Home  • กระดานสนทนา  • สมาธิ  •  สติปัฏฐาน  • กฎแห่งกรรม  • นิทาน  • หนังสือ  •  บทความ  • กวีธรรม  • ข่าวกิจกรรม  • แจ้งปัญหา
คู่มือการใช้คู่มือการใช้  ค้นหาค้นหา   สมัครสมาชิกสมัครสมาชิก   รายชื่อสมาชิกรายชื่อสมาชิก  กลุ่มผู้ใช้กลุ่มผู้ใช้   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว  เช็คข้อความส่วนตัวเช็คข้อความส่วนตัว  เข้าสู่ระบบ(Log in)เข้าสู่ระบบ(Log in)
 
ได้ทำการย้ายไปเว็บบอร์ดแห่งใหม่แล้ว คลิกที่นี่
www.dhammajak.net/forums
15 ตุลาคม 2551
 คำแม่สอน อ่านหัวข้อถัดไป
อ่านหัวข้อก่อนหน้า
สร้างหัวข้อใหม่ตอบ
ผู้ตั้ง ข้อความ
admin
บัวทอง
บัวทอง


เข้าร่วม: 15 ธ.ค. 2004
ตอบ: 1888

ตอบตอบเมื่อ: 02 ส.ค. 2007, 5:09 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

Image

คำแม่สอน

ตลอดระยะเวลากว่า ๕๗ ปี แห่งการดำรงพระอิสริยยศ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ” พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ ด้วยพระราชอุตสาหะวิริยะ และพระราชปณิธานเฉกเช่นเดียวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือความผาสุกของประชาชนและความก้าวหน้าของประเทศชาติ รวมทั้งพระราชจริยวัตรอันงดงาม กอปรกับพระปรีชาสามารถ อันเป็นที่ประจักษ์แจ้งทั้งในหมู่พสกนิกรชาวไทย และพระเกียรติคุณปรากฏขจรขจายไปทั่วโลก

นอกเหนือจากทรงเป็น ‘สมเด็จพระราชินี’ ผู้ประเสริฐแล้ว ยังทรงเป็น ‘แม่ของแผ่นดิน’ เปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย

เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ ๗๕ พรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในวันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๐ นี้ กองบรรณาธิการธรรมลีลา ขออัญเชิญส่วนหนึ่งของพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสของพระองค์ที่ได้พระราชทานไว้เนื่องในวาระและโอกาสต่างๆ เพื่อเป็นข้อคิดและคติเตือนใจให้ทุกคนมุ่งมั่นทำแต่ความดี เพื่อเป็นคนดีของแผ่นดินสืบไป

Image

ศาสนา

“...คนไทยมีจิตใจโอบอ้อมอารี มิได้มีความรังเกียจเดียดฉันท์บุคคลต่างศาสนา ดังจะเห็นได้จากการที่ประเทศไทยเรามีวัด มีมัสยิด และโบสถ์คริสต์ กระจายอยู่ทั่วทุกแห่ง บางแห่งวัดและมัสยิดก็อยู่ใกล้กัน...”

“...ศาสนาทุกศาสนามุ่งสอนให้คนประพฤติดี ให้ตั้งอยู่ในสุจริตธรรม ศาสนาเป็นที่พึ่งตลอดไปของมนุษย์ ทั้งในยามสุขและในยามทุกข์ ช่วยเตือนสติเราไม่ให้ประมาทหลงระเริงในยามยินดีมีความสุข ช่วยเราไม่ให้หมดสติ รู้สึกเคว้งคว้างในยามมีทุกข์...”

“...หนุ่มสาวที่ยังไม่เจนต่อวิถีชีวิตอันยุ่งยากในโลก พากันละทิ้งศาสนา โดยอ้างว่าที่ไม่นับถือศาสนา ก็เพราะศาสนาเป็นของล้าสมัย ไม่ก้าวหน้าไปกับโลกวิทยาศาสตร์ที่กำลังเจริญอยู่ เขาหารู้ไม่ว่า เยาวชนควรยึดถือความเจริญ ทั้งทางโลกวัตถุ และหลักปฏิบัติทางศาสนาควบคู่กันไป...”

“...ปัจจุบันนี้ในต่างประเทศทั่วโลก เด็กหนุ่มสาวเห็นว่า ศาสนาซึ่งมีมาตั้งแต่โบราณกาลนั้นเป็นของล้าสมัย จึงพากันละทิ้งเสีย เมื่อต้องประสบกับความผิดหวังก็หันเข้าหายาเสพติดเป็นที่พึ่ง เพื่อให้ลืมความทุกข์ชั่วขณะ แต่หารู้ไม่ว่ายาเสพติดนั้นหากใช้อยู่เสมอจะลดความเป็นมนุษย์ลงทุกที...”

“...เมืองไทยเราที่สงบสุขมาได้ทุกวันนี้ ก็เพราะเรามีพุทธศาสนา มีพระรัตนตรัยเป็นหลัก ให้คนเคารพนับถือและปฏิบัติตาม จึงมีผู้ที่มีธรรมและปฏิบัติธรรมอยู่เป็นส่วนมาก แม้ในเรื่องศาสนาอื่นๆ เมืองไทย เราก็ไม่มีการกีดกัน เพราะคนไทยมีคุณธรรมคือ เมตตา กรุณา เป็นหลักประจำใจ...”

“...ไทยเรามีของดีประจำชาติที่จะยึดเหนี่ยวจิตใจอยู่แล้ว คือ พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ขอให้พวกเราเริ่มสนใจพิจารณาในคำสอนอันวิเศษสุดขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้มากขึ้น เพื่อประเทศเราจะได้เป็นประเทศที่มีสันติสุขอย่างแท้จริง...”

Image

ศีลธรรม-จริยธรรม

“...ส่วนใหญ่ให้ความสนใจในความเจริญทางด้านวัตถุอย่างเดียว น่าเสียดายที่พากันละเลยลืมสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง คือ การกวดขันอบรมด้านศีลธรรม อันหมายถึงการปลูกฝังความประพฤติที่ดีงาม ให้คนมีจิตใจเมตตา อารี ซื่อสัตย์ สุจริต...”

“...การให้การศึกษาที่ครบถ้วน ทั้งด้านศีลธรรมจรรยา วิชาสามัญและวิชาชีพนั้น เป็นการปูพื้นฐานอย่างสำคัญในการพัฒนาคนให้เป็นคนดี มีความสามารถ ซึ่งจะเป็นกำลังในการสร้างความเจริญมั่นคงของบ้านเมืองต่อไปในวันข้างหน้า...”

“...การที่คนเราได้รับการศึกษาที่ดีที่ครบถ้วน ทั้งหลักวิชาและหลักธรรมนั้น มีความสำคัญมาก เพราะทั้งสองสิ่งนี้เป็นรากฐาน และปัจจัยส่งเสริมให้คนเราสามารถพัฒนาตนเองและส่วนรวมได้อย่างแท้จริง...”

“...เมื่อคนเรามีวิชาความรู้ พร้อมทั้งศีลธรรมจรรยาอันดีงาม ย่อมสามารถทำงานหาเลี้ยงชีพและดำรงชีวิตอยู่ได้โดยสวัสดีและมั่นคง และผู้ที่ตั้งตัวได้เช่นนี้ ย่อมสามารถสร้างฐานะและความอยู่ดีมีสุขให้แก่ตัวและครอบครัว...”

“...บุคคลแม้จะเป็นผู้ที่ขาดความมั่นคงทางวัตถุ แต่ร่ำรวยยิ่งในด้านคุณธรรม มีความรักและห่วงใยในเพื่อนมนุษย์ จึงนับว่าเป็นผู้ที่พระพุทธศาสนายกย่องแล้วว่าเจริญแท้...”

Image

ความเมตตา

“...ศาสนาพุทธสอนเราไม่ให้เบียดเบียนผู้อื่น แต่ให้มีความเมตตากรุณา ฉะนั้น เราควรเห็นอกเห็นใจ อดทนต่อความนึกคิดของผู้อื่น แม้ว่าจะขัดต่อความนึกคิดของเราก็ตาม ไม่ยึดแต่ความคิดของตนเองเป็นที่ตั้ง กระทำตนให้เป็นผู้ที่มีความคิดแตกฉาน ดังที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ว่า ให้อยู่อย่างฉลาด ด้วยปัญญา...”

“...ชุมชนใดที่มนุษย์รู้จักแผ่เมตตาต่อกัน ชุมชนนั้นเป็น แหล่งที่เจริญ ถ้าราษฎรของชาติมุ่งประกอบกรรมดี เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน รู้จักรับผิดชอบในสังคมใหญ่ ก็นับได้ว่า ชาตินั้นเจริญแล้ว และจะก้าวหน้าสืบไป สันติภาพอันแท้จริงจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อมนุษย์เรามีความอิ่มทางจิตใจจากการสร้างแต่ความดี...”

“...ในโลกปัจจุบัน เราจะมีความสุขแต่ลำพังโดยไม่คำนึง ถึงความเดือดร้อนของคนอีกหลายคนที่แวดล้อมเราอยู่นั้นไม่ได้ ผู้มีความเมตตาจิตหวังประโยชน์ส่วนรวม ย่อมรู้จักแบ่งปันความสุขเพื่อผู้อื่นและพร้อมที่จะช่วยบรรเทาความทุกข์ของผู้อื่น ตามกำลังและโอกาสเสมอ...”

“...ถ้าไม่มีการแผ่เมตตาหรือการให้กันแล้ว โลกนี้จะไปไม่รอด คงจะถึงซึ่งวิกฤตอย่างแน่นอน เพราะมนุษย์วันนี้ยุ่งกับการหาผลประโยชน์ใส่ตน จนไม่มีเวลาจะนึกถึงคนอื่น...”

“...การแผ่เมตตา อันเป็นพุทธโอวาทส่วนหนึ่ง เป็นสิ่งสำคัญที่สุดและเหมาะเป็นหลักปฏิบัติสำหรับโลกปัจจุบันนี้ ซึ่งขณะนี้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นจากการแก่งแย่งการทำมาหากิน เพราะจำนวนประชากรของโลกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การอยู่รอด ในโลกนี้จึงยากเต็มที ยิ่งวิทยาศาสตร์ก้าวหน้า การคมนาคมรวดเร็วขึ้น การรุกรานเบียดเบียกซึ่งกันและกันก็เป็นสิ่งที่ทำง่ายยิ่งขึ้น...”

“...การแผ่เมตตาทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น ย่อมทำให้เกิดความเจริญและสันติสุข ชุมชนใดที่มนุษย์รู้จักแผ่เมตตาต่อกัน ชุมชนนั้นเป็นแหล่งที่เจริญ เพราะการสร้างแต่ความดี และประกอบแต่กรรมดีจะเป็นหลักในการสร้างสันติภาพอันถาวรยั่งยืน และโลกจะบรรลุถึงความสงบที่ใฝ่หากัน...”

“...โลกมนุษย์เรานี้ มีทางเดียวที่จะยืนยาวต่อไปโดยไม่เกิดกลียุค ก็ด้วยการรู้จักให้หรือการแผ่เมตตา ต่อบุคคลที่มีความทุกข์ยากมากกว่าเรา ถ้าไม่มีการแผ่เมตตาหรือการให้กันแล้ว โลกนี้จะไปไม่รอด คงจะถึงซึ่งวิกฤตอย่างแน่นอนเพราะมนุษย์วันนี้ยุ่งกับการหาผลประโยชน์ใส่ตน จนไม่มีเวลาจะนึกถึงคนอื่น...”

“...การแผ่เมตตาให้ผู้อื่นนั้น วิธีสำคัญได้แก่พยายามทักท้วง ห้ามปราม ยับยั้ง ขัดขวางไม่ให้เขาทำผิดทำชั่ว เพื่อป้องกันเขาไว้มิให้ต้องได้รับผลร้ายของการกระทำชั่วนั้น แม้จะทำให้เขาไม่พอใจหรือขัดเคืองเพียงใดก็ต้องทำ เพราะการตามใจหรือปล่อยปละละเลยผู้กระทำผิด ให้กระทำผิดอยู่เรื่อยๆ มิใช่เป็นการเมตตาต่อเขา...”

“...เหตุการณ์ร้ายแรงต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั่วทุกแห่งในโลกทุกวันนี้ ส่อแสดงว่าคนเป็นส่วนใหญ่ขาดหรือแร้นแค้นเมตตาธรรมในจิตใจหรือมิฉะนั้นก็ไม่เข้าใจในเมตตาธรรมอย่างแท้จริง...”

“...การแผ่เมตตาอันเป็นพระพุทธโอวาทส่วนหนึ่ง เป็นสิ่งสำคัญที่สุด และเหมาะเป็นหลักปฏิบัติสำหรับโลกปัจจุบันนี้ ซึ่งขณะนี้ทวีความรุนแรงเกิดขึ้นจากการแก่งแย่ง การทำมาหากิน เพราะจำนวนประชากรของโลกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การอยู่รอดในโลกนี้จึงยากเต็มที...”

Image

เสียสละ

“...การที่คิดเสียสละโดยไม่หวังผลตอบแทน เป็นธรรมทานมีค่าสูงยิ่งทางจิตใจ และนับเป็นตัวอย่างอันประเสริฐ ซึ่งอนุชนรุ่นหลังพึงถือเป็นแบบฉบับได้ ชาติใดประกอบด้วย พลเมืองผู้นึกถึงประโยชน์ส่วนรวมยิ่งกว่าประโยชน์ส่วนตัวเช่นนี้เป็นส่วนใหญ่แล้ว ยิ่งจะเจริญก้าวหน้าตลอดไป...”

“...การเสียสละเพราะเมตตาผู้อื่นซึ่งไม่รู้จักมักคุ้นกัน แปลว่าผู้เสียสละนั้นมีใจเจริญ คนที่มีใจเจริญนี้แหละจะช่วยให้ชาวโลกอยู่กันได้ด้วยดีและมีความผาสุก ถ้าคนส่วนรวมอยู่กันได้ด้วยความสุข ก็เท่ากับเป็นผลสะท้อนส่งให้ชีวิตส่วนตัวของแต่ละคนที่เสียสละนั้นดีตามไปด้วย...”

Image

ปัญญา

“...ปัญญา เปรียบเสมือนแก้วอันมีค่าประจำตัวมนุษย์ที่สมบูรณ์ ปัญญาเกิดได้จากการฟังครูสอน ได้อ่านประกอบ แล้วนำมาคิดพิจารณาให้ถี่ถ้วนตามคำพระท่านว่า ปัญญาย่อมเกิดเพราะการฝึกฝน ผู้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แล้ว จะทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคมได้ก็โดยใช้ปัญญาเพ่งพิจารณาว่าอะไรเป็นประโยชน์และไม่เป็นภัยแก่ตนเองและแก่สังคม...”

“...สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นอัจฉริยะบุคคลทรงรู้แจ้งเห็นจริงในสภาพธรรมทั้งปวง แล้วทรงรู้ดีว่ามนุษย์ทุกคนเป็นไปตามกรรมที่กระทำไว้ จึงเกิดมามีสติปัญญากันหลายระดับไม่เหมือนกัน เมื่อคนเหล่านั้นเกิดมีความทุกข์ก็ทรงแนะนำให้บำบัดทุกข์ด้วยวิธีต่างๆ กัน ตามภูมิปัญญาของแต่ละคน...”

“...ผู้สำคัญตนว่ามีความฉลาดสามารถเป็นเลิศอยู่เสมอนั้น มักพาตัวไม่รอด เพราะความสำคัญตนเช่นนั้น จะปิดบังโอกาสที่จะขวนขวาย หรือได้มาซึ่งปัญญาที่สูงขึ้นไปตัวอย่างก็มีปรากฏในประวัติการณ์ของโลกมาแล้วมากมาย ที่ผู้มีปัญญาความสามารถและอำนาจต้องพ่ายแพ้ล่มจมไป...”

Image

บารมี

“...การสะสมและสร้างคุณงามความดีนี่แหละที่เรียกว่า การสร้างบารมี เป็นความดีอย่างหนึ่งในเมืองเรา ที่มีคนใจคอเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน ทำประโยชน์ให้ผู้อื่น รู้จักเหลียวแลดูรอบๆ ตัวเรา ถ้าหากมีแต่ความทุกข์ เราผู้เดียวจะมีความสุขได้อย่างไร จึงควรช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ทำให้ส่วนรวมคือชาติบ้านเมืองสงบและร่มเย็นเป็นสุข...”

“...เรื่องที่น่าคิดอยู่ไม่น้อยว่า เหตุใดเมืองไทยของเราจึงรอดพ้นจากอันตรายร้ายแรงมาแล้วหลายครั้ง อาจกล้าตอบได้ว่าเพราะในบ้านเมืองของเรายังมีคนดี ที่สร้างสมความดีอยู่เป็นจำนวนมาก หมายความว่าคนไทยทั้งชาติ ยังนิยมที่จะประกอบกุศลกรรมความดี บารมีของคนดีเหล่านั้นจึงยังสนับสนุนให้ผืนแผ่นดินนี้ เป็นดินแดนสงบร่มเย็นอยู่ได้...”

“...ทุกศาสนาล้วนสอนให้เราแผ่เมตตาแก่กันและกัน ให้ประพฤติปฏิบัติแต่ความดี และสั่งสมความดีไว้เพื่อช่วยตนช่วยผู้อื่น ความดีต่างๆ ที่สั่งสมไว้ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่าบารมี บารมีหรือคุณความดีนี้ ทุกคนมีโอกาสทั่วกันที่จะแสวงหาและสั่งสม...”

“...อันบารมีนั้นเป็นเกราะป้องกันตัวอย่างประเสริฐ ผู้ใด ตั้งใจสร้างสรรค์ความดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน มุ่งหน้าแต่จะช่วยเหลือผู้อื่นเรื่อยไปฝ่ายเดียวโดยไม่สนใจว่าจะมีใครรู้ ใครเห็น ใครชมหรือไม่ ย่อมเป็นผู้ที่น่าสรรเสริญอย่างยิ่ง...”

Image

การให้

“...มนุษย์เรานี้ควรจะมีการให้ต่อกันบ้าง อย่างน้อยก็ให้เวลาสดับตรับฟังความทุกข์ของผู้อื่น ไม่ใช่จะงกๆ เงิ่นๆ ละโมภหาแต่ความสุข กอบโกยหาโชคลาภสู่ตนเองโดยไม่นึกถึงผู้อื่น เมื่อเราไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือซึ่งกันและกันแล้ว เราจะมีความสุขยั่งยืนได้อย่างไร...”

“...พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รับสั่งกับข้าพเจ้าเสมอว่า ไม่มีที่ไหนเหมือนแล้วเมืองไทย ที่คนไม่ว่าจะยากจนเพียงไร ยังเบิกบานชุ่มชื่นในการให้ ข้าพเจ้าเชื่อว่านี่คือมรดกอันประเสริฐที่คนไทยเราได้รับตกทอดกันมาหลายร้อยปี เราเป็นแผ่นดินแห่งพระบวรพุทธศาสนา อบรมสั่งสอนกันมานานให้รู้จักทำบุญด้วยการให้...”

“...คำว่า ให้ นี้ ไม่ได้หมายถึงว่า ให้ทางวัตถุ หมายถึงให้โอกาสผู้อื่นแสดงความคิดเห็นของเขา ด้วยการอดกลั้นต่อความรู้สึกของเขา จะเห็นได้ว่าแม้นับถือศาสนาต่างกัน เรายังอยู่ร่วมกันมาได้อย่างร่มเย็นเป็นสุข ตามประวัติศาสตร์ของไทยเราไม่เคยมีบันทึกไว้ว่า เกิดการรบพุ่งทางศาสนามาเลย...”

Image

กตัญญูกตเวที

“...คนเรานี่ถ้าเผื่อรักษาจิตที่มุ่งมั่นที่จะดำรงความกตัญญูกตเวทีต่อชาติบ้านเมือง ต่อแผ่นดิน นั่นแหละเป็นของดี เป็นของยั่งยืนนาน แม้ร่างกายจะชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา แต่ความปรารถนาดีที่มีต่อคนส่วนรวมและต่อประเทศชาตินั้นจะดำรงอยู่...”

“...ขอให้ทุกๆ ท่าน จงมีจิตใจมุ่งมั่นที่จะตอบแทนพระคุณแผ่นดิน ให้สมกับที่บรรพบุรุษของเราได้รักษาแผ่นดินผืนนี้ไว้ ให้เป็นมรดกตกทอดมาถึงพวกเราทุกคน...”

“...พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน รับสั่งว่า เราต้องตอบแทนความรักของประชาชน ด้วยการกระทำมากกว่าพูด ทำทุกสิ่งทุกอย่างที่จะบำบัดความทุกข์ของเขา เพราะเขาเป็นหลักพึ่งพาของพระมหากษัตริย์ตลอดมา ประชาชนเป็นมิตรของพระมหากษัตริย์...”

Image

บำเพ็ญประโยชน์

“...คนเรานี่การเกิดแก่เจ็บตาย เป็นธรรมดาของสัตว์ โลกถ้วนหน้า แต่ว่าชีวิตนี่เกิดมาทั้งทีให้ใช้ชีวิตให้ดีที่สุด หมายความถึงเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นที่สุด และก็มีความกล้าหาญที่จะทำงานทุกอย่างอย่างภาคภูมิใจ ไม่สนใจกับคำติฉินนินทาใดๆ...”

“...คำว่า มนุษย์ นั้นต่างกับ คน อยู่มาก คือ คน หมาย ความว่าเป็นสัตว์โลกประเภทหนึ่ง แต่มนุษย์ หมายถึงคนที่มีจิตใจสูง คือมีอุดมคติ เป็นสุภาพชน ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ทำงานเพื่อประโยชน์ของสังคม มีความรักที่กว้างขวาง คือรักผลประโยชน์ส่วนรวม ไม่รักแต่ผลประโยชน์ของตนและพวกพ้อง...”

“...การดำเนินปฏิบัติงานตามหน้าที่ให้ดีที่สุดนั้นเป็นการถูกต้อง แต่ถ้ามีงานอื่นนอกหน้าที่ที่สมควรจะทำด้วย ก็ต้องทำ จะนึกว่าไม่ใช่ธุระ ไม่ใช่หน้าที่นั้น ไม่สมควรอย่างยิ่ง ทุกคนทุกฝ่ายชอบที่จะบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ทั้ง โดยหน้าที่ และโดยความรู้จักรับผิดชอบต่อส่วนรวมและประเทศชาติ ตามโอกาสและความเหมาะสม ไม่ควรเกี่ยงงอน กันเป็นอันขาด...”

“...การบำเพ็ญประโยชน์ที่แท้จริง คือการทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของหน้าที่ ทำเพื่อมุ่งผลของงาน ทำด้วยจิตใจหวังดีต่อมนุษย์โลก ทำโดยไม่คิดว่าผลประโยชน์นั้นจะมาสู่ตัวเรา ทำเพื่อประโยชน์ของหน้าที่และเพื่อผู้อื่น...”

Image

ป่าและน้ำ

“...ป่าเป็นจักรกลสำคัญในการผลิตน้ำฝน ต้นไม้จะรักษาน้ำไว้ในแผ่นดิน ต้นไม้จะรักษาน้ำไว้ในราก ลำต้น และใบ การทำลายป่ามากขึ้นจะทำให้ฤดูฝนสั้นลงและฝนไม่ตกตามฤดู และการที่ปล่อยให้มีการทำลายป่าต่อไปเรื่อยๆ ความชื้นในอากาศก็จะหมดไป แผ่นดินจะแห้ง แล้วไม่มีต้นไม้ที่จะเก็บน้ำไว้ น้ำใต้ดินก็จะไม่เหลือ ฉะนั้น จึงจำเป็นต้องรักษาป่าไว้เป็นแหล่งน้ำที่จะเลี้ยงคนทั้งประเทศ ทั้งในปัจจุบันและต่อไปยังลูกหลานของเราในอนาคตด้วย...”

“...ท่านทั้งหลายย่อมทราบดีว่า มนุษย์ต้องอาศัยน้ำมาตั้งแต่ในครรภ์มารดาจนสิ้นอายุขัย เราต้องมีน้ำหล่อเลี้ยงร่างกาย มีน้ำใช้ในชีวิตประจำวันทำประโยชน์ต่างๆ ไปจนถึงทำการเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม น้ำจึงมีความสำคัญที่สุดต่อมนุษย์...”

“...ประเทศไทยของเรามีป่าเป็นต้นน้ำลำธารเพียงแหล่งเดียว เราไม่มีภูเขาสูงซึ่งมีหิมะมาปกคลุมและละลายไหลลงมาเป็นแม่น้ำลำธาร เราได้อาศัยป่าเก็บกักน้ำไว้ให้เรา ทั้งยังเป็นแหล่งความรู้ เป็นคลังแห่งสมุนไพร ที่เราจะใช้ค้นคว้าหาประโยชน์ได้อีกมาก...”

“...ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาลนั้น ความจริงเป็นฝีมือมนุษย์นั่นเอง เพราะฉะนั้นถ้าเราจะให้สภาพธรรมชาติกลับคืนมาเหมือนเดิม มีแม่น้ำลำธารมีน้ำจืด ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดต่อชีวิตมนุษย์และการพัฒนาประเทศชาติ พวกเราต้องเข้าใจและช่วยกันรักษาป่า เพื่อเราจะได้มีอนาคตและความหวังร่วมกัน...”

“...ข้าพเจ้าเห็นประชาชนกระตือรือร้นที่จะช่วยกันปลูกป่าแล้วทำให้ปลื้มใจเหลือเกิน มีความหวังว่าป่าเมืองไทยจะกลับมาเขียวขจีเหมือนเดิม และป่าต่างๆ เหล่านี้จะผลิตน้ำให้เพิ่มขึ้น และปัญหาเกี่ยวกับน้ำทั้งหลายก็คงลดลง...”

“...การที่ข้าพเจ้าเตือนให้คนไทยรักษาป่า ไม่ใช่จะเห็นป่าสำคัญกว่าคน แต่ให้รักษาป่าไว้สำหรับเก็บน้ำจืดไว้เพื่อคน เพราะน้ำมีความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์ ข้าพเจ้าจึงขอวิงวอนให้คนไทยช่วยกันรักษาป่า ซึ่งเป็นแหล่งน้ำเพียงแหล่งเดียวของประเทศไทยไว้ให้ดี...”

Image


จากหนังสือพิมพ์ธรรมลีลา ฉบับที่ 81 ส.ค. 50 โดย กองบรรณาธิการ
ผู้จัดการออนไลน์ 2 สิงหาคม 2550 13:28 น.
 

_________________
-- การให้ธรรมเป็นทาน ชนะการให้ทั้งปวง --
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวส่ง Emailชมเว็บส่วนตัว
dogky
บัวผลิหน่อ
บัวผลิหน่อ


เข้าร่วม: 23 มิ.ย. 2007
ตอบ: 8

ตอบตอบเมื่อ: 03 ส.ค. 2007, 9:48 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

^^ สู้ สู้
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัว
admin
บัวทอง
บัวทอง


เข้าร่วม: 15 ธ.ค. 2004
ตอบ: 1888

ตอบตอบเมื่อ: 04 ส.ค. 2007, 8:13 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

Image

แม่

พระราชภารกิจของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในฐานะทรงเป็น “สมเด็จแม่” ผู้ประเสริฐของพระราชโอรส และพระราชธิดาทุกพระองค์นั้น ถือเป็นแบบอย่างอันดีงามสำหรับสตรีไทยในการอบรมเลี้ยงดูบุตรธิดาของตน

ทั้งนี้ทรงมีพระบรมราโชวาทในพิธีเปิดงานฉลองปีสตรีระหว่างประเทศ เมื่อปี ๒๕๑๘ ความว่า “...หน้าที่สำคัญที่สุดของสตรีคือ การเป็นแม่ อบรมลูกให้มีสุขภาพกายและสุขภาพจิต สมบูรณ์ เพราะเยาวชนคือขุมพลังอันมีค่า ถ้าประชาชนมีจิตใจสูง เข้มแข็ง เสียสละ รู้จักประโยชน์ส่วนรวมแล้ว ประเทศชาติจึงจะก้าวหน้าไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้...”

เนื่องในโอกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ วันที่ 12 สิงหาคม และเป็น “วันแม่แห่งชาติ” กองบรรณาธรรมลีลา ขออัญเชิญพระราชนิพนธ์ส่วนหนึ่งของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ได้ทรงกล่าวถึง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ผู้ทรงเป็น “แม่” ที่เปี่ยมล้นคุณธรรม

ในพระราชนิพนธ์เรื่อง “แม่” จากวารสารชุมนุมจุฬา ๑๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๒๐ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ได้พระราชนิพนธ์ไว้ ดังนี้

“ในบรรดาคำพูดของมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นชาติใดภาษาใด คำว่า “แม่” ดูจะเป็นคำศักดิ์สิทธิ์ ที่มีมนต์ขลัง มีความหมายกินใจอย่างลึกลับและลึกซึ้งมากที่สุด เพราะอะไร ? ทุกคนย่อมมี “แม่” ผู้ให้กำเนิดเป็นเพื่อนเราคนแรกในโลกทีเดียว

องค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็น “ครู” ที่เราเคารพและยึดมั่นในพระปัญญาคุณ พระกรุณาธิคุณ และพระบริสุทธิคุณ แม้ว่าท่านจะเสียพระพุทธมารดาตั้งแต่ประสูติได้ ๗ วัน ท่านคงจะมีความรู้สึกเกี่ยวกับแม่ไม่ต่างจากบุคคลอื่น สังเกตได้จากคำสอนในพุทธศาสนาที่เกี่ยวกับแม่ทั่วๆ ไปที่จะยกขึ้นมา ก่อนที่จะกล่าวถึงแม่ “แม่” ของข้าพเจ้าคนเดียว

Image

พระพุทธองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนาเกี่ยวกับแม่ไว้หลายครั้ง บ้างก็เอ่ยถึงพ่อแม่ควบกันไป บ้างก็เอ่ยเฉพาะแม่โดดๆ เช่น

ในโสณนนทชาตก มีคาถาที่กล่าวไว้ว่า

สุหทา มาตา มารดาเป็นผู้ใจดี

ชยนฺตี มาตา มารดาเป็นผู้ให้เกิด

โปเสนฺตี มาตา มารดาเป็นผู้เลี้ยงดู

โคเปนฺตี มาตา มารดาเป็นผู้คุ้มครองรักษา

วิหญฺญนฺติ มาตา มารดาเป็นผู้เดือดร้อนเป็นห่วงเป็นใย

อนุกมฺปกา ปติฎฐา จ ปุพฺเพ รสทที จโน มคฺโค สคฺคสฺส โลกสฺส มารดาเป็นผู้เอ็นดู เป็นที่พึ่ง เป็นผู้ให้รส (น้ำนม) มาก่อน เป็นทางแห่งโลกสวรรค์

ในสคาถวคฺด มีว่า

มาตา มิตฺตํ สเก ฆเร มารดา เป็นมิตรในเรือนของตน

ในสพฺรหฺมสุตฺต มีว่า

พฺรหฺมาติ ภิกฺขเว มาตาปิตูนเมตํ อธิวจนํ ภิกษุทั้งหลาย คำว่า พรหมนี้เป็นชื่อของมารดาบิดา

ปุพฺพเทวาติ ภิกฺขเว มาตาปิตูนเมตํ อธิวจนํ ภิกษุทั้งหลาย คำว่า บุพพเทพเป็นชื่อของมารดาบิดา

ปุพฺพาจริยาติ ภิกฺขเว มาตาปิตูนเมตํ อธิวจนํ ภิกษุทั้งหลาย คำว่าบุพพาจารย์เป็นชื่อของมารดาบิดา

จริงอยู่ ข้าพเจ้ามีแม่ที่มีคุณธรรมตรงกับพุทธภาษิตที่ยกขึ้นข้างต้นทุกประการ แต่ท่านมีตำแหน่งเป็นสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งหมายความว่า ท่านเป็น “แม่” ของคนทั้งชาติ แล้วก็เป็นแม่ “ส่วนตัว” ของข้าพเจ้าด้วย ทำให้เขียนเรื่องยากขึ้นอีก ทางที่ดีก็เลือกลักษณะอะไรเด่นๆ มาพูดสักอย่างเดียว คิดดูแล้วตกลงว่าจะเขียนถึงท่านในแง่เป็นบุพพาจารย์หรือเป็นครูคนแรก

คุณยายเล่าให้ฟังเสมอว่า ตั้งแต่ทรงพระเยาว์ สมเด็จแม่กับน้า โปรดปรานการเล่นครูนักเรียนกับเด็กที่บ้าน โดยท่านจะเป็นครูและให้เด็กคนอื่นเป็นนักเรียน สมเด็จแม่ทรงมีวิธี การสอนหนังสือที่ดีอยู่แล้ว เด็กๆ ทั้งหลายจึงชอบเป็นลูกศิษย์ท่านกัน จนกระทั่งน้าร้องไห้เพราะไม่มีใครไปโรงเรียนของน้า ร้อนถึงคุณยายต้องมาเป็นตระลาการตัดสินคดีให้ แบ่งเด็ก ไปเข้าโรงเรียนของน้าบ้าง เมื่อการเป็นเช่นนี้ ก็ไม่เป็นการยากสำหรับท่านเลยในการที่จะสั่งสอนและสอนหนังสือลูกๆ ด้วยพระองค์เอง ตอนเล็กๆท่านสอนให้พับกระดาษ เขียนรูปและทำการฝีมือต่างๆ โดยถือแนวว่าคนเราไม่ควรปล่อยเวลาว่างผ่านไปโดยไร้ประโยชน์ ถ้าเรานั่งดู ที.วี. วันเสาร์อาทิตย์เฉยๆ โดยมือไม้ไม่ได้ทำอะไรให้เป็นประโยชน์เป็นโดนกริ้ว

Image

ตอนบ่ายๆ ท่านไล่ให้ลงไปวิ่งเล่นข้างล่าง เพราะเด็กๆ ควรได้อากาศบริสุทธิ์ โตขึ้นท่านจะให้มีหน้าที่ดูแลสนาม ถอนหญ้าแห้วหมู และคอยตัดหญ้ากับต้นข่อยที่ดัดเป็นรูปต่างๆ เป็นการออกกำลังกายที่เป็นประโยชน์ พอค่ำลงเราก็ขึ้นมารับประทานอาหาร ตอนอาหารนี้ถ้าว่างพระราชกิจ สมเด็จแม่มักจะอยู่ด้วย ประการแรกท่านจะได้ดูว่ารับประทานที่มีคุณค่าทางอาหารพอหรือไม่ ประการที่สอง ดูมารยาทโต๊ะ และประการที่สาม เป็นข้อที่พี่น้องทุกคนรวมทั้งพี่เลี้ยงชอบที่สุด คือท่านจะเลือกหนังสือดีๆ สนุกๆ มาเล่าให้ฟัง

หนังสือที่ท่านเอามาเล่าบางทีก็เป็นนิทานธรรมดาๆ หรือนิทานเรื่องชาดกในพุทธศาสนา บางทีก็เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ ประวัติบุคคลสำคัญ และความรู้รอบตัวอื่นๆ บางครั้งเป็นข่าวจากหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ ตอนหลังๆ นี้ท่านชอบอ่านเป็นภาษาอังกฤษให้เราหัดฟังภาษาด้วย นานๆ ทีก็อาจจะมีการถามปัญหาทวนความจำ ถ้าตอบถูกมักมีรางวัลเงินสด ๑ บาท

เป็นที่ขบขันกันในครอบครัวว่าหนังสือธรรมดาๆ ที่น่าเบื่อที่สุดในโลก พอสมเด็จแม่เล่ามันสนุกตื่นเต้นมีรสมีชาติขึ้นมาทันที ท่านจะเน้นระบายสี หยิบยกจับความที่น่าสนใจขึ้นมาเล่า (ทูลหม่อมพ่อยังโปรดฟัง) ทำให้จำง่ายไม่ต้องท่อง เรื่องนี้มีความลับอย่างหนึ่ง (ที่เปิดเผยได้แล้ว) ว่า บางทีข้าพเจ้าขี้เกียจอ่านหนังสือเพราะเรียนเยอะแยะ ก็อาศัยจำเอาจาก ที่สมเด็จแม่เล่า นำมาวิจารณ์เพิ่มเติม แล้วใช้ตอบข้อสอบ หรือเขียนรายงานส่งครูสบายๆ

เรื่องนิทานของสมเด็จแม่มีเรื่องที่น่าตื่นเต้น คือเรื่องผี แต่ก่อนนี้พี่เลี้ยงไม่ยอมเล่าเรื่องผี พอไปโรงเรียนเพื่อนๆ ก็มาหลอก สมเด็จแม่ท่านว่า ถ้ามานั่งอธิบายว่าผีไม่มี จ้างก็ไม่เชื่อ ท่านจึงสำทับโดยการเล่าเรื่องผีที่น่ากลัวกว่าให้เข็ด

เมื่อตอนเล็กๆ ตั้งแต่เริ่มเรียนประถม ท่านสอนภาษาไทย โดยการให้อ่านวรรณคดีเรื่องยืนโรงสามเรื่องคือ พระอภัยมณี อิเหนา และรามเกียรติ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องอิเหนา ท่านให้ท่องกลอนตอนที่เพราะๆ เช่น ว่าพลางทางชมคณานก โผนผกจับไม้อึงมี่ ฯลฯ คงจะเป็นเพราะได้อ่านกลอนมาแต่เล็กๆ ทำให้ข้าพเจ้าชอบเรียนวรรณคดีไทย ชอบแต่งกลอน

Image

ตอนเด็กๆ ข้าพเจ้าเรียนวิชาภาษาอังกฤษค่อนข้างจะอ่อนและหนีเรียนอยู่เสมอ หลังจากฟังพระบรมราโชวาทของทูล กระหม่อมพ่อเรื่อง “ทำไมคนเราต้องเรียนภาษาอังกฤษ” แล้ว สมเด็จแม่ก็ค่อยๆเริ่มสอนศัพท์อังกฤษให้ท่องให้อ่านหนังสือตามลำดับยากง่าย จนเดี่ยวนี้พอจะส่งภาษาฝรั่งมังฆ้องมังค่าได้ นอกจากจะเรียนหนังสือที่โรงเรียนแล้ว สมเด็จแม่ยังทรงจัดให้ลูกๆ เรียนพิเศษวิชาต่างๆ มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ทั้งภาษา เลข ดนตรี วาดรูป

และแม้ว่าท่านไม่นิยมความฟุ่มเฟือย (ข้าวของทุกอย่างต้องใช้อย่างประหยัด) เรื่องการใช้จ่ายในเรื่องการเล่าเรียน การซื้อหนังสือ ท่านจ่ายอย่างไม่อั้น เพราะวิชาความรู้ทำให้เราสามารถทำงานช่วยคนหมู่มาก ช่วยบ้านเมืองได้ สมบัติใดๆ ย่อมไม่ประเสริฐเท่าการกระทำคุณงามความดีเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น และวิชาความรู้

ตอนระยะหลังมานี้ พระราชกิจมีมากยิ่งขึ้น ตั้งแต่ในด้านการดูแลความเรียบร้อยของสถานที่ เวลามีใครมาเฝ้าฯ จนกระทั่งความเป็นอยู่ของราษฎร เวลาเสด็จออกเยี่ยมราษฎรทูลกระหม่อมพ่อมักจะทรงเป็นผู้แนะนำในทางด้านการชลประทาน การเกษตรเป็นส่วนใหญ่ เมื่อทรงพบคนเจ็บ ทั้งทูลกระหม่อมพ่อและสมเด็จแม่จะทรงให้หมอในขบวนเสด็จตรวจดู ถ้าป่วยมาก โปรดฯ ให้เข้าโรงพยาบาล และให้การศึกษาแก่คนที่อยากเรียนแต่ไม่มีทุน

พระราชดำริที่สำคัญของสมเด็จแม่ในเรื่องของราษฎร คือการสนับสนุนอาชีพนอกจากการทำเกษตรกรรม บางปีการ เพาะปลูกจะไม่ได้ผลดีนัก ด้วยดินฟ้าอากาศไม่อำนวย เกษตรกรต้องเดือดร้อน บ้างก็ต้องทิ้งบ้านช่องไร่นาเข้าหางาน ทำที่อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องเข้ามาทำงานในเมือง ดังนั้นเขาควรจะมีงานทำเพื่อเพิ่มพูนรายได้ สมเด็จแม่ทรงมีพระราชดำริว่า งานอุตสาหกรรมในครัวเรือนเป็นงานที่เหมาะสมมาก คนไทยเราเป็นผู้ที่มีฝีมือในทางการช่าง มีหัวทางศิลปะอยู่แล้วจึงสนับสนุนได้ไม่ยาก ก็โปรดเกล้าฯ สนับสนุนงานที่เหมาะสมกับแต่ละภาค เช่น การทอผ้า การจักสาน การทำตุ๊กตาไทย เป็นต้น

การส่งเสริมนั้นได้ทรงส่งข้าราชบริพารให้เข้าไปติดตามซื้อผลผลิตมาด้วยราคาที่เหมาะสม พระราชทานวัตถุดิบในการผลิตด้วยของที่นำมา เช่น ผ้ามัดหมี่ ก็ทอดพระเนตร ควบคุมคุณภาพ และจ่ายงานให้ผู้ผลิตด้วยพระองค์เอง โปรดการใช้สอยของที่ผลิตในประเทศไทย บางอย่างแม้ว่าจะแพงหน่อยถ้าเรามีสตางค์แล้วก็ควรจะจ่าย เช่น เราตัดเสื้อสักตัว คนที่ทอผ้าก็ได้เงิน แล้วต่อมาเจ้าของร้านตัดเสื้อลูกมือลูกจ้างอีกหลายคนก็ได้ด้วย เป็นการกระจายรายได้และป้องกันปัญหาการว่างงานด้วย

Image

เรื่องอื่นที่สมเด็จแม่พระราชทานพระราชดำริมีอีกหลายเรื่องที่สำคัญๆ คือ การจัดตั้งมูลนิธิสายใจไทย ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือสนองคุณผู้ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อป้องกันประเทศชาติ การจัดละครรักชาติ เป็นต้น

กล่าวโดยสรุปแล้ว ในระยะหลังๆ แม้ว่าข้าพเจ้าจะไม่มีโอกาสได้เรียนภาษาอังกฤษภาษาไทยกับท่านบ่อยอย่างแต่ก่อน แต่ก็ได้ศึกษาเรียนรู้ทัศนคติอันเป็นแนวทางประพฤติปฏิบัติที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตมาก ยังเป็นครูที่ดีทีเดียว

ถึงแม้ว่าสมเด็จแม่จะทรงมีความคิดต่างๆ มากมาย และทรงบ่นเก่งเมื่อพวกเราทำผิด (ซึ่งก็ไม่แปลกอะไร) ก็ทรงมีน้ำ พระทัยกว้างขวางที่จะยอมรับฟังความคิดของลูกๆ จริงอยู่ท่านไม่พอพระทัยถ้าเรา “เถียง” แต่ถ้าเป็นการ “ออกความเห็น” อย่างสุภาพก็ไม่ทรงว่าอะไรจะดีพระทัยเสียอีก ว่าเรารู้จักคิดเหตุผล

เรื่องของแม่มีอยู่มากมายเกินกว่าจะกล่าว นับว่าข้าพเจ้าเป็นผู้โชคดีที่มีทั้งพ่อและแม่ที่เป็นแนวทางให้ยึดถือได้อย่าง ภาคภูมิใจ ที่เขียนเรื่องนี้มิได้ตั้งใจอวดโม้ แต่เป็นเพียงบันทึกความทรงจำเล็กๆ น้อยๆ บางประการเท่านั้น”

นอกจากนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยังทรงเล่าไว้ในหนังสือ “สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี” ว่า เมื่อทรงพระเยาว์ พระเจ้าลูกเธอทุกพระองค์ทรงปฏิบัติตามตารางเวลาที่พระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงวางไว้โดยเคร่งครัด เช่น

“เช้าต้องดูหนังสือ กินข้าวแล้วเดินไปโรงเรียน ตอนบ่ายกลับมาขึ้นเฝ้าฯ ให้ท่านเห็นหน้าเห็นตา บ่ายสองสามโมงออกอากาศ (เดินเล่น) ห้าโมงขึ้นมากินข้าวเย็น...ทุ่มหนึ่งก็เข้านอน”

Image

ขณะเดียวกัน ยังทรงเล่าไว้ในพระราชนิพนธ์เรื่อง “สมเด็จแม่กับการศึกษา” ว่า

“เวลาไหนที่พอจะมีเวลา ไม่มีพระราชกิจ สมเด็จแม่ทรงใช้เวลาไปในการอบรมพวกเราเสมอ การอบรมทรงมีมาตรการ หลายอย่างที่ได้ผล เช่น...เมื่อข้าพเจ้าอาละวาด ก็เสด็จมาอาละวาดให้ดูจนข้าพเจ้างงตะลึง และก็ทรงถามว่า ทำแบบนี้ดี หรือไม่ ถ้าเห็นว่าไม่ดีก็ไม่ควรทำ ข้อนี้ได้ผล เพราะโตขึ้นมา ข้าพเจ้าไม่เคยอาละวาด เอะอะ หรือกระแทกกระทั้นอะไรเลย ไม่ว่าจะโกรธแค่ไหน...การที่ให้พี่น้องรักกันนั้นเป็นเรื่องที่พ่อแม่พยายามที่สุด ถึงจะมีพี่เลี้ยงช่วยเลี้ยง สมเด็จแม่ให้มีพี่เลี้ยงหรือผู้คนรวมๆ กัน ไม่ใช่ว่าเป็นคนของคนโน้นคนนี้ กับข้าพเจ้าท่านก็จะรับสั่งถึงพี่หญิง พี่ชาย และน้องเล็ก เช่น เห็นข้าพเจ้ามีอะไร ท่านจะรับสั่งทันทีว่า ของนี้พี่หญิงคงชอบให้ซื้อส่งไปให้พี่หญิง วีดิโอนี้พี่หญิงต้องชอบแน่ๆ ให้อัดส่งให้พี่หญิงด้วย ความจริงท่านจะส่งพระราชทานเองก็ได้ แต่นี่เป็นการเตือนให้พี่น้องรู้จักคิดถึงกัน พี่ชายกับน้องเล็กไม่ค่อยจะเป็นปัญหานัก เพราะว่าอยู่เมืองไทยก็รวมกันอยู่แล้ว และมีโอกาสได้เจอกันบ่อยๆ...เรื่องการรับผิดชอบตนเอง และความรับผิดชอบในหน้าที่เป็นเรื่องที่ทรงเน้นมาก เมื่อมีหน้าที่อะไรก็ต้องทำอย่างเต็มใจ เช่น เมื่อตอนเด็กๆ ก็โปรดเกล้าฯ ให้ตามเสด็จฯ งานบางงาน เมื่อโตขึ้นก็มีมากขึ้นตามลำดับ ทรงสอนให้รู้จักอดทน และภูมิใจที่ได้ช่วยเหลือ พี่น้องร่วมชาติที่ด้อยโอกาส และมีความละอายใจ ถ้าไม่สามารถปฏิบัติตามหน้าที่ได้”


จากหนังสือพิมพ์ธรรมลีลา ฉบับที่ 81 ส.ค. 50 โดย กองบรรณาธิการ
ผู้จัดการออนไลน์ 3 สิงหาคม 2550 12:38 น.
 

_________________
-- การให้ธรรมเป็นทาน ชนะการให้ทั้งปวง --
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวส่ง Emailชมเว็บส่วนตัว
ปริญญา ไชยา
บัวใต้น้ำ
บัวใต้น้ำ


เข้าร่วม: 18 ก.ค. 2008
ตอบ: 127
ที่อยู่ (จังหวัด): ราชบุรี

ตอบตอบเมื่อ: 12 ส.ค. 2008, 5:31 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

ขออนุโมทนาด้วยนะครับ ผ่านไป 1 ปี ยังไม่ใครตอบกระทู้...
แต่วันนี้เป็นวันแม่ ผมก็จะทำตัวเป็นคนดีของแม่ตลอดไป.....
พระคุณพ่อ-แม่ หาสิ่งใดเทียบไม่ได้...ขอบคุณคุณ admin ที่....
นำมาลงในเวปของเรา...
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวMSN Messenger
แสดงเฉพาะข้อความที่ตอบในระยะเวลา:      
สร้างหัวข้อใหม่ตอบ
 


 ไปที่:   


อ่านหัวข้อถัดไป
อ่านหัวข้อก่อนหน้า
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน
คุณ สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้


 
 
เลือกบอร์ด  • กระดานสนทนา  • สมาธิ  • สติปัฏฐาน  • กฎแห่งกรรม  • นิทานธรรมะ  • หนังสือธรรมะ  • บทความ  • กวีธรรม  • สถานที่ปฏิบัติธรรม  • ข่าวกิจกรรม
นานาสาระ  • วิทยุธรรมะ  • เสียงธรรม  • เสียงสวดมนต์  • ประวัติพระพุทธเจ้า  • ประวัติมหาสาวก  • ประวัติเอตทัคคะ  • ประวัติพระสงฆ์  • ธรรมทาน  • แจ้งปัญหา

จัดทำโดย  กลุ่มเผยแผ่หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา ธรรมจักรดอทเน็ต
เพื่อส่งเสริมคุณธรรม และจริยธรรมในสังคม
เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2546
ติดต่อ webmaster@dhammajak.net
Powered by phpBB © 2001, 2002 phpBB Group :: ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง