Home  • กระดานสนทนา  • สมาธิ  •  สติปัฏฐาน  • กฎแห่งกรรม  • นิทาน  • หนังสือ  •  บทความ  • กวีธรรม  • ข่าวกิจกรรม  • แจ้งปัญหา
คู่มือการใช้คู่มือการใช้  ค้นหาค้นหา   สมัครสมาชิกสมัครสมาชิก   รายชื่อสมาชิกรายชื่อสมาชิก  กลุ่มผู้ใช้กลุ่มผู้ใช้   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว  เช็คข้อความส่วนตัวเช็คข้อความส่วนตัว  เข้าสู่ระบบ(Log in)เข้าสู่ระบบ(Log in)
 
ได้ทำการย้ายไปเว็บบอร์ดแห่งใหม่แล้ว คลิกที่นี่
www.dhammajak.net/forums
15 ตุลาคม 2551
 นรกในใจ (ท.เลียงพิบูลย์) อ่านหัวข้อถัดไป
อ่านหัวข้อก่อนหน้า
สร้างหัวข้อใหม่ตอบ
ผู้ตั้ง ข้อความ
สาวิกาน้อย
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 27 มี.ค. 2006
ตอบ: 2060

ตอบตอบเมื่อ: 06 มิ.ย.2006, 8:24 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

Image

นรกในใจ
โดย ท.เลียงพิบูลย์

จากหนังสือกฎแห่งกรรม
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เล่ม ๒



เพื่อนที่นั่งอยู่ในหลังรถก็ได้เล่าเรื่อง "นรกในใจ" เป็นคนที่สาม เป็นเรื่องชีวิตของตนเองอย่างมีคติน่าฟังน่าคิดมาก หากนำมาพิจารณาก็คงเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย ดังที่เพื่อนเล่าต่อไปว่า เรื่องที่ผมจะเล่านี้ หากเป็นสมัยก่อนผมจะไม่ยอมเล่าให้ใครฟังเป็นอันขาด เพราะเมื่อเล่าแล้วก็จะนำความเสื่อมเสียมาสู่ตัวเอง เพราะเหตุที่ผมประพฤติตัวไม่ดีมาก่อน ได้เห็นผิดเป็นชอบที่เคยหลงใหลสุรา นารี พาชี กีฬาบัตร แต่บัดนี้อายุผมมากเกินกว่าที่จะคิดเช่นนั้น และผมก็สามารถกลับตัวกลับจิตใจจากความรู้สึกผิดปกติมาสู่ความปกติ กลับความชั่วมาสู่ความดี สิ่งที่ผิดพลาดเป็นบทเรียนอันสูงค่า มานึกดูว่าความผิดพลาดของผม อาจเป็นประโยชน์สำหรับคนรุ่นหลังและเป็นตัวอย่างที่ดี ที่จะพิจารณาเรื่องของผมไว้เป็นบทเรียน เพื่อที่จะดำรงชีวิตอยู่ในโลกสังคมต่อไป ผมจึงตัดสินใจเล่า แม้เมื่อเล่าแล้วก็เหมือนกับประจานความชั่วของตัวเอง แต่ก็ไม่อยากจะคิดถึงเรื่องส่วนตัว จึงตัดสินใจอยากจะทำประโยชน์ส่วนรวม ดังเรื่องต่อไปนี้

เมื่อครั้งผมอายุอยู่ในวัยเบญจเพศ คุณพ่อของผมท่านก็ได้จากโลกนี้ไปเสียแล้ว แต่ผมได้รับความไว้วางใจจากท่านผู้ใหญ่ในกิจการเกี่ยวกับการเงินในสำนักงาน ซึ่งบิดาของผมเคยทำมาก่อนมีรายได้งามพอใช้สำหรับคนหนุ่มอย่างผม เหตุที่ผมได้รับความไว้วางใจในหน้าที่รักษาเงิน ก็เนื่องด้วยคุณพ่อของผมท่านเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงดี เป็นที่ยกย่องว่าเป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริต มีจิตใจเป็นธรรม มักน้อย ชีวิตการงานของท่านขาวสะอาด ไม่มีประวัติด่างพร้อยเป็นประวัติที่บริสุทธิ์งดงาม เป็นที่รู้กันในวงงานว่าเป็นตัวอย่างที่ดี เมื่อท่านถึงแก่กรรมลงก็ย่อมมีผู้เสียดายท่านมาก เจ้านายชั้นผู้ใหญ่และเพื่อนฝูงร่วมงานของท่านมาแสดงความเสียใจอาลัยอย่างสุดซึ้งมายังครอบครัวของเรา

ต่อจากนั้นผมก็ได้รับความไว้วางใจในกิจการงานแทน คงคิดว่าลูกไม้ย่อมจะหล่นไม่ไกลต้น ความเข้าใจว่าเมื่อพ่อเป็นผู้มีคุณงามความดีมากมาย บุตรก็คงเจริญรอยตามบิดาเหมือนกรรมพันธุ์ พ่อทำความดีบารมีก็แผ่มาถึงลูก เพราะนึกว่าลูกก็คงดีเหมือนพ่อ ผมจึงได้รับความยกย่องเพราะเป็นลูกของคุณพ่อ อย่างน้อยก็เพื่อเห็นแก่ความดีของคนที่ตายไปแล้ว จึงชุบเลี้ยงลูกต่อไป

ผมได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้รับความไว้วางใจในกิจการเงิน ผมก็ได้พยายามทำงานให้ดีที่สุดสมกับความไว้วางใจ และมีความขยันในการงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตในหน้าที่ เพื่อรักษาชื่อเสียงของคุณพ่อ กิจการในหน้าที่ของผมได้ดำเนินมาเป็นปกติ และผมเป็นคนมีเพื่อนฝูงมาก ย่อมจะมีทั้งดี และชั่วเป็นธรรมดา เพื่อนดีก็แนะนำไปสู่ทางดี พวกชั่วก็แนะนำไปทางชั่ว แต่ทางชั่วนั้นรู้สึกจะมีอำนาจจูงใจมากกว่าเพราะเป็นทางอบายมุข ทำให้คนลุ่มหลงสนุกเพลิดเพลินงมงายง่าย กว่าจะรู้ทางชั่วก็สาย จนกลับตัวแทบไม่ทัน ผมก็เช่นเดียวกัน วัยหนุ่มย่อมเห็นสุรา นารี พาชี กีฬาบัตร มีความสนุกสนาน แต่เป็นทางนำผู้ที่หลงใหลให้ล่มจมฉิบหายมากมายมาแล้ว แต่ก็ยังมีผู้หลงใหลเหมือนตัวตายตัวแทนประวัติศาสตร์ซ้ำรอยไม่จบสิ้น เพราะยังมีผู้หลงใหลอยู่ตลอดเวลาทุกยุคทุกสมัย

ผมเองก็เข้าไปสู่ข่ายแห่งความชั่ว เพราะหลงใหลในเรื่องสนุกสนาน เวลานั้นผมได้รับความไว้วางใจจากผู้ใหญ่ควบคุมการเงิน ซึ่งเงินอยู่ในความรับผิดชอบของผมมากมายที่สุด วันหนึ่งผมได้หยิบยืมนำเงินในความรับผิดชอบจำนวนหนึ่ง โดยไม่มีใครรู้ไปเสียการพนันม้าแข่งที่สนามม้า ซึ่งเพื่อนแนะนำว่าม้าเที่ยวนี้ต้องมาแน่จำนำมุ้งเล่นได้เลย รับรองไม่นอนตากยุงแน่ ผมเลยเกิดศรัทธาพลอยเชื่อและแน่ใจเห็นดีไปด้วย จึงถืออำนาจหยิบยืมเงินในความรับผิดชอบไปเสียการพนัน เพราะแน่ใจตามเพื่อนที่สนับสนุนว่าต้องชนะ

วันนั้นเป็นวันเสาร์ คิดว่าวันจันทร์เราก็คงจะได้นำเงินจำนวนนี้มาคืน พร้อมทั้งได้กำไรเป็นของเรา มัวคิดแต่ทางดีทางได้ไม่เคยคิดในทางชั่วและทางเสีย การพนันย่อมเป็นทางนำไปสู่ความเสื่อมเสียทั้งชื่อเสียงและทรัพย์สิน บางคนในชีวิตหาเงินได้มากมาย แต่ก็ต้องนำไปบำรุงสนามม้าหมด ทางบ้านก็จะต้องอดออมการกินการอยู่ ที่ใครเขาว่ากันว่าแข่งม้าพนันเป็นกีฬาของพระราชาและก็เป็นจริง เพราะกีฬาชนิดนี้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของพวกผู้ดีมั่งมี เป็นเศรษฐีมีเงินเหลือใช้ ไม่มีความเดือดร้อนอะไร แม้จะได้เสียก็ไม่กระทบกระเทือนอะไรกับครอบครัว มันไม่คู่ควรกับฐานะอย่างเราจะไปเล่นพนันขันต่อ จำนวนเงินที่อยู่ในความรับผิดชอบของผม ก็ถูกสนามม้ารวบเอาไปหมดกระเป๋า

ผมใจหายหมดเหมือนหัวใจจะหยุดเต้น เพิ่งจะนึกได้ว่าคราวนี้ผมจะหาเงินจำนวนนี้มาจากไหนชดใช้เงินที่ขาดบัญชี เรามุ่งหวังจะได้เกินไป ไม่ได้คิดว่าเมื่อเสียแล้วจะทำอย่างไร ผมยืนงงและเหงื่อแตกคล้ายจะช็อก เมื่อรู้ว่าม้าที่เก็งว่าจะมากลับไม่ยอมเข้า กลับวิ่งเข้าลำดับที่ ๔ ในใจก็ปั่นป่วนพิลึกบอกไม่ถูก เพราะเกิดความหวาดกลัวขึ้นมา นึกแล้วตัวเย็นชาเหงื่อไหล นึกว่าหากมีผู้รู้ว่าเงินขาดจะตรวจบัญชี แล้วเราจะทำอย่างไร ผมกำลังยืนงงใจเต้นตึกตักอยู่ เพื่อนเจ้าตำราม้าแข่งเข้ามาตบบ่าแล้วพูดว่า "เสียใจเพื่อน ม้ามันขายเราเสียแล้ว" พูดพลางแสดงความเสียใจเท่านั้นก็ผละหายไป

ผมได้สติคิดว่า เราจะมายืนงงอยู่เช่นนี้ทำไม ไหนๆ มันก็เสียเงินไปหมดแล้ว เราจะคิดอย่างไรมันก็ไม่ได้คืน เป็นความผิดของเราไม่ต้องไปโทษใคร เราโตแล้วไม่มีความคิดเองเชื่อคนง่ายและโลภมาก กลับไปบ้านจะคิดแก้ไขใหม่ดีกว่าอยู่นี่ก็ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร หักใจแล้วผมก็เที่ยวมองหาเพื่อนเพื่อจะชวนให้กลับด้วยกัน แต่พยายามมองหาแล้วหาอีกก็ไม่พบหน้า ตกลงผมก็กลับคนเดียว คิดมาตลอดทางว่าการพนันขันต่อนี่เข็ดชั่วชีวิต มันมีผีการพนันแน่ เพราะครั้งที่หนึ่งก็เล่นได้ ครั้งที่สองก็ได้ ต่อมาครั้งที่สามนี้ตั้งใจจะเอารวยกัน ที่สุดก็ผิดหวัง

เย็นนั้นกลับบ้านใจมันเต้นตึกตัก ข้าวปลากินไม่ลงนึกว่าอ้ายที่เขาว่ามีทุกข์มันเป็นอย่างนี้เอง คิดแล้วคิดอีกว่าจะหาเงินไปชดใช้เขาได้อย่างไร ใจมันสั่นมือสั่น เขียนหนังสือไม่เป็นตัว เพราะหัวสมองมันตื้อหมด มีแต่ความตื่นเต้นไม่อยากนึกถึงเมื่อมีผู้รู้ว่าเงินขาดบัญชี เราจะปิดได้สักกี่วัน ไม่ช้าเขาก็รู้มันไม่ใช่เงินเล็กน้อย ที่สุดก็ถูกข้อหาว่ายักยอกเงินทุจริต ผมไม่อยากได้ยินเลย มันกลัวเหมือนกลัวนรก มันทรมานจิตใจผมเหลือเกิน ชีวิตไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อน ความรู้สึกอย่างนี้เองที่เป็นทางให้คนฆ่าตัวตาย เพราะหมดปัญญาหาทางออก หรือไม่ก็เอาเงินจำนวนมากที่รับผิดชอบทั้งหมดหนีไปตายดาบหน้า ซึ่งเคยมีคนปฏิบัติมาแล้ว ที่สุดก็เป็นคนทำลายชื่อเสียงวงศ์ตระกูลถูกตราหน้าว่าเป็นคนยักยอกฉ้อโกง เป็นคนอกตัญญู คิดแล้วผมกลัวจนตัวสั่น ผมจะไม่ทำอย่างนั้นเป็นอันขาด ผมพยายามระงับจิตให้ปกติไม่ยอมคิดชั่วต่อไปอีก เพราะหมดหนทาง


กลางคืนผมก็นอนไม่ค่อยหลับ ใจมันเป็นทุกข์ พอหลับตายังไม่หลับสนิทรู้ตัวว่าครึ่งหลับครึ่งตื่น ก็ฝันเห็นหมาดำตั้ง ๓-๔ ตัว มันวิ่งมาเห่าแล้วกระโจนเข้าใส่ ผมกลัวสุดขีดร้องลั่นออกมาอย่างไม่รู้สึกตัว แม่ตกใจต้องเข้ามาเขย่าตัว จึงรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา แต่ผมก็เหนื่อยหอบจนพูดอะไรไม่ถูก แม่มีความตกใจมาก เพราะผมพูดจาไม่ได้เรื่องได้ราวอะไรเหมือนคนบ้า กลัวหมามันจะรุมกัดท่าเดียว คืนนั้นแม่ได้ไปตามหมอ ซึ่งอยู่ใกล้บ้านมาตรวจ จำได้ว่าหมอได้ฉีดยาให้หนึ่งเข็มแล้วให้ยาไว้กิน แล้วก็เขียนใบสั่งแพทย์ให้หยุดงาน ๗ วัน แม่ผมเป็นห่วงผมมาก คอยเฝ้าถามอาการไข้เมื่อผมรู้สึกตัว คิดแล้วก็เสียใจจนน้ำตาไหล ยามสนุกสนานก็เห็นหน้าเพื่อน เมื่อยามทุกข์ยากก็เห็นหน้าแม่ ผมนอนซึมน้ำตาไหลคิดถึงตัวเอง แม่มานั่งข้างๆ เช็ดน้ำตาให้ แล้วถามว่า

"มีเรื่องอะไรหรือลูก เป็นอะไรไป"

ผมตอบแต่เพียงว่าผมไม่เป็นอะไรมากหรอก นอกจากฝันร้าย ผมกำลังจะหายดีแล้ว เพื่อให้แม่สบายใจ ความจริงผมหมดความสุข คิดว่าอยากจะกินยานอนหลับให้มันหลับไปเลย แต่สงสารแม่คงจะเปล่าเปลี่ยวที่จากไป นึกแล้วผมก็สะอื้นออกมาจนน้ำตาเปียกหมอน แม่ไม่เห็นแม่ไม่รู้ เพราะแม่กลับไปนอนแล้ว ผมจะไม่ยอมให้แม่รู้เป็นอันขาดว่า ผมได้เอาเงินไปเสียการพนัน ถ้าแม่รู้คงจะเสียใจมาก คิดมานะแก้ปัญหาของตัวเอง กู้ชื่อเสียงกลับคืนมาในทางดี นึกถึงจะขอพึ่งเพื่อนคนโน้นเพื่อนคนนี้มันก็ตันหมดมืดแปดด้าน มองไม่เห็นทางสำเร็จ ไม่มีเพื่อนคนไหนเขาจะช่วยเรื่องเงินทอง เมื่อรู้ว่าเสียการพนัน ผมไม่รู้ว่าจะแก้ไขอย่างไรดี คิดไม่ตก จึงรีบเข้าห้องพระ ซึ่งมีอัฐิของคุณพ่ออยู่ด้วยกราบลงระลึกถึงพระแล้วระลึกถึงคุณพ่อ รับสารภาพว่าได้ผิดไปแล้ว ต่อไปจะไม่ประพฤติเช่นนี้อีก ขอวิญญาณคุณพ่อช่วยลูกสักครั้งหนึ่ง เพราะไม่เห็นใครเป็นที่พึ่งแล้ว

เมื่อผมนอนในคืนนั้น ก็นึกถึงคุณพ่อด้วยความหวังอันเลื่อนลอย ไม่มีอะไรแน่ใจได้ แล้วผมก็หลับ เพราะความอ่อนเพลียหรือเพราะยาของหมอที่จัดไว้ให้ ทันใดนั้นผมก็ฝันเห็นเจ้าสุนัขชนิดเดิมที่ผมแสนจะกลัว มันกระโจนเข้ามารุมกัดจะฉีกเนื้อผมและผมก็ไม่สามารถจะหนีมันไปได้ เพราะมันล้อมหน้าล้อมหลังไว้ แต่ละตัวมันดุยิ่งกว่าเสือ คราวนี้ผมร้อง แต่เสียงอยู่ในลำคอร้องไม่ออก พอมันจะกระโจนเข้ามาก็มีเสียงตวาดขึ้นมา เจ้าพวกหมาวิ่งหนีไปหมด ผมเห็นชายแก่คนหนึ่งเดินเข้ามา ชี้หน้าด่าผมว่าอย่างเสียหาย ผมหันไปดูหน้าให้เต็มตาก็เห็นชัดไม่ใช่คนอื่นคุณพ่อผมเอง ท่านชี้หน้าด่าว่า

"อ้ายลูกสันดาน ทำลายชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลให้เสื่อมเสียชื่อเสียง" และอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย

ผมรู้ตัวว่าผิด ก้มลงหมอบกราบท่านอยู่แทบเท้า นิ่งให้ท่านดุด่าพักหนึ่ง แล้วผมก็บอกว่า "คุณพ่อช่วยผมด้วย ผมหมดปัญญาหาเงินมาใช้หนี้เขาแล้ว"

เสียงคุณพ่ออ่อนลง พูดด้วยว่า "นี่จงจำไว้เป็นบทเรียนราคาแพงมาก พ่อช่วยเอ็งได้เพียงครั้งเดียว จะไม่มีครั้งหลังอีก จงจำไว้"

ผมรีบรับคำว่า "ครับ ผมจะจำไว้ และผมจะไม่ประพฤติตัวเช่นนี้อีก"

แต่ในใจคิดว่า คุณพ่อจะช่วยเราอย่างไรนะ แต่แล้วก็ได้ยินเสียงคุณพ่อพูดอย่างอ่อนหวาน เหมือนครั้งท่านมีชีวิตอยู่ว่า "ลูกเอ๋ย พ่อรู้ว่าเจ้าได้เห็นผิดเห็นชอบไปชั่วระยะหนึ่ง แต่มันก็สามารถจะทำลายอนาคตของเจ้าให้พินาศย่อยยับลงได้นะ เจ้าจงจำเอาไว้ เพราะเจ้าคบเพื่อนที่เป็นนักการพนัน จิตใจเจ้าไม่เข้มแข็งพอก็ติดนิสัยของเพื่อน เพราะความใกล้ชิด"

ผมบอกว่า "ครับ ผมจะจำไว้จนวันตาย ผมเข็ดแล้ว คุณพ่อกรุณาช่วยผมเถิดครับ ผมได้ใบตรวจแพทย์ลาได้เพียง ๗ วันเท่านั้น ต้องรีบนำเงินไปไว้อย่างเดิม"

เสียงคุณพ่อถอนหายใจ แล้วพูดว่า "เอา พ่อต้องช่วยเจ้า เพราะต้องกู้ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลไม่เคยเสียชื่อมาก่อนเลยนับตั้งแต่ปู่ของลูกเป็นต้นมา จงฟังพ่อให้ดีนะเจ้า จงรีบไปหาอาของเจ้าโดยเร็ว เมื่อบอกเล่าเรื่องนี้ให้อาของเจ้ารู้แล้ว เจ้าจะได้รับความช่วยเหลือรีบไปเถิดลูก จะได้กลับมาทัน"

แล้วผมก็ตกใจตื่น จิตใจของผมค่อยปกติขึ้นมากเหมือนได้กินยาทิพย์ เมื่อนึกถึงคุณอา ซึ่งผมลืมนึกแต่เดิม เพราะคุณอาของผมใจดีรักพี่น้องรักหลาน อาการป่วยก็หายไป รุ่งเช้าผมบอกกับแม่ว่า ผมหายดีแล้ว ผมจะไปเยี่ยมคุณอาทางภาคเหนือ พักให้สบายใจสักสองวัน แล้ววันนั้นผมก็รีบขึ้นรถไฟไปหาคุณอาทันที ผมยังจำได้ว่าเมื่อผมเข้าไปในบ้านคุณอาในเย็นวันนั้น คุณอาพูดอย่างยิ้มๆ ว่า "เดือดร้อนมาแล้วละซิ อาเตรียมไว้ให้แล้ว แกจะได้กลับรถด่วนขาล่องคืนนี้ทัน"

ผมตกตะลึง เพราะผมไม่ทันออกปากอาก็รู้เสียแล้ว ผมถามด้วยความแปลกใจว่า "คุณอาจัดไว้ให้ผมเท่าใด"

แกตอบผมยิ้มๆ แล้วว่า "หกร้อยบาทถ้วนๆ คิดง่ายดี"

ผมงงหมด ทำไมมันแปลกอะไรอย่างนี้ ที่ผมพูดอย่างนี้น้อยคนนักจะเชื่อว่าเป็นความจริง แต่ผมก็ไม่ได้บังคับให้ใครเชื่อ เพราะเหตุการณ์ฟังแล้วไม่น่าจะเป็นไปได้ ถ้าคนไม่เชื่อว่าวิญญาณเขาก็คงคิดว่าเป็นเรื่องเหลวไหล เมื่อคุณอาพูดเช่นนั้น ผมงง แล้วก็ถามว่า

"คุณอารู้ได้อย่างไร ว่าผมจะขึ้นมายืมเงิน"

คุณอาหัวเราะแล้วบอกว่า "คุณพี่มีความสัตย์มีศีลธรรม บอกสิ่งใดแล้วก็เป็นความจริง ไม่หลอกลวงมารยา ฉะนั้น เมื่อคืนนี้พ่อของเธอมาเข้าฝันบอกอาให้ช่วยเจ้าเรื่องนี้ จึงเชื่อถือได้อาจึงเตรียมไว้ เพื่อไม่ให้เสียเวลา"

คุณอาผมพูดแล้วหัวเราะ วันนั้นผมได้กินข้าวกับคุณอาผู้หญิงและผู้ชาย พร้อมทั้งลูก ซึ่งเป็นน้องของผมด้วยจิตใจสบาย หลังจากนั้นผมก็รีบขึ้นรถไฟล่องลงกรุงเทพฯ ความจริงเงิน ๖๐๐ บาท สมัยนี้ไม่มีความหมายอะไร แต่ถ้าจะเปรียบเทียบกับสมัยเมื่อข้าวสารชั้นหนึ่งประมาณราคากระสอบละ ๖ บาท แล้วเงิน ๖๐๐ บาท ก็เท่ากับข้าวสารร้อยกระสอบ มันเปรียบกันไม่ได้เลย ข้าวชั้นสองราคากระสอบละห้าบาทกว่า แล้วจะรู้สึกว่าค่าของมันห่างไกลกันเพียงใด

เมื่อผมได้นำเงินไปคืนไว้เรียบร้อย โดยไม่มีใครรู้ ในวันนั้นจิตใจผมก็เข้าสู่ปกติเหมือนตื่นจากฝันร้าย ผมก็หวิดจะเสียอนาคตและชื่อเสียง เสียผู้ เสียคน ผมเข็ด ผมกลัวจนตาย ผมไม่ยอมทำผิด ไม่ยอมหลงใหลในความชั่วในชาตินี้ต่อไป ต่อมาผมโชคดีได้เงินโบนัสก้อนหนึ่ง ซึ่งมีใช้หนี้คุณอาจนหมด และมีความสบายใจ เมื่อเปรียบเทียบกับเวลาผมเดือดร้อนเหมือนใจของผมตกอยู่ในนรก ย้อนกลับไปนึกถึงแล้วยังเสียวไม่รู้จักลืม

เมื่อพวกเราได้ฟังแล้วก็รู้สึกตื่นเต้น บางคนก็ขอตั้งชื่อว่า "นรกในใจ"

เมื่อเพื่อนคนที่ ๓ เล่าเรื่องที่พวกเราให้ชื่อว่า "นรกในใจ" ให้พวกเราฟังแล้ว ก็ยังมีเพื่อนนั่งกอดอกฟังอย่างเพลิดเพลินข้างหลังในรถอีกคนหนึ่ง เมื่อทุกคนได้เล่าเรื่องให้ฟังหมด นอกจากข้าพเจ้าเป็นคนขับรถแล้ว ต่างก็เพ่งมาถึงเพื่อนคนนี้ ขอให้เล่าเหตุการณ์ในชีวิตที่ตื่นเต้นเป็นผู้เล่าต่อจากคนที่ ๓ เพื่อนได้ฟังขอร้องก็ตกใจ ร้องปฎิเสธเสียงหลงว่า ไม่มีเรื่องอะไรประสบการณ์ที่ตื่นเต้น สนุกสนานพอที่จะนำมาเล่าให้เพื่อนฟัง

ฉะนั้น จึงขอตัวเป็นผู้ฟังเพราะไม่สันทัดเล่า แม้พวกเพื่อนคะยั้นคะยอเพียงไร ก็ไม่สามารถจะให้เพื่อนผู้นั้นเล่าเรื่องนี้ได้ ข้าพเจ้าเห็นใจเพื่อนว่า คล้ายจะบีบบังคับให้เป็ดตัวผู้ออกไข่ หรือให้ขันเหมือนไก่นั้นคงจะไม่มีหวัง จึงบอกกับเพื่อนๆ ว่า ข้าพเจ้ามีเรื่องที่ตรงกันข้ามกับ "นรกในใจ" หากได้พิจารณาดูให้ถี่ถ้วนแล้วก็จะมองว่าเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดมหัศจรรย์ ที่ได้เกิดขึ้นจากปากคำของหญิงชราผู้หนึ่ง มีผู้รู้เห็นอยู่ในที่นั้นจำนวนมากได้ยินได้ฟังด้วยกันทุกคน หากจะนำมาถ่ายทอดให้ท่านฟัง ก็คงจะมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย และคิดว่าเป็นเรื่องน่ารู้และแปลกประหลาดมหัศจรรย์เรื่องหนึ่ง คือ "ไม่ต้องการสวรรค์" (เรื่องที่ผ่านมาแล้ว)



..................... เอวัง .....................
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัวMSN Messenger
สาวิกาน้อย
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 27 มี.ค. 2006
ตอบ: 2060

ตอบตอบเมื่อ: 06 มิ.ย.2006, 8:26 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

สวรรค์ในอกนรกในใจใครกำหนด
ผลปรากฏให้เห็นเป็นตัวอย่าง
คนทำดีมีความสุขเดินถูกทาง
สวรรค์ว่างยอมรับยามดับไป
คนชอบทำชั่วเป็นอาจินต์
ชั่วชีวินมีแต่ทุกข์และหมองไหม้
จะนั่งนอนให้เร่าร้อนเหมือนรุมไฟ
เลือกทางไหนนรกสวรรค์เราสรรเอง

ท.เลียงพิบูลย์
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัวMSN Messenger
ยายเฒ่า
ผู้เยี่ยมชม





ตอบตอบเมื่อ: 06 มิ.ย.2006, 8:30 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

ชอบอ่านเรื่องพวกนี้อยู่แล้วค่ะ ดีใจที่ได้อ่านอีก
 
แสดงเฉพาะข้อความที่ตอบในระยะเวลา:      
สร้างหัวข้อใหม่ตอบ
 


 ไปที่:   


อ่านหัวข้อถัดไป
อ่านหัวข้อก่อนหน้า
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน
คุณ สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้


 
 
เลือกบอร์ด  • กระดานสนทนา  • สมาธิ  • สติปัฏฐาน  • กฎแห่งกรรม  • นิทานธรรมะ  • หนังสือธรรมะ  • บทความ  • กวีธรรม  • สถานที่ปฏิบัติธรรม  • ข่าวกิจกรรม
นานาสาระ  • วิทยุธรรมะ  • เสียงธรรม  • เสียงสวดมนต์  • ประวัติพระพุทธเจ้า  • ประวัติมหาสาวก  • ประวัติเอตทัคคะ  • ประวัติพระสงฆ์  • ธรรมทาน  • แจ้งปัญหา

จัดทำโดย  กลุ่มเผยแผ่หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา ธรรมจักรดอทเน็ต
เพื่อส่งเสริมคุณธรรม และจริยธรรมในสังคม
เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2546
ติดต่อ webmaster@dhammajak.net
Powered by phpBB © 2001, 2002 phpBB Group :: ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง