Home  • กระดานสนทนา  • สมาธิ  •  สติปัฏฐาน  • กฎแห่งกรรม  • นิทาน  • หนังสือ  •  บทความ  • กวีธรรม  • ข่าวกิจกรรม  • แจ้งปัญหา
คู่มือการใช้คู่มือการใช้  ค้นหาค้นหา   สมัครสมาชิกสมัครสมาชิก   รายชื่อสมาชิกรายชื่อสมาชิก  กลุ่มผู้ใช้กลุ่มผู้ใช้   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว  เช็คข้อความส่วนตัวเช็คข้อความส่วนตัว  เข้าสู่ระบบ(Log in)เข้าสู่ระบบ(Log in)
 
ได้ทำการย้ายไปเว็บบอร์ดแห่งใหม่แล้ว คลิกที่นี่
www.dhammajak.net/forums
15 ตุลาคม 2551
 คลายอารมณ์ร้าย (พระอาจารย์สุโข กตปุญโญ) อ่านหัวข้อถัดไป
อ่านหัวข้อก่อนหน้า
สร้างหัวข้อใหม่ตอบ
ผู้ตั้ง ข้อความ
สาวิกาน้อย
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 27 มี.ค. 2006
ตอบ: 2063

ตอบตอบเมื่อ: 30 มี.ค.2006, 12:26 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

Image
พระอาจารย์สุโข กตปุญโญ แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๒


คลายอารมณ์ร้าย
บรรยายโดย พระอาจารย์สุโข กตปุญโญ

สำนักปฏิบัติธรรมแก้วมณีนพเก้า (วัดแก้วมณี)
ต.ลาดบัวหลวง อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา



สิบนิ้วต่างธูปเทียน ขอเคารพเหนือเศียรเกล้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เหนือสามโลก ขอกราบไหว้บูชาพระธรรม เป็นเครื่องระงับดับทุกข์โศก แก่สัตว์โลกในวัฏฏะสงสาร ขอเคารพคารวะแด่พระสงฆ์ ผู้ทรงพระธรรมวินัยศีลาสมาจาร เป็นเนื้อนาบุญของโลกตลอดกาล ตามรอยพระศาสดาจารย์ผู้ส่องประทีบธรรม

ขอเจริญพรมายังญาติโยมพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย อันเวลาและวารีไม่มีที่จะคอยใคร เรือเมล์และรถไฟย่อมวิ่งไปตามเวลา หากโอ้เอ้อืดอาดก็จะพลาดปรารถนา พลาดแล้วจะโศกาอนิจจาเราช้าไป ถึงทำบาปทำชั่วมากมายเพียงใด ถ้ากลับใจก่อนลมหายใจดับ มาทำพูดคิดดีมีคุณค่า ก็สามารถที่จะนำตนพ้นจากทุกข์ ไปสู่สวรรค์พรหมนิพพานได้ แต่กรรมทำแล้วไม่เคยไร้ผล กรรมอกุศลติดตามไปเสมอ แต่ถึงกระนั้นก็ตามที ถ้าทำความดีแล้วมั่นคง ดุจองค์พระองคุลิมาล เคยเดินหลงทางผิดปลิดชีวิตคนอื่นมากมายมหาศาล แต่พอมาพบพระศาสดาจารย์ จึงละทางบาปเดินทางบุญ จนได้บรรลุเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งในโลก

วันนี้มีโอกาสได้มาพบปะญาติโยมอีกครั้งหนึ่ง ก็ขอให้ทุกองค์ทุกรูปทุกนามทุกท่านมีศีลรักษาตน มีองค์ศีลองค์สมาธิองค์ปัญญา อะไรเล่าในโลกนี้จะเป็นที่พึ่งให้สุขสงบร่มเย็นได้เท่ากับพระธรรม เป็นอย่างไรบ้างโยม พออดพอทนอยู่ได้ไหม ? ในความทุกข์ความลำบาก ในความเจ็บกายเจ็บใจ ในสรรพสังขารที่เกิดขึ้นปรุงแต่งแล้วดับ อารมณ์เศร้าซึมเหงาท้อแท้พอจะดับอารมณ์เหล่านี้ได้บ้างแล้วหรือยัง ? ราคะ โทสะ โมหะ ความรักในสิ่งสวยๆ งามๆ หลงอยู่ในโลกีย์นี้พอละได้บ้างแล้วหรือยัง ? ความโกรธความเกลียดความชิงชัง เมื่อถูกบุคคลอื่นทำให้ไม่พอใจพอละได้บ้างแล้วหรือยัง ? ความหลงยึดว่านั่นนี้ตัวเราตัวเขา เราๆ เขาๆ ที่ยึดมั่นอยู่ในจิตวิญญาณนั้นลดลงได้บ้างแล้วหรือยัง ? ถ้าลดลงได้บ้างแล้วแสดงว่าตอนนี้ก็นั่งได้สบาย ปิดหูซ้ายขวา ปิดตาสองข้าง ปิดปากซะบ้าง นั่งสบาย เอาสติเป็นเครื่องปิด คือ เห็นเหมือนไม่เห็นถ้าเห็นสิ่งที่ร้อนใจ แต่ถ้าเห็นธรรมะแล้วยินดีพอใจปีติปราโมทย์ ก็จะเป็นทุนทำให้เกิดกำไรได้ คือ พอใจยินดีในพระธรรมไม่ผิดหรอก

สพฺพรสํ ธมฺมรโส ชินาติ
รสแห่งธรรม ย่อมชนะรสทั้งปวง
ขุ.ธ.๒๕/๖๓


ธมฺมปีติ สุขํ เสติ
ผู้มีปีติในธรรม อยู่เป็นสุข
ขุ.ธ.๒๕/๒๕


ความทุกข์ร้อนความวุ่นวายที่เกิดจากตัวเราเองเจ็บไข้ได้ป่วย หรือจากการที่คนอื่นทำพูดคิดไม่ดีต่อเรา เบียดเบียนเรา คดโกงเรา คู่ครองนอกใจ โกหกหลอกลวงแช่งด่าเรา คนเมาคนบ้ามาล่วงเกินเรา จะทุกข์อย่างไรก็ตาม ทุกข์ในจิตของเราดับได้หมดเมื่อ “ปีติในธรรม” เกิดขึ้น ปีติในธรรมจะเกิดขึ้นได้ต้องมีศรัทธาพิจารณาในการฟังธรรมเกิดขึ้นเสียก่อน

แม้นทะเลมหาสมุทรเวิ้งว้างกว้างใหญ่จนมองไม่เห็นฝั่ง แต่ห้วงจิตที่มีความโลภ กำหนัดรักใคร่ โทสะเกลียดชิงชัง หลงใหลในตัวตนและคนอื่น จนก่อความทุกข์ขมขื่นให้กับชีวิตเรานั้น ถือเป็นห้วงทะเลมหาสมุทรแห่งกิเลสตัณหาที่มันกว้างขวางลึกล้ำยิ่งกว่า
อย่างไรก็ตาม การที่จะมา “กลับจิตอบรมใจ” ให้ถึงความดีโดยอาศัยความเพียรพยายามบากบั่นของหมู่มวลมนุษย์นั้น สามารถไปถึงฝั่งทะเลมหาสมุทรฝั่งโน้นได้ เพราะถ้าเราสามารถจับตัวจิตตัวกิเลสได้แล้วมันก็เหมือนกับน้ำตื้นๆ นี่เอง เราฝึกไปอบรมไป กำลังใจก็มีมากขึ้น ดับกิเลสได้โดยไม่เหลือวิสัย

ความโกรธ ความรัก ความเกลียดความชิงชัง ความอิจฉาริษยา ความน้อยเนื้อต่ำใจ ความเศร้าซึมเหงาท้อแท้ ความเศร้าหมองวุ่นวายในชีวิตที่ไม่ได้ดั่งใจ เหล่านี้เป็นกิเลสอย่างหยาบอย่างกระด้าง สามารถดับไป ดับไป ดับไป ได้เมื่อเราเดินอยู่ในศีล ศีลไม่ใช่น้ำแต่เป็นเครื่องชะล้างให้สะอาด

ตอนนี้เรากำลังสบายใจ ร้อนหงุดหงิดรำคาญ เศร้าซึมเหงาท้อแท้ ขุ่นมัว หรือเฉยๆ ก็ตั้งสติให้รู้ถึงความสบายใจ ร้อนหงุดหงิดรำคาญ เศร้าซึมเหงาท้อแท้ ขุ่นมัว หรือเฉยๆ “ตั้งสติดูอารมณ์” แล้วมันจะได้อะไร ?

การตั้งสติดูอารมณ์จะทำให้เรารู้เท่าทันว่า..... อารมณ์ร้อนหงุดหงิดรำคาญนี้ไม่เที่ยง อารมณ์เศร้าซึมเหงาท้อแท้ ขุ่นมัวนี้ไม่เที่ยง อารมณ์เฉยๆ นี้ไม่เที่ยง เดี๋ยวก็ดับ ให้รู้ว่าอารมณ์เหล่านี้ไม่ใช่เรา มันมาแล้วก็ไป เป็นเพียงแขกอาคันตุกะเท่านั้น ถ้าใครทำความดีมากจะดับอารมณ์ร้ายได้ไว ส่วนใครทำความดีน้อยจะดับอารมณ์ร้ายได้ช้า

ถ้าเราอดทนมีปัญญาคุมใจ อารมณ์ร้ายเหล่านี้ก็อยู่ไม่นานหรอก อย่านึกว่าเราร้อนหงุดหงิดรำคาญ อย่านึกว่าเราเศร้าซึมเหงาท้อแท้ ขุ่นมัว ให้นึกว่าจิตมันเป็นอย่างนั้น เป็นธรรมชาติของมันไม่ใช่เรา เราอย่าไปอยู่ในจิต อย่าคิดว่าจิตนั้นเป็นเรา แต่จิตนี้เคยฝึกเคยเสี้ยมสอนตัวเอง เคยหลงตัวเอง เคยมีพ่อแม่พี่น้องคอยเสี้ยมสอนมานาน จึงมีอุปทานยึดมั่น ติดนิสัยสมมติ ติดชมติดว่ามาตลอด อยู่ๆ จะไม่ให้คิดว่าใจเรากายเราก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก จิตเรามันต้องยึดเพราะธรรมชาติเคยเสี้ยมสอนอย่างนั้นในวัฏฏะสงสารอันยาวไกล คือ จิตใจเรามันหลอกเรา อะไรเป็นเหตุให้เกิดปัญญาเราต้องสร้างเหตุนั้น มิฉะนั้นกิเลสจะพาเราหลงทาง


(มีต่อ ๑)
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัวMSN Messenger
สาวิกาน้อย
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 27 มี.ค. 2006
ตอบ: 2063

ตอบตอบเมื่อ: 30 มี.ค.2006, 7:48 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

ขอให้เราตั้งสติให้ดีๆ ให้ลืมตาถ้าหลับตาแล้วสติขาดง่าย แต่ถ้าลืมตาแล้วฟุ้งซ่านเห็นนั่นเห็นนี่จิตไม่สงบก็ขอให้หลับตา ให้เรารู้ “อัธยาศัย” ของเราว่าเป็นอย่างไร ? ขอให้หายใจลึกๆ ดูใจตัวเองว่า มี “อารมณ์” ใดค้างคาอยู่บ้าง ? วันหนึ่งๆ เราหายใจเข้าไม่เต็มปอด มีแต่หายใจเข้าออกสั้นๆ หายใจเข้าลึกๆ ก็ให้รู้ชัด หายใจออกยาวๆ ก็ให้รู้ชัด

บุคคลผู้กำหนดดูลมหายใจเข้าออกเรื่อยๆ ประจำๆ ท่านบอกว่าอารมณ์จิตจะสงบระงับเย็นชุ่มชื่นใจ สันโต เจวะปะณีโต จะอะเสจะนะโกจะ เป็นสภาพอันสงบประณีตและชื่นใจ เหมือนฝุ่นที่ฟุ้งในฤดูแล้งแต่ฝนผิดฤดูกาลหลั่งลงมา ฝุ่นฟุ้งก็ระงับไป


ขอให้โยมกำหนดดูลมหายใจเข้าออกบ่อยๆ ในชีวิตประจำวัน โดยไม่ต้องคิดถึงการบรรลุโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี หรืออรหันต์ ให้คิดแต่ว่าเราจะทำให้เกิดทิฏธัมมเวทนียกรรม คือ ความสุขสงบร่มเย็นในจิตขึ้นในชาติปัจจุบันนี้ให้ได้เสียก่อน ถ้าความสุขในโลกมนุษย์ที่หยาบๆ ยังสร้างขึ้นไม่ได้จะไปสวรรค์ได้อย่างไร ถ้าความสุขในโลกมนุษย์ที่หยาบๆ ยังสร้างขึ้นไม่ได้จะไปนิพพานได้อย่างไร ต้องให้ได้ความสุขสงบร่มเย็นในโลกมนุษย์ให้เห็นๆ กันเสียก่อน

การตั้งสติดูอารมณ์บ่อยๆ นานๆ ไปอารมณ์ที่มันค้างคาก็จะจืดลงจางลงคลายลง นี่คือคุณหรืออานิสงส์ของการตั้งสติดูอารมณ์ของตัวเอง ถ้าเรารู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเองแล้วเราจะไม่ห่างจากความดี

อย่านึกว่าเราโกรธปุ๊บ ตั้งสติดูความโกรธปั๊บ ความโกรธจะดับลงทันที ยัง !!! มันยังร้อนระอุอยู่ แต่เราไม่พูดจาเหมือนอาการคนโกรธ ไม่ทำเหมือนอาการคนโกรธ ตั้งสติดูความโกรธ ทั้งๆ ที่มันไม่มีตัวตนแต่มีอำนาจบังคับบัญชาการให้เราทำในสิ่งที่หยาบคายหยาบกระด้าง สิ่งที่เลวทรามน่าติเตียน แต่พอเรามาตั้งสติ เอาจิตมาพิจารณาจิต เอาจิตล้างจิต ความชั่วเกิดที่จิตก็ให้ระงับความชั่วที่จิต ล้างเท้าด้วยเท้า ล้างมือด้วยมือ จิตมันเกิดรัก เกิดชัง เกิดโกรธ เกิดเกลียด เกิดอิจฉาริษยา ก็ตั้งสติเอาจิตตัวนี้แหละล้างความรู้สึกที่ลามกหยาบคายสกปรกทุกข์ร้อนวุ่นวายเสีย

เรานั้นได้กอดคอกันตายในวัฏฏะสงสาร ห้วงมหรรณพที่เวิ้งว้างกว้างใหญ่ พระธรรมของพระพุทธองค์เปรียบเหมือนสำเภาแก้วสำเภาทอง พาสัตว์ล่องลอยถึงฝั่งพระนิพพาน ว่ายข้ามแม่น้ำใหญ่ไม่มีเครื่องทุ่นแรงเดี๋ยวก็ตายเสียก่อนไม่ถึงฝั่ง ต้องอาศัยเรือ คือ เอาศีลเป็นเรือ สมาธิเป็นเรือ ปัญญาเป็นเรือ

ถ้าตอนไหนตั้งสติเอาไว้ถูก จิตจะคลายจากกิเลสตัณหาอุปทาน จะมีความสุขเกษมสันต์เบิกบานใจในปัจจุบันทันตา แม้นบ้านเล็กๆ เหมือนอยู่ในกระท่อมปลายนาหลังคามุงจาก ก็เหมือนอยู่บนวิมานชั้นฟ้าทีเดียว คือ จิตมันสุขสงบร่มเย็นในพระธรรมในความดี

ใน ๒๔ ชั่วโมง ถ้ามีกิเลสอยู่ทั้ง ๒๔ ชั่วโมง ถือว่าเราแย่มากเลย ขอให้จิตเราเป็นอิสระชั่วคราวบ้างก็ยังดี จะได้เป็นอุปนิสัยที่จะบรรลุธรรมในอนาคต

ตอนมีทรัพย์สมบัติ มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ มีลูกมีหลาน มีภรรยาสามี มีคนเอาอกเอาใจแล้วชื่นใจ ใครก็ทำได้ ชื่นใจเพราะมีนั่นมีนี่อำนวยความสะดวกให้ ใครก็สบายได้ใช่ไหม ? ได้แค่สะดวกเฉยๆ สบายนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้นแหละโยม แต่ความทุกข์ที่เกิดจากสิ่งที่เราได้ เรามี เราเป็นจะตามมาอีก

ได้อะไรมาก็มัวเป็นห่วง กลัวเสียกลัวพังหรือกลัวเป็นของคนอื่น หรือระวังระแวงกลัวคนอื่นเขาจะมาลักมาขโมย ความสะดวกสบายนั้นยังไม่ใช่ความสุขแท้จริง เป็นแต่เพียงความสุขมายาประเดี๋ยวประด๋าว ส่วนบุคคลที่ไม่มีสมบัติอะไรมากมาย มีเพียงเครื่องนุ่งห่ม และอาหารวันละมื้อเท่านั้น แต่กลับสุขยิ่งกว่า อินทร์พรหมยมยักษ์ เศรษฐีมหาเศรษฐี พระเจ้าจักรพรรดิเสียอีก ใครทำได้บ้าง ? พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทำได้ และสาวกของพระองค์ที่บวชมานี้ก็ทำได้

ในสมัยพุทธกาล “ราธะพราหมณ์” มีลูกชาย ๔ คนขอเงินไปหมดเลย แล้วทอดทิ้งพ่อทันทีที่รู้ว่าเงินของพ่อหมด อย่างนี้ทุกข์มากไหมโยม ? แต่คนที่ไม่มีสมบัติอะไรไม่มีอะไรเลยจะทำให้การปฏิบัติธรรมตัดกิเลสบรรลุอรหันต์ไปได้ไว คนที่มีสมบัติเยอะมีหน้าที่การงานมากจะกังวลมาก มันโดนเรื่องเหล่านี้ดึงจิตไปหลายแผนกหลายอย่าง “จิต” จึงหมดสมรรถภาพ

พระพุทธองค์ทรงเป็นตัวอย่างของโลก สละสมบัติอันยิ่งใหญ่ที่มนุษย์มนา เทวดาอินทร์พรหมต้องการ อำนาจยศเกียรติ พระองค์ทรงสละแล้วไว้เบื้องหลัง มีความสุขยิ่งใหญ่ในการที่ไม่มีอะไร จึงทรงเป็นผู้นำทางจิตและวิญญาณของโลก พระองค์ทรงสละเป็นตัวอย่าง พระองค์ทรงสละในสิ่งที่สละได้ยาก เพื่อการเป็นในสิ่งที่เป็นได้ยาก


(มีต่อ ๒)
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัวMSN Messenger
สาวิกาน้อย
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 27 มี.ค. 2006
ตอบ: 2063

ตอบตอบเมื่อ: 30 มี.ค.2006, 8:16 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

ดังนั้น เมื่อบวชมาแล้วมีทรัพย์สมบัติ มีญาติโยมเคารพมากมาย มีลาภสักการะมากมาย ดูแล้วน่าชื่นใจ ใครก็ทำได้ในโลกีย์ แต่ถ้าไม่มีสมบัติสิ่งใดเลย แล้วสุขสงบร่มเย็นเบิกบานได้นั้น ใครทำได้บ้าง ? นี่แหละพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทำได้แล้วและสาวกของพระองค์ก็ทำตาม

ฉะนั้น พระอริยเจ้าพระอรหันต์จึงเป็นเพื่อนของคนจน เป็นเพื่อนของคนยาก ไม่มีสิ่งใดจะให้กิเลสกำเริบเสิบสานอีก ตอนทุกข์ลำบากก็น่าเกลียดน่าชังเหลือเกิน ไม่อยากได้เลยความทุกข์ ตอนความสุขสบายเกิดก็น่าหวาดเสียวเพราะเดี๋ยวมันก็เปลี่ยนเป็นอย่างอื่น ตอนมีสมบัติก็น่าหวาดเสียวเพราะเดี๋ยวสมบัติก็หมด ตอนมีแฟนก็น่าหวาดเสียวเพราะเดี๋ยวแฟนก็ไปนอกใจ

โอ้โห !!! อะไรที่ได้เป็นวัตถุในโลกนี้มันมีโทษตามหลังมาทั้งสิ้น ถึงจะเรียนรู้ รู้ได้ด้วยการเรียนการท่องจำแล้ว ถ้าไม่ได้ทำตามฝึกตาม มันก็ยังดับกิเลสดับทุกข์ไม่ได้

การที่เราลอยคออยู่ในวัฏฏะสงสารมานาน ต้องอาศัยเรือศีลสมาธิปัญญาเป็นสำเภาให้เราข้าม น้ำทะเลกว้างใหญ่สุดไกลเหลือ ก็พอจะหาเรือข้ามไปให้ถึงท่าได้ แต่ทะเลทุกข์ คือ กิเลสเล่ห์มายาจะหานาวาชนิดใดข้ามไปดี ? อาศัยธรรมพระพุทธองค์ทรงคุณค่า เป็นนาวาข้ามไปได้ถึงที่ ปฏิบัติธรรมกรรมฐานบ่อยๆ ซี ข้ามวารีผ่านพ้นทุกข์ สุขก็มา ข้ามความทุกข์ได้แล้วความสุขมันมาเอง แต่ถ้าแสวงหาความสุขแล้วความทุกข์มันก็ตามมา เพราะที่ไหนมีสุข ที่นั่นมีทุกข์ติดตามมาด้วย

ในโลกีย์วิสัย ๓๑ ภพภูมินี้ นรก ๑ , เปรต ๑ , อสูรกาย ๑ , สัตว์เดรัจฉาน ๑ , มนุษย์ ๑ , เทวดา ๖ , พรหม ๑๖ , อรูปพรหม ๔..... ๓๑ ภพภูมินี้ที่ไหนมีสุข ที่นั่นมีทุกข์ติดตามมาด้วย เพราะความสุขในโลกีย์จะมีความทุกข์พ่วงท้ายมาด้วยทุกครั้ง แต่พอละความสุขเสียแล้วความทุกข์ก็เลยดับไปด้วย


การคอยตริตรองพิจารณาเนื้อหาสาระแห่งธรรมอยู่บ่อยๆ จิตใจเราจะก้าวหน้าไปเรื่อยๆ นะญาติโยม อารมณ์สุขอารมณ์ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์นี้ หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปตลอด จนจับต้นชนปลายไม่ได้ ภาวนาอย่างไรถ้ายังไม่เรียนก็ยังไม่รู้ พอเรียนรู้เข้าใจแล้ว นั่งสมาธิก็ได้ นั่งหลับตาก็ได้ ไม่นั่งหลับตาก็ได้ ยืนเดินนั่งนอนทำอะไรมีสติอยู่ในกาย

ตอนไหนคิดเรื่องกามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก คือ ตรึกในเรื่องกาม ตรึกในเรื่องเบียดเบียน ตรึกในเรื่องคิดร้าย เรารู้แล้วว่าเป็นอกุศล ก็ให้รีบดึงจิตกลับมา ต้องคิดเรื่องดีทันที นี่คือการปฏิบัติธรรม นี่คือการพัฒนาจิต

เคยพูดมากไร้สาระก็พูดให้น้อยลง เคยนินทาเพื่อนบ้านวันละหลายครั้งก็หยุดให้น้อยลง ไม่เคยชมคนอื่นก็เริ่มชมบ้าง การแสดงมุทิตาจิตชื่นชมยินดีกับการที่คนอื่นทำความดีนั้น เป็นจิตที่สูงเป็นบุญกุศลยิ่งสำหรับเราปุถุชน ความเหือดแห้งใจจะดับไป ความชุ่มชื่นจิตจะเกิดปรากฏ

บุคคลที่ชอบยินดีกับการทำความดีของคนอื่นนั้น จะทำให้การปฏิบัติธรรมก้าวหน้าไว อกุศลกรรมเบาบางไว แต่ท่านใดเชื้อสายติดมาแต่อดีตชาติเป็นคนใจร้อนเป็นคนขี้โกรธนั้น การปฏิบัติธรรมจะลำบากนิดนึง เพราะเราอยากสงบแต่มันไม่ยอมสงบ อยากเมตตาแต่เมตตาไม่เกิด ไม่อยากอิจฉาแต่อิจฉามันมา ไม่อยากโกรธแต่มันโกรธ ไม่อยากไม่พอใจแต่มันไม่พอใจเกิดขึ้นก่อนเลย เพราะเราสั่งสมมันมานานแล้วในอดีตชาติ จึงทำให้การปฏิบัติธรรมต้องใช้ความอดทนที่มากเสียหน่อย ถ้าไม่อดทนมากๆ ก็จะละมันไม่ได้ ถ้าไม่รีบละในชาตินี้แล้วมันติดไปในชาติหน้าก็จะหนากว่าเก่า

ดังนั้น บุคคลที่มีอารมณ์ร้อน แต่จิตลึกๆ นั้นใจดีมีเมตตา ต้องอดทนมากหน่อยเพราะตัวจิตตัวกิเลสนี้มันจะออกหน้าก่อนเรา สติค่อยตามหลังตลอดอยู่เรื่อย การโกรธเกลียดชิงชังเป็นการสร้างอกุศลกรรมตลอดเวลาเลย..... ส่วนคนที่มีเมตตากรุณาคอยคิดนึกแต่เรื่องดีๆ จะพูดจากับใครก็ไม่เป็นโทษไม่นินทาว่าร้ายใครลับหลัง บุญก็มีทันที ฉะนั้น บุญเกิดขึ้นทั้งกลางวันกลางคืนตั้งแต่ยังไม่ได้หมดเงินสักหนึ่งสตางค์ พอหมด ๑ บาท ๑๐ บาท ๑๐๐ บาท ก็มีผลอีกมากมาย พอเริ่มภาวนาก็สงบได้เลย นี่คือมนุษย์ไม่เหมือนกันเลย บางคนนั่งสมาธิก็มีเสียงดังแว่วเรื่องนั้นเรื่องนี้ บางคนนั่งสมาธิปุ๊บเห็นนั่นเห็นนี่ บางคนนั่งปั๊บก็ปวดทันที บางคนนั่งหลับตาปุ๊บเย็นสบายทันที

นี่คือมนุษย์ในโลกา กรรมจำแนกสัตว์ให้ทรามและประณีตต่างกัน มนุษย์ที่เกิดอยู่ในโลกใบนี้ไม่เหมือนกันเลย ชีวิตตั้งอยู่บนกรรมที่ตนทำมาแล้ว และกำลังมาสร้างกรรมใหม่

บัดนี้ ขอให้ทุกท่านมาปฏิบัติธรรมตั้งสติให้ดี วันๆ หนึ่งทำเป็นโทษ พูดเป็นโทษ คิดเป็นโทษกี่ครั้ง ? พอเริ่มลดลงปุ๊บ นั่นแหละเรียกว่าภาวนา นอกจากนั่งหลับตาภาวนา ลืมตาภาวนา เดินจงกลม นั่งสมาธิแล้ว การลดความไม่ดีที่ติดนิสัยมา ให้ความไม่ดีลดน้อยลง นี้ชื่อว่าภาวนา ภาวนาแปลว่า ให้เกิด ให้มีขึ้น ให้เจริญขึ้น ให้ความดีมีมากขึ้น พัฒนาจิตให้ดีมีคุณภาพยิ่งขึ้น

โยมญาติส่วนใหญ่อาราธนาให้อาตมาพูดเรื่องการแก้ความเครียด การดับความโกรธความแค้น เพราะโดนคนอื่นหลอก โดนนินทาว่าร้ายกล่าวร้าย โดนข่มเหงรังแก โดนคดโกงเบียดเบียน พออดไม่ไหวก็ด่ากลับเลย เพราะจิตของเราไปเกาะเกี่ยวคำพูด การกระทำไม่ดีของคนอื่นเอาไว้ในอก มันก็สุมนรกอยู่ในจิต ก็เลยเป็นอสรพิษกัดตัวเอง


(มีต่อ ๓)
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัวMSN Messenger
สาวิกาน้อย
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 27 มี.ค. 2006
ตอบ: 2063

ตอบตอบเมื่อ: 30 มี.ค.2006, 8:42 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

โยมท่านเอ๊ย !! อยู่ในโลกใบนี้จะเอาแต่ใจตัวเองไม่ได้ ต้องเตรียมพร้อมเหมือนช้างศึกของพระราชา พร้อมที่จะเผชิญลูกศรที่พุ่งมาจากศัตรูทั้ง ๔ ทิศ ลูกศรคืออะไร ? คือ “คำพูด” ที่เขาพูดออกมาเสียดแทงใจเรา บางครั้งเราก็พลาดไปเสียดแทงใจคนอื่น บางครั้งเขาก็เสียดแทงใจเรา เราจะเอาเหตุผลส่วนตัวของเราอย่างเดียวไม่ได้ ต้องเอาเหตุผลคนอื่นด้วยว่า “เขามีกิเลส”

เราต้องอดทนอย่างเดียว อดทนนี่แหละ ทำให้เราหลุดพ้นจากความทุกข์ ตอบโต้เมื่อไหร่ “จิต” อ่อนแอทันที
ถ้ามีแต่คนชม โยมจะอ่อนแอมาก ถ้ามีคนด่าเราบ้าง จะได้พิสูจน์จิต โอ้ !!! บุญเรามีแค่ไหน ? ถ้าบุญเรามีมาก จิตก็จะยังคงแจ่มใส ถ้าบุญเรามีน้อยก็จะวุ่นวายใจ ถ้าปัญญาเรามีน้อยก็จะวุ่นวายใจ

พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า “ความโกรธไม่ดี ใครด่า แล้วด่าตอบ เราเป็นคนที่เลวยิ่งกว่า ผู้ด่าก่อนเลวน้อยกว่าเรา” เพราะเขาร้อนอยู่ เราไปเอาไฟจากเขามาใส่ใจเรา พระพุทธองค์ตรัสอย่างนี้แล้ว ทำได้หรือเปล่า ? พูดดีได้ แต่ทำได้หรือเปล่า ? ชาวเมืองโกสัมพีด่า ๗ วัน พระองค์นิ่งเฉย สงบ ไม่ได้ดีใจหรือเสียใจ สงบ สีพระพักตร์ผ่องใสเป็นปกติ เราจึงรู้ได้ว่า โอ้ !!! พระศาสดาทำตามที่สอนนี่เอง ถ้าไม่โดนด่าก็ไม่รู้เลยว่า ดีตามที่พูดไว้หรือเปล่า

ดังนั้น จงเห็นคุณค่าในความทุกข์ เริ่มที่รู้แจ้งในความทุกข์ ถ้ายังไม่รู้จักความทุกข์ ถ้ายังไม่เห็นความทุกข์ จะก้าวล่วงความทุกข์ไปไม่ได้เลย ตอนไหนโยมเจออุปสรรคต้องน้ำตานองหน้า หรือนอนเจ็บช้ำน้ำใจคนเดียว นั่นแหละเป็นโจทย์ชั้นยอดชั้นเยี่ยมที่เป็นกรรมฐานกองใหญ่สำหรับเรา โยมจะได้ฝึกปรือตรงนี้เพื่อให้ผ่าน ผ่านได้เมื่อไหร่ อนาคตเจอเรื่องแบบนี้อีก โยมจะได้สุขุมรอบคอบขึ้น

แสดงว่าญาติโยมอยากดับความทุกข์อยากมีความสุขทั้งนั้น แต่เอาชนะใจตัวเองไม่ได้ กำลังไม่พอ เพราะไม่ได้เตรียมเอาปัญญาคุณธรรมที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้มาฟาดฟัน บางคนก็อ่อนแอปวกเปียกไม่มีกำลังใจจะต่อสู้กับกิเลส ก็เลยปล่อยตัวเองไปตามกระแส แต่บางคนกำลังสู้สุดชีวิตอยู่ตอนนี้

บางคนก็ยืนอยู่บนฝั่งแล้ว อารมณ์ใดๆ เกิดก็ไม่เหนือบ่ากว่าแรง อารมณ์รัก อารมณ์เกลียด อารมณ์ชังเกิดก็ไม่เหนือบ่ากว่าแรง รับได้สบายมาก แม้จะหงุดหงิดบ้าง ก็ไม่พูดร้ายกล่าวร้ายทำร้าย นี่คือกำลังเราพอ นี่คือมนุษย์ไม่เหมือนกัน ทำเหตุไม่เหมือนกัน ผลจึงไม่เหมือนกัน

ศัตรูในชีวิตที่ร้ายแรง คือ จิตที่ไม่ได้ฝึก มิตรในชีวิตที่ประเสริฐกว่าพ่อแม่พี่น้องในโลกาโลกีย์วิสัย คือ “จิตที่ฝึกดีแล้ว” เพราะจิตที่ฝึกดีแล้วจะมีสมบัติภายในจิต นำมาซึ่งความสุขสงบร่มเย็น เป็นสมบัติในขั้นที่พ่อแม่มอบให้ไม่ได้ เมื่อเจอเรื่องร้ายหรือเจออะไรที่เป็นความร้อน จิตดวงนี้จะผลักเรื่องเหล่านั้นออกไป

คนบรรลุอรหันต์เพราะประสบความทุกข์มีมากมายเลยทีเดียว จึงอย่าคิดว่า “ความทุกข์” เป็นสิ่งน่ารังเกียจแหนงหน่าย บางครั้งการยินดีการทำจิตให้รับสภาพกับความทุกข์สิ่งที่เราประสบให้ได้นั้น จะกลับทำให้เราไม่ค่อยเป็นทุกข์ ให้ความทุกข์เป็นเพื่อนแท้ของเรา เพราะความทุกข์เป็นเพื่อนของเราตั้งแต่วันเกิดจนถึงบัดนี้ แต่ถ้าคิดว่าทุกข์อีกแล้ว ไม่ได้ดั่งใจอีกแล้วยิ่งจะเป็นทุกข์มากขึ้น ถึงแม้คนอื่นยังไม่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมก็ตาม ถึงแม้คนอื่นยังอิจฉาริษยานินทาว่าร้ายเราอยู่ ยังเข้าใจเราผิดอยู่ ยังไม่ทำตามใจเราอยู่ แต่จิตเรายอมรับสภาพตามความเป็นจริงแล้ว จิตจะเบาจากความทุกข์ทันที

อย่าว่าแต่เราซึ่งสร้างบารมีมาเพียงเท่านี้ที่ประสบทุกข์ประสบชะตากรรมร้ายๆ แม้แต่องค์พระโพธิสัตว์ผู้เพียรสร้างบารมีมามากมาย ยังต้องเจอกับศัตรูผู้คอยปองร้ายเลย แล้วเราสร้างบารมีมาแค่นี้จะไม่มีคนเข้าใจผิดได้อย่างไร ? ขอให้ระลึกถึงพระองค์ไว้เสมอๆ นะโยม โทษภัยที่เราได้รับยังถือว่าเล็กน้อยมาก พระองค์ทรงมีภัยมาก แต่ทุกอย่างที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นการเสริมสร้างบารมีของพระองค์ทั้งสิ้น พอพระองค์อดทนเพิ่มขึ้น ขันติบารมีก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น พอพระองค์เมตตาเพิ่มขึ้น เมตตาบารมีก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น การตรัสรู้การบรรลุธรรมก็จะใกล้เข้ามาไวขึ้นเพราะบารมีเพิ่มขึ้น

ในฐานะที่ญาติโยม ทุกข์เพราะโกรธ ทุกข์เพราะรัก ทุกข์เพราะชัง โดยเฉพาะความโกรธนั้นเป็นอาการที่หยาบกระด้าง หยาบคายฉุนเฉียว คนงามก็หายงามหมด การโกรธบ่อยๆ เป็นการสะสมหน้าตาที่น่ารังเกียจให้แก่ตนทุกชาติที่เกิด การทำให้ตนเองเป็นที่รักที่เมตตา ก็อย่าแสดงความโกรธบ่อย ก็อย่าเป็นคนเจ้าโทสะ ให้มีความอดทนเป็นตบะเป็นเครื่องประดับของนักปราชญ์ จึงขออนุโมทนาสาธุกับทุกท่านทุกคน ที่รู้ว่าตัวเองอยากจะสุขแต่มันไม่ยอมสงบสุข รู้ว่าจิตมันร้อนมันร้ายจึงหาทางดับด้วย การฟังธรรมะ ด้วยการมีธรรมะ

อนัตถะ ชะนะโน โกโธ
ความโมโหโกรธาพากลัดกลุ้ม
ดุจเพลิงสุมดวงจิตพิษร้ายหลาย
มักก่อเรื่องเคืองขุ่นให้วุ่นวาย
เรื่องเลวร้ายหลายชนิดติดตามมา
เพียงวูบเดียวหากไม่ข่มอารมณ์โกรธ
ก่อทุกข์โทษโหดเหี้ยมเกรียมหนักหนา
โกรธต้นตอก่อพินาศขาดเมตตา
ปิดปัญญาพาตนทนทุกข์นาน



(มีต่อ ๔)
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัวMSN Messenger
สาวิกาน้อย
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 27 มี.ค. 2006
ตอบ: 2063

ตอบตอบเมื่อ: 30 มี.ค.2006, 9:15 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

การบรรลุธรรมมีได้ทั้งหมด ๕ อย่าง

อันดับหนึ่งสูงสุดในพระศาสนา คือ การบรรลุธรรมเพราะการฟัง ฟังแล้วบรรลุธรรม ฟังแล้วสงบ ฟังแล้วละกิเลส

อันดับสอง คือ การบรรลุธรรมเพราะการสอนคนอื่น ฟังแล้วไม่บรรลุธรรม แต่เทศน์สอนคนอื่นไป ก็พิจารณาธรรมตามไปในการสอนนั้นแล้วก็บรรลุธรรม

อันดับสาม คือ การบรรลุธรรมเพราะการสวดสาธยาย ฟังแล้วก็ไม่บรรลุธรรม สอนคนอื่นแล้วก็ไม่บรรลุธรรม แต่เอาธรรมะที่ฟังมาสวดสาธยายพิจารณาไปตามที่สวด จนจิตสงบระงับปัสสัทธิปีติยินดีปรีดาปราโมทย์แล้ว ก็ปลงปัญญาสู่ไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สวดไปด้วยก็พิจารณาไปในการสวดนั้นสาธยายนั้นแล้วก็บรรลุธรรม เช่นสวดว่า

รูปัง อนิจจา รูปไม่เที่ยง
เวทนา อนิจจา เวทนาไม่เที่ยง
สัญญา อนิจจา สัญญาไม่เที่ยง


สวดสาธยายไปพิจารณาไป โอ้ !!! เรามาสุขมาทุกข์ยินดียินร้ายอยู่ทำไม ? สิ่งที่เกิดขึ้นเป็น "สภาวะ" อย่างหนึ่ง แต่เรากลับยึดหลงว่าเป็นเราเป็นเขา พิจารณาไปๆ จนคลายทุกข์ลงๆ จนดับทุกข์ลงเพราะการสวดสาธยาย

อันดับสี่ คือ การบรรลุธรรมเพราะการใคร่ครวญ เป็นการพ้นทุกข์เพราะเอาธรรมะที่เรียนที่ฟังมานั้นมาใคร่ครวญภายในจิต ไม่ได้สวดสาธยายออกมาทางปาก ใคร่ครวญไปก็ลึกซึ้งปีติปราโมทย์สงบระงับดับกิเลสและกองทุกข์ มีปัญญาสว่างไสวดับกิเลสได้

อันดับห้าข้อสุดท้าย คือ การบรรลุธรรมเพราะการเจริญสมาธิภาวนา เมื่อใช้วิธีการทั้ง ๔ ข้อข้างต้นแล้วยังไม่บรรลุธรรม ก็ต้องมาฝึกสมาธิภาวนา ยืนเดินนั่งนอนตั้งสติฝึกสติให้แก่กล้า ฟังก็แล้ว สอนคนอื่นก็แล้ว สวดมนต์ก็แล้ว ใคร่ครวญก็แล้ว ก็ยังมีกิเลสอยู่เหมือนเดิม จึงต้องมาฝึกตั้งสติสมาธิภาวนา พิจารณาจนจิตสงบระงับแล้วเอาความสงบนั้นมาพิจารณาวิปัสสนากรรมฐาน แยกแยะในสภาพ ในธาตุขันธ์ ดินน้ำลมไฟ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จนบริสุทธิ์สะอาดปราศจากกิเลสมลทิน

ดังนั้น ความโกรธความเกลียดความชิงชังเกิดจากโมหะความมืดความไม่รู้ บางครั้งเรามัวแต่ไปว่าคนอื่น ลืมว่าตัวเอง ว่าแต่คนอื่นผิดที่จริงแล้วเรานี่แหละมีกาย มีธาตุขันธ์ มีกรรมมาด้วย แต่เราไม่ได้นึกถึงจุดนี้เพราะมัวแต่ไปโทษคนอื่น จึงขอมอบธรรมะนี้เป็นแสงสว่างแก่ผู้ศรัทธา ถ้ามีความศรัทธาในพระรัตนตรัย ศรัทธาในพระธรรมแล้ว ให้น้อมนำธรรมะซึมซับไปสู่จิตเรื่อยๆ ความโกรธความเกลียดความชิงชัง หรืออารมณ์ร้ายทั้งหลาย จะถูกขจัดขัดเกลาให้เบาบางลงได้ด้วยปัญญา ขอให้สังเกตดูที่จิตของเราอยู่เนืองๆ

ปญฺญาย ปริสุชฺฌติ
บุคคลย่อมบริสุทธิ์ด้วยปัญญา
ขุ.สุ.๒๕/๓๖๑


โยมส่วนใหญ่ถามว่า ทำอย่างไรถึงจะหายโกรธ ถึงโกรธก็ให้มันหายไวๆ ?
ถ้าดับความโกรธยากหรือช้า มันก็จะเป็นพิษแก่ตัวเราเองจริงๆ การอยู่กับคนพาลเหมือนอยู่กับศัตรู คอยก่อเรื่องวุ่นวายให้ตลอด เช่น ลูกที่เป็นพาลเสมือนพ่อแม่อยู่กับศัตรู ทุกข์เพราะลูกตลอด พ่อแม่ที่เป็นพาลเสมือนลูกอยู่กับพ่อแม่ที่เป็นศัตรู คือ นำความทุกข์มาให้ลูกหลานตลอด

เพราะเหตุนี้พระพุทธองค์จึงทรงตรัสว่า “การอยู่กับคนพาลนั้นก่อความทุกข์ให้เสมอไปเหมือนอยู่ร่วมกับศัตรู” ใครมีโอกาสห่างคนพาลเสียได้ถือว่าประเสริฐสุด

ทุกฺโข พาเลหิ สํวาโส อมิเตเนว สพฺพทา
อยู่ร่วมกับพวกพาล นำทุกข์มาให้เสมอไปเหมือนอยู่ร่วมกับศัตรู
ขุ.ธ.๒๕/๔๒


อยู่ร่วมพาลพาลร้ายไม่ได้สุข
มีแต่ทุกข์เศร้าหมองไม่ผ่องศรี
จะก่อภัยให้โทษทุกนาที
ไม่ปราณีแก่ใครนิสัยพาล
เหมือนอยู่ร่วมศัตรูหมู่อนึก
เป็นข้าศึกคอยจ้องแต่ปองผลาญ
จะสุขใจสุขกายสบายบาน
เพราะห่างพาลทุกข์ภัยมิได้มี


ญาติสนิทญาติที่รักใคร่กันนั้น อยู่แล้วมีทุกข์ก็ช่วยกันแก้ มีภัยก็ช่วยกันป้องกัน มีสุขก็ร่วมยินดีปรีดาไม่อิสสาริษยา นี่คือการอยู่ร่วมกับญาติที่รักที่สนิท การอยู่ร่วมกับนักปราชญ์ก็เหมือนอยู่ร่วมกับญาติ เพราะนักปราชญ์มีแต่คิดดี สิ่งที่ดีจะพุ่งออกมาจากจิต สิ่งที่ดีจะหลั่งไหลออกมาจากวาจา การกระทำที่ดีท่านจะแสดงออกมาให้เราเห็น นักปราชญ์ก็ตั้งแต่คนไม่จบ ป. ๑ ถึงคนจบดอกเตอร์ขั้นสูงสุดนั่นแหละ ขอให้คนนั้นมีจิตคิดดี วาจากล่าวดี รู้บาปบุญคุณโทษ เลือกทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ตนและส่วนรวม นั่นคือนักปราชญ์บัณฑิต


(มีต่อ ๕)
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัวMSN Messenger
สาวิกาน้อย
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 27 มี.ค. 2006
ตอบ: 2063

ตอบตอบเมื่อ: 30 มี.ค.2006, 9:45 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

ธีโร จ สุขสํวาโส ญาตีนํว สมาคโม
อยู่ร่วมกับปราชญ์ นำความสุขมาให้เหมือนสมาคมกับญาติ
ขุ.ธ.๒๕/๔๒


อยู่ร่วมปราชญ์ขาดทุกข์เป็นสุขแท้
จะมีแต่เพลิดเพลินจำเริญศรี
เหมือนร่วมญาติรักใคร่ด้วยไมตรี
สวัสดีจริงหนาอย่าปรารม
เพราะมวลปราชญ์ปราดเปรื่องช่วยเปลื้องโทษ
สร้างประโยชน์ให้เกิดประเสริฐสม
อยู่กับปราชญ์ขาดจากทุกข์สุขอารมณ์
สมาคมด้วยนักปราชญ์ฉลาดครัน


ถ้าเรารู้ว่า เรายังไม่เป็นปราชญ์ นิสัยยังโลเล ดีบ้าง เสียบ้าง โกรธบ้าง ชอบบ้าง ชังบ้าง สงสารบ้าง ไม่สงสารบ้าง เราต้องอยู่กับคนดีในระดับที่มากกว่าเรา ความดีเราจะได้เพิ่มขึ้น หรืออยู่กับคนดีในระดับเดียวกับเรา ความดีเราจะได้ไม่ลดลง แต่ถ้าเราอยู่กับคนที่ไม่ค่อยรู้ว่าอะไรดีไม่ดี ไม่รู้บาปบุญคุณโทษ ถึงรู้แต่ไม่รู้จักบังคับใจตัวเอง หรืออยู่กับคนเลวคนพาลแล้ว เราจะต้องเลวลง ขอใช้คำว่าเลว เพราะในภาษาพระก็มีคำว่าเลวเหมือนกัน

น นิหียติ ปุริโส นิหีนเสวี
ผู้คบคนเลว ย่อมเลวลง
องฺ. ติก.๒๐/๑๕๘


ฉะนั้น ท่านใดอยู่ใกล้กับคนพาล มิตรบริวารแวดล้อมมีแต่คนไม่มีศีลไม่มีธรรม คอยพูดคอยทำในสิ่งที่ร้อนใจอยู่เรื่อยๆ ก็นับว่าโชคร้ายจริงๆ แต่ก็สามารถดับได้ถ้าเราตั้งใจปฏิบัติธรรม แต่อย่างไรก็ตาม ขอให้อดทนและศรัทธาในธรรมจริงๆ ธรรมะจะได้ชำแรกชำระความร้ายความทุกข์ความเครียดออกไปได้

ถ้าศรัทธาในธรรมไม่จริงแท้ดับความร้ายไม่ได้ เพราะสิ่งแวดล้อมชวนให้ยุ่งตลอด พอจิตเป็นสุขมันก็สงบไว สุขในความดีก็สงบไว พอจิตเป็นทุกข์มันก็สงบยาก ดังนั้นคนที่มีความทุกข์มากๆ แล้วมานั่งสมาธิภาวนา จึงต้องใช้ปัญญามาก ต้องรู้จักคิด แยกแยะทุกข์สุข แยกแยะอดีตอนาคตปัจจุบันให้ได้ ความทุกข์จึงจะค่อยเบาบางลงน้อยลง ส่วนใหญ่ศัตรูของเราก็คือ “จิต” ของเราเอง

ความโกรธนี้ไม่กลัวใครเลย แต่ความโกรธจะกลัวบุคคลประเภทหนึ่ง คือ บุคคลที่ตามดูจิตตั้งสติดูจิตบ่อยๆ เพราะความโกรธ ความเกลียด ความชิงชังจะไม่ค่อยเกิดกับบุคคลที่ตั้งสติดูจิตของตัวเอง มีเหตุมีผลมีปัญญาตามดูจิต มีปัญญาปฏิบัติธรรมพร้อม ถ้าความโกรธเกิดก็จะไม่ขยายวงกว้าง


บุคคลที่ตามดูจิตตั้งสติดูจิตบ่อยๆ นานๆ ไปความโกรธก็หดหายไป ชีวิตทุกชีวิตจะอยู่ได้เพราะอาหาร สำหรับกิเลสนั้นจะอยู่ได้ก็เพราะอาหารเช่นเดียวกัน เป็นต้นว่า รูปสวยๆ เป็นอาหารของนิวรณ์ กามฉันทะ กามราคะ , รูปไม่สวยสิ่งที่น่าเกลียดน่าชังเห็นแล้วก็เกลียดโกรธเป็นอาหารของโทสะ , อาศัยวิตกการตรึกนึกเรื่องที่ไม่ดีบ่อยๆ เป็นอาหารให้ความโกรธเกิดรุนแรงขึ้น หากตัดความคิดปรุงแต่งไปเสียแล้ว แม้นจะโกรธเกลียดรักชังก็ตั้งสติคุมรู้มันอยู่ แต่ไม่ทำตามไม่พูดตาม มันก็ไม่มีอาหาร ในที่สุดมันก็จะคลายลงไป หมดสิ้นไป

น หิ สาธุ โกโธ
ความโกรธไม่ดีเลย
ขุ.ชา.ฉกฺก.๒๗/๑๘๘


เราทุกคนรู้กันทั่วว่าความโกรธไม่ดีเลย แต่ก็ทำลายมันไม่ได้เพราะไม่ได้ห้ามอาหารอดอาหารให้มัน “การตรึกนึก” นั่นแหละคือการให้อาหาร การตรึกนึกเรื่องไม่ดีบ่อยๆ ความโกรธที่เคยเล็กๆ น้อยๆ ก็เพิ่มพูน พอไม่ตรึกนึกตามเท่านั้นเอง คิดแต่เรื่องดีๆ บ่อยๆ เท่านั้นเอง ความโกรธก็จะจาง จาง จางคลายเย็นสบาย ยิ้มกับศัตรูได้ ยิ้มกับคนที่เราโกรธเกลียดชังได้ ทำให้ศัตรูกลายมาเป็นมิตรได้

อันความโกรธโทษนี้ชี้เฉลย
ไม่ดีเลยแปรจิตเป็นมิจฉา
ถึงฆ่าฟันกันตายวายชีวา
เพราะโกรธาบาปชั่วเป็นตัวการ
ดังกองไฟใส่สุมที่รุมเผา
จิตร้อนเร่ามุ่งร้ายหมายประหาร
คนแท้ๆ แปรพักตร์เป็นยักษ์มาร
เปลี่ยนสันดานวิปริตผิดผู้คน


โกโธ สตฺถมลํ โลเก
ความโกรธเป็นดังสนิมศัตราในโลก
สํ.ส.๑๕/๖๐


สนิมเกาะกินในเหล็กไหน เหล็กนั้นจะกร่อน จะผุจนกว่าจะพังไร้คุณค่า ความโกรธเกิดขึ้นในจิตใจใครแล้ว มันก็จะเป็นสนิมกัดจิตให้เจ็บให้แสบให้ร้อนระอุทีเดียว


ความโกรธเป็นเช่นดังสนิมหนา
กินศิลาผุกร่อนไม่หย่อนหยุด
โลหะชาติมีดพร้าแลอาวุธ
สนิมคุดกินขาดพินาศไป
สนิมเหล็กกินเหล็กนั้นเล็กน้อย
เจ้าของคอยขัดล้างระวังไหว
สนิมโกรธโดดดิ้นเข้ากินใจ
สุดวิสัยขัดรากขุดรากตอ



(มีต่อ ๖)
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัวMSN Messenger
สาวิกาน้อย
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 27 มี.ค. 2006
ตอบ: 2063

ตอบตอบเมื่อ: 30 มี.ค.2006, 10:43 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

อนตฺถชนโน โกโธ
ความโกรธก่อความพินาศ
องฺ.สตฺตก.๒๓/๙๙


ความโกรธเผาใจให้ร้อนรุ่ม เผาใจให้ร้อนพล่าน ความโกรธเผาการงานให้เสียหาย ความโกรธเผามิตรสหายให้กลายเป็นศัตรู ความโกรธเผาอกตกนรกทั้งเป็น


ไม่หักห้ามความโกรธมันโหดหาม
ย่อมสร้างความพินาศอนาถหนอ
ประทุษจิตผิดอย่างไม่รั้งรอ
กระโดดก่อสร้างกรรมแล้วทำลาย
พระท่านวอนสอนสั่งระวังโทษ
ละความโกรธลงบ้างให้ห่างหาย
ใจเป็นสุขทุกข์บ้างก็จางคลาย
ที่มุ่งร้ายกลับมาเมตตากัน


ความอดทนเป็นการเผากิเลสอย่างหนึ่ง ใจมันร้อนระอุที่อยากจะด่าว่า อยากจะเบียดเบียน แต่เราอดทนไม่ทำตาม ไม่พูดตาม นี่คือการขัดเกลากิเลสโดยตรง วันหน้าจิตจะดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ว่าความอดทนนี้มันขมขื่นต้องฝืนจิตฝืนใจในตอนต้น แต่จะพ้นทุกข์ในบั้นปลาย ตอนต้นชอบสุขสบาย มักร้ายเมื่อปลายมือ การห้ามจิตอารมณ์ใจที่ร้อนพล่านได้นั้น คือ การชนะสงครามที่ชนะได้ยาก คือตอนแรกจิตปกติ พอโกรธปุ๊บ จิตก็กำเริบเสิบสานฟุ้งซ่านพลันแล่นวี้ดว๊าด

ขนฺติ ปรมํ ตโปติ ติกฺขา
ขันติคือความอดทน เป็นตบะอย่างยิ่ง
ที.มหา.๑๐/๕๗

โกโธ จิตฺตปฺปโกปโน
ความโกรธทำจิตให้กำเริบ
องฺ.สตฺตก.๒๓/๙๙


จิตกำเริบเสิบสานทำการผิด
ก็เพราะจิตมีโกรธโทษมหันต์
พอโกรธจิตผิดชั่วก็พัวพัน
ไม่มีวันทำดีให้มีคุณ
เมื่อความดีหนีหายทำลายหมด
ก็ถึงบทตัวบาปกระหนาบหนุน
พอบาปมาเกาะกินก็สิ้นบุญ
ไม่มีทุนสร้างธรรมก่อกรรมดี


นี่คือความโกรธ นี่คือศัตรูของเราที่อยู่ในชีวิตจิตวิญญาณ ซึ่งเราจะต้องถอนรากถอนโคน โดยการศึกษาธรรมแล้วค่อยเรียนรู้ปฏิบัติไป ไม่ว่าใครก็ตามในโลกนี้ ไม่ว่านักบวชหรือไม่ใช่นักบวช ถ้าไม่ตั้งสติมาดูอารมณ์จิตคอยสำรวมใจ มัวแต่เอาจิตไปเกาะเกี่ยวเรื่องอื่นแล้วล่ะก็ ไม่มีทางเลยที่จะดับตัวมารตัวร้ายตัวศัตรูในดวงจิตได้ มันจะครอบงำและทำลายย่ำยีจิตของปุถุชนตลอดกาลในวัฏฏะสงสารอันยาวไกล แม้พระธรรมก็จะไม่สามารถมาดับความโกรธเกลียดชิงชังความทุกข์ในจิตได้ เพราะเราไม่ได้ตั้งสติมาดูอารมณ์จิตคอยสำรวมใจ จึงต้องวุ่นวายใจทั่วทุกคน

ครั้นพอมาศรัทธาในคำสอนพระพุทธองค์ ตั้งสติพิจารณาในบทกรรมฐาน ยืนเดินนั่งนอนใช้สติใช้ปัญญา คนไหนเกิดมามีสติปัญญารอบคอบ นับว่าบุญมาวาสนาส่งประพฤติธรรมได้ไวมาก ท่านใดที่โง่คิดอะไรไม่ค่อยออกใคร่ครวญไม่ค่อยเป็น เอาแต่อารมณ์ตัวเองนี้ จะต้องอดทนมากกว่าเก่าหน่อย ลำบากมากหน่อย เพราะสร้างเหตุดีมาน้อย กำลังจึงน้อย ก็เลยดีช้าหน่อย

ขอโยมญาติทุกท่านทุกคน จงอย่าได้ทิ้ง ทาน ศีล ภาวนา มีโอกาสก็ทำความดีเรื่อยๆ แล้วอธิษฐานขอให้บุญนี้ที่ข้าพเจ้าทำ จงเป็นกำลังบารมีให้ข้าพเจ้ามีกำลังใจ มีกำลังปัญญาที่จะประพฤติดี ดับกิเลสโลภ โกรธ หลง ดับทุกข์ให้ตนเองได้เร็วยิ่งขึ้นเทอญ
จิตใจเราบกพร่องจุดใด ให้อธิษฐานว่าบุญใดที่ได้ทำ ความดีใดที่ได้สร้าง ขอพลังแห่งบุญนี้ จงเป็นพลวะปัจจัยให้ข้าพเจ้าสำเร็จอย่างนั้นอย่างนี้ด้วยเทอญ เหมือนพระพุทธองค์สร้างบารมีทุกครั้ง จะทรงอธิษฐานตลอดเลยว่า ขอผลบุญนี้จงเป็นพลวะปัจจัยให้ได้ตรัสรู้เป็นพระสัพพัญญูตญาณในอนาคตกาลภายหน้าเทอญ


การนึกในจิต เรียกว่า “การอธิษฐาน” ทั้งนั้น แต่เราต้องทำ “ความดี” ก่อน ต้องทำความดีตลอดถ้ามีโอกาส ถ้าอธิษฐานอย่างเดียวแล้วไม่สำเร็จ ซึ่งถ้าเราสั่งสมกรรมดีถูกเหตุแล้ว ผลดีย่อมปรากฏ คำอวยพรอวยชัยร้อยคำพันคำยังไม่เกิดผล หากแม้นความดียังไม่เกิดแก่ตน คนทุกคนยังไม่ได้รับพร

ฉะนั้น พรจะเกิดประเสริฐล้น เพราะตนตั้งใจอยู่ในการกระทำที่ดี เหตุดีผลจึงดี เมื่อเราทำความดีแล้วมีคนอวยพรอวยชัย เขาเรียกว่าเสริมบุญเสริมราศีเสริมกำลังใจ ก็จะพาให้บุญเพิ่มอันเกิดจากการให้พร ถ้าหากญาติโยมไม่ฟังธรรม ไม่ประพฤติธรรม ไม่กระทำความดี โยมก็จะไม่ได้รับพร โยมคิดดีก็เป็นพรทางจิต กล่าวดีก็เป็นพรทางวาจา กายทำดีก็เป็นพรทางกาย

ถ้าหวังสิ่งใดก็ขอให้ได้ดั่งใจคิด
แต่อ้อนวอนเป็นเนืองนิจยังไม่ได้
เพราะคำสั่งสอนพระศาสดาพระจอมไตร
อยากได้สิ่งใดต้องลงมือกระทำซึ่งกรรมดี



ขอการฟังธรรมะในวันนี้ จงเป็นประโยชน์สุขสวัสดี มีกำลังใจในการต่อสู้กิเลสมารในตัวเอง ขอให้โยมทุกท่านทุกคนจงพร้อมรับผลวิบากกรรมของตนแล้วสร้างบุญใหม่ กรรมเก่าใช้หมดไป เวรกรรมใหม่จะไม่ก่อเพิ่ม มีศีลมีสมาธิภาวนามีความดีที่บำเพ็ญ และขอเอาใจช่วยขอเป็นกำลังใจหนุนหลังทุกท่านทุกคนในการต่อสู้กับจิตตนเอง รวมทั้ง ขอให้เจริญในธรรมตลอดไปทุกท่านทุกคนเทอญ เจริญพร


------------ จบบริบูรณ์ ------------

สาธุ สาธุ สาธุ
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัวMSN Messenger
นอต
ผู้เยี่ยมชม





ตอบตอบเมื่อ: 19 มิ.ย.2006, 10:49 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

ขอบคุณสำหรับคำสอนและธรรมะดีๆ ที่นำมาฝากกันครับ
 
บุญเหนือบาป
ผู้เยี่ยมชม





ตอบตอบเมื่อ: 19 มิ.ย.2006, 10:52 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

ขอบคุณที่โพสมาให้อ่านกัน จะพยายามอดทนต่อสิ่งไม่ดี...ก็ขอภาวนาให้เจอแต่สิ่งที่ดี ๆ คนดี ๆ คนที่ไม่ดีขอให้มันจากไป........เราไม่เคยคิดทำร้ายและทำลายใคร เพราะฉะนั้นบุญกุศลสิ่งที่เราได้สร้างมาจงเป็นเกราะคุ้มกันความเลวจากผู้อื่นด้วยเทอญ ร้องไห้
 
รณชัย
ผู้เยี่ยมชม





ตอบตอบเมื่อ: 29 ก.ค.2006, 12:47 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

สาธุ..สาธุ..สาธุ
 
สาวิกาน้อย
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 27 มี.ค. 2006
ตอบ: 2063

ตอบตอบเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 9:12 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

Image
พระอาจารย์สุโข กตปุญโญ


* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

ประวัติและปฏิปทาพระอาจารย์สุโข กตปุญโญ
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=39001

แผนที่สำนักปฏิบัติธรรมแก้วมณีนพเก้า (วัดแก้วมณี)
http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=18618

รายการวิทยุธรรมะ (พระอาจารย์สุโข กตปุญโญ)
http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=18620

เสียงธรรมบรรยายพระอาจารย์สุโข กตปุญโญ
http://www.dhammajak.net/audio/dhamma/files/sukho.php

เว็บไซต์สำนักปฏิบัติธรรมแก้วมณีนพเก้า (วัดแก้วมณี)
http://www.watkeawmanee.org/

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
 

_________________
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัวMSN Messenger
แสดงเฉพาะข้อความที่ตอบในระยะเวลา:      
สร้างหัวข้อใหม่ตอบ
 


 ไปที่:   


อ่านหัวข้อถัดไป
อ่านหัวข้อก่อนหน้า
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน
คุณ สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้


 
 
เลือกบอร์ด  • กระดานสนทนา  • สมาธิ  • สติปัฏฐาน  • กฎแห่งกรรม  • นิทานธรรมะ  • หนังสือธรรมะ  • บทความ  • กวีธรรม  • สถานที่ปฏิบัติธรรม  • ข่าวกิจกรรม
นานาสาระ  • วิทยุธรรมะ  • เสียงธรรม  • เสียงสวดมนต์  • ประวัติพระพุทธเจ้า  • ประวัติมหาสาวก  • ประวัติเอตทัคคะ  • ประวัติพระสงฆ์  • ธรรมทาน  • แจ้งปัญหา

จัดทำโดย  กลุ่มเผยแผ่หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา ธรรมจักรดอทเน็ต
เพื่อส่งเสริมคุณธรรม และจริยธรรมในสังคม
เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2546
ติดต่อ webmaster@dhammajak.net
Powered by phpBB © 2001, 2002 phpBB Group :: ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง