Home  • กระดานสนทนา  • สมาธิ  •  สติปัฏฐาน  • กฎแห่งกรรม  • นิทาน  • หนังสือ  •  บทความ  • กวีธรรม  • ข่าวกิจกรรม  • แจ้งปัญหา
คู่มือการใช้คู่มือการใช้  ค้นหาค้นหา   สมัครสมาชิกสมัครสมาชิก   รายชื่อสมาชิกรายชื่อสมาชิก  กลุ่มผู้ใช้กลุ่มผู้ใช้   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว  เช็คข้อความส่วนตัวเช็คข้อความส่วนตัว  เข้าสู่ระบบ(Log in)เข้าสู่ระบบ(Log in)
 
ได้ทำการย้ายไปเว็บบอร์ดแห่งใหม่แล้ว คลิกที่นี่
www.dhammajak.net/forums
15 ตุลาคม 2551
 คิดสั้น (ท.เลียงพิบูลย์) อ่านหัวข้อถัดไป
อ่านหัวข้อก่อนหน้า
สร้างหัวข้อใหม่ตอบ
ผู้ตั้ง ข้อความ
admin
บัวทอง
บัวทอง


เข้าร่วม: 15 ธ.ค. 2004
ตอบ: 1888

ตอบตอบเมื่อ: 07 มิ.ย.2006, 3:11 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

Image

คิดสั้น
โดย ท.เลียงพิบูลย์

จากหนังสือกฎแห่งกรรม
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เล่ม ๖



เมื่อข้าพเจ้ายังเรียนหนังสืออยู่ที่วัดชั้น ป. ๒ สิ่งที่ข้าพเจ้ายังจำได้ดี คือ เช้าวันหนึ่งก่อนเข้าเรียน ที่ศาลาท่าน้ำในวัดมีแม่ค้าทั้งจีนไทยหาบของมาขาย มีจีนหนุ่มคนหนึ่งเคยเอาปาท่องโก๋และขนมทอดอื่นๆ และขนมฟูใส่กระด้งทูนหัวมานั่งขายอยู่ด้วยทุกวัน ถ้าพวกเราซื้อปาท่องโก๋แล้วขอให้รำมวยให้ดู เขาก็จะออกร่ายรำมวยจีนให้พวกเราดู โดยออกไปย่อตัวกลางแจ้งชี้สองนิ้วลงดิน อีกสองนิ้วชี้ขึ้นเหนือหัวแล้วหมุนตัวไปซ้ายขวา พร้อมทั้งร่ายรำตามเพลงมวยจีนไปพักหนึ่ง แล้วก็ยิ้มอย่างใจดี

แต่เช้าวันนั้นแปลกกว่าวันอื่นพอพวกเราเข้าเรียนแล้ว พวกพ่อค้าต่างก็แยกย้ายกันไปขายที่อื่น จนกว่าพวกนักเรียนจะพักเรียนตอนเที่ยงจึงจะขายใหม่ แต่จีนขายปาท่องโก๋นั้นหาได้กลับไปขายที่อื่นไม่ คงเดินวนเวียนร้องขายอยู่ในวัด คล้ายๆ กับคนเดินหลงทางไม่รู้จะออกจากวัดได้อย่างไร สักครู่หนึ่งเรามองออกไปทางหน้าต่างห้องเรียน ก็มองเห็นจีนหนุ่มผู้นั้นเอากระด้งวางไว้ใต้ต้นตะขบ แล้วตัวเองก็ปีนขึ้นไปบนต้น ปากก็ร้องขายปาท่องโก๋ไม่ขาดปาก พวกเรามองดูว่าจีนผู้นั้นอุตริจะเก็บตะขบกิน หรือปีนขึ้นไปทำไม

ต่อมาเราก็เห็นเขาปีนขึ้นไปถึงกลางลำต้น แล้วก็คลี่ผ้าซึ่งขดเป็นวงกลมใช้รองบนศีรษะสำหรับวางกระด้งเวลาทูนหัว ขณะที่กำลังคลี่ผ้าปากก็ยังร้องขายปาท่องโก๋ไม่หยุด เราเห็นเขาผูกชายผ้าข้างหนึ่งไว้กับกิ่งตะขบใหญ่เท่าแขน ส่วนอีกข้างหนึ่งผูกกับคอ พวกเราเห็นท่าไม่ดีจึงชี้บอกให้ครูดูให้รู้ว่าจีนคนนั้นจะผูกคอตาย

เมื่อครูเหลียวมองเห็นเข้าก็รีบวิ่งออกจากห้องเรียนทันที มีพวกเราวิ่งกรูตามครูไปด้วย แต่กว่าเราจะวิ่งไปถึงต้นตะขบ และกว่าครูจะปีนขึ้นไปช่วยแก้ จีนผู้นั้นได้ทิ้งตัวลงมาแขวนคอโตงเตงแล้ว พวกนักเรียนที่โตหน่อยก็ปีนขึ้นไปช่วยครูแก้เชือกเอาจีนผู้นั้นลงมาได้ แต่ก็สายเสียแล้ว เพราะจีนผู้นั้นได้หมดลมก่อนที่จะลงมาถึงข้างล่าง รู้สึกว่าเป็นความตายที่เร็วมาก เมื่อมาคิดดูแล้วจีนผู้นี้ไม่น่าจะตายเลย เพราะก่อนที่แกจะตายแกยังรื่นเริงรำมวยอย่างสนุกสนาน ซ้ำขนมในกระด้งก็ยังมีอีกไม่น้อย

ครูเองท่านก็คิดไม่ออกว่า จีนผู้นี้ผูกคอตายเพราะเหตุใด ทั้งๆ ที่กำลังปีนขึ้นไปและกำลังใช้ผ้าผูกคอก็ยังร้องขายปาท่องโก๋อยู่อย่างธรรมดา ไม่มีกิริยาผิดปกติ ไม่ว่าทั้งพระภิกษุและชาวบ้านต่างก็มามุงดูด้วยความสังเวชใจ ต่างคนก็วิพากวิจารณ์กันไปต่างๆ ตามความรู้ความเห็นของตน ข้าพเจ้าเวลานั้นยังเป็นเด็กอยู่ ได้แต่ฟังคนนั้นพูดอย่างนี้ คนนี้พูดอย่างนั้นตามเหตุผลของแต่ละคน

ตอนเย็น เมื่อกลับจากโรงเรียนมาถึงบ้าน ก็เล่าเรื่องจีนผู้ตายให้คนที่บ้านฟัง แม่บอกว่า “นี่แหละผีมันชวนไป ตัวเองคงจะไม่ตั้งใจผูกคอตายเป็นแน่”

ข้าพเจ้าถามว่า “แม่รู้ได้อย่างไร ผมก็เห็นคนที่นั่นหลายคนที่ยืนดูอยู่พูดคล้ายๆ กับที่แม่พูดนี่แเหละ”

แม่ก็เล่าเรื่องให้ข้าพเจ้าฟังว่า เมื่อแม่ยังสาวๆ อยู่นั้น แม่มีเพื่อนรุ่นเดียวกันอยู่คนหนึ่ง ข้าพเจ้าขอสมมติชื่อว่า "มะลิ" เป็นสาวสวยคนหนึ่งในสมัยนั้น มะลิเป็นคนใจบุญ และที่แปลกอยู่หน่อยคือ มะลิชอบใส่บาตรภิกษุชรา ไม่ยอมใส่บาตรพระหนุ่มๆ มะลิใส่บาตรหลวงตาองค์หนึ่ง พระชราองค์นี้หูท่านหนวกและแก่มากแล้ว เดินมารับบาตรแทบจะไม่ไหว ต้องถือไม้เท้าพยุงร่างมารับบาตร จึงมีผู้สงสารและศรัทธาท่านมาก มะลิเคารพนับถือหลวงตาองค์นี้มาก

ต่อมาเมื่อหลวงตาองค์นี้แก่เกินกว่าจะเดินมารับบาตร จึงให้ลูกศิษย์มารับบาตรแทน แต่ก็ไม่เหมือนหลวงตามารับบาตรเอง ผู้ใจบุญเห็นเป็นเด็กก็ไม่ค่อยศรัทธา มะลิสงสารท่านมาก จึงรับส่งกับข้าวทั้งคาวหวานตลอดมา หลวงตาองค์นี้แม้จะชรามาก แต่ถึงเวลาลงโบสถ์ท่านก็ไม่ยอมขาด แม้จะต้องถือไม้เท้าท่านอุตส่าห์ลงโบสถ์ทุกครั้ง จนท่านมรณภาพ

ต่อมามะลิก็แต่งงานมีเรือนไป การเลือกใส่บาตรพระแก่ๆ ก็ยังคงใส่ประจำเสมอมามิได้ขาด การครองเรือนนั้นมิสู้จะราบรื่นนัก เพราะมะลิเป็นคนแสนงอนเจ้าอารมณ์ แม้ว่าสามีจะเอาใจอย่างไรก็ยังไม่ค่อยถูกใจ ทุกครั้งที่โกรธสามีขึ้นมา ก็บ่นว่าอยากตายอยากจะผูกคอตาย ครั้งหนึ่งเกิดมีปากเสียงกับสามีเพราะความแสนงอน จึงคว้าผ้าแถบได้ผืนหนึ่งแล้วแอบไปหลังบ้านตั้งใจจะไปผูกคอตาย

พระนครในสมัยนั้นข้างถนนใหญ่บ้านก็มีน้อย ไม่มากมายเหมือนในสมัยนี้ ยิ่งถ้าไม่ใช่ย่านการค้าบ้านก็ยิ่งอยู่ห่างออกไปอีก เพียงแต่ห่างถนนไปไม่เท่าใดก็เป็นป่ารก บางแห่งก็มีต้นไม้ใหญ่ๆ ขนาดลองสามคนโอบไม่รอบขึ้นอยู่เต็ม จากนั้นไปก็ยังเป็นบึงเป็นหนองมีจอกแหนลอยอยู่ทั่วไป นอกจากนั้นก็ยังมีพวกไม้หนามต่างๆ ขึ้นเป็นดง

มะลินั้น ครั้นออกไปทางหลังบ้านไม่นานนัก ก็มองเห็นลานกว้างสะอาด มีดอกไม้ขึ้นอยู่เต็ม ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งมีชิงช้าผูกไว้ บนชิงช้ามีสาวสวยสองคนกำลังแกว่งไกวชิงช้าอยู่อย่างสนุกสนาน ทั้งสองนุ่งผ้าลายสีระกำ ห่มสไบจีบสีเหลือง พูดถึงความสวยงามแล้วก็อาจจะเปรียบได้กับนางฟ้า อีกคนหนึ่งนั่งร้อยพวงมาลัยอยู่ใต้ต้นไม้ รูปร่างของนางทั้งสามสวยงามคล้ายคลึงกันและแต่งตัวเหมือนกัน ทั้งสามไว้ผมยาวประบ่ามีมาลัยคล้องคอทุกคน นอกนั้นยังทัดดอกไม้แดงที่หู

มะลิเห็นสิ่งแปลกตาเช่นนั้น ก็ยืนมองดูอยู่ไม่เข้าไปใกล้ เพราะรู้สึกประหลาดใจว่า หลังบ้านนั้นจำได้ว่าเป็นป่ากระถิน แต่ทำไมวันนี้มันจึงเป็นลานกว้างอย่างนี้ ซ้ำยังมีคนรูปร่างหน้าตาสวยงามมาโล้ชิงช้าเล่นเช่นนี้ หญิงสาวที่กำลังมาโล้ชิงช้าเล่นอย่างเพลิดเพลิน เหลียวมาเห็นมะลิก็หยุดแกว่งชิงช้า ยิ้มแล้วกวักมือเรียกให้ไปนั่งชิงช้าเล่นด้วยกัน มะลิยืนมองดูเฉยอยู่ยังไม่กล้าเข้าไปใกล้ หญิงสาวคนที่อยู่บนชิงช้าถามหญิงที่กำลังร้อยพวงมาลัยอยู่ว่า

“น้องร้อยพวงมาลัยเสร็จแล้วยังจ๊ะ เอาไปคล้องคอน้องใหม่ของเราสิ จะได้ขึ้นมาโล้ชิงช้าเล่นกันให้สนุกสนาน”

หญิงสาวคนที่นั่งร้อยพวงมาลัยตอบว่า “เรียบร้อยแล้วจ๊ะพี่”

แล้วก็หยิบพวงมาลัยที่ร้อยเสร็จใหม่นั้นลุกขึ้น เดินมาที่มะลิยืนอยู่ แล้วพูดว่า “เธอเป็นน้องคนเล็กของเรานะจ๊ะ มาสวมพวงมาลัยแล้วไปเล่นชิงช้ากันให้สนุกสนานเถิด” ว่าแล้วก็หยิบพวงมาลัยจะสวมหัวให้มะลิ มะลิปัดมือไว้ แต่ในใจนึกอยากจะไปสนุกกับเขาด้วย แต่ยังไม่อยากสวมพวงมาลัย

ทันใดนั้นสองหญิงสาวที่นั่งอยู่ที่ชิงช้าก็ลุกขึ้นมาหามะลิ และอ้อนวอนว่า “หล่อนมาเล่นกับพวกเราดีกว่า สนุกดี ดูซิ พวกเราสวมมาลัยด้วยกันทุกคน สวมเสียซิหล่อน สวมเหมือนพวกเราแล้วจะได้ไปนั่งชิงช้ากันอย่างไรล่ะ หล่อนจะได้เป็นน้องสาวคนเล็กของเรา” แล้วหญิงสาวทั้งสองก็พยายามอ้อนวอนให้มะลิสวมพวงมาลัย แต่มะลิไม่ยอมสวม

แม้หญิงสาวพวกนั้นจะพยายามสวมให้ มะลิก็เอามือจับพวงมาลัยไว้ไม่ยอมให้สวมบอกว่าจะใส่เอง หญิงสาวทั้งสามก็ไม่ขัดข้องมอบพวงมาลัยให้มะลิ แล้วก็พาไปที่ชิงช้าพลางก็คะยั้นคะยอให้สวมพวงมาลัย จะได้นั่งชิงช้าแล้วก็แกว่งไกวกันเล่นให้สนุกสนาน ทันใดนั้นหญิงสาวต่างก็ตบมือร้องเพลงเป็นทำนองช้าๆ เสียงเยือกเย็นทำให้จิตใจมะลิเคลิบเคลิ้มไป แล้วสาวทั้งสามก็ขอร้องให้มะลิสวมพวงมาลัย มะลิเสียอ้อนวอนสามสาวไม่ได้ ทั้งจิตใจก็อยากเข้าไปเล่นด้วยอยู่แล้ว จึงหยิบพวงมาลัยกำลังยกขึ้นจะสวมหัว ทันใดนั้นก็มีเสียงดังขึ้นว่า

“หยุดก่อน”

หญิงสาวทั้งสามพอได้ยินเสียงก็กลัวจนตัวสั่นหน้าซีด พอเหลือบไปเห็นพระแก่ๆ องค์หนึ่ง ชึ่งมายืนแต่เมื่อไรไม่มีใครรู้ ท่านยกไม้เท้าขึ้นชี้ หญิงสาวทั้งสามยกมือปิดหน้าร้องกรีด ร่างกายที่สวยงามก็กลายเป็นร่างที่น่าเกลียดน่ากลัว น้ำเหลืองเฟอะ ตาเหลือกลิ้นห้อยยาวออกมาจากปาก

พระองค์นั้นตวาดซ้ำว่า “ไอ้เวร มึงจะทำกรรมอีกแล้ว” พลางเงื้อไม้เท้าทำท่าจะฟาดลงไปที่ร่างผีร้ายทั้งสาม ปีศาจทั้งสามแสดงความเกรงกลัวแล้วก็หายไปทันที

มะลิเห็นเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไปเช่นนั้น ก็ตกตะลึงกลัวตัวสั่น เหลียวไปดูพระแก่องค์นั้น ก็คือ หลวงตาหูหนวกองค์ที่ตนเคยส่งสำรับท่านเมื่อยังไม่มรณภาพนั้นเอง รู้สึกสายตาของท่านมีความเมตตากรุณา เกิดความอุ่นใจ ความกลัวก็น้อยลง ในเวลานั้นไม่ได้นึกว่าท่านตายไปแล้ว เห็นท่านมาช่วยก็ยกมือขึ้นไหว้ท่าน ได้ยินเสียงท่านบอกว่า

“สีกาอย่าคิดสั้นอย่างนี้อีกนะ อย่าคิดว่าเป็นผีตายโหงมันสบายกว่าเป็นคน มันทุกข์ทรมานกว่านักโทษในเมืองมนุษย์สักร้อยเท่า กลับไปบ้านเถิดสีกาเชื่ออาตมาเถิด ไปบอกหมู่ญาติให้ทราบว่าการฆ่าตัวตายต้องใช้เวรใช้กรรมทุกข์ทรมานมาก อย่าเห็นกงจักรเป็นดอกบัว”


พูดแล้วหลวงตาก็หายวับไปทันที เมื่อหลวงตาหายไปแล้วมะลิก็รู้สึกตัวได้สติคล้ายตื่นจากฝัน บริเวณลานที่เห็นก็ดี ดอกไม้สวยงามก็ดี หายไปหมดมองเห็นตัวอยู่ในดงกระถิน ส่วนพวงมาลัยที่ถือไว้ก็คือผ้าแถบของตัวนั่นเอง ทำเป็นห่วงอยู่ในมือ เมื่อได้สติก็วิ่งหนีกลับบ้านทันทีด้วยความตกใจ เคราะห์ดีที่ไม่กลัวมากเกินไปจนเป็นไข้หัวโกร๋น เห็นจะอุ่นใจที่ได้พบหลวงตา และท่านเป็นผู้ช่วยเอาไว้ก็เป็นได้ มิฉะนั้นคงไม่มีโอกาสทราบเรื่องแปลกประหลาดอย่างยิ่ง

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา มะลิก็หมดแง่งอน หมดความตามใจตัวเอง ไม่เอาแต่อารมณ์เหมือนแต่ก่อน ความสุขก็เกิดขึ้นในครอบครัวตลอดไป เรื่องนี้แม่ได้ทราบจากปากคำของมะลิ ซึ่งเล่าให้ฟังหลังจากวิ่งหนีกลับบ้านแล้วและเล่าให้เพื่อนบ้านฟัง แล้วก็เล่ากันต่อๆ มา

ต่อจากนั้นมาภายหลังวันหนึ่ง เวลาประมาณก่อนเพล ก็มีคนโจทย์กันว่ามีจีนคนหนึ่งมาผูกคอตายอยู่ที่ประตูทางเข้าป่าช้าจีน คนที่ไปดูมาแล้วพูดว่า “มันไม่น่าตายเลย ผูกต่ำกว่าคนยืนเสียอีก แต่มันก็ตายไปแล้ว”

ข้าพเจ้าเป็นคนสนใจและอยากรู้อยากเห็น จึงได้ไปดูกับเขาด้วย เมื่อไปถึงเห็นคนมุงดูกันก็แหวกเข้าไปดูบ้าง เห็นแล้วสังเวชใจเป็นที่สุด และมีความเห็นเหมือนคนอื่นว่าให้ไม่น่าจะตายเลย อยากจะพูดว่าเมื่อผูกเชือกกับซี่ลูกกรงประตูแล้วเชือกก็ยังหย่อน

พิจารณาดูแล้ว หากว่าจะถูกฆ่าจากที่อื่น และผู้ร้ายนำมาผูกไว้ที่ประตูป่าช้าเป็นการตบตาก็ไม่ใช่ เพราะจีนผู้นั้นซึ่งอายุในราว ๔๐ ปี แต่งตัวภูมิฐาน ใส่เสื้อและกางเกงแพรดำขึ้นเงามัน ใส่รองเท้าอ่อนแบบจีนเป็นผ้า มีร่มผ้าสีดำด้ามเป็นขอสำหรับเกี่ยวแขนพิงอยู่ใกล้ๆ ผู้ตาย

ศพนั้นมีสภาพครึ่งนั่งครึ่งนอน เพราะคอตกไปข้างหนึ่ง เนื่องจากมีเชือกเส้นเท่านิ้วก้อยผูกรั้งอยู่ อีกข้างหนึ่งผูกติดกับลูกกรงประตูสูงเพียงแค่คอ มือทั้งสองเหยียดตรงไปข้างๆ ด้วยเสื้อผ้ายังอยู่ในสภาพเรียบร้อยไม่ยับเยินนิ้วมือสวมแหวนตราเป็นทองคำเป็นหัวสี่เหลี่ยมขนาดเท่าหน้าลูกเต๋าธรรมดา แสดงว่าเป็นคนมีฐานะดี เมื่อข้าพเจ้าไปยืนดูสักครู่หนึ่ง พร้อมทั้งฟังชาวบ้านแถวนั้นวิจารณ์กันตามความเห็นต่างๆ ชาวบ้านบางคนก็พูดเสียงดังว่า

“ที่นี่มันต้องมีคนผูกคอตายทุกปี”

หญิงอีกผู้หนึ่งกล่าวขึ้นว่า “ดิฉันเคยเห็นหน้านะเจ๊กคนนี้ เมื่อคราวมีงิ้วในงานทิ้งกระจาดแกยังมาช่วยเขาจัดงาน แต่แกจะอยู่ที่ไหนไม่มีใครรู้”

สักครู่ก็เห็นพลตระเวนหลายคน พร้อมด้วยรถเข็นมีประทุนผ้าสีเขียวสำหรับใส่ศพ จัดแจงตรวจดูศพ จดลักษณะศพและแผลเป็น พร้อมทั้งตรวจดูตามกระเป๋าแล้วก็จดบันทึกของที่พบในตัวของผู้ตาย ข้าพเจ้ายังคอยชะเง้อดู เห็นในตัวมีกระเป๋าชนิดกดปุ่มกลมๆ สองปุ่มปิดเปิดต้องบีบเข้าหากันยาวประมาณ ๕ นิ้ว

เมื่อพลตระเวนเปิดออกพวกเด็กก็ชะเง้อดู ก็เห็นมีเงินเหรียญบาทสี่อัน อีกช่องหนึ่งมีธนบัตรหน้าเขียวสีเขียวใบละยี่สิบบาทอยู่สองใบ และมีผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่ง มีบุหรี่ตรานกอินทรีย์ซองสีเขียวนั้นมีบุหรี่เหลืออยู่อีก ๕ ม้วน แสดงว่าไม่มีใครแตะต้องของเหล่านี้ในตัวผู้ตายเลย แม้แต่ร่มก็ไม่มีใครหยิบเอาไป จนเจ้าหน้าที่มาพบ เมื่อจดบันทึกรายงานละเอียดเรียบร้อยแล้ว ก็ยกศพใส่รถประทุนสีเขียวใช้พลตำรวจเข็นไปตามถนน รถนั้นปิดประทุนอย่างมิดชิด แต่ก็ไม่วายจะมองเห็นเท้าศพโผล่ออกมา ได้ความว่าเมื่อไปถึงโรงพักสอบสวนอีกครั้งหนึ่งแล้วก็นำศพไปเก็บที่โรงพยาบาลหมอแฮร์ที่สีลม ให้หมอชันสูตรศพต่อไป

ข้าพเจ้ามาคิดว่า จีนที่ขายปาท่องโก๋มาผูกคอตายแล้วก็ดี จีนผู้ถือร่มแต่งตัวเรียบร้อยมาผูกคอตายข้างป่าช้าจีนก็ดี เมื่อพิจารณาดูแล้วไม่น่าจะมาฆ่าตัวตายโดยสมัครใจ เช่นนี้เป็นเรื่องประหลาดเรื่องที่น่าคิด เมื่อมาเข้ากับเรื่องที่แม่เล่าให้ฟัง เป็นเรื่องที่อัศจรรย์เรื่องหนึ่ง



..................... เอวัง ......................
 

_________________
-- การให้ธรรมเป็นทาน ชนะการให้ทั้งปวง --
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวส่ง Emailชมเว็บส่วนตัว
katib
บัวพ้นดิน
บัวพ้นดิน


เข้าร่วม: 23 ก.ค. 2007
ตอบ: 52
ที่อยู่ (จังหวัด): Bangkok

ตอบตอบเมื่อ: 08 ส.ค. 2007, 7:56 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

น่ากลัวจังค่ะ การที่เราหลงไปกับสิ่งที่เป็นภาพลวงตา
ตกใจ
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวYahoo MessengerMSN Messenger
แสดงเฉพาะข้อความที่ตอบในระยะเวลา:      
สร้างหัวข้อใหม่ตอบ
 


 ไปที่:   


อ่านหัวข้อถัดไป
อ่านหัวข้อก่อนหน้า
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน
คุณ สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้


 
 
เลือกบอร์ด  • กระดานสนทนา  • สมาธิ  • สติปัฏฐาน  • กฎแห่งกรรม  • นิทานธรรมะ  • หนังสือธรรมะ  • บทความ  • กวีธรรม  • สถานที่ปฏิบัติธรรม  • ข่าวกิจกรรม
นานาสาระ  • วิทยุธรรมะ  • เสียงธรรม  • เสียงสวดมนต์  • ประวัติพระพุทธเจ้า  • ประวัติมหาสาวก  • ประวัติเอตทัคคะ  • ประวัติพระสงฆ์  • ธรรมทาน  • แจ้งปัญหา

จัดทำโดย  กลุ่มเผยแผ่หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา ธรรมจักรดอทเน็ต
เพื่อส่งเสริมคุณธรรม และจริยธรรมในสังคม
เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2546
ติดต่อ webmaster@dhammajak.net
Powered by phpBB © 2001, 2002 phpBB Group :: ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง