Home
•
กระดานสนทนา
•
สมาธิ
•
สติปัฏฐาน
•
กฎแห่งกรรม
•
นิทาน
•
หนังสือ
•
บทความ
•
กวีธรรม
•
ข่าวกิจกรรม
•
แจ้งปัญหา
คู่มือการใช้
ค้นหา
สมัครสมาชิก
รายชื่อสมาชิก
กลุ่มผู้ใช้
ข้อมูลส่วนตัว
เช็คข้อความส่วนตัว
เข้าสู่ระบบ(Log in)
ได้ทำการย้ายไปเว็บบอร์ดแห่งใหม่แล้ว คลิกที่นี่
www.dhammajak.net/forums
15 ตุลาคม 2551
...พิจารณาให้ดี...(หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ)
อ่านหัวข้อถัดไป
อ่านหัวข้อก่อนหน้า
:: ลานธรรมจักร ::
»
บทความธรรมะ
ผู้ตั้ง
ข้อความ
ลูกโป่ง
บัวแก้ว
เข้าร่วม: 01 ส.ค. 2005
ตอบ: 4089
ตอบเมื่อ: 04 มี.ค.2008, 5:03 pm
คนที่เป็นพุทธบริษัทต้องเป็น สิกขกาโม
หมายความว่า ใคร่ต่อการศึกษา
ใคร่ต่อการทำความเข้าใจในเรื่องอะไรๆ ต่างๆ
สนใจในการที่จะฟัง สนใจในการที่จะอ่าน
สนใจในการที่จะคิดค้นในเรื่องอะไรๆ ต่างๆ
อันเป็นเรื่องของชีวิตเรื่องการงาน การสังคม
แม้การเมืองเรื่องอะไรก็ใช้ปัญญาพิจารณาอยู่ทั้งนั้น
คบคนก็ต้องพิจารณาว่าคนนั้นเป็นคนอย่างไร
ดีควรแก่การคบ หรือไม่ หรือว่าเป็นคนชั่วคนร้ายนิสัยใจคอไม่ดี
ไม่ควรแก่การที่เราจะคบหาสมาคม เราก็ไม่คบคนประเภทอย่างนั้น
แม้จะไปในที่ใด เราก็ต้องพิจารณาว่าเราจะไปในที่ใด จะไปทำไม
ที่นั้นจะให้อะไรแก่เรา ให้ความดีงามทางจิตใจ
หรือว่าให้ความเสื่อมโทรมทางจิตใจของเรา
ของที่เราจะกินเข้าไป เราก็ต้องเลือกดูว่า กินเข้าไปแล้ว
มันจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เป็นทุกข์เป็นโทษท้องไส้จะเสียหรือไม
ถ้าเห็นว่าไม่เป็นประโยชน์เราก็ไม่กิน
ของดื่มก็เหมือนกัน ถ้าสิ่งใดเราดื่มเข้าไปแล้วไม่เกิดประโยชน์
แต่เป็นพิษเป็นภัยแก่ร่างกาย เราก็ไม่ดื่ม
ของที่สูดเข้าไปทางจมูก ถ้าเห็นว่ามันให้ทุกข์ให้โทษ
เราก็ไม่สูดไม่ดมเข้าไป แต่ว่าเราจะสูดดมเฉพาะสิ่งที่บริสุทธิ์
เป็นการชำระชะล้างฟอกโลหิตจิตใจของเราให้สะอาดขึ้น
ถ้าเราได้ใช้ปัญญาพิจารณาอย่างนี้ เรียกว่าปลอดภัย
ในภาษาธรรมะ ท่านจึงสอนว่า ให้พิจารณาก่อนจะเสพสิ่งนั้นๆ
ก่อนจะกิน ก่อนจะดื่ม ก่อนจะคบหาสมาคม
ก่อนจะทำอะไรก็ให้พิจารณา อย่างรอบคอบ
การพิจารณาอย่างรอบ คอบเป็นหลักประกัน
ไม่ให้เกิดความผิดพลาดเสียหายขึ้นในชีวิตของเรา
เราจะอยู่อย่างปลอดภัย เพราะการใช้ปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาอย่างนี้
ปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาก็อาศัยหลักธรรมที่เราศึกษานั่นเอง
เพราะในหลักธรรมะเขาบอกว่า อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล
สิ่งใดเป็นกุศลก็เรียกว่า ใช้ได้ ทำได้
แต่ถ้าสิ่งใดเป็นอกุศล สิ่งนั้นไม่ดี มีทุกข์มีโทษ
เราไม่ควรจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งนั้นๆ
จะเป็นบุคคลเป็นสถานที่หรือจะเป็นสิ่งที่เราเสพด้วยจิตใจ ถ้าเป็นกุศลแล้วใช้ได้
ถ้าเป็นอกุศล เราจะไม่เอาสิ่งนั้นเข้ามาสู่ร่างกายจิตใจของเราเป็นอันขาด
อันนี้เป็นหลักที่เราจะต้องพิจารณา
ยิ่งคนที่อยู่ในวัยหนุ่มวัยฉกรรจ์ด้วยแล้ว
ล่อแหลมต่ออันตราย ชีวิตจะเสียหายได้ง่าย
ถ้าหากเราไม่พิจารณาอย่างรอบคอบในเรื่องนั้นๆ
เพราะฉะนั้นคนหนุ่มๆ ที่เป็นเหมือนม้า กำลังคะนอง
ต้องหาบังเหียนมาสวมตัวเอง
บังเหียนสำหรับสวมตัวเองก็คือความรู้สึกรับผิดชอบชั่วดี
ตามแนวธรรมะในทางพระศาสนา
ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตเรามากเหลือเกิน เราจะต้องเข้าใกล้ผู้รู้ไว้
หมั่นฟังคำสอนคำแนะนำตักเตือน เอาไปคิดไปตรองให้เห็นชัดด้วยตัวของเราเอง
และประการสุดท้ายก็ต้องปฏิบัติตามสิ่งที่เราได้รู้ได้เข้าใจนั้น
เพื่อปรับปรุงสิ่งทั้งหลายในชีวิตของเราให้ดีขึ้น
คนที่อยู่ในวัยหนุ่มไม่ว่าหญิงหรือชาย ต้องมีหลักประจำใจว่า
เราจะเจริญ เติบโตไม่เฉพาะแต่เพียงร่างกาย
แต่เราจะทำจิตใจของเราให้เจริญเติบโตด้วยคุณงามความดีด้วย
ถ้าจิตใจไม่เจริญเติบโตด้วยคุณงามความดี
เราก็เติบโตแต่เพียงร่างกาย
การเติบโตทางร่างกายนั้นไม่ใช่เรื่องลำบากอะไร
สัตว์เดรัจฉานมันก็เติบโตได้ ต้นไม้มันก็เติบโตได้
เราจะเห็นว่าสัตว์เดรัจฉานเกิดออกมาแล้วมันก็โตวันโตคืนเหมือนกัน
นั่นเป็นความเติบโตทางวัตถ
เพราะฉะนั้นความเจริญทางร่างกายนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
มันเป็นเองตามธรรมชาติของมัน
ถ้าไม่มีอะไรเข้ามาเป็นอุปสรรคขัดขวางแล้ว มันเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ
ร่างกายของเราก็เป็นอย่างนั้น ของสัตว์ของต้นไม้ก็เป็นเช่นกัน
แม้แผ่นดินก็เจริญขึ้นได้โดยธรรมชาติ
ความเจริญทางจิตใจนั้น
เราจะปล่อยให้มันเป็นไปเองตามธรรมชาติไม่ได้
เพราะถ้าปล่อยตามธรรมชาติแล้วมันจะไม่ดีขึ้น
แต่ว่าจะไหลเลื่อนไปในทางต่ำ ทางไม่ดีไม่งาม
เพราะเราไม่รู้จักควบคุม ไม่รู้จักบังคับ
ไม่รู้จักให้อาหารที่ถูกต้องแก่จิตใจของเรา
มันก็เจริญเพื่อความเสื่อมเสียหายทุกวันทุกเวลา
เราทั้งหลายที่เป็นพ่อเป็นแม่
ก็พอจะมองเห็นอยู่ว่าลูกของเรานั้นมีความเจริญอย่างไร
บางคนก็มีความเจริญทางกาย แต่ว่าจิตใจไม่เจริญเติบโต
ไม่ประสีประสา ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี
ไม่มองเห็น อนาคตของชีวิตว่าเราจะเป็นอยู่อย่างไร
เราจะทำอะไรเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่
เราจะอาศัยอะไรเป็นเครื่องมือทำมาหากิน
และไม่รู้จักศึกษาเล่าเรียน เที่ยวสนุกไปเล่นไป
นอนก็ตื่นสาย อย่างนี้ร่างกายมันก็เจริญ
แต่ว่าจิตใจไม่เจริญด้วยความรู้ ด้วยความสามารถ ด้วยคุณธรรม
คือความประพฤติดีประพฤติชอบ
ความเจริญอย่างนั้นไม่ได้เรื่องอะไร
จะกลายเป็นคนประเภทปัญญาอ่อนไปเสียด้วยซ้ำไป
เพราะฉะนั้น เราจึงต้องมีการปรับปรุงแต่งตัวเรา
เพิ่มพูนสิ่งที่เป็นความรู้ความเข้าใจ
หาเครื่องเหนี่ยวรั้งบังคับจิตให้อยู่ในสภาพที่ดีงาม
ไม่ให้หลงติด อยู่ในสิ่งชั่วสิ่งเลวทราม
แต่ให้มีคุณงาม ความดี เช่นมีความคิดก้าวหน้า
มีความคิดในการรักการรักงาน
มีความคิดในการที่จะทำประโยชน์ให้แก่ตนและแก่ผู้อื่น
มีความคิดในทางกตัญญูรู้คุณพ่อแม่
ที่ได้เลี้ยงเรามาจนกระทั่งเติบโตเป็นผู้ใหญ่
ได้ไปโรงเรียนเรียนหนังสือ หรือมีความรู้พอที่จะเลี้ยงตัวเองได้
เราก็สำนึกว่าเราเป็นหนี้บุญคุณต่อคุณพ่อ คุณแม่
เป็นหนี้คุณครูบาอาจารย์ เป็นหนี้แผ่นดินแผ่นฟ้า
ต้นหมากรากไม้ ลำธารลำห้วย ที่เราได้เกิดมาอาศัยสิ่งเหล่านั้น
มีความสำนึกว่าเราต้องตอบแทนต่อสิ่งเหล่านี้
การตอบแทนต่อสิ่งเหล่านี้นั้น
เราทำได้ด้วยการประพฤติตน เป็นคนดีนั่นเอง
ถ้าเราประพฤติตนเป็นคนดีก็เรียกว่า เราตอบแทนอยู่ในตัวแล้ว
เช่นเราเป็นบุตรธิดาของพ่อแม่
ถ้าเราประพฤติดีประพฤติชอบพ่อแม่สบายใจ
อยู่ในโรงเรียนตั้งใจเรียนประพฤติดีประพฤติชอบครูสบายใจ
เราไปที่ไหน เราเป็นคนดีเดินไปที่ไหน
นั่งอยู่ที่นั้น คนนั่งใกล้ก็ สบายใจ
คนได้พบได้เห็นก็สบายใจ เพราะคนดีนั้นใครพบเห็นเข้าก็สบายใจ
เป็นมงคลเป็นกำไรแก่ชีวิต
แต่ถ้าเราไปพบคนชั่วคนร้าย ประพฤติไม่ดีไม่งามเราไม่สบายใจ
เห็นเดินมาก็ร้อนใจแล้ว เห็นกิริยาท่าทางยิ่งไม่สบายใจ
ถ้าเขาทำอะไรออกมาผิดรูปร่างวิกลวิการ เราก็ไม่สบายใจ
นี่เห็นง่ายๆ ว่าความชั่วนั้นไม่เป็นที่พอใจของใครๆ
แต่ความดีนั้นเป็นที่พอใจของใครๆ ทั้งนั้น
(เรียบเรียงจากส่วนหนึ่งของปาฐกถาธรรมวันที่ ๑๑ มีนาคม พ.ศ.๒๕๒๒)
คัดลอกจาก...ผู้จัดการออนไลน์ 20 ตุลาคม 2549 11:53 น.
กุหลาบสีชา
บัวเงิน
เข้าร่วม: 30 เม.ย. 2007
ตอบ: 1466
ที่อยู่ (จังหวัด): กทม.
ตอบเมื่อ: 05 มี.ค.2008, 11:09 am
"ปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาก็อาศัยหลักธรรมที่เราศึกษานั่นเอง
เพราะในหลักธรรมะเขาบอกว่า อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล
สิ่งใดเป็นกุศลก็เรียกว่า ใช้ได้ ทำได้
แต่ถ้าสิ่งใดเป็นอกุศล สิ่งนั้นไม่ดี มีทุกข์มีโทษ
เราไม่ควรจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งนั้นๆ"
สาธุ...สาธุ...สาธุ ยิ่งค่าคุณลูกโป่ง
I am
บัวบานเต็มที่
เข้าร่วม: 25 ต.ค. 2006
ตอบ: 972
ตอบเมื่อ: 06 มี.ค.2008, 8:33 am
โมทนาครับ สาธุ..
_________________
ทุกข์ใดดับได้ด้วยปัญญา ทุกข์นั้นจะไม่เกิดอีก
แสดงเฉพาะข้อความที่ตอบในระยะเวลา:
แสดงทั้งหมด
1 วัน
7 วัน
2 สัปดาห์
1 เดือน
3 เดือน
6 เดือน
1 ปี
เรียงจากเก่า-ใหม่
เรียงจากใหม่-เก่า
:: ลานธรรมจักร ::
»
บทความธรรมะ
ไปที่:
เลือกกลุ่ม บอร์ด
กลุ่มสนทนา
----------------
สนทนาธรรมทั่วไป
แนะนำตัว
กฎแห่งกรรม
สมาธิ
ฝึกสติ
การสวดมนต์
การรักษาศีล-การบวช
ความรัก-ผูกพัน-พลัดพลาก
กลุ่มข่าวสาร-ติดต่อ
----------------
ข่าวประชาสัมพันธ์
ธรรมทาน
รูปภาพ-ประมวลภาพกิจกรรมต่างๆ
สำหรับนักเรียน นักศึกษา ขอความรู้ทำรายงาน
แจ้งปัญหา
รูปภาพในบอร์ด
กลุ่มสาระธรรม
----------------
หนังสือธรรมะ
บทความธรรมะ
นิทาน-การ์ตูน
กวีธรรม
นานาสาระ
ต้นไม้ในพุทธประวัติ
วิทยุธรรมะ
ศาสนสถานและศาสนพิธี
----------------
สถานที่ปฏิบัติธรรม
วัดและศาสนสถาน
พิธีกรรมทางศาสนา
พุทธศาสนบุคคล
----------------
พระพุทธเจ้า
ประวัติพระอสีติมหาสาวก
ประวัติเอตทัคคะ (ภิกษุณี, อุบาสก, อุบาสิกา)
สมเด็จพระสังฆราชไทย
ประวัติและปฏิปทาของครูบาอาจารย์
ในหลวงกับพระสุปฏิปันโน
อ่านหัวข้อถัดไป
อ่านหัวข้อก่อนหน้า
คุณ
ไม่สามารถ
สร้างหัวข้อใหม่
คุณ
ไม่สามารถ
พิมพ์ตอบ
คุณ
ไม่สามารถ
แก้ไขข้อความของคุณ
คุณ
ไม่สามารถ
ลบข้อความของคุณ
คุณ
ไม่สามารถ
ลงคะแนน
คุณ
สามารถ
แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ
สามารถ
ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้
เลือกบอร์ด •
กระดานสนทนา
•
สมาธิ
•
สติปัฏฐาน
•
กฎแห่งกรรม
•
นิทานธรรมะ
•
หนังสือธรรมะ
•
บทความ
•
กวีธรรม
•
สถานที่ปฏิบัติธรรม
•
ข่าวกิจกรรม
นานาสาระ
•
วิทยุธรรมะ
•
เสียงธรรม
•
เสียงสวดมนต์
•
ประวัติพระพุทธเจ้า
•
ประวัติมหาสาวก
•
ประวัติเอตทัคคะ
•
ประวัติพระสงฆ์
•
ธรรมทาน
•
แจ้งปัญหา
จัดทำโดย กลุ่มเผยแผ่หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา ธรรมจักรดอทเน็ต
เพื่อส่งเสริมคุณธรรม และจริยธรรมในสังคม
เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2546
ติดต่อ
webmaster@dhammajak.net
Powered by
phpBB
© 2001, 2002 phpBB Group :: ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
www.Stats.in.th