนรู้ก็ไม่ใช่เป็นเปรต ถ้ายังไม่รู้มันก็เป็นเปรตอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นนี่เป็นเครื่องสอบตัวเองด้วยกันทั้งหมด ถ้ารู้มันก็หยุดได้ แล้วก็ไม่เป็นเปรต ถ้ามันยังไม่รู้ มันก็อยากจะได้ อยากจะเอา อยากจะวิ่ง แล้วนั่นแหละ เป็นลักษณะของการหิวกระหายต่ออารมณ์ เป็นลักษณะของเปรต

เพราะฉะนั้นต้องอ่านข้อเท็จจริงภายในตัวเองดีกว่า ไม่ต้องให้ใครมาจาระไน เพราะการที่มาจาระไนอย่างนั้น มันเป็นเรื่องของภายนอก มันสู้อ่านตัวเองภายในให้แตกฉานไม่ได้ เพราะมันต้องตรวจเอาเอง มันต้องตรวจโรคกิเลส ตัณหาอุปาทาน หรือลักษณะความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความไม่ใช่ตัวตนที่มันแสดงอยู่ภายในตัวเองทั้งหมดนี่ ไม่ต้องไปเรียนรู้ที่ไหนเลย หรือไม่ต้องให้ใครมาบอกก็รู้ได้เห็นได้ ถ้ามีหลักที่เป็นเครื่องอ่านตัวเองอยู่อย่างนี้แล้ว การปฏิบัติก็มีความถูกต้องไปในตัวเอง แล้วมันก็ไม่เที่ยวกระหืดกระหอบ แล้วมันก็ไม่หิวกระหาย มันหยุด มันสงบ มันว่างไปทันที

เพราะฉะนั้นความรู้ที่รู้ตัวเอง หรือรู้จิตใจของตนเอง ให้เป็นการค้นคว้า เป็นการหยุดดู หยุดรู้ ซักฟอกไฝฝ้าที่ปิดบังอยู่ข้างในอย่างไร อย่างนี้มันเป็นการปฏิบัติธรรมแท้จริง และเป็นขั้นละเอียดมาก สำหรับผู้ที่ต้องการจะพ้นทุกข์จริงแล้ว จะต้องมีการรอบรู้ซักฟอกจิตใจของตนเองอยู่ ทุกขณะไป มีการเผลอเพลินไปกับอะไร ก็เป็นการรู้สึกตัว เป็นการเพิกถอนทำลาย ปล่อยวางหมด ไม่ต้องการอะไร ไม่เอาอะไร ไม่มีเป็นตัวเรา ไม่มีเป็นตัวเขาที่ไหน ไม่มีเป็นของเรา ไม่มีเป็นของเขาที่ไหน แม้แต่วันคืนที่สมมุติกันนี่ มันก็ไม่มีความหมาย หรือชีวิตนี้ก็ไม่มีความหมาย

ทีนี้มันไม่ได้อ่านตัวจริงเท่านั้นเอง มันก็หลงละเมอเพ้อไป และที่เพ้อๆ ไปนี่ มันก็ยังไม่รู้สึกตัวว่า มันเป็นคนบ้า คนหลงอยู่เท่าไร แล้วมันก็ไม่เป็นการสมควรแก่การเป็นผู้ปฏิบัติธรรม เพราะมันแสดงออกมาทางกาย ทางวาจา ก็ล้วนแต่เป็นเครื่องหมายของคนโง่คนหลง ถ้ามันเป็นคนปฏิบัติธรรมจริงเป็นการรู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่ตามปรกติแล้วทุกสิ่งทุกอย่างมันจะเรียบร้อยไป ไม่มีการออกนอกลู่นอกทางเลย เพราะมันจะไปเชื่อใคร พระพุทธเจ้าได้สอนไว้อย่างตรงไปตรงมาทุกอย่างทุกเรื่อง แต่พวกเปรตนี่ไม่เอากันเอง

ถ้ามันเอาเรื่องที่จะนำมาพิจารณาตัวเองให้เป็นการรู้จริงเห็นแจ้งแล้ว มันก็จะต้องละได้ ขั้นต้นก็ละสักกายทิฏฐิ หรือการตามเห็นกายโดยความเป็นธาตุ มันก็ละสักกายะได้เรื่อยไป แล้วถ้าละสักกายะได้ เรื่องสีลพัตปรามาส วิจิกิจฉามันก็หมดไปได้ แต่ตราบใดที่มันละสักกายะไม่ได้แล้ว มันก็อยู่ในการกระทำเป็น สีลพัตปรามาสเต็มที่ ยังมีการลูบคลำยังมีการยึดมั่นกันอยู่ มันก็เป็นสีลพัตปรามาสทั้งนั้น แต่มันไม่ได้ศึกษาเข้ามาในตัวของตัวเอง แม้ตำรับตำราอะไรที่มีอยู่มากมายก่ายกอง ก็ไม่ได้เอามาศึกษาค้นคว้า

ทีนี้ท่านผู้รู้ทั้งหลายก็นำเอาหลักเกณฑ์ของพระพุทธเจ้า มาอธิบายมากมายด้วยกันทั้งนั้น คนที่จะรับฟัง ที่จะให้เป็นการรู้จริงเห็นแจ้งภายใน ว่าคำสอนของพระศาสดามีอยู่อย่างไร ให้รู้อะไร ให้เห็นอะไร ให้ละอะไร ถ้ามีการซักฟอกตัวเองเป็นอย่างนี้แล้ว นั่นแหละมันถึงจะเป็นผู้ปฏิบัติธรรมได้ ถ้ามันเที่ยวเปะปะไปอย่างนี้นะหรือ มันยังเป็นเปรตอยู่ มันยังไม่รู้อะไรหรอก หรือบางทีถ้าไปถูกใครเขายกย่อง มันก็จะเกิดยกหูชูหางเป็นการโอ้อวดขึ้นมา มีตัวตนขึ้นมาแล้ว เพราะฉะนั้นมันจึงยังเป็นสัตว์ที่โง่ที่หลงอยู่ ตลอดเวลาที่มันยังสงบไม่ได้ ยังว่างไม่ได้

การที่จะให้เกิดสติปัญญาพิจารณาให้เห็นแจ้งแทงตลอดภายในซึ่งเป็นของสำคัญที่สุดในชีวิตนี้ มันไม่ใช่เรียนรู้ข้างนอก มันเรียนรู้เอาข้างใน แต่ว่ามันก็ไม่อยากจะเรียนรู้กัน พวกเปรตนี่มันไม่อยากจะเรียนรู้ข้างใน มันเอาเรื่องข้างนอก ฟังกันไป สนุกสนานเพลิดเพลินไป ประเดี๋ยวก็ลืมกันหมดแล้วก็เอาใหม่กันอีก กระหายน้ำต่อไปอีก ทำแบบนี้กันอยู่เรื่อย แล้วนี่มันจะโง่กันไปถึงไหน มันจะหลงกันไปถึงไหน มันจะเป็นเปรตไปถึงไหน

ถามตัวเองดูกันทุกคนนะ มันจะได้เกิดสติปัญญารู้แจ้งเห็นจริงขึ้นมาแล้วจะได้มีการปล่อยวางออกไปเสีย มันเรื่องอย่างนี้ อย่าเที่ยวเห่อไปนักเลย อย่าเที่ยวตื่นไปนักเลย ให้มันรู้เรื่องจริงเสีย มันจะได้ไม่หลงละเมอเพ้อคลั่งไป เพราะฉะนั้นจึงต้องพูดอย่างซ้ำซาก แต่มันก็ไม่อยากฟังกันนักหรอก ที่จะให้กลับเข้ามารู้ตัวเองนี่มันไม่เอา มันอยากจะไปรู้เรื่องอะไรมากๆ เพราะฉะนั้นใครที่มีสติปัญญา เป็นการหยุดดู หยุดรู้ หยุดพิจารณาตัวเองเป็นแล้ว นั่นแหละจะเกิดดวงตาพิเศษ เป็นการรู้เห็นความจริงภายในตัวเอง แล้วก็ปล่อยวางหมด ปล่อยวางหมด แล้วจิตใจนี้ก็มีความว่างความสงบได้ตามสมควร เพราะขืนไปยึดมั่นถือมั่นอะไรขึ้นมา ดีชั่วตัวตนแล้วมันวุ่น สู้ปล่อยวางไม่ได้

ในเรื่องการปฏิบัติธรรมโดยเฉพาะนี่ ไม่เกี่ยวกับเรื่องข้างนอก มันเป็นเรื่องอ่านตัวเองรู้ตัวเอง ซักฟอกตัวเองอยู่อย่างซ้ำซาก ถ้ามันเบื่อหน่ายการซักฟอกตัวเองแล้ว มันก็เป็นเปรตอยู่นั่น มันกระหายน้ำอยู่นั่น ถ้ามันรู้จักฟอกตัวเองเป็นแล้ว จิตจะมีความสะอาด มีความสว่าง สงบได้โดยแน่นอน ทุกขณะไปหมด ไม่มีเรื่องอื่นเลย มีเรื่องนี้เรื่องเดียว แต่ถ้ามันยังฟังไม่เป็น ฟังไม่ถูก จิตนั่นแหละ มันจะเที่ยววุ่นไปเที่ยววิ่งไป เที่ยวยึดถือไป ประเดี๋ยวดีสิ่งนั้น ประเดี๋ยวชั่วสิ่งนี้ ประเดี๋ยวไปเพลินสิ่งโน้น คลั่งสิ่งนั่น เพ้อกับสิ่งโน้น มันชุลมุนวุ่นวายไปหมด พวกเปรตนี่

ทีนี้ถ้ามันหยุดได้มันสงบได้ มันว่างไปหมดเลย ไม่มีเป็นตัวเราตัวเขาที่ไหนเลยทุกขณะที่ผัสสะกระทบ ว่างจากตัวตน ว่างจากตัวตน เพราะไม่ยึดมั่นถือมั่น แล้วมันก็เป็นความจริงที่จะรู้ได้ด้วยกันทุกคน นอกจากจะไปยึดมั่นถือมั่นกันเสียหมด หรือว่าเสียงที่พูดนี่ก็อย่ามายึดมั่นถือมั่น เป็นแต่เสียงที่ปรากฏขึ้นแล้วก็ดับไป เป็นการรู้ความดับของผัสสะ ในขณะที่กระทบรูป กระทบเสียง กระทบกลิ่น กระทบรส หรือการสัมผัส หรือใจกระทบธรรมารมณ์ ทุกขณะที่มันดับไปๆๆ ไม่มีอะไร นี่นะ ต้องเพ่งพิจารณาดู ให้รู้เสีย ว่ามันไม่มีอะไร อย่ามามัวซักใยพันตัวเองให้ยุ่งไปเลย มันจะเสียชาติเกิด มันจะเสียเที่ยว มันจะเสียทีที่ได้มาประพฤติปฏิบัติธรรมของพระศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นประดุจดังนายแพทย์ที่รักษาโรคทุกข์โรคกิเลสได้เด็ดขาด ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน

เพราะฉะนั้น เราจึงต้องมีความพยายาม ประพฤติปฏิบัติมุ่งต่อคำสอนของพระศาสดาให้ยิ่งกว่าของคนอื่น เทิดทูนธรรมวินัยของพระศาสดาเอาไว้เหนือหัวใจทุกขณะก็ว่าได้



.................................................

คัดลอกมาจาก ::
http://www.dharma-gateway.com/
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัวMSN Messenger
แสดงเฉพาะข้อความที่ตอบในระยะเวลา:      
สร้างหัวข้อใหม่ตอบ
 


 ไปที่:   


อ่านหัวข้อถัดไป
อ่านหัวข้อก่อนหน้า
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน
คุณ สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้


 
 
เลือกบอร์ด  • กระดานสนทนา  • สมาธิ  • สติปัฏฐาน  • กฎแห่งกรรม  • นิทานธรรมะ  • หนังสือธรรมะ  • บทความ  • กวีธรรม  • สถานที่ปฏิบัติธรรม  • ข่าวกิจกรรม
นานาสาระ  • วิทยุธรรมะ  • เสียงธรรม  • เสียงสวดมนต์  • ประวัติพระพุทธเจ้า  • ประวัติมหาสาวก  • ประวัติเอตทัคคะ  • ประวัติพระสงฆ์  • ธรรมทาน  • แจ้งปัญหา

จัดทำโดย  กลุ่มเผยแผ่หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา ธรรมจักรดอทเน็ต
เพื่อส่งเสริมคุณธรรม และจริยธรรมในสังคม
เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2546
ติดต่อ webmaster@dhammajak.net
Powered by phpBB © 2001, 2002 phpBB Group :: ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง