Home  • กระดานสนทนา  • สมาธิ  •  สติปัฏฐาน  • กฎแห่งกรรม  • นิทาน  • หนังสือ  •  บทความ  • กวีธรรม  • ข่าวกิจกรรม  • แจ้งปัญหา
คู่มือการใช้คู่มือการใช้  ค้นหาค้นหา   สมัครสมาชิกสมัครสมาชิก   รายชื่อสมาชิกรายชื่อสมาชิก  กลุ่มผู้ใช้กลุ่มผู้ใช้   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว  เช็คข้อความส่วนตัวเช็คข้อความส่วนตัว  เข้าสู่ระบบ(Log in)เข้าสู่ระบบ(Log in)
 
ได้ทำการย้ายไปเว็บบอร์ดแห่งใหม่แล้ว คลิกที่นี่
www.dhammajak.net/forums
15 ตุลาคม 2551
 พระพุทธเจ้าตรัสรู้เป็นแบบเดียวกัน (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน) อ่านหัวข้อถัดไป
อ่านหัวข้อก่อนหน้า
สร้างหัวข้อใหม่ตอบ
ผู้ตั้ง ข้อความ
ปุ๋ย
บัวเงิน
บัวเงิน


เข้าร่วม: 02 มิ.ย. 2004
ตอบ: 1278

ตอบตอบเมื่อ: 07 ธ.ค.2006, 1:54 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

Image

พระพุทธเจ้าตรัสรู้เป็นแบบเดียวกัน
โดย หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด
เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๔



สมณศักดิ์นี้มีมาดั้งเดิมนะ ไม่ใช่มีมาสองสามวันนี้ ก็เอาแบบฉบับประเพณีมาจากพระพุทธเจ้าที่ประทานสมณศักดิ์ให้แก่บรรดาบรรดาพระอสีติมหาสาวก สาวกอรหันต์ ๘๐ องค์ สมณศักดิ์ของพระจึงมีมาตั้งแต่โน้น ไม่ใช่มามีเอาเร็วๆ นี้นะ แต่ต่างกันที่พระพุทธเจ้าประทานสมณศักดิ์ให้แก่พระนั้นเป็นพระอรหันต์ล้วนๆ ๘๐ องค์นี้เป็นพระอรหันต์ล้วนๆ ต่อมาพระอรหันต์ค่อยหมดไป ก็ต้องถือเอาคติตัวอย่างหรือประเพณีอันดีงามมา การตั้งสมณศักดิ์นี้ก็เพื่อจะเทิดเกียรติยศเกียรติศักดิ์ ให้มีแก่จิตแก่ใจในการปฏิบัติศีลธรรมแล้วทำประโยชน์ให้แก่โลก ความหมายว่าอย่างนั้นนะ

คือการตั้งยศถาบรรดาศักดิ์ตลอดสมณศักดิ์ของพระ ก็มีความมุ่งหวังอย่างนั้น ชมเชยสรรเสริญให้มีกำลังใจ เพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อตนเองและส่วนรวม ท่านหมายอย่างนั้นนะ ในครั้งพุทธกาลที่ตั้งนี้พระสาวก ๘๐ องค์ พระพุทธเจ้าทรงประทานสมณศักดิ์เองแก่พระอรหันต์ ก็เป็นการเชิดชูเกียรติยศของท่านที่ทรงคุณธรรมอันสูงสุดไว้ และเพื่อโลกทั้งหลายได้กราบไหว้บูชาเทิดทูนเป็นขวัญตาขวัญใจตลอดมา ที่เราทั้งหลายได้กล่าวอ้างถึงท่านว่า สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ นั้น คือท่านเหล่านี้แหละ

สำหรับพุทธศาสนาพระพุทธเจ้าของเราก็เคยได้พูด นี้เราพูดเอาอรรถเอาธรรมออกมาพูด เราไม่ได้พูดเพื่อกระทบกระแทกแดกดัน ยกยอเหยียบย่ำใครทั้งนั้น ซึ่งเป็นเรื่องของกิเลสล้วนๆ ไม่นำมาใช้ในวงธรรม มีแต่ธรรมล้วนๆ พูดอย่างตรงไปตรงมา อย่างพุทธศาสนาของเรานี้ พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ครองความบริสุทธิ์ เป็นศาสดาเอกของโลกด้วยความบริสุทธิ์ในพระทัยคือในใจด้วยกันทุกๆ พระองค์ สักขีพยานของพระพุทธเจ้าก็คือธรรมประกาศสอนโลกให้โลกได้เข้าอกเข้าใจ ละชั่วทำดี จนประจักษ์ในความดีที่เด่นสุดยอดถึงขั้นอรหัตภูมิ อย่างนี้ละพยานแห่งพุทธศาสนาของเราแต่ละพระองค์ๆ ของบรรดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายนะ

พระพุทธเจ้าตรัสรู้นี้เป็นแบบเดียวกัน เป็นสยัมภูด้วยกัน คำว่าสยัมภูนั้นหมายถึงความขวนขวายเองในทางเหตุ โดยไม่ได้รับคำแนะนำจากผู้ใดมาเป็นเครื่องสนับสนุนให้ได้ตรัสรู้ธรรม เป็นเรื่องของพระองค์โดยเฉพาะ เช่น พระพุทธเจ้าของเรา การศึกษาปรารภกับฤๅษีดาบสนี้ท่านก็ศึกษา แต่ไม่ใช่ทางๆ อยู่อย่างนั้น จนพลิกกลับมาก็เป็นเรื่องสยัมภู ทรงขวนขวายเอง สยัมภูในทางเหตุ ได้แก่ทรงขวนขวายเอง แล้วสยัมภูในทางผล คือ ทรงรู้เอง เรียกว่าสยัมภู ความเป็นเองขึ้นมา ความหมายว่าอย่างนั้น เป็นเองขึ้นมา ไม่ต้องไปเสาะแสวงจากผู้ใดในบรรดาอุบายวิธีการแก้กิเลสเพื่อความเป็นพระพุทธเจ้า ถึงขวนขวายกับผู้ใดก็ตามไม่ใช่ทางของศาสดาเสียโดยตรงอย่างนั้นแหละ ต้องหมุนกลับมาเป็นทรงขวนขวายเองถึงตรัสรู้

พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์เป็นสยัมภูทั้งนั้น ไม่ได้ผิดแปลกกัน ว่าไปศึกษากับคนนั้นคนนี้ คนนั้นเป็นอาจารย์ของพระพุทธเจ้าๆ ไม่มี เป็นเอกทุกๆ พระองค์ที่ตรัสรู้ธรรมขึ้นมา ให้พี่น้องทั้งหลายทราบไว้ตามร่องรอยของศาสนาที่เป็นคู่โลกคู่สงสารมา คือ พุทธศาสนา พูดให้ตรงอย่างนี้เลย เอาธรรมออกพูด ไม่มีคำว่ากระทบกระเทือนผู้ใด ความจริงไม่กระเทือนอะไร ต้องเป็นไปตามความจริง พระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้มานี้มากขนาดไหน เวลาได้จ้าขึ้นในหัวใจนี้จึงเป็นเหมือนน้ำมหาสมุทร ฟังเอาซิ น้ำมหาสมุทรมีกี่หยดใครไปนับหยดน้ำมหาสมุทรได้ไหม แต่น้ำมหาสมุทรยังเล็กน้อย ยังมีขอบนะ พระพุทธเจ้านี้เป็นมากี่กัปกี่กัลป์นับไม่ได้เลย เบื้องต้นเบื้องปลายเรานับไม่ได้ แต่เป็นพระพุทธเจ้าแถวเดียวกันหมด ไม่มีผิดเพี้ยนจากกันแม้แต่น้อยเลย นี่เรียกว่าพุทธศาสนา

ที่เราทั้งหลายนับถือนี้ไม่ใช่นับถือมาเฉพาะองค์นี้องค์เดียวนะ มีสืบเนื่องกันมาเรื่อย ต่อไปนี้ก็พระอริยเมตไตรย พระพุทธเจ้ารับสั่งไว้เรียบร้อยแล้ว ในภัทรกัปนี้มีพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ กกุสันโธ โกนาคมโน กัสสโป โคตโม อริยเมตเตยโย ๕ องค์ในภัทรกัปนี้ คือบางกัปก็มีองค์เดียว สององค์ก็มี ถ้าเป็นภัทรกัปแล้วมักจะมีมากอยู่เสมอ ภัทรกัป แปลว่า กัปที่เจริญมากกว่าทุกๆ กัป กัปหนึ่งกัลป์หนึ่งนี้นานเท่าไร นี่ท่านก็ทรงเล็งญาณไปอีกว่า จะมีพระพุทธเจ้ามาอีก ๑๐ พระองค์ต่อจากนี้ไปอีก ต่อจากนั้นพระพุทธเจ้าองค์หลัง พระองค์ต่อมาก็ทำนายไปตามๆ กัน เพราะเล็งญาณทราบอย่างเดียวกันไม่ผิดกันเลย

เท่าที่เราทราบในตำราจริงๆ นั้นก็คือว่า จากพระอริยเมตไตรยนี้ก็ยังจะมีอีกพระพุทธเจ้า ๑๐ พระองค์ แล้วจากนั้นฟังแต่ว่ามีต่อ แต่ไม่เคยกำหนด มีต่อไปเรื่อยๆ อย่างนี้ นี่ละตรัสรู้มาเท่าไร ฟังซิ นานเท่าไร องค์นี้มาตรัสรู้แล้วก็ทรงทำนายไว้ ก็เป็นไปตามนั้นๆ ทุกๆ พระองค์ไม่มีผิด จึงเรียกว่า เอกนามกึ คือ หนึ่งเท่านั้น ไม่มีสองเป็นคู่แข่งเลย จริงอย่างเดียวตรงแน่วเลย

นี่ละแถวแนวแห่งพุทธศาสนาที่พี่น้องชาวไทยเราได้นับถือพุทธศาสนา จึงว่าเกิดมานี้เรียกว่าวาสนามากที่สุด มีวาสนาจริงๆ เกิดมาแล้วได้พบพุทธศาสนา มีความเชื่อความเลื่อมใส ประพฤติปฏิบัติตามพระโอวาทของพระพุทธเจ้า เดินตามรอยพระพุทธเจ้า เท่าที่เราผ่านมาในตำราที่บอกไว้นี้ ยังไม่เคยมีศาสนาใดที่จะเป็นผู้สิ้นกิเลสอย่างพระพุทธเจ้า อันนี้ก็เป็น เอกนามกึ หนึ่งไม่มีสอง คือพระพุทธเจ้าอุบัติแต่ละครั้งๆ นี้มีเพียงพระองค์เดียว เอก องค์เดียว เป็นความจริงอย่างนี้มา

พระพุทธเจ้าอุบัตินี้แล้วต่อไปก็พระอริยเมตไตรยจะมา กว่าจะมานี้ก็เป็น พุทธันดร ระหว่างพระพุทธเจ้ากับพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้นี้ห่างกันมาก อันนี้ว่างอยู่ สัตว์โลกทั้งหลายก็จะเป็นฟืนเป็นไฟในย่านกลางนั้นอีก ต่อจากนั้นพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ก็สืบร่องรอยกันไปเรื่อยๆ ท่านว่า พุทธันดรๆ แปลว่า ระหว่างพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ พุทธะคือระหว่างที่พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ ตรงกลางนี้ท่านเรียกว่าพุทธันดร ท่ามกลาง ต่อจากนั้นยังมีอีกมากนะในตำรา นี่เราพูดมาย่อๆ พอให้เป็นคติแก่พวกเราที่จะพอยึดได้ให้ยึดเอาไปปฏิบัติ

แต่เราอย่าไปคิดคาดศาสนาใดๆ มากยิ่งกว่าพุทธศาสนา นี้เป็นเอกแล้ว อย่าไปคิดคว้ากับศาสนานั้นศาสนานี้จะเป็นเอก เอกไหนอยู่กับมือเราให้คว้าเลยทันที นี่ละเอกนี้เอาก่อน มาถึงมือเราแล้วเอกนี้เป็นเอกของเราแล้ว ไม่ใช่เอกของใคร ให้ถือว่าเป็นเอกของเราแล้ว พระพุทธเจ้าจะมาตรัสรู้ข้างหน้าก็เป็นอย่างเดียวกันนี้ เวลานี้อยู่ในเงื้อมมือเราแล้วให้ยึดให้เกาะให้ติดนะ พุทธศาสนานี้เลิศ เราเอาหัวใจเรายันเลย พูดขนาดนี้ละ จวนจะตายแล้วพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟัง จวนจะตายเท่าไรยิ่งเปิดออกๆ อยากให้มีผู้ถามเรื่องธรรมนี้พูดจริงๆ นะ ที่เทศน์สอนโลกเหล่านี้ เราเทศน์ตามแกงหม้อใหญ่หม้อเล็กไปธรรมดาๆ ภูมิไหนขั้นไหนที่จะมา เอา มาว่างั้นเลย ไม่ใช่คุยนะ

ฟังซิธรรมพระพุทธเจ้า ถึงขนาดนั้น แต่ธรรมท่านไม่ได้คิดอยากโอ้อยากอวด ไม่มีผลักมีดันอะไร มีเหมือนไม่มี ธรรมเป็นอย่างนั้น จึงว่าพอดีตลอดเวลา แล้วพอดีที่จะระบายออกแก่สัตว์โลกประเภทใดๆ จำนวนใดเท่าไร ท่านจะออกพอดีๆ ไม่เลย นี่พระพุทธเจ้าสอนโลก พระอรหัตอรหันต์ท่านสอนโลก ความพอดีอยู่ในหัวใจของท่านแล้วจะผิดไปไหน ตรงเป๋งๆ ไปตามนั้นแหละ ควรจะออกหนักเบามากน้อยก็ออก ถ้าไม่ควรจะออกเลย หูหนวกตาบอดไปหมด ท่านก็กลายเป็นคนหูหนวกตาบอดไปเสีย ไม่รู้ไม่ชี้ไปอย่างนั้น ท่านไม่หนักเพราะท่านพออยู่ตลอดแล้ว ถ้าอันไหนที่ควรจะแย็บออกบ้างเล็กน้อยก็ออกๆ ควรจะออกมากน้อยจะพอดีๆ แล้วออกๆ ควรจะทุ่มหมดทุ่มออกทันทีเลย เป็นอย่างนั้นนะพระพุทธเจ้าสอนโลก ท่านผู้สิ้นกิเลสสอนโลก ไม่ได้เตลิดเปิดเปิงว่า อันนั้นดีชอบใจของเรา อันนี้ถูกไปอย่างนั้นนะ

เรื่องของกิเลสเป็นเจ้าของศาสนานี้ต่างกัน ต่างกันตรงนี้ว่าไง พระพุทธเจ้าเข้าธรรมล้วนๆ ไม่ได้เข้ากิเลส ถ้าธรรมเห็นไม่สมควรอะไรแล้วจะไม่ทำ จะทำไปตามธรรมเท่านั้น ถ้าธรรมเห็นว่าสมควรอะไร จะยากลำบากขนาดไหนบุก ถ้าธรรมว่าไม่สมควรแล้วจะง่ายขนาดไหนไม่เอา ง่ายเพื่อยาก สุขเพื่อทุกข์ไม่เอา สุขแบบนี้สุขเพื่อทุกข์ ทุกข์แบบนี้ทุกข์เพื่อสุข เอา ทุกข์ก็ทุกข์ไป อย่างพระพุทธเจ้าทรมานพระองค์สลบ ๓ หนเป็นยังไง นี่ทุกข์เพื่อสุข

เอา ยอมรับ ถ้าทุกข์เพื่อทุกข์ใหญ่มหันตทุกข์ไม่เอา แล้วสุขเพื่อทุกข์ก็ไม่เอา ทำสะดวกสบายเพื่อจะเอาความสุขอย่างนี้ มันเป็นความสะดวกสบายเพื่อความทุกข์ เพื่อความผิดพลาดมันก็เป็นความทุกข์ขึ้นมา เอ้า ทุกข์ก็ทุกข์ แต่ทุกข์เพื่อความดิบความดีจะได้แต่ความดีขึ้นมาเรื่อยๆ ท่านจึงว่า สุขสฺสานนฺตรํ ทุกฺขํ ทุกฺขสฺสานนฺตรํ สุขํ สุขเกิดในระหว่างแห่งทุกข์ ทุกข์เกิดในระหว่างแห่งสุข เป็นอย่างนั้นละ

พระพุทธเจ้าของเราเทียบย่อยๆ เท่านั้นอย่าว่าเทียบมากนะ น้ำมหาสมุทรใหญ่โตขนาดไหน ใครไปเห็นแล้วก็ไม่ต้องถาม เพียงแต่ออกไปปากน้ำนี้ก็สุดสายตาแล้วน้ำ อันนี้เหมือนกับว่าสะเก็ดมหาสมุทรนะปากน้ำ เล็กนิดเดียว เท่ากับสะเก็ดมหาสมุทร แล้วลงไปมหาสมุทรจริงๆ เป็นยังไง ข้ามเรือข้ามแพเป็นเดือนๆ ถึงจะข้ามฝั่งได้ กว้างขนาดไหนฟังซิ แล้วทีนี้พระพุทธเจ้ามากยิ่งกว่านั้นขนาดไหน เอาอีกนะตรงนี้ อย่าเอามาเทียบน้ำมหาสมุทร พระพุทธเจ้าตรัสรู้มากี่กัปกี่กัลป์มาเรื่อยๆ ถึงช้าก็มาอยู่ตลอดๆ มากี่กัปกี่กัลป์แล้ว แล้วจะมีไปอย่างนี้อีกตลอดนะ แล้วจะไม่มากได้ยังไง

ให้มันเห็นในหัวใจนั่นซิ พอมันผางขึ้นในหัวใจนี้เป็นเหมือนน้ำมหาสมุทรแล้วนี่ว่าไง หยดไหนก็หยดน้ำมหาสมุทร ผางขึ้นมานี้เป็นอันเดียวกันหมดแล้ว ถามหาพระพุทธเจ้าหาอะไรๆ อย่างพ่อแม่ครูจารย์มั่นท่านว่า พูดแล้วสาธุ ยกมือผางขึ้นมาอย่างนี้เลยนะ แม้พระพุทธเจ้าประทับอยู่ข้างหน้าก็ไม่ทูลถาม ฟังซิ ทูลถามหาอะไรของอันเดียวกัน รู้อย่างเดียวกัน เห็นอย่างเดียวกัน ทูลหาอะไร นั่นฟังซิ มันจ้าขึ้นกับท่านแล้วนี่ เป็นอันเดียวกันหมดแล้วแล้วจะไปถามหาที่ไหน อันนี้ก็มหาสมุทรเสีย รอบตัวนี้ก็เป็นมหาสมุทรด้วยกันไปหมดแล้ว จะไปถามหาอะไรก็เป็นมหาสมุทรด้วยกันหมดแล้ว จะไปถามหาอะไรอีก

นี่ละจิตถ้าลงได้จ้าเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นถึงได้พูดว่า กิเลสนี้หนามากนะ มันเอาให้โลกนี้จมได้ๆ มาตั้งกัปตั้งกัลป์ พวกเราพวกจมตั้งกัปตั้งกัลป์มาแล้ว ยังจะจมต่อไปอีก ถ้าไม่เชื่อคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้วจะจมไปไม่หยุดไม่ถอยเช่นเดียวกับจมมานี้แล จมมาฉันใดจมไปฉันนั้น ถ้ามีธรรมคำสั่งสอนพระพุทธเจ้าแล้ว ก็อย่างที่เราประพฤติปฏิบัติ เอ้า ค่อยคืบคลานไปได้วันละเล็กละน้อย ค่อยหนาขึ้นๆ เดี๋ยวหนาขึ้นๆ ผึงออกได้เลย ออกได้

ออกไม่ได้พระพุทธเจ้าไม่มีในโลก แล้วไม่สอนโลกด้วย นี่ออกได้แล้ว พระพุทธเจ้าเป็นพระองค์แรก ทุกๆ พระองค์เป็นพระองค์แรก แล้วนำมาสอนโลกอันดับต่อไปเรื่อยๆ ให้ได้รู้ได้เห็นได้หลุดพ้นจากทุกข์มาเป็นลำดับลำดาอย่างนี้ เป็นยังไงศาสนาพระพุทธเจ้า มีร่องรอยมาอย่างนี้ ไม่มีผิดมีเพี้ยน ตามร่องรอยเดิมมาโดยลำดับจนกระทั่งปัจจุบัน

แม้พระพุทธเจ้าของเรานี้ก็เหมือนกัน ตั้งแต่เป็นสิทธัตถราชกุมาร พระตำราก็มีแล้วร่องรอย ตามรอยมาจนถึงองค์ศาสดา เห็นไหมล่ะผลขององค์ศาสดาที่ประกาศธรรมสอนโลกก็เป็นพุทธบริษัท บรรดาสัตว์โลกทั้งหลายขึ้นจากหล่มลึกมาโดยลำดับจนกระทั่งพ้นจากทุกข์ พ้นจากใครไม่พ้นจากศาสดาเป็นปฐมฤกษ์หรือเป็นปฐมพุทธะในขั้นเริ่มแรกนี้ รู้มาเรื่อยๆ อย่างนี้ละ นี่ศาสนาของท่านผู้สิ้นกิเลส พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์สิ้นกิเลสทั้งนั้น ไม่มีพระองค์ใดที่จะเอากิเลสครอบหัวมาสอนโลก กำดำกำขาวไปอย่างนั้นไม่มี การสอนสิ่งใดจึงแม่นยำๆ ไม่ผิด ที่เราเห็นก็ดีไม่เห็นก็ดี แม่นยำเช่นเดียวกันกับที่เราเห็นนั่นแหละ

เช่นว่าสิ่งนี้เราเห็น สิ่งนั้นเราไม่เห็น สิ่งนั้นก็มีอยู่เหมือนกันกับนี้ แม่นยำแบบเดียวกัน เป็นแต่เพียงว่าเครื่องมือที่จะใช้ต่างกัน เอ้า เรายกอวัยวะของเรานี้ ทวารของมันที่ออกรับสิ่งต่างๆ ที่เข้ามาสัมผัส ตารับรูป นั่นเห็นไหม อันเดียวนี้ก็มีหลายประเภท หูรับเสียง มันมีอยู่เหมือนกันแต่ต่างประเภท ที่เครื่องมือจะต้องใช้ต่างกัน ตาอย่างนี้ จะเอาหูไปดูรูปไม่ได้นะ ต้องเอาตาไปดูรูป เสียงอย่างนี้จะเอาตาไปฟังเสียงไม่ได้ ต้องเป็นเรื่องของหู จมูก ลิ้น กาย เป็นหน้าที่ของตนแต่ละอย่างๆ เป็นอย่างนั้น



(มีต่อ)
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวMSN Messenger
ปุ๋ย
บัวเงิน
บัวเงิน


เข้าร่วม: 02 มิ.ย. 2004
ตอบ: 1278

ตอบตอบเมื่อ: 07 ธ.ค.2006, 1:59 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

อันนี้ความรู้พระพุทธเจ้าของเรา สิ่งนี้เราเห็นท่านเห็น เราก็ยอมรับ สิ่งนี้เราไม่เห็น แต่ท่านเห็น ธรรมดาผู้เชื่อศาสดาองค์เอก เมื่ออันนี้ถึงไม่เห็นก็ยอมรับไปด้วยความคาดไปเสียก่อนนั่นแหละ พอไปเจอเข้าแล้วก็ร้อยเปอร์เซ็นต์เช่นเดียวกันหมด สิ่งนี้ท่านรู้ สิ่งนั้นเราไม่รู้ สิ่งนั้นท่านเห็นเราไม่เห็น มันมีอยู่อย่างนี้ เพราะเครื่องมือท่านรอบตัวเครื่องมือพระพุทธเจ้า อะไรผ่านมาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย อวัยวะของเราจะรับทราบไปหมดทุกอย่าง ทีนี้พระญาณหยั่งทราบของพระพุทธเจ้ารอบตัว มีอะไรมาผ่านทราบหมดๆ นั่น มันต่างกันอย่างนี้นะกับพวกเรา

เรามีเพียงเท่านี้ก็พอเป็นพยานได้แล้ว ตา หู จมูก ลิ้น กาย สำหรับรับ รูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัส นี่ก็เรารับได้เพียงเท่านี้ ทีนี้พระญาณหยั่งทราบของพระพุทธเจ้ารอบโลกธาตุ กว้างแคบขนาดไหน พระพุทธเจ้ารู้เห็นหมด แต่เราไม่รู้ เราก็รู้แค่ที่ว่านี่ ทีนี้เราจะเอาความรู้แค่นี้ไปอวดอ้างหรือไปทับถมพระพุทธเจ้า ลบล้างพระพุทธเจ้าไม่ได้นะ ความรู้มันต่างกันอย่างนี้ ให้จำเอานะ นี่ละพระพุทธเจ้าที่ว่าเอกๆ สิ่งที่ท่านทรงรู้มากขนาดไหน กับมาเทียบกับพวกเรามีเพียงทวาร ๕-๖ ทวาร ตา หู จมูก ลิ้น กาย จิต เพียงเท่านี้ที่จะทราบได้เท่านั้น แคบนิดเดียว

แต่พระพุทธเจ้าพระจิตนี้ซิสำคัญมากนะ จ้าออกหมดเลย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็ตาทิพย์ หูทิพย์ไป ตาเนื้อธรรมดาแล้วยังตาทิพย์ หูทิพย์อีก นั่น ญาณหยั่งทราบเข้าไปอีก เป็นลำดับลำดา ต่างกันอย่างนี้นะ เพราะฉะนั้นจึงควรเป็นศาสดาของโลก อย่างสวยงามเลิศเลอมาตลอดจนกระทั่งปัจจุบันนี้ ยังจะเป็นอีกต่อไป องค์ไหนก็เป็นแบบเดียวกัน เป็นมาอย่างนี้ละ ท่านมีร่องรอย สรุปความลงแล้วเรียกว่า พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์เป็นผู้สิ้นกิเลสทั้งนั้น ไม่ได้หาบหามกิเลสมา หรือว่ากิเลสไม่ได้มานั่งทับหัวขี้รดหัวมาสอนโลก อย่างคนมีกิเลสทั้งหลายสอนศาสนากันนะ

คนมีกิเลสสอนศาสนาก็ต้องเอากิเลสออกไปสอนละซิ ธรรมไม่มีเอาอะไรไปสอน ถ้าพูดถึงศีล สมาธิ ปัญญา มันก็ไม่มีจะเอาอะไรไปสอน พระพุทธเจ้าครบหมดแล้ว สอนได้ทั้งศีล สอนได้ทั้งสมาธิ สอนได้ทั้งปัญญา สอนได้วิมุตติหลุดพ้น สอนอะไรได้หมด พระพุทธเจ้าครองไว้หมดแล้ว แต่คลังกิเลสมันไม่ได้ครองละซิมันก็เอาแต่เรื่องกิเลสมาสอนโลก อันใดที่ถูกใจของตัวเองว่าอันนั้นดิบอันนี้ดีตามใจของตัวเอง

มันจะผิดขนาดไหนมันก็ว่าดี ว่าถูกไปเสีย ก็สอนไปผิดๆ ถูกๆ ผู้รับฟังไปก็เป็นบริษัทบริวารที่ยอมรับศาสนานั้นๆ นั่นแหละ วาทะต่างๆ ก็เกิดจากความรู้ความเห็นที่ผิดพลาดไปแล้วนี้มันก็ออกเป็นคำพูดที่ผิดๆ พลาดๆ ไป ต่างคนก็ต่างว่าธรรมใครถูก ทั้งๆ ที่ผิด ก็มาทะเลาะกัน สุดท้ายศาสนาเป็นข้าศึกสงครามต่อศาสนาด้วยกัน แล้วก็กระจายไปถึงโลกให้หาความสงบไม่ได้ จะเป็นไปจากอะไร ก็เอาศาสนาเป็นเครื่องอ้าง

คำว่า ศาสนะ เครื่องยืนยันอันใหญ่โตก็คือ ธรรม ทีนี้โลกก็ตายใจซิ คำว่า ศาสนาๆ ตายใจ ยาพิษมันอยู่ภายในหัวใจนั่น ไม่ได้เห็นละซี เอาศาสนาออกอ้าง จึงว่าศาสนานั้น ศาสนานี้ไปอย่างนั้น เอาเหยื่อล่อปลาไว้ปลายเบ็ดนั้น ทีนี้สัตว์ฟาดเบ็ดเข้าไปก็ติดเบ็ดละซี ดูตั้งแต่เหยื่อ ไม่ได้ดูเบ็ดภายใน อันนี้ก็ว่าศาสนาๆ ซึ่งเป็นเหยื่อล่อปลาไปแล้ว แต่ภายในมันเป็นมหาภัยอยู่นั่น คือ กิเลสอยู่ภายในใจ เมื่อยึดอันนี้ไปปฏิบัติ-ปฏิบัติเท่าไรมันก็ผิด จะหนักขนาดไหนว่าความเพียรกล้าสามารถขนาดไหน อุตส่าห์พยายามขนาดไหน อุตส่าห์พยายามผิด-ผิดวันยังค่ำ นั่นเห็นไหมล่ะ พูดผิด-ผิดวันยังค่ำ คิดผิด-ผิดวันยังค่ำ อุตส่าห์พยายามทุกด้านทุกทางในทางที่ผิด-ผิดวันยังค่ำ

ถ้าเอาศาสนาของคนมีกิเลสเข้าไปเป็นสักขียานหรือเป็นเครื่องดำเนินผิดไปได้ทั้งนั้น ตั้งแต่หัวหน้าใหญ่ลงไป หัวหน้าใหญ่คือเจ้าของศาสนานี้ลงไป ก็ผิดกระจัดกระจายไป มีบริษัทบริวารมากน้อยเพียงไร ต่างคนต่างได้ยาพิษออกไป โปรยลงไปๆ กระทบกระเทือนซึ่งกันและกัน สุดท้ายศาสนาต่อศาสนาก็ดูถูกกันไปละซิ ศาสนาของกิเลสมันก็ต้องดูถูกกัน หรือเหยียบย่ำทำลายกันซิ

ศาสนาพระพุทธเจ้า ฟังซิ แม่น้ำมหาสมุทรยังน้อยไป องค์ไหนในตำราท่านบอกไว้ว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายทะเลาะกันไม่เคยมี ถึงท่านจะไม่ได้อุบัติมาพร้อมกันก็ตาม แต่คำสอนเป็นแบบเดียวกัน คำสอนเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันได้ คำสอนพระพุทธเจ้าองค์นั้น คำสอนพระพุทธเจ้าองค์นี้ มากระทบกับองค์นั้นองค์นี้ไม่เคยมี นั่นฟังซิ ตรงแน่วไปด้วยกันหมด

เพราะความจริง ความสิ้นกิเลสถูกต้องไปโดยลำดับลำดา ความมีกิเลสมีเท่าไรมันก็ออกเป็นพิษเป็นภัย สุดท้ายศาสนาต่อศาสนาก็เป็นบ่อแห่งสงครามข้าศึกระหว่างวาทะคำพูดโต้ตอบกัน แล้วก็ลัทธินิสัย ความประพฤติไม่เหมือนกันก็กระทบกระเทือนกันไป เลยกลายเป็นข้าศึกต่อกัน ต่อโลกต่อสงสาร หาความสงบมาจากไหน พากันฟังซิ ศาสนาของคนมีกิเลส

ถ้าศาสนาของผู้สิ้นกิเลส เอ้า ปฏิบัติลงไป ไม่ต้องวินิจฉัยใคร่ครวญอะไรมากมาย เอ้า ปฏิบัติลงไปตามคำสอนพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้านี้สอนโลกให้ผิดจริงๆ เหรอ เอา ดูลงไป ดูตั้งแต่กิเลสตัวไหนๆ มันโลภมากๆ ฟาดหัวมันลงไป ตัวโลภมากนี้แหละมันทำโลกให้ล่มจมเวลานี้ กินไม่อิ่มกินไม่พอ กินไม่หยุดไม่ถอย ตับปอดของคนทั่วโลก ของสัตว์ทั่วโลกดินแดน เอามากินเลี้ยงกันในโต๊ะ สองโต๊ะ สามโต๊ะ เท่านั้น กับคลังกิเลสกินไม่หยุดไม่ถอย นี่มันดีไหมกิเลสตัวนี้ พระพุทธเจ้าบอกว่าเป็นภัย เราเห็นว่าเป็นคุณ เห็นไหมมันทำโลกให้ร้อนอยู่เวลานี้

เวลาไหนก็ตามขึ้นชื่อว่ากิเลสแล้วไม่ทำโลกให้ชุ่มเย็น มีแต่ทำโลกให้ร้อน ใครจะว่าได้ว่าดี ว่าร่ำว่ารวยสวยงามขนาดไหน มีตั้งแต่เครื่องหลอกกันทั้งนั้น ไอ้ส่วนที่เป็นฟืนเป็นไฟเผาอยู่ในหัวใจมันนั่นน่ะ พระพุทธเจ้าดูหัวใจนะ ไม่ได้ดูสมบัติเงินทองข้าวของคนนั้นมีมาก เอายศถาบรรดาศักดิ์มาประดับประดาตกแต่ง อันนั้นสวยงาม งามตั้งแต่ภายนอก หลอกสัตว์โลกที่โง่เขลาทั้งนั้นแหละ ผู้ไม่โง่เขลา พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ท่านหลอกท่านไม่ได้นะ ท่านจะหยั่งผึงเข้าไปถึงเลยๆ เห็นทั้งข้างนอกข้างใน รากแก้วรากฝอยของมันเห็นหมด นั่นท่านเห็น ท่านเอาอันนั้นมาสอนโลกจึงไม่ผิด นี่พูดถึงเรื่องความโลภ

เอ้า ความโกรธดีไหม ตั้งแต่ผัวเมียโกรธกัน นอนได้สนิทเหรอ ทะเลาะกันทั้งวัน ออกจากนั้นก็ไปทะเลาะอยู่คนเดียว ผัวจากเมียไปแล้ว เมียจากผัวไปแล้วก็ไปทะเลาะอยู่ในหัวใจตัวเอง ผัวก็พกหรือสะพายเอาความโกรธแค้นกับเมียไปทะเลาะอยู่ภายในใจตัวเอง เมียก็เอาแบบเดียวกันอีก ต่างคนต่างสะพายเอาฟืนไฟที่ทะเลาะกันมาเผาตัวเอง มันดีเหรอความโกรธ ทะเลาะให้ลูกให้เต้าร้อนเป็นฟืนเป็นไฟ มันเป็นของดีเหรอความโกรธ พระพุทธเจ้าสอนว่ายังไง

เอ้า ราคะตัณหาเหมือนกัน มีกี่ผัวกี่เมีย หมาสู้ไม่ได้ๆ จนกระทั่งหมาในเมืองไทยจะไม่มีเหลือเวลานี้ เพราะมนุษย์แย่งตำแหน่งมัน เอาเสียจนผัวไม่มีกำหนดกฎเกณฑ์ เมียไม่มีกำหนดกฎเกณฑ์ ไม่มีฝั่งมีฝา แม่น้ำมหาสมุทรยังมีฝั่งมีฝา ราคะตัณหามันมีฝั่งมีฝาที่ไหน มันเก่งกว่าน้ำมหาสมุทรอีก เป็นยังไงมันดีไหม เอามาพิจารณาซิ ถ้าดีจริงๆ แล้ว เอ้า หามาอวดกันซิ ให้ได้ครองนิพพาน เหนือนิพพานพระพุทธเจ้าไปอีก ให้ได้เห็นสักทีนะ นี่มันเห็นตั้งแต่จมลงๆ ทั้งนั้นละ

ทั้งสามประเภทยกมาเพียงเท่านี้ มันดีไหม พระพุทธเจ้าชี้บอกว่ามันดีไหม แต่ก่อนพระพุทธเจ้าก็ยังไม่ได้เลิศเลอ เมื่อยังถอนสิ่งที่เป็นมหาภัยเหล่านี้ออกไม่ได้ พอถอนอันนี้ออกหมดแล้ว ประกาศพระองค์ทันที เราตถาคตขึ้นเลย ญาณญฺจ ปน เม ทสฺสนํ อุทปาทิ ประกาศท้าทายเบญจวัคคีย์ แต่ก่อนพระองค์ไม่เคยเห็นท้าทาย เพราะกิเลสที่เป็นฟืนเป็นไฟนี้ยังอยู่ในพระทัยของพระองค์ เมื่ออันนี้สิ้นสุดลงไปเป็นวิมุตติพระนิพพานเต็มส่วนแล้วก็

ญาณญฺจ ปน เม ทสฺสนํ อุทปาทิ ความรู้ความเห็นอันเลิศเลอได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราตถาคต อกุปฺปา เม วิมุตฺติ ความหลุดพ้นจากความเกิดตายซึ่งหาบหามไปด้วยความทุกข์เหล่านี้ไม่มีการกำเริบแล้ว อยมนฺติมา ชาติ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา เรียกว่าจะไม่มาเกิดอีกแล้ว นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว ตั้งแต่นี้ต่อไปเราจะไม่กลับมาเกิดตายแบกหามกองทุกข์ต่อไปอีกแล้ว นี่แสดงให้ปัจจวัคคีย์ทั้งห้าฟัง

พอจบลง พระอัญญาโกณฑัญญะ ก็ขึ้นอุทานเลย ได้สำเร็จกระแสของธรรม เข้าแน่วต่อพระนิพพานแล้ว เรียกว่า กระแสพระนิพพานพาดพิงแล้ว โสตะ แปลว่า กระแส กระแสแห่งความพ้นทุกข์ เข้ามาพาดพิงถึงพระอัญญาโกณฑัญญะแล้ว ก็อุทานออกมาเลยว่า ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ สิ่งใดก็ตามเกิดแล้วดับทั้งนั้น หาความแน่นอนใจไม่ได้เลย มีแน่นอนใจได้ตั้งแต่กระแสของธรรมที่พาดพิงหัวใจอยู่เวลานี้ นี่แน่นอนมาก ท่านเอานี้เป็นเครื่องยัน กับ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ทั้งหลายซึ่งเป็นของไม่แน่นอน อันนี้แน่นอนความหมายก็ว่างั้น นี้เป็นอุทานของ พระอัญญาโกณฑัญญะ

จากนั้นพระพุทธเจ้าก็ทรงอุทานรับ เรียกว่าอนุโมทนาความรู้ความเห็นความเป็นของพระอัญญาโกณฑัญญะนั้นว่า อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ,อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ พระอัญญาโกณฑัญญะผู้เจริญได้รู้แล้วหนอๆ พระองค์ทรงอนุโมทนาด้วย นี่เป็นยังไงล่ะ พระพุทธเจ้าประกาศแก่เบญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ที่ว่า ญาณญฺจ ปน เม ทสฺสนํ อุทปาทิ เห็นไหม พอกิเลสขาดสะบั้นลงไปทั้งสามประเภทเท่านั้นแหละผางขึ้นมาเลย แต่ก่อนพระองค์ไม่เห็นได้ประกาศ เลิศไหมสิ้นธรรมชาตินี้ออกไปแล้ว

นี่ละพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ฟาดอันนี้ขาดสะบั้นลงไปแล้ว ธรรมอันเลิศเลอปรากฏขึ้นในใจ สอนโลกตลอดมาจนกระทั่งทุกวันนี้ องค์ข้างหน้าก็จะเป็นแบบเดียวกันนี้จะผิดกันไปที่ตรงไหน กิเลสเป็นแบบเดียวกัน ธรรมสังหารกิเลสเป็นประเภทเดียวกัน พวกนี้พังลงไปแล้ว จิตบริสุทธิ์พุทโธเลิศโลกเลิศสงสาร เลยสงสารก็เป็นจิตแบบเดียวกัน พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มียิ่งหย่อนกว่ากัน เรื่องของจิตที่บริสุทธิ์นับแต่พระอรหันต์ลงไป ท่านจึงสอนว่า นตฺถิ เสยฺโยว ปาปิโย ความยิ่งหย่อนกว่ากันแห่งท่านผู้บริสุทธิ์แล้วไม่มี

นี่ละเป็นยังไงผิดไหมพระพุทธเจ้าสอนว่ากิเลสนี้เป็นภัย พระพุทธเจ้าเองก็ไม่เคยได้อุทานออกมา พอกิเลสตัวมหาภัยนี้สิ้นซากลงไปเท่านั้นก็ ญาณญฺจ ปน เม ทสฺสนํ อุทปาทิ ขึ้นทันทีเลยเห็นไหมล่ะ นี่ละพระพุทธเจ้าท่านสอนโลกท่านสอนอย่างงั้น สอนอย่างแม่นยำๆ ไม่ผิด เราฝืนไปเท่าไรก็ลงนรกหมกไหม้ทั้งเป็นนี้ ทั้งเป็นทั้งตายมนุษย์เรานี้ สัตว์เรานี้ที่จะลงนรกทั้งเป็นทั้งตาย นรกเมืองสัตว์ นรกเมืองคน นรกเมืองผี เป็นชั้นๆ ไปอย่างนี้แหละ

เวลานี้จิตวิญญาณของเรายังอยู่ในร่าง ร่างอันนี้ก็เป็นเหมือนกันกับกำแพงกั้นเอาไว้ยังไม่เห็นเมืองผี เห็นแต่เมืองมนุษย์ ทุกข์ก็ทุกข์เสวยอยู่ในหัวอกเจ้าของในเมืองมนุษย์นี้ก่อน ยังไม่เรียกว่าเมืองผี ทุกข์ขนาดไหนก็เป็นเหมือนมนุษย์ทั้งหลายทุกข์กัน พอทราบกันได้ๆ เพราะขอบเขตของขันธ์อันนี้เบญจขันธ์ทั้งห้านี้มันครอบเอาไว้ มนุษย์เมืองผีจึงไม่เข้าถึงกัน มีแต่ทุกข์ในเมืองมนุษย์เรา

ทุกข์ในเมืองผีจึงยังไม่เข้ามา ทีนี้พอขันธ์ขาดสะบั้นลงไปปึ๋งอย่างนี้ เรียกว่ากำแพงแห่งขันธ์นี้ขาดลงไปแล้ว ภพแห่งเมืองมนุษย์กับภพเมืองผี จะกลืนเป็นอันเดียวกันเลยจากใจดวงเดียวกันนี้ ธาตุขันธ์หมดความหมายไปแล้ว แต่จิตนี้ไม่หมดความหมาย จิตนี้จะสวมกันทันทีเลย พับ พอเปลี่ยนธาตุขันธ์อันเป็นส่วนสมมุติของมนุษย์นี้ออกของสัตว์นี้ออก เรื่องของผีก็เข้ามาเต็มสัดเต็มส่วนทันที

เป็นยังไงนรกมีหรือไม่มีดูเอา พระพุทธเจ้าท่านเห็นขนาดนั้นนะ พระสาวกทั้งหลายผู้เชี่ยวชาญท่านเห็นอย่างนั้น ยังจะมาโอ้อวดอยู่เหรอพวกเรา ตามีตั้งสิบตามันก็เหมือนตาไม้ไผ่นั่นแหละ ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรเหมือนตาพระพุทธเจ้า ให้พากันตั้งใจปฏิบัตินะ

นี่พูดถึงเรื่องศาสนา จะเป็นกี่ศาสนาก็ตามถ้าลงกิเลสได้ครองหัวใจแล้ว ไม่มีความหมายกันทั้งนั้นแหละ เอาตั้งแต่มหาภัยที่อยู่ในหัวใจนี้ออกประกาศไปเป็นศาสนาๆ แล้วล่อไปเรื่อยๆ แล้วโลกก็ร้อนเป็นฟืนเป็นไฟไปตลอดเวลาถ้าไม่ใช่ธรรม ถ้าธรรมของท่านผู้บริสุทธิ์แล้วเปิดออกตรงไหนๆ จ้าเลยๆ ให้รู้โทษรู้คุณกันไปโดยลำดับลำดา จำเอานะ อย่าพากันตื่น ให้จำอันนี้ให้ดี เทศน์ไปเทศน์มามันก็นานเข้านานเข้าเหนื่อย นี่เตือนแล้วนะ เพราะฉะนั้นถึงได้หยุดถึงยังไม่จบก็ต้องจบ เข้าใจไหม เอาละ ความจริงมันหมดโวหาร



.............................................................

คัดลอกจาก
http://www.dharma-gateway.com/
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวMSN Messenger
แสดงเฉพาะข้อความที่ตอบในระยะเวลา:      
สร้างหัวข้อใหม่ตอบ
 


 ไปที่:   


อ่านหัวข้อถัดไป
อ่านหัวข้อก่อนหน้า
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน
คุณ สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้


 
 
เลือกบอร์ด  • กระดานสนทนา  • สมาธิ  • สติปัฏฐาน  • กฎแห่งกรรม  • นิทานธรรมะ  • หนังสือธรรมะ  • บทความ  • กวีธรรม  • สถานที่ปฏิบัติธรรม  • ข่าวกิจกรรม
นานาสาระ  • วิทยุธรรมะ  • เสียงธรรม  • เสียงสวดมนต์  • ประวัติพระพุทธเจ้า  • ประวัติมหาสาวก  • ประวัติเอตทัคคะ  • ประวัติพระสงฆ์  • ธรรมทาน  • แจ้งปัญหา

จัดทำโดย  กลุ่มเผยแผ่หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา ธรรมจักรดอทเน็ต
เพื่อส่งเสริมคุณธรรม และจริยธรรมในสังคม
เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2546
ติดต่อ webmaster@dhammajak.net
Powered by phpBB © 2001, 2002 phpBB Group :: ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง