Home  • กระดานสนทนา  • สมาธิ  •  สติปัฏฐาน  • กฎแห่งกรรม  • นิทาน  • หนังสือ  •  บทความ  • กวีธรรม  • ข่าวกิจกรรม  • แจ้งปัญหา
คู่มือการใช้คู่มือการใช้  ค้นหาค้นหา   สมัครสมาชิกสมัครสมาชิก   รายชื่อสมาชิกรายชื่อสมาชิก  กลุ่มผู้ใช้กลุ่มผู้ใช้   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว  เช็คข้อความส่วนตัวเช็คข้อความส่วนตัว  เข้าสู่ระบบ(Log in)เข้าสู่ระบบ(Log in)
 
ได้ทำการย้ายไปเว็บบอร์ดแห่งใหม่แล้ว คลิกที่นี่
www.dhammajak.net/forums
15 ตุลาคม 2551
 ดับ – เกิด (ท.เลียงพิบูลย์) อ่านหัวข้อถัดไป
อ่านหัวข้อก่อนหน้า
สร้างหัวข้อใหม่ตอบ
ผู้ตั้ง ข้อความ
สาวิกาน้อย
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 27 มี.ค. 2006
ตอบ: 2060

ตอบตอบเมื่อ: 06 มิ.ย.2006, 2:19 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

Image

ดับ – เกิด
โดย ท.เลียงพิบูลย์

จากหนังสือกฎแห่งกรรม
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เล่ม ๓



เมื่อเพื่อนผู้นั่งข้างหน้ารถกับข้าพเจ้าผู้ขับ เล่าเรื่องตรงกันข้าม แล้วเราก็มาถกกันหลายเรื่อง เช่น บุญกรรมหรือบาปกรรม ตายแล้วกลับมาเกิดอีกหรือไม่ วิญญาณมีจริงไหม นรกสวรรค์มีจริงไหม เราได้พยายามนำเอาประสบการณ์ชีวิตเก่าๆ ที่ผ่านมาแล้วขึ้นมาเล่า เพื่อจะช่วยกันพิจารณาหาเหตุผลต่างๆ ซึ่งเราได้หยิบยกนำเอาเรื่องในร้านอาหารโจ๊กมาเป็นตัวอย่าง

ข้าพเจ้าผู้หนึ่งขอร้องแกมวิงวอนว่า หากท่านผู้ใดได้ประสบการณ์ชีวิตที่เกิดขึ้นด้วยตนเองก็ดี ขอให้นำมาเล่าสู่กันฟัง จะเป็นเรื่องดีหรือชั่ว จะได้ไปเป็นบทเรียน จะได้เป็นความรู้ นอกจากจะเกิดประโยชน์แล้ว พวกเรายังได้สนุกสนานเพลิดเพลิน เพราะพวกเราผ่านชีวิตมามากแล้ว ย่อมจะพบประสบการณ์ต่างๆ ในชีวิตเป็นตัวอย่างที่ดีและไม่ดีมาแล้วทุกคนไม่มากก็น้อย เพื่อนนั่งอยู่ข้างในรถผู้หนึ่งเป็นคนเล่าเรื่องเป็นคนที่สองว่า

ผมมีความสนใจในชีวิตของคนเรานี้ เกิดกลัวตายเป็นธรรมดาแน่นอนที่เรารู้กันทุกคน แต่ยังสงสัยว่าตายแล้วเกิดนี่ เรามีหลักอะไรมาพิสูจน์ยืนยันให้แจ่มแจ้งอย่างมีเหตุผล เป็นศาสตร์ที่ลี้ลับยังถกเถียงกันอยู่ตลอดมา แม้ทางวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่สามารถจะคลี่คลายให้กระจ่างไปได้ แต่บัดนี้ผมเชื่อแล้วตามคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คนเรายังมีกิเลสย่อมจะเวียนว่ายตายเกิดไม่สิ้นสุด เหตุที่เกิดความเชื่อแน่นอนใจไม่มีข้อสงสัยก็คือ

ที่บ้านผม เดิมผมไม่ได้ตั้งศาลพระภูมิ เพราะผมเชื่อว่าไม่ใช่เป็นเรื่องสำคัญอะไร ผมไปถามผู้มีความรู้ ท่านก็บอกว่าเราสร้างบ้านใหม่ก็ไม่จำเป็นอะไร ที่จะต้องมีศาลพระภูมิให้เกะกะบ้านเปล่าๆ ทั้งยังเกิดเป็นภาระยุ่งยากจะต้องบูชากันตลอดไป แต่ถ้าเราถือ ตั้งก็ได้ตามใจ มันก็ไม่เสียหายอะไร ฉะนั้น ผมจึงเลือกเอาว่าไม่ตั้งศาลดีกว่า แต่เมื่อผมปลูกบ้านเสร็จจนมาอยู่ โดยบ้านไม่มีศาลพระภูมิก็สุขสบายดี เป็นปีก็ไม่เห็นมีอะไรผิดแปลก

จะผิดก็เห็นจะเป็นพวกญาติผู้ใหญ่หัวโบราณที่มาเยี่ยม คนนั้นก็พูดอย่างนี้ คนนี้ก็พูดอย่างนั้น มีบ้านไม่มีศาลพระภูมิมันไม่ถูกหลัก มันไม่ใช่บ้านเช่า บ้านของเราเอง จะได้อยู่เย็นเป็นสุขชั่วลูกหลาน ทางญาติผู้ใหญ่มีคุณป้า คุณยาย เป็นต้น ผมหัวเราะ ผมไม่รำคาญ เพราะแกมาพักอยู่ชั่วคราวแล้วก็ไป

แต่แล้วคุณแม่ผมก็พลอยเห็นชอบไปด้วย ได้รับเร้าให้ผมตั้งศาลพระภูมิอยู่ตลอดเวลา แกบ่นจนผมรำคาญทนไม่ไหว จึงบอกให้ภรรยาผมจัดการตั้งศาลพระภูมิแก้ความรำคาญ เพื่อตามใจผู้ใหญ่ให้ทุกคนมีความสบายใจ โดยผมไม่สนใจ ขอมอบให้เป็นหน้าที่ของภรรยาและคุณแม่ผมจัดการตามพรหมศาสตร์

ต่อมาก็มีศาลพระภูมิเกิดขึ้นในบ้านผม ความเดือดร้อนรำคาญใจจากญาติผู้ใหญ่ และคุณแม่ก็หายไป เวลานั้นผมมีญาติมาจากต่างจังหวัดมีทั้งญาติทางแม่ ญาติทางพ่อ และทั้งฝ่ายภรรยาผม มาพักที่บ้านเสมอเพราะผมเองเป็นคนต่างจังหวัด แต่มีสิ่งที่แปลกอยู่อย่างหนึ่ง หลังจากตั้งศาลพระภูมิแล้ว ก็มีผู้เห็นชายสูงอายุนุ่งขาวห่มขาวเดินอยู่ในบ้าน แต่ผมไม่เคยเห็น นอกจากผู้ที่มาพักในบ้านเห็นแล้ว ยังมีบางคนฝันเห็น ทั้งๆ ที่คนมาพักคนละคราว คนละจังหวัด แต่ฝันเห็นชายสูงอายุมีลักษณะเดียวกัน เป็นสิ่งที่แปลกมาก

ผมคิดว่าทำอย่างไร ผมจะได้มีโอกาสได้พบเห็นบ้าง เพราะมีแต่ผู้อื่นและแขกที่มาพักเห็น แต่ผมผู้เป็นเจ้าของบ้านไม่เคยเห็นเลย คืนหนึ่งผมไหว้พระสวดมนต์แล้วก็มานึกสงสัยว่า มนุษย์เราเกิดมาแล้วตาย จะเกิดมาอีกไหมหนอ และนำเรื่องเกี่ยวกับตายเกิดมาคิดเปรียบเทียบเรื่องต่างๆ ที่มีผู้เล่า มีผู้ประสบเหตุการณ์มาแล้ว ทั้งที่มีผู้ที่เคยตายแล้วฟื้นขึ้นมา แล้วพวกที่เกิดมาระลึกชาติได้ทั้งในประเทศและนอกประเทศมีข่าวไม่น้อย มาคิดทบทวนหาเหตุผล แต่แล้วนึกขึ้นได้ถึงศาลพระภูมิที่ตั้งขึ้นได้ว่า


(มีต่อ)
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัวMSN Messenger
สาวิกาน้อย
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 27 มี.ค. 2006
ตอบ: 2060

ตอบตอบเมื่อ: 06 มิ.ย.2006, 2:30 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

ศาลพระภูมิที่ตั้งขึ้นแล้ว ยังไม่เคยจุดธูปเทียนบูชาด้วยตัวเองเลย ทั้งที่ผมเป็นเจ้าของบ้าน คิดว่าคืนนี้จะไปบูชาพระภูมิ และถ้าศักดิ์สิทธิ์จริงก็ขอให้พระภูมิลองบอกให้รู้ว่า คนเราตายแล้วกลับมาเกิดอีกหรือไม่ คืนนั้นเป็นคืนแรกที่ผมจุดธูปเทียนบูชาพระภูมิ ได้อธิษฐานขอให้ผมรู้แจ้งความจริงว่า คนเราตายแล้วจะกลับมาเกิดใหม่หรือจะสูญ

คืนนั้นทำให้คนในบ้านคงจะแปลกใจ ที่ผมไม่เคยบูชาพระภูมินับตั้งแต่ตั้งศาลเป็นต้นมาเป็นปีแล้ว ผมเองก็ไม่จดจำว่าวันที่ตั้งศาลเป็นวันอะไร เดือนอะไร แต่แล้วในคืนนั้น ผมนอนหลับอยู่ในห้องชั้นบนซึ่งผมนอนคนเดียว และเปิดหน้าต่างทุกบานเพื่อให้อากาศผ่านได้ ไม่ว่าฤดูร้อนฤดูหนาวจะปิดก็ตอนฝนตกเท่านั้น

คืนนั้นผมฝันแปลกที่สุดในชีวิต ผมฝันเห็นชายแก่ผู้หนึ่งยืนยิ้มอยู่ริมหน้าต่าง ท่าทางใจดี หันหน้ามาทางผม มองเห็นได้ลางๆ ที่แสงสว่างของดวงดาวบนท้องฟ้าลอดเข้ามาทางหน้าต่าง ความรู้สึกเวลานั้นว่าผมจ้องดูชายสูงอายุผู้นั้นนุ่งขาวห่มขาว ซึ่งกำลังกวักมือเรียกให้ผมลุกขึ้นจากที่นอน ผมกำลังนอนมองดูด้วยความสงสัย แต่ผมก็ลุกขึ้นมายืนริมหน้าต่างตามที่ชายชราเรียกร้อง ในใจนั้นเหมือนจะถามว่า ท่านมีความประสงค์อะไรหรือที่เรียกผมลุกขึ้นมา แต่ผมไม่ได้พูดจากปาก ชายชราผู้นั้นคงจะรู้ความหมาย จึงพูดว่า

“ที่เราเรียกมานี่ ก็เพื่อจะให้รู้ ให้เห็น ให้ศึกษาข้อสงสัยของเจ้าจากท้องฟ้า” พลางชี้มือขึ้นบนท้องฟ้า แล้วพูดอีกว่า “เจ้าจงเรียนรู้จากท้องฟ้า ใช้เวลาสักสองปักษ์ เจ้าก็จะรู้แจ้งความจริง คลี่คลายข้อสงสัยของเจ้าได้ การที่ให้เจ้าเรียนรู้เองจากท้องฟ้าก็จะทำให้จดจำได้ไม่ลืมตลอดไป ดีกว่าที่เราจะชี้แจงให้เจ้า มันไม่ซึ้งถึงจิตใจของเจ้า เหมือนเห็นแก่ตารู้แก่ใจ”

เวลานั้น ผมได้มองดูตามมือชี้ของท่านผู้เฒ่า ดูที่ท้องฟ้าเต็มไปด้วยดวงดาว แต่ก็ไม่เห็นอะไร ยังไม่เข้าใจว่าท่านจะให้ดูดวงดาวทำไม มันแก้สงสัยอะไรได้บ้าง ดูเหมือนท่านจะรู้ใจผม จึงยิ้มแล้วพูดขึ้นว่า “จงดูทุกๆ คืนอย่าให้ขาด พิจารณาดูให้ดี ข้อสงสัยข้องใจก็จะสิ้นสุดลง จำให้ดีจงปฏิบัติตาม”

ผมหันหน้าไปมองดูท้องฟ้าทางหน้าต่างด้วยความสนใจ แต่ก็ไม่ได้ความรู้อะไรดีขึ้น ผมจึงหันมาถามผู้เฒ่าให้ช่วยอธิบาย แต่ท่านผู้เฒ่าหายไปเสียแล้ว ผมจึงตกใจตื่นขึ้นมา ฝันเป็นตุเป็นตะ ผมเปิดไฟในห้อง มองทั่วๆ ไป หันไปตรวจปฏิทินก็เห็นว่าเป็นคืนแรม ๑๔ ค่ำ เป็นวันพระสิ้นเดือน เพราะเดือนขาด ผมลุกขึ้นมายืนข้างหน้าต่างมองออกไปบนท้องฟ้าทั่วไป ก็ไม่เห็นอะไรผิดแปลกไปกว่าเมื่อเวลาฝัน มองดูนาฬิกาตี ๕ กว่า อากาศเช้ามืดสบาย ผมจึงปิดไฟเข้าไปนอนต่อ และครั้งนี้หลับสบายไม่ฝันอีกจนรุ่งเช้า

ต่อจากนั้น ไม่ยอมออกไปไหน ตั้งใจว่าจะใช้เวลากลางคืนเดือนหนึ่ง เพื่อศึกษาท้องฟ้าตั้งแต่หัวค่ำจนกว่าจะง่วงนอน ผมเริ่มปฏิบัติคืนแรกๆ รู้สึกมันแสนจะเบื่อ เวลาผ่านไปโดยไม่ได้ความรู้อะไร ท้องฟ้าก็คือท้องฟ้า มีดวงดาวธรรมดา ไม่มีอะไรแปลกขึ้น

คิดๆ ดูเหมือนคนบ้าเชื่อความฝันอย่างงมงาย นึกแล้วก็อยากฆ่าตัวเอง แต่ใจหนึ่งแย้งว่าต้องพยายามให้ครบเดือน อย่าท้อใจ ต้องอดทนคงจะมีอะไรน่ารู้ที่จะเป็นประโยชน์ ฉะนั้นผมตั้งใจด้วยความอดทนไม่ท้อถอย ตั้งอกตั้งใจพิจารณาดูท้องฟ้า ทุกคืนนึกว่าจะมีอะไรแปลกเกิดเป็นนิมิตให้เห็น

คืนต่อๆ มาก็เริ่มมองเห็นขอบฟ้าทางทิศตะวันออก ดวงจันทร์เริ่มเกิดโผล่ขึ้นมา มีแสงเหมือนเส้นด้ายโค้งแล้วก็เริ่มค่อยเติบโตขึ้นทุกคืน เวลาผ่านไปดวงจันทร์นั้นก็ค่อยๆ เต็มดวงส่องแสงสว่างเป็นคืนขึ้น ๑๕ ค่ำ จันทร์เต็มดวงแล้วก็ค่อยๆ แหว่งจนสูญไปจากท้องฟ้า พอแรม ๑๕ ค่ำ ก็สิ้นแสงจันทร์จากท้องฟ้า ผมจึงนึกคิดพิจารณาดูด้วยปัญญาอันต่ำๆ ของตนเองจะผิดถูกอย่างไรผมขอรับผิดด้วยตนเอง จะผิดถูกอย่างไร ผมได้ความรู้ว่า

ดวงจันทร์ในท้องฟ้าก็เหมือนกับชีวิตมนุษย์เราทุกวันนี้ ที่เกิดดับเกิดดับ วิญญาณดวงเดียวกันเช่นดวงจันทร์บนท้องฟ้า ซึ่งเป็นดวงจันทร์ดวงเดิมเมื่อเทียบเคียงเช่นเดียวกับมนุษย์ เมื่อยังมีกิเลสตัณหา วิญญาณก็ต้องเวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จบสิ้น ดังสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนชี้ให้เห็นกิเลสตัณหาเป็นกรรมหนุนนำ

ที่ผมเล่ามาให้เพื่อนเราฟังนี้ไม่ได้หวังว่าจะให้เพื่อนเชื่ออย่างงมงาย ผมเพียงแต่ให้ช่วยกันพิจารณาที่ผมคิดนี้จะผิดหรือถูก เพราะเราชาวพุทธจะต้องพิจารณาหาเหตุผลก่อนที่จะเชื่อ ดังองค์สมเด็จพระศาสดาของเราได้ตรัสไว้ว่า “อย่าเชื่ออะไรง่ายๆ จะเป็นการเชื่อมาตั้งแต่โบราณก็ดี หรือการบอกเล่าก็ดี หรือตำราก็ดี ให้ใช้สติปัญญาความคิด จนกว่าจะพิจารณาให้เห็นจริงอย่างเที่ยงแท้แน่นอนเสียก่อน แม้แต่ธรรมะของพระองค์ ก็ทรงสอนให้พิจารณาด้วยปัญญาเช่นเดียวกัน”

พวกเราได้ฟังเพื่อนเล่าเรื่อง “ตายแล้วเกิด” ประหลาดมหัศจรรย์เช่นนั้น ต่างก็นั่งใช้ความคิดอย่างตื่นเต้น เพราะพวกเรายังไม่เคยมีผู้ใดทราบมาก่อนว่า ดวงจันทร์จะเกี่ยวโยงกับชีวิตในการเกิดดับ เกี่ยวข้องกับชีวิตในโลกมนุษย์



.................... เอวัง ....................
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัวMSN Messenger
สาวิกาน้อย
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 27 มี.ค. 2006
ตอบ: 2060

ตอบตอบเมื่อ: 06 มิ.ย.2006, 2:32 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

ชีวิตมนุษย์ ดุจดวงจันทร์ วันขึ้น, แรม
จะเจิดแจ่ม เกิดดับ ลับขอบฟ้า
ลองนิ่งมอง ดูดวงจันทร์ ทุกวันมา
จะเห็นว่า เป็นอนิจจัง มาสอนใจ
เมื่อมีเกิด ย่อมมีดับ คู่กับโลก
อย่าเศร้าโศก คิดถึงตาย กายเผาไหม้
สร้างผลงาน คุณความดี ที่จริงใจ
แม้ชีพไร้ คนรุ่นหลัง ยังชื่นชม

ท.เลียงพิบูลย์
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัวMSN Messenger
.....
ผู้เยี่ยมชม





ตอบตอบเมื่อ: 06 มิ.ย.2006, 2:35 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

ไม่มีใครได้รับการยกเว้นจากกฎเกณฑ์นี้
 
แสดงเฉพาะข้อความที่ตอบในระยะเวลา:      
สร้างหัวข้อใหม่ตอบ
 


 ไปที่:   


อ่านหัวข้อถัดไป
อ่านหัวข้อก่อนหน้า
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน
คุณ สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้


 
 
เลือกบอร์ด  • กระดานสนทนา  • สมาธิ  • สติปัฏฐาน  • กฎแห่งกรรม  • นิทานธรรมะ  • หนังสือธรรมะ  • บทความ  • กวีธรรม  • สถานที่ปฏิบัติธรรม  • ข่าวกิจกรรม
นานาสาระ  • วิทยุธรรมะ  • เสียงธรรม  • เสียงสวดมนต์  • ประวัติพระพุทธเจ้า  • ประวัติมหาสาวก  • ประวัติเอตทัคคะ  • ประวัติพระสงฆ์  • ธรรมทาน  • แจ้งปัญหา

จัดทำโดย  กลุ่มเผยแผ่หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา ธรรมจักรดอทเน็ต
เพื่อส่งเสริมคุณธรรม และจริยธรรมในสังคม
เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2546
ติดต่อ webmaster@dhammajak.net
Powered by phpBB © 2001, 2002 phpBB Group :: ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง