Home  • กระดานสนทนา  • สมาธิ  •  สติปัฏฐาน  • กฎแห่งกรรม  • นิทาน  • หนังสือ  •  บทความ  • กวีธรรม  • ข่าวกิจกรรม  • แจ้งปัญหา
คู่มือการใช้คู่มือการใช้  ค้นหาค้นหา   สมัครสมาชิกสมัครสมาชิก   รายชื่อสมาชิกรายชื่อสมาชิก  กลุ่มผู้ใช้กลุ่มผู้ใช้   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว  เช็คข้อความส่วนตัวเช็คข้อความส่วนตัว  เข้าสู่ระบบ(Log in)เข้าสู่ระบบ(Log in)
 
ได้ทำการย้ายไปเว็บบอร์ดแห่งใหม่แล้ว คลิกที่นี่
www.dhammajak.net/forums
15 ตุลาคม 2551
 สู้ด้วยความพากเพียร : คนเช่นนี้เทวดาก็หยุดไม่ได้ อ่านหัวข้อถัดไป
อ่านหัวข้อก่อนหน้า
สร้างหัวข้อใหม่ตอบ
ผู้ตั้ง ข้อความ
เว็บมาสเตอร์
บัวบานเต็มที่
บัวบานเต็มที่


เข้าร่วม: 19 มี.ค. 2005
ตอบ: 888

ตอบตอบเมื่อ: 08 ส.ค. 2005, 5:50 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

Image

สู้ด้วยความพากเพียร
คนเช่นนี้เทวดาก็หยุดไม่ได้

โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก


"สู้ด้วยความพากเพียร"

มีคนนิยมความหมายของชีวิตว่า ชีวิตคือการต่อสู้ ผมขอแถมอีกนิดว่า สู้แล้วต้องให้ชนะด้วย

จริงอยู่ในสังเวียนแห่งการต่อสู้ ย่อมมีทั้งแพ้และชนะแต่นักสู้ต้องมุ่งเป้าไปที่ชัยชนะ แพ้น่ะได้แพ้บ่อยๆ ก็ได้อีกเหมือนกัน แต่ในที่สุดเราต้องเอาชัยชนะให้ได้ !

ทุกคนมีสิทธิ์สะดุดล้ม แต่ล้มแล้วนอนเป็นเรื่องน่าตำหนิ ล้มแล้วรีบลุกขึ้นเดินต่อไปสิ คนเขายกย่องสรรเสริญ

ในประเทศญี่ปุ่นเขามีธรรมเนียมอยู่อย่างหนึ่ง คือเขาจะนำ "ตุ๊กตาล้มลุก" ไปมอบให้แก่กัน ในโอกาสสำคัญๆ เช่นวันเกิด หรือปีใหม่อะไรนี่ผมก็จำไม่ถนัด แต่จำได้ว่า เขามอบตุ๊กตาล้มลุกให้กัน

ตุ๊กตานั้นเดินไปได้หน่อยแล้วก็ล้ม แล้วก็ลุกเดินต่อไป ล้มลุก ล้มลุก อยู่อย่างนี้ ดูกันเล่นสนุกๆ ก็ได้ ดูให้ดีให้เกิดปรัชญาชีวิตก็ได้

คือเป็นเครื่องเตือนใจว่า อย่ายอมหยุดหรือเลิกรา ล้มแล้วให้ลุกเดินต่อไป อย่านอนแผ่หลาอย่างคนหมดท่าในชีวิต เพราะญี่ปุ่นเขามี "ปรัชญาชีวิต" อย่างนี้ เขาจึงพัฒนาก้าวไกลไปสุดกู่ เมื่อคราวแพ้สงคราม ญี่ปุ่นย่อยยับไม่มีดี แต่ไม่กี่ปีให้หลังก็ฟื้นตัวและพัฒนาล้ำหน้าประเทศอื่นๆ เดี๋ยวนี้เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่น่ากลัวที่สุดในโลกไปแล้ว

เพราะพี่ยุ่นแกถือปรัชญา ล้มแล้วลุก ดังเช่นตุ๊กตาล้มลุกนั่นแหละครับ

การล้มแล้ว ลุก แล้วๆ เล่าๆ ถ้าถอดเป็นธรรมะก็ได้แก่ความพากเพียรนั่นเอง พระท่านเรียกว่า "วิริยะ" บ้าง "วิริยา-รัมภะ" บ้าง

ความพากเพียร ไม่ได้หมายถึงทำอะไรหามรุ่งหามค่ำ ไม่รู้จักพักผ่อน อย่างคนเรียนหนังสือ นั่งอ่านนั่งท่องอยู่นั่นแล้วตั้งแต่เช้ายันดึก ไม่กิน ไม่นอน อย่างนี้เขาเรียกว่า "หัก-โหม" มิใช่ความพากเพียร ขืนทำอย่างนี้ ไม่เกินสี่ห้าวันโรคประสาทกินตาย

ความพากเพียรไม่ต้องทำมาก ไม่ต้องหักโหม ทำทีละน้อยๆ แต่ทำบ่อยๆ อย่างต่อเนื่อง

ท่านเคยเห็นแมงมุมไหม แน่นอนทุกคนคงรู้จักมันดี แต่น้อยคนที่จะสังเกตดูมันอย่างถี่ถ้วน ลองสังเกตดูมันสิครับเวลามันถักใย มันจะไต่จากมุมนี้ไปยังมุมนั้น มันมักจะตกสู่พื้นอยู่บ่อยๆ แต่แล้วตก ไต่แล้วตก แต่มันก็ไม่ย่อท้อ ยังคงก้มหน้าก้มตาถักใยต่อไป ผลที่สุดมันก็ได้ใยแมงมุมที่สวยงามไว้ดักเหยื่อกินตามประสงค์

คนที่พากเพียรไม่ต่างจากแมงมุงถักใย ไม่ว่าจะทำกิจการอะไร จะพากเพียรทำด้วยจิตใจแน่วแน่มั่นคง ไม่เลิกล้ม ไม่ย่อท้อ จนกว่าจะบรรลุผลสำเร็จ

"คนจะล่วงพ้นทุกข์ได้เพราะความพากเพียร" พระท่านพูดไว้ไม่ผิดดอกครับ ทำอะไรล้มเหลวเพียงครั้งสองครั้ง อย่าได้ท้อแท้ ผิดหวังเลย ทำต่อไป สู้ต่อไป ถ้าหากการกระทำต่อสู้นั้นเป็นเรื่องถูกต้อง สุจริต ชอบด้วยกฎหมายและศีลธรรม

ส่วนเรื่องผิดเรื่องชั่ว ไม่ต้องพากเพียรทำมันเพียงหลงทำครั้งเดียวก็เกินพอแล้ว


"คนเช่นนี้เทวดาก็หยุดไม่ได้"

ชีวิตคือการต่อสู้ และต้องสู้ให้ชนะ ชีวิตจึงมีความหมายในสังเวียนการต่อสู้เราอาจประสบความล้มเหลวหรือพ่ายแพ้ได้ และอาจจะมีบ่อยครั้งด้วย แต่นั่นไม่สำคัญ ข้อสำคัญก็คือ ทุกครั้งที่เราล้มต้องรีบลุกทันที และก้าวเดินต่อไปอย่างมาดมั่น

อันนี้แหละที่พระท่านเรียกว่า ความพากเพียรและพระอีกนั่นแหละบอกเราต่อไปว่า "คนที่มีความพากเพียร แม้เทวดาก็หยุดเขาไม่ได้"

คงเคยได้ยินนิทาน (จำไม่ได้ว่านิทานชาดก หรือนิทานอีสป) เล่าว่า มีเด็กหนุ่มสองคนเป็นเพื่อนกัน ถูกหมอทำนายว่า คนหนึ่งจะลำบากในการทำมาหาเลี้ยงชีพ อีกคนหนึ่งจะได้นั่งกินนอนกิน

คนที่หมอทำนายว่าจะลำบาก ไม่ท้อแท้ในชีวิต ตั้งหน้าตั้งตาทำงานหาเงินหาทองเก็บหอมรอมริบไว้ เพราะกลัวความทุกข์ยากลำบากตามที่หมอทำนาย แกคิดว่าเก็บหอมรอมริบไว้บ้าง ถึงจะลำบากในภายหน้าก็จะช่วยผ่อนเบาได้บ้าง

ไม่ช้าไม่นานฐานะแกก็ดีขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเป็นผู้มีอันจะกินระดับเศรษฐีน้อยๆ คนหนึ่ง

ส่วนคนที่ได้รับคำทำนายว่า ชีวิตนี้ไม่ต้องทำอะไร ก็ได้นั่งกินนอนกิน ก็ประมาทนึกว่าดวงข้าดีแล้วจะขวนขวายทำมาหากเลี้ยงชีพไปทำไม เจ้าคนนี้ก็เอาแต่สำมะเลเทเมา สนุกสำราญ เป็นพ่อพวงมาลัย ลอยไปลอยมา

ในที่สุดก็หมดเนื้อหมดตัว จนกระทั่งต้องกลายเป็นขอทานอาศัยนอนตามศาลาวัดบ้าง ข้างซอกตึกบ้าง ได้นั่งกินนอนกิน "ตามคำทำนายไม่ผิดเพี้ยน" ในขณะที่เพื่อนอีกคนมีหลักฐานมั่นคงอยู่ในขั้นเศรษฐีย่อยๆ คนหนึ่ง

การก้าวมาสู่ระดับเศรษฐีมีเงินมีทองนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ สะดวกสบาย ต้องอุตสาหะพากเพียรฟันฝ่าอุปสรรคมากมาย ก็ถูกต้องแล้วที่หมอทำนายว่าแกต้อง "ลำบากตรากตรำในการทำมาหาเลี้ยงชีพ"

นิทานเรื่องนี้ชี้คุณธรรมข้อเดิม คือ "ความพากเพียร" ทั้งสองคนมี "ศักยภาพ" ที่จะร่ำรวยได้ทัดเทียมกัน เพียงแต่คนหนึ่งไม่ "ดึง" ออกมาใช้ ในขณะที่อีกคนหนึ่ง "ดึง" ออกมาใช้เต็มที่

ศักยภาพที่ว่านี้คือความพากเพียรครับ

นิทานชาดกอีกเรื่องหนึ่งคล้ายกัน เปลี่ยนแต่เป็นเรื่องพระราชาสององค์รบกัน พระอินทร์ทำนายให้ฤๅษีฟังว่า องค์ที่มีแสนยานุภาพมากจะชนะ องค์ที่มีแสนยานุภาพน้อยจะแพ้ คำทำนายนี้ได้ยินไปถึงพระราชาทั้งสองพระองค์ องค์ที่ได้รับคำทำนายว่าจะแพ้ก็ไม่ประมาทพยายามฝึกปรือกองทัพให้พรักพร้อม ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งประมาทผลการรบปรากฏว่าฝ่ายที่ว่าจะชนะกลับแพ้ จึงไปต่อว่าฤๅษี ฤๅษีไปต่อว่าพระอินทร์ พระอินทร์บอกให้แง่คิดว่า

"แนวโน้มบอกว่า ฝ่ายที่มีแสนยานุภาพมาก จะต้องชนะ แต่อีกฝ่ายเขาไม่ประมาทนิ่งเฉยพากเพียรฝึกปรือกองทัพให้พรักพร้อมเสมอ อย่างนี้รบกับใครที่ไหนก็ชนะ จำไว้เถิดว่าคนที่พากเพียรเต็มที่แม้เทวดาก็หยุดเขาไม่ได้"

คนที่ชอบดูหมอโปรดอย่าลืมว่า คำทำนายเป็นเพียงบอกแนวโน้มว่าน่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้เท่านั้น แต่การจะให้ชีวิตเราเป็นอย่างไร อยู่ที่การกระทำด้วยความพากเพียรของเราเองครับ


(มีต่อ 1)
 

_________________
-- การให้ธรรมเป็นทาน ชนะการให้ทั้งปวง --
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัว
เว็บมาสเตอร์
บัวบานเต็มที่
บัวบานเต็มที่


เข้าร่วม: 19 มี.ค. 2005
ตอบ: 888

ตอบตอบเมื่อ: 12 ส.ค. 2005, 3:58 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

"อย่าโง่ขยัน"

ตอนที่แล้วผมได้พูดว่า ถ้าเรามีความพากเพียรเสียอย่าง ต่อให้เทวดาก็หยุดเราไม่ได้ ขอให้พากเพียรจริงๆ เถอะ งานหนักงานใหญ่แค่ไหนก็สำเร็จ ทุกข์ยากลำบากแค่ไหนก็เอาชนะได้

เป็นความจริงครับ แต่บางครั้งเพียรอย่างเดียวยังไม่พอจะต้องมีปัญญาประกอบด้วย เรียกว่าต้องขยันอย่างฉลาดด้วย ความเพียรนั้นจึงจะไม่สูญเปล่า

ความขยันที่ไม่ใช้ปัญญากำกับอาจขยันผิดทาง ยิ่งขยันก็ยิ่งสร้างเรื่องยุ่ง แทนที่จะแก้ปัญหากลับกลายเป็นสร้างปัญหาก็ได้

ดูตัวอย่างต่อไปนี้ก็จะเห็นชัด นานมาแล้ว (นานแค่ไหนช่างเถอะ) มีชายคนหนึ่ง (ชื่ออะไรก็ช่างเถอะ ไม่ชื่อชวนก็แล้วกัน) มีอาชีพปลูกสมุนไพรขายอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง กระทาชายที่ไม่ได้ชื่อชวนคนนี้ แกเลี้ยงลิงไว้หลายตัว ตามประสาคนรักสัตว์ แกพยายามฝึกลิงจนสามารถสื่อสารกับมันรู้เรื่อง จะพูดว่าสามารถพูดภาษาลิงได้ก็จะ "เวอร์" ไป เอาแค่สื่อสารด้วยภาษาใจรู้เรื่องก็แล้วกัน

วันหนึ่ง แกมีธุระจะต้องไปทำในเมืองสักสี่ห้าวัน จึงฝากให้หัวหน้าลิงช่วยรดน้ำต้นไม้ที่เพิ่ง "ลง" ใหม่ๆ ให้ด้วย เจ้าจ๋อทหารเอกพระรามก็ร้องเจี๊ยกๆ รับปากรับคำอย่างดี

เมื่อเจ้านายไปแล้ว เจ้าจ๋อก็พาลูกน้องรดน้ำต้นไม้อย่างขยันขันแข็ง พวกมันเอากระป๋องไปตักน้ำมารดกันพึ่บพั่บๆ

เจ้าจ๋อผู้เป็นหัวหน้าตะโกนว่า "เฮ้ยๆ พวกเอ็งดูหรือเปล่าว่ารากไม้มันชุ่มน้ำหรือยัง"

"จะรู้ได้ยังไงว่ารากมันชุ่มน้ำหรือไม่ชุ่ม" บริวารลิงตัวหนึ่งย้อนถาม

"ไอ้โง่ เอ็งก็ถอนขึ้นมาดูรากมันซิวะ ถ้ามันยังไม่เปียกน้ำก็ราดลงไปเยอะๆ ถอนขึ้นมาดู เมื่อเปียกน้ำแล้วก็ยัดลงดินใหม่" เจ้าหัวหน้าอธิบายยกตีนเกาขี้กลากไปพลาง

และแล้วสมุนพระรามทั้งหลายก็พากันถอนต้นไม้ขึ้นมาดู รู้ว่าชุ่มน้ำแล้วก็ยัดลงดินใหม่ ถอน-ยัด ถอน-ยัด อย่างนี้ทุกวันอย่างพร้อมเพรียง โดยการควบคุมอย่างเข้มงวดของหัวหน้าจ๋อ

สี่ห้าวันให้หลังเจ้าของสวนกลับมาแทบลมจับ เมื่อเห็นสมุนไพรทั้งสวนเฉาตายหมดเกลี้ยง

นี่เพราะโง่ขยัน หรือขยันอย่างโง่ๆ ของพวกลิงแท้ๆ

รถดีมีประสิทธิภาพนั้นต้องวิ่งเร็ว แต่วิ่งเร็วอย่างเดียวไม่พอดอกครับ ห้ามล้อหรือเบรกต้องดีด้วย ไม่เช่นนั้นไม่ปลอดภัย ดีไม่ดีพาวิ่งลงเหว ในชีวิตเราก็เช่นเดียวกัน มีความเพียรอันเป็นพลังสร้างสรรค์ แล้วจะต้องใช้ปัญญากำกับ พูดง่ายๆ ขยันแล้วต้องฉลาดด้วย จึงจะประสบชัยชนะในการต่อสู้ชีวิต


"แก้ปัญหาด้วยปัญญา"

สมัยเป็นเณรน้อยเรียนนักธรรมบาลี อ่านคัมภีร์ชาดกเรื่อง "มโหสถชาดก" รู้สึกประทับใจในความเฉลียวฉลาดของเด็กน้อยโพธิสัตว์ นามว่า "มโหสถ" จนบัดนี้ก็ยังจำได้ไม่ลืม

มาถึงยุคลูกชายยังเล็กอยู่ มีการ์ตูนเณรน้อย "อิกคิวซัง" ของญี่ปุ่นออกมา เด็กๆ ติดเป็นแถว ต่างยกนิ้วให้ว่าเณรน้อยอิกคิวซังฉลาดเหลือเกิน

แต่ความฉลาดของมโหสถ เป็นการให้เหตุผลพิจารณาเรื่องราวตามเป็นจริง และแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ตามควรแก่เหตุการณ์นั้นๆ วิธีการแก้ปัญหามีหลากหลายไม่ซ้ำกัน แล้วแต่ลักษณะของปัญหาทำให้เราได้ความรู้มากขึ้น

เรื่องมโหสถนั้น ชี้ไปที่การรู้จักพิจารณาอย่างรอบคอบด้านเกิดอะไรขึ้นให้มองตามเป็นจริงสืบสาวหาต้นตอและพยายามมหาทางแก้ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ เป็นการฝึกปัญญาอย่างดียิ่ง

ยกตัวอย่าง เช่น ครั้งหนึ่งมีหญิงชาวบ้านอุ้มลูกเล็กเดินไปพบนางยักษิณีปลอมมาในร่างมนุษย์ ขออุ้มเด็กบ้าง พอได้เด็กจากมือแม่แล้วก็วิ่งหนี แม่เด็กร้องโวยวาย ชาวบ้านช่วยกันรุมล้อมนางยักษิณีนั้นไว้ ทั้งสองคนต่างเถียงกันว่าเด็กน้อยเป็นลูกของตน

ชาวบ้านไม่มีใครตัดสินได้ มโหสถน้อยผ่านมาพบเข้า จึงอาสาช่วยตัดสิน มโหสถถามว่า ท่านทั้งสองต่างก็อ้างว่าเป็นแม่เด็ก ท่านทั้งสองจะพิสูจน์ความจริงไหม หญิงทั้งสองตกลงให้มโหสถตัดสิน

มโหสถบอกให้หญิงทั้งสองแย่งเด็กเอาเองคนหนึ่งจับหัว อีกคนหนึ่งจับขาแล้วให้ดึง ถ้าใครดึงชนะก็แสดงว่าคนนั้นเป็นแม่เด็ก

ทั้งสองคนดึงเด็กน้อยไปมาคนละทางอยู่พักหนึ่ง เด็กน้อยร้องไห้จ้าด้วยความเจ็บปวด หญิงชาวบ้านผู้เป็นแม่เด็กปล่อยมือ ยืนร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างน่าสงสาร

นางยักษิณีในร่างมนุษย์แย่งได้เด็ก ยิ้มกริ่มด้วยความดีใจร้องบอกฝูงชนว่า เห็นไหมๆ ข้าบอกว่าเด็กน้อยคนนี้เป็นลูกข้าก็ไม่มีใครเชื่อ

มโหสถน้อยกล่าวว่า "ข้านี่แหละ ไม่เชื่อเจ้า"

"อ้าว ท่านบอกแต่แรกแล้วมิใช่หรือว่า ใครแย่งเด็กได้คนนั้นคือแม่เด็ก ก็ข้าแย่งได้แล้วนี่พิสูจน์ให้เห็นแล้ว" นางยักษิณีกล่าว

มโหสถกล่าวว่า "นั่นเป็นกุศโลบายของข้า เพื่อลวงให้ "ธาตุแท้" ของแต่ละคนปรากฏออกมา บัดนี้ความจริงก็ได้ปรากฏแล้วผู้หญิงคนที่ปล่อยมือแล้วยืนร้องไห้อย่างน่าสงสารนั้น คือแม่ที่แท้จริงของเด็ก"

มโหสถอธิบายว่า แม่ย่อมรักและสงสารลูก เมื่อเห็นลูกร้องไห้จ้าด้วยความเจ็บปวดทรมานเพราะถูกแย่งดึงไปมา แม่อดสงสารลูกไม่ได้จึงปล่อยมือ ร้องไห้ ส่วนคนที่มิใช่แม่ไม่มีความผูกพันลึกซึ้งเช่นนั้นจึงมิได้มีแม้ความสงสาร อาจเป็นยักษ์มารที่ไหนปลอมมาก็ได้

ได้ยินดังนั้น นางยักษ์จำแลงก็สำแดงร่างจริงให้ปรากฏจริงดังมโหสถทำนายไม่ผิดเพี้ยน

ยกเรื่องมโหสถขึ้นมากล่าวนี้เพื่อจะบอกว่า การดำเนินชีวิตนั้นต้องใช้ปัญญามิใช่น้อยจึงประสบความสำเร็จ เพียงความขยันหมั่นเพียรทำมาหากินสร้างเนื้อสร้างตัวอย่างเดียวหาเพียงพอไม่

ขาดปัญญาเสียแล้ว ถึงจะขยันอย่างไรก็ยากจะสำเร็จ หรือสำเร็จก็สำเร็จไม่เต็มที่

มีคนเห็นพระหนุ่มรูปหนึ่ง ขึ้นไปนั่งกรรมฐานบนต้นไม้ทุกวันด้วยความขยันหมั่นเพียรยิ่ง หวังจะได้บรรลุธรรม อาจารย์กรรมฐานชื่อดังรูปหนึ่งผ่านมาพบเข้า ร้องบอกว่า "ถึงคุณจะขยันนั่งบนต้นไม้ จนกลายเป็นลิง ก็ไม่มีทางบรรลุดอก" พระหนุ่มก็ได้สติในความโง่เขลาของตน

ครับ ขยันอย่างเดียวไม่พอ ต้องฉลาดด้วย


(มีต่อ 2)
 

_________________
-- การให้ธรรมเป็นทาน ชนะการให้ทั้งปวง --
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัว
เว็บมาสเตอร์
บัวบานเต็มที่
บัวบานเต็มที่


เข้าร่วม: 19 มี.ค. 2005
ตอบ: 888

ตอบตอบเมื่อ: 15 ส.ค. 2005, 8:35 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

"ต้องทำเดี๋ยวนี้"

มีพุทธภาษิตบทหนึ่งกล่าวเตือนใจไว้ดีมาก ควรที่ผู้คิด "สู้ชีวิต" จะพึงสนใจและนำเอาไปใช้เพื่อความสำเร็จและความเจริญก้าวหน้าในการดำรงชีวิต

อ้อ ! เกือบลืม พุทธภาษิตหมายถึง "คำพูด" ของพระพุทธเจ้าเอง ถ้าเป็นคำพูดออกจากปากคนอื่นเรียกว่า "ภาษิต" หรือ "สุภาษิต" เฉยๆ

พุทธภาษิตมีว่า (อ่านไม่ได้ก็ไม่ต้องอ่าน แต่ต้องเขียนไว้เพื่อ "ขลัง" ว่างั้นเถอะ)

อโมฆํ ทิวสํ กยิรา อปฺเปน พหุเกน วา
แปลว่า ไม่ควรปล่อยวันเวลาให้ล่วงไปเปล่า ไม่ว่ามากหรือน้อย ก็ควรให้ได้อะไรบ้าง

ท่านเคยเห็นคนประเภทนี้ไหม

พนักงานบริษัทบางคนมีงานต้องทำมากมายรออยู่บนโต๊ะ มัวแต่ไถลชวนเพื่อนคุยบ้าง อ่านหนังสือพิมพ์บ้าง โทรศัพท์คุยกับคนนั้นคนนี้บ้าง บ่นว่าไม่ค่อยมีเวลา กว่าจะลงมือทำงานก็หมดเวลาไปมาก

งานที่ควรทำได้มากก็ได้น้อย ที่ควรเสร็จเร็วก็เสร็จช้า หรือไม่เสร็จเลย

ข้าราชการบางคนอาศัยอยู่บ้านหลวง ควรจะเก็บเงินไว้ซื้อบ้านเป็นของตนเสียแต่ต้นมือ ก็คิดว่าเอาไว้ก่อนตอนนี้ยังมีเรื่องต้องใช้เงินมากเอาไว้เก็บเงินสร้างภายหลัง ผัดผ่อนเรื่อยมา กาลเวลาก็ล่วงไป จวบจนเกษียณ ก็ยังไม่มีบ้านเป็นของตัว มาคิดตอนนี้ก็หมดโอกาสแล้ว เพราะค่าเงินถูกลงที่ดินแพงขึ้น

คนสองประเภทนี้ เรียกว่าคน "ผัดวันประกันพรุ่ง" ได้แต่คิดว่าเอาไว้ก่อน พรุ่งนี้ค่อยทำ มะรืนนี้ค่อยทำ

ผัดเรื่อยไปจนติดเป็นนิสัย ผลที่สุดก็พลาดจากประโยชน์ที่พึงได้ หรือพลาดโอกาสงามๆ ในชีวิต

ผู้รู้จึงสอนว่า ถ้าคิดจะทำสิ่งใดที่ท่านพอจะทำได้ และเห็นว่าดีมีประโยชน์แก่ตัวท่าน จงรีบทำเสียแต่เดี๋ยวนี้เลยทีเดียว มัวแต่รอเมื่อนั้นเมื่อนี้เดี๋ยวก็จะไม่มีเวลาได้ลงมือทำ

บางคนคิดอยากจะได้บ้านไว้สักหลัง เที่ยวตระเวนไปดูตามที่ต่างๆ มาทั่วเมือง ไม่ตัดสินใจสักที รอไว้ก่อนเดือนหน้าค่อยเอา พอถึงเดือนหน้าเดือนโน้นค่อยเอา มัวแต่ตัดสินใจไม่ได้สักที ราคาบ้านและที่ดินขึ้นพรวดๆ เงินแสนที่กำอยู่ในมือไร้ค่าในบัดดล

เดี๋ยวนี้บ้านกระจอกๆ พอซุกหัวนอน ก็ปาเข้าไปตั้งล้านบาทขึ้นไปแล้ว

ท่องไว้ในใจเสมอเถิดว่า "ต้องทำเดี๋ยวนี้" โอกาสดีๆ จะได้ไม่หลุดลอยไป

"อยากก้าวหน้าต้องมีดีและมีแบ็กดี"

อาจารย์ฟู (นามสมมติ) เป็นอาจารย์สอนอยู่ในสถาบันเดียวกันกับผมเมื่อหลายปีมาแล้ว แกเป็นคนสมถะ เดินคนเดียว กินคนเดียว ไม่สุงสิงกับใคร ในอดีตอาจารย์ฟูเป็นพระมหาเปรียญได้ปริญญาโทมาจากอินเดีย สึกออกมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย

ใครๆ ก็ว่ามหาฟูสึกไม่หมด คือยังมีมาดพระอยู่ เดินไหล่เอียงข้าง ก้มหน้ามองต่ำ เพราะตอนเป็นพระเคยชินกับการถือย่ามและเดินสำรวม

นั่นก็ช่างเถิด ที่สำคัญคือแกพูดน้อย เวลาคุยกับใครผมไม่เคยได้ยินแกพูดอะไรยาวๆ กับเขาเลย ได้แต่รับคำ "ครับๆ" อยู่อย่างนี้ตลอด

วันหนึ่งลูกศิษย์คนหนึ่งมาเล่าให้ผมฟังว่ามหาฟูแกถูกตำรวจจับ ตำรวจตะคอกแกจนแกตัวสั่นงันงก แล้วยังไงไม่ทราบ ตำรวจคนนั้นกลับยกมือไหว้ขอโทษขอโพย แสดงอาการนอบน้อมแบบหน้ามือเป็นหลังมือ

ผมถามว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไร ศิษย์เล่าว่า ตำรวจจับมหาฟูฐานขับรถผิดกฎจราจร ขู่แกต่างๆ นานา ค่าที่ไม่เคยถูกตำรวจจับ มหาจึงเสียงสั่นลูกศิษย์คนหนึ่งถีบจักรยานผ่านมาเจอเข้ารีบเข้าไปแก้สถานการณ์

ร้องถามว่า "ท่านผู้ช่วยฯ มีอะไรหรือครับผม"

ได้ยินคำว่า "ท่านผู้ช่วยฯ" ตำรวจก็เปลี่ยนท่าทีแล้วปล่อยมหาไป "แกคงคิดว่าผู้ช่วยอะไรสักอย่างที่ตำแหน่งใหญ่ๆ" ศิษย์เล่าพลางหัวร่อชอบใจ

มหาฟูแกเป็น "ผู้ช่วยศาสตราจารย์" ครับ ตำแหน่งทางวิชาการที่คนภายนอกเขาไม่รู้ด้วยแต่ศิษย์แกปฏิภาณไว รู้จักใช้คำแสดงให้ผู้ฟังคิดว่า มหาฟูแกมีตำแหน่งใหญ่โตตำรวจถึงเกรงใจ

เรื่องนี้ยกมาเพื่อเป็นตัวอย่าง บางทีในชีวิตการทำงานของเราจำต้องอ้างบุคคลสำคัญ หรือมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ เพื่อเสริมให้งานของเรามีความสำคัญ และเป็นที่รู้จักและยอมรับไปด้วย

ยิ่งคนทำมาค้าขาย ต้องการจะ "โปรโมท" สินค้าของตนยิ่งสำคัญ ถ้าหาทางให้คนสำคัญหรือคนดังชื่นชมสินค้าของตนเพียงคนเดียว คนอื่นๆ ก็พลอยเห็นดีเห็นงามด้วย สินค้าที่เคยขายไม่ออกอาจขายดีเป็นเทน้ำเทท่าก็ได้

พ่อค้าม้าคนหนึ่งไปหาซินแสดูลักษณะสัตว์เลี้ยงที่มีชื่อคนหนึ่ง ขอร้องว่าวันรุ่งขึ้นขอให้เดินผ่านตลาดขายม้า ให้หยุดมองดูม้าตัวผอมๆ ตัวหนึ่งซึ่งยังขายไม่ออก แล้วเดินผ่านไปแล้วหันมามองดูอีกครั้ง ขอแค่นี้แหละ ซินแสเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยช่วยได้ วันรุ่งขึ้นจึงทำตามที่พ่อค้าม้าบอก

วันนั้นมีคนแย่งซื้อม้าขี้โรคตัวนั้นแทบตีกันตาย สบายพ่อค้าม้าไป

ชีวิตเราจะประสบความสำเร็จรุ่งเรือง ขึ้นอยู่กับการสนับสนุนจากคนที่สังคมเชื่อถือด้วย แต่ต้องไม่ลืมว่า ตนเองต้องมีพื้นฐานความดี ความเก่งรองรับด้วยนะครับ ถ้าตัวเองไม่เอาไหน ถึงจะเชิดชูยังไงก็คงไปไม่รอด ทำให้ผู้ที่ลุ้นเราหน้าแตกอีกต่างหากด้วย


(มีต่อ 3)
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัว
เว็บมาสเตอร์
บัวบานเต็มที่
บัวบานเต็มที่


เข้าร่วม: 19 มี.ค. 2005
ตอบ: 888

ตอบตอบเมื่อ: 22 ส.ค. 2005, 6:53 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

"ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน"

ผมมีเรื่องจะเล่าให้ฟังหนึ่งเรื่อง เกี่ยวกับคนทำมาหากิน อ่านแล้วลองนำไปพินิจพิจารณาดูเอาเองครับ

สมชาย (ชื่อสมมติ) กับสมเกียรติ (ชื่อสมมติ) เป็นเด็กต่างจังหวัด เข้ามาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯด้วยกัน เรียนวิชาเดียวกันด้วย คือวิชาเครื่องยนต์ ที่โรงเรียนสารพัดช่างแห่งหนึ่ง พอจบออกไปทั้งสองก็ไปสมัครเป็นลูกจ้างอู่ซ่อมรถเหมือนกัน แต่คนละอู่

สมชายอยู่ทำงานที่อู่ดังกล่าว จนมีประสบการณ์พอสมควรแล้วก็ออกไปตั้งอู่ของตนเองร่วมกับเพื่อนที่มีนิสัยเหมือนกันสองสามคน ทั้งสามทำงานไม่ถึงสามปีก็ร่ำรวยผิดหูผิดตา ขยายกิจการใหญ่โต

ฝ่ายสมเกียรตินึกสงสัยว่า ทำไมสมชายเพื่อนเก่าของตนจึงรวยเร็วขนาดนั้น กิจการอู่ซ่อมรถก็ทำรายได้ไม่กี่มากน้อยรู้ๆ กันอยู่ สมชายไปได้เงินได้ทองมากจากไหน

ในที่สุดก็ทราบว่า สมชายและพวกตั้งอู่หลอกต้มประชาชน ที่ทราบก็เพราะหลังจากนั้นไม่นาน ทั้งสามก็ถูกตำรวจจับฐานตั้งแก๊งขโมยรถยนต์ ถูกจำคุกคนละหลายปี

ทั้งสามต้มตุ๋นลูกค้าที่เอารถมาซ่อม โดยบอกว่าชิ้นส่วนชิ้นนั้นชิ้นนี้เสีย ต้องเปลี่ยนใหม่ ทั้งๆ ที่มันดีอยู่ แต่เจ้าของไม่มีความรู้เรื่องเครื่องยนต์ก็เชื่อยอมให้เปลี่ยน สามสหายจะถอดเอาเครื่องเครารถที่ดีๆ แล้วเอาของเก่าที่เสื่อมคุณภาพใส่แทน โดยวิธีนี้ทั้งสามมีรายได้เดือนละจำนวนมากๆ

แค่นั้นยังไม่พอ คบคิดกันขโมยรถยนต์ที่จอดอยู่ตามศูนย์การค้าบ้าง ตามที่จอดรถต่างๆ บ้าง เอามาถอดชิ้นส่วนแปลงโฉมแล้วก็ขายต่อ ทำอย่างนี้ไม่นานเงินทองก็ไหลมา แต่ในที่สุดทั้งสามคนก็ถูกจับได้

ส่วนสมเกียรติ ทำงานเป็นลูกจ้างเขาด้วยความซื่อสัตย์สุจริตกินแค่ค้าจ้างประจำเดือน อุตส่าห์เก็บหอมรอมริบได้เงินจำนวนหนึ่ง แล้วออกมาทำอู่เป็นของตนเองกับเพื่อนคนหนึ่ง สมเกียรติเป็นคนซื่อสัตย์ต่อลูกค้ามาก เมื่อลูกค้าขับรถเป็นอย่างเดียวไม่รู้เรื่องเครื่องยนต์เอารถมาซ่อม แกจะบอกว่าเครื่องเคราอย่างไหนควรเปลี่ยน อย่างไหนยังดีอยู่ไม่ควรเปลี่ยน ค่าแรงก็คิดไม่แพง ทำให้ลูกค้าไว้ใจ

ปัจจุบันนี้ สมเกียรติยังคงบริการซ่อมรถให้ลูกค้าอยู่อย่างมีความสุขกับอาชีพของตน ลูกค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะผู้ที่เคยเอารถมาซ่อมแล้วประทับใจในผลงาน และอัธยาศัยไมตรีของสมเกียรติแนะนำกันมา ฐานะของเขาถึงจะไม่ร่ำรวยนัก ก็คงไม่มีวันตกต่ำแน่นอน

คำพังเพยโบราณว่า ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน นั้นยังใช้ได้ คนทำมาค้าขายมักจะคิดกันว่า ถ้าไม่โกหกแล้วจะค้าขายไม่เจริญ ไม่จริงดอกครับคุณอาจขายของได้กำไรมากๆ ในตอนแรกๆ เพราะโกหกเขาให้เชื่อ แต่ในระยะยาวจะไม่มีใครเข้าร้านคุณเมื่อเขารู้ความจริงว่าเขาถูกคุณหลอก แต่ถ้าคุณซื่อตรงไม่เอาเปรียบลูกค้าตรงไปตรงมา มีความจริงใจ ไม่ต้องหา "นางกวัก" มาตั้งหน้าร้านดอกครับ ความดีของคุณน่ะ "กวัก" เงินกวักทองไหลมาเทมาเอง

ใครคิดจะทำมาค้าขาย ขอให้จำคติบทนี้ไว้เตือนใจว่า "คุณหลอกลูกค้าเพียงคนเดียว เท่ากับคุณหลอกคนทั้งโลก"


(มีต่อ 4)
 

_________________
-- การให้ธรรมเป็นทาน ชนะการให้ทั้งปวง --
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัว
เว็บมาสเตอร์
บัวบานเต็มที่
บัวบานเต็มที่


เข้าร่วม: 19 มี.ค. 2005
ตอบ: 888

ตอบตอบเมื่อ: 22 ส.ค. 2005, 6:57 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

"จงรีบอย่างช้าๆ"

คงเคยเห็นคำท้ายรถบรรทุกว่า "คนขับรถเร็วกว่าท่านมี แต่เขาตายไปแล้ว" จะเขียนเพื่อความขำขันเล่น หรือเพื่ออะไรก็ตาม ข้อความนี้น่าคิดเพราะมันส่อนิสัยใจคอของคนไทยส่วนใหญ่ได้ดีทีเดียว

นิสัยที่ว่านี้คือ ความใจร้อน

ว่ากันว่า เวลาแขกอินเดียทะเลาะกัน แกจะเถียงกันอยู่นั่นแล้ว ไม่มีใครลงไม้ลงมือ อย่างเก่งก็เอาไหล่ชนกันไปชนกันมา บางคู่ทะเลาะกันตั้งแต่เช้ายันเที่ยงไม่มีใครทำอะไร สำหรับพี่ไทยแล้วไม่ต้องพูดมากให้เปลืองน้ำลาย ซัดตูมก่อนแล้วพูดกันทีหลัง

เพื่อนผมที่เคยไปอยู่อินเดียเล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งจิ๊กโก๋แขก (อย่างเก่งก็ได้แต่พูด) แซวแก แกรี่เข้าใส่ แขกก็นึกว่าคงไม่กล้าลงมือเหมือนพวกแขกด้วยกัน ที่ไหนได้ แกเตะเปรี้ยงเดียว เจ้าหมอนั่นลงไปงอก่องอขิงทันที

ตั้งแต่นั้นมา ไม่มีใครกล้าตอแยด้วย

นิสัยไทยมักใจร้อนครับ ไม่มัวเถียงให้เมื่อยกรามเหมือนแขกอินเดียดอก ไม่ว่าจะทำอะไรก็มักจะทำด้วยใจร้อน และอยากได้ผลเร็วๆ

บางคนพอจับพวงมาลัยได้ ก็เร่งเครื่องทะยานออกไป อย่างกับอยู่สนามแข่งรถ แซงซ้าย แซงขวา ปาดหน้า ปาดหลัง น่าหวาดเสียว เป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุบาดเจ็บหรือเสียชีวิตก็มี

บางคนเป็นนักเรียนนักศึกษา ใจร้อนอยากรู้มากๆ ท่องหนังสือหามรุ่งหามค่ำ ในไม่ช้าก็เจ็บป่วยหรือกลายเป็นโรคประสาท

บางคนอยากรวยเร็ว เล่นม้า หวย มวย ไฮโล ทุ่มเงินลงไปมากๆ เพื่อให้ได้เงินมากๆ ได้ผลชั่วพริบตาเหมือนกัน คือเงินอันตรธานหายไปในวงพนันนั้นเอง

บางคนต้องการความรักจากหญิงสาว ใจเร็วด่วนได้แสดงความเป็นเจ้าชู้ยักษ์ ทำเอาหญิงสาวตกใจปฏิเสธความรักอกหักไปเสียก็มี

แม้ในเรื่องพื้นๆ เช่น รับประทานอาหาร บางคนแทนที่จะค่อยๆเคี้ยว ค่อยๆกลืน ก็ตะกละตะกลามมูมมาม ถูกน้ำแกงลวกปากหรือก้างติดคอ หรือไม่ก็อาจ "ท้องแตกตาย" ดุจดังชูชกในวรรณคดี

หลายเรื่องหลายราวในชีวิต พินิจให้ถ้วนถี่แม้จะเป็นเรื่องดีก็ไม่ควรด่วนได้ ควรใช้ปัญญาตรวจสอบให้รอบคอบก่อนแล้วลงมือทำสม่ำเสมอด้วยความขยันต่อเนื่องไม่ขาดสาย แล้วจะบรรลุเป้าหมายได้โดยไม่ยากเย็น

เคยยกตัวอย่างคนจีนที่หอบเสื่อผืนหมอนใบ ข้ามน้ำข้ามทะเลมาสร้างเนื้อสร้างตัวที่เมืองไทยขอยกอีกครั้ง ว่ากันว่าขณะที่ยังยากจนอยู่ เขาจะกระเหม็ดกระแหม่มาก อยากกินหมู เป็ด ไก่ ก็ไม่กิน เอาภาพหมู ภาพเป็ด ภาพไก่ มาแขวนไว้แล้วก็พุ้ยข้าวต้มไปมองภาพนั้นๆไป พลางคิดไปด้วยว่ากำลังกินข้าวกับ หมู เป็ด ไก่ ทำอย่างนี้จนกระทั่งสร้างฐานะร่ำรวย แล้วจึงกิน หมู เป็ด ไก่ จริงๆ

คนที่ต้องการสร้างความสำเร็จแก่ชีวิต ต้องทำให้ได้ขนาดนี้ครับ ต้องรอได้ ทนได้ สักวันหนึ่งความสำเร็จอันยิ่งใหญ่จะเป็นของท่าน



>>>>> จบ >>>>>



................................................................

คัดลอกมาจาก
หนังสือพิมพ์ข่าวสด หน้า 39
คอลัมน์ ธรรมะใต้ธรรมาสน์ โดย ไต้ ตามทาง
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัว
admin
บัวทอง
บัวทอง


เข้าร่วม: 15 ธ.ค. 2004
ตอบ: 1875

ตอบตอบเมื่อ: 29 ม.ค. 2012, 4:55 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

สาธุ
 

_________________
-- การให้ธรรมเป็นทาน ชนะการให้ทั้งปวง --
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวส่ง Emailชมเว็บส่วนตัว
แสดงเฉพาะข้อความที่ตอบในระยะเวลา:      
สร้างหัวข้อใหม่ตอบ
 


 ไปที่:   


อ่านหัวข้อถัดไป
อ่านหัวข้อก่อนหน้า
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน
คุณ สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้


 
 
เลือกบอร์ด  • กระดานสนทนา  • สมาธิ  • สติปัฏฐาน  • กฎแห่งกรรม  • นิทานธรรมะ  • หนังสือธรรมะ  • บทความ  • กวีธรรม  • สถานที่ปฏิบัติธรรม  • ข่าวกิจกรรม
นานาสาระ  • วิทยุธรรมะ  • เสียงธรรม  • เสียงสวดมนต์  • ประวัติพระพุทธเจ้า  • ประวัติมหาสาวก  • ประวัติเอตทัคคะ  • ประวัติพระสงฆ์  • ธรรมทาน  • แจ้งปัญหา

จัดทำโดย  กลุ่มเผยแผ่หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา ธรรมจักรดอทเน็ต
เพื่อส่งเสริมคุณธรรม และจริยธรรมในสังคม
เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2546
ติดต่อ webmaster@dhammajak.net
Powered by phpBB © 2001, 2002 phpBB Group :: ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง