Home  • กระดานสนทนา  • สมาธิ  •  สติปัฏฐาน  • กฎแห่งกรรม  • นิทาน  • หนังสือ  •  บทความ  • กวีธรรม  • ข่าวกิจกรรม  • แจ้งปัญหา
คู่มือการใช้คู่มือการใช้  ค้นหาค้นหา   สมัครสมาชิกสมัครสมาชิก   รายชื่อสมาชิกรายชื่อสมาชิก  กลุ่มผู้ใช้กลุ่มผู้ใช้   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว  เช็คข้อความส่วนตัวเช็คข้อความส่วนตัว  เข้าสู่ระบบ(Log in)เข้าสู่ระบบ(Log in)
 
ได้ทำการย้ายไปเว็บบอร์ดแห่งใหม่แล้ว คลิกที่นี่
www.dhammajak.net/forums
15 ตุลาคม 2551
 หาบุญได้บุญ หาบาปได้บาป (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน) อ่านหัวข้อถัดไป
อ่านหัวข้อก่อนหน้า
สร้างหัวข้อใหม่ตอบ
ผู้ตั้ง ข้อความ
ปุ๋ย
บัวเงิน
บัวเงิน


เข้าร่วม: 02 มิ.ย. 2004
ตอบ: 1278

ตอบตอบเมื่อ: 06 ธ.ค.2006, 11:17 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

Image

หาบุญได้บุญ หาบาปได้บาป
โดย หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

เทศน์อบรมฆราวาส ณ โรงงานกระทิงแดง จ.นครนายก
เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2545 (บ่าย)



คุณเฉลียว :
สมัยก่อนนี้รู้สึกพระอรหันต์จะมาก ต่างจากสมัยนี้เยอะแยะเลยใช่มั๊ย ?

หลวงตา :
โอ๊ยสมัยนี้มัน อรหันต์สมัยนี้มันหันไปหาพวกหมอน (ศิษย์หัวเราะ)...หันอยากอยู่อยากกิน หันไปนั้นไปนี้ มันก็ได้แต่สิ่งนั้นมาสิ...

พระอรหันต์ครั้งพุทธกาลท่านหันเข้าหาอรรถหาธรรม ท่านไม่ได้หันหาสิ่งเหล่านี้ เพราะสิ่งเหล่านี้ ทุกอย่างมีอยู่ในโลก หาอะไรมันก็ได้เจอ...หาบุญได้บุญ หาบาปได้บาป หากิเลสได้กิเลส หาธรรมได้ธรรม...

อันนี้เราไม่ได้หาธรรมเหมือนครั้งพระพุทธเจ้านะสิ มันหาแต่กิเลสนะสิ หันก็หันหากิเลสไปเสียนะสิ (หัวเราะ)...มันไม่ได้หันหาธรรมเข้าใจมั๊ย หัวใจมันจะสำเร็จได้ยังไง...

หลวงตา :
นี่ก็ออกจากนั้นไปทางนี้ ไปทางถ้ำสาลิกา ไปกราบหลวงปู่มั่นแล้ว จากนั้นก็...

คุณเฉลียว :
มีรูปปั้นท่านอาจารย์มั่นอยู่ใช่ไหมฮะ ?

หลวงตา :
เอ้อ...ใช่ๆ เหมือนจริงๆ น่ะ ดูแล้ว เหมือน...เหมือนมากจริงๆ เหมือน เป็นแต่เพียงว่ารูปปั้นนี่ใหญ่กว่าเท่านั้นแหละ นอกนั้นเหมือน ไม่ว่าจะดูด้านไหนๆ เหมือนหมด

คุณเฉลียว :
อาจารย์มั่นเคยมาที่นั่นใช่ไหมครับ ?

หลวงตา :
โอ๊ยท่านอยู่ที่นั่น ๓ ปีนะ จำพรรษาที่นั่น ๓ ปี อยู่ในถ้ำ เราก็ไม่ทราบว่าท่านจำพรรษาที่ไหนๆ บ้าง เวลาเขียนประวัติเราจึงบอกไว้เลยว่า เราไม่อาจจะเขียนได้เรื่องจำพรรษาที่ไหนๆ บ้าง คือถ้าจำได้ให้จำให้ได้หมด ทุกอย่างต้องเป็นเขียนได้ ทีนี้จำได้บ้างไม่ได้บ้างเลยไม่ได้เรื่อง อันนี้เลยไม่เอาล่ะ...จำไม่ได้

ลูกศิษย์ :
ตอนนั้นมีบ้านคนไหม ?

หลวงตา :
โอ๋ มันไม่มี...มันมีบ้านกล้วยบ้านหนึ่งพอได้อาศัยบิณฑบาตเขา เขาเรียกบ้านกล้วย ทุกวันนี้ก็ยังมีอยู่ ท่านบอกว่าชื่อว่าบ้านกล้วยว่างั้นนะ มันมีอยู่...ทีนี้ ดูเหมือนบ้านมันรอบแล้ว แต่ก่อนไม่มี...แถวนั้นน่ะ แม้ตั้งแต่ทางไปนครนายกนี่ มันก็เป็นดงหมดป่านะ ท่านว่า นครนายกเนี่ยเหมือนบ้านนอกธรรมดานี่ นครนายก

ลูกศิษย์ :
ท่านมาจากอีสานแล้วก็มานครนายกเลยหรือคะ ?

หลวงตา :
โอ๋ย ท่านไปหลายแห่ง เรื่องไปนี่นะ แต่ไปแห่งไหนก็ตามมีแต่ที่อย่างงั้นแหละ..ที่สงบสงัดท่านซอกแซกไปหมด ไปที่คนเขาไม่ปรารถนานั่นแหละ ท่านไปที่ไหน...ไปดูแล้ว โอ๊ยสลดสังเวช...ด้วยความเทิดทูนท่านนะ สมบุกสมบันมากที่สุดคือหลวงปู่มั่นเรา

อย่างไปทางบ้านนายูงก็เหมือนกัน เขาบอกว่าเนี่ย เขาลูกนี้ ท่านอยู่บนถ้ำนั้นนะ จากนี้มองเห็น อันนั้นก็ไม่มีบ้านคน มีบ้านนายูง...ก็ไม่กี่หลังคาเรือน ก็แค่ได้อาศัยฉัน เวลาลงมาบิณฑบาตนี้ เขาทำอะไรพวกไม้...เหมือนไม้ไผ่เนี่ย เขาตัดเป็นเหมือนไม้เท้านะ แต่เขาตัดหัวมันลงมาทำแก๊กๆ...เคาะนั้นเคาะนี้ คือเวลาบิณฑบาตเนี่ย กลัวจะไปเจอหนูเข้า คือหนูนี่ มักกัดคน...ไอ้เสือนี่ ไม่เจอมันง่ายๆ ล่ะ แต่หนูนี่...มันมาสะเปะสะปะแล้วเวลาเจอคนมันกัด เค้าว่างั้น เค้าทำให้ อันนี้ท่านเล่าให้ฟังเองนะ...ทีนี้ ลักษณะท่านเล่า ท่านไม่เห็นมีอะไรกลัว "...เราก็ถือไปงั้นแหละ" ท่านว่างั้น (หัวเราะ)

คุณเฉลียว :
เขาเป็นห่วงท่าน

หลวงตา :
เขาเป็นห่วงเรา ท่านว่างั้นแหละ ถือไปงั้นแหละ ก็ไม่เห็นเจอมันมาซักหน่อยนึงนะ (หัวเราะ) หนู พวกหนู พวกเสือชุม นั่นละ ถ้ำที่ว่า ท่านอยู่นี้ ไอ้พวกเสือ คือท่านอยู่บนถ้ำ มันมาข้างๆ นี้ มานี่..ขึ้นถ้ำ ขึ้นไปหาท่าน ท่านก็ โห..มันตั้งใจไปดูท่านจริงๆ นะ ท่านก็บอกว่าแคร่ของเราก็อยู่นี่นะ มันมาก็มาเบียดนี้ มันเอาจมูกดมเรา ตอนนั้นเราจะนั่งภาวนาหรือนอนหลับอยู่ก็ไม่รู้ ท่านว่างั้นนะ เสือโคร่งใหญ่นะ คือท่านกำหนดกฎเกณฑ์ดูระยะจมูกของมัน ตัวของมัน รอยของมัน พอรู้...ก็จมูกมันดมมุ้งเรา ท่านว่างั้นนะ

พอมาตอนกลางวันมาเห็นรอย...โอ้...คือท่านปัดกวาดไว้เรียบร้อย..แม้แต่หนูไปมันก็เห็นรอยใช่มั๊ย ? อันนี้เสือทั้งตัวทำไมจะไม่เห็น ทีนี้พอเห็นรอย...โอ้โห มันมายังไง ท่านดูแล้ว มันมานี้แอบมาข้างๆ นะ ขึ้นปีนไปดมท่าน แล้วสักพักมันก็ออกหนีน่ะ

ทีนี้ รอยเสือที่รอยไหนที่มันชัดเจน ท่านก็รักษาไว้นะ ไม่ทำลาย ไม่กวาด ทีนี้เวลาเด็กขึ้นไปตอนบ่าย ส่วนมากเด็กเขาไปเลี้ยงควายเลี้ยงอะไรแถวนั้น เขาจะขึ้นไปเขาก็ขึ้น ท่านเลยบอกเขา เอาไว้ให้เด็ก...ให้เด็กกลัว ท่านว่างั้นนะ เอาไว้ให้เด็กกลัว

ลูกศิษย์ :
จะได้ไม่ต้องมายุ่ง (หัวเราะ)

หลวงตา :
ท่านว่างั้นนะ เด็กมันกลัวมันก็ไม่มายุ่ง ท่านเลยเอารอยเสือนั้นไว้นะ พอเด็กขึ้นมาก็ชี้นิ้ว เห็นมั๊ยท่านว่างั้น "แล้วกลัวมั๊ย" เขาว่า "กั๋ว" (กลัว) เขาว่างั้นแหละ เขาก็พูดธรรมดานั่นแหละ เขาว่ากั๋ว แล้วเอาไว้นั่นแหละ พอ ๒-๓ วันก็ขึ้นไปอีกๆ กลัวแต่ขึ้นไปอยู่เรื่อยๆ (หัวเราะ)...โอ๋ย...เขาไม่กลัว...ท่านว่างั้น เขาพูดไปอย่างนั้นนั่นแหละ บ้านเขาอยู่แถวนั้นเขาก็ไม่กลัว รอยเขา ๆ บอกว่ากลัวเฉยๆ แต่เขาขึ้นเรื่อยๆ (หัวเราะ)...ท่านว่างั้นนะ เสือชุม ไปบิณฑบาตก็ไปนะ จากถ้ำไปหาบ้านนายูง โอ้ คงไม่ต่ำกว่า ๓ กิโลมั๊ง แต่มันเป็นดงทั้งนั้นนะ

คุณเฉลียว :
สมัยก่อนนี้มัน ไข้ป่าชุมนะฮะ ไข้ป่าทั้งนั้นเลย

หลวงตา :
ไข้ป่าชุม นี่ล่ะพูดถึงว่า ท่านอยู่ที่ใดเป็นอย่างนั้นล่ะ ท่านอยู่ในแบบนั้นทั้งนั้นล่ะ ที่ไม่มีใครปรารถนาล่ะ ท่านอยู่

คุณเฉลียว :
แต่ก่อนดงพญาเย็น เขาเรียกดงพญาไฟนี่ เขาไม่เรียกดงพญาเย็น เขาเรียกดงพญาไฟ

หลวงตา :
ใช่...

คุณเฉลียว :
ใครเข้าไป ก็กลับออกมาไม่ค่อยรอด ไข้ป่ามันเยอะ แล้วเชื่อมั๊ย ไม่กี่สิบปีเอง โอ๋ยเขาเป็นเขาหัวโล้นหมด มนุษย์นี่ไม่ไหวเลย เป็นเขาหัวโล้นสุดลูกหูลูกตาหมด สมัยก่อนนี้โอ้โห...คนไม่ค่อยกล้าไปกันนี่



(มีต่อ 1)
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวMSN Messenger
ปุ๋ย
บัวเงิน
บัวเงิน


เข้าร่วม: 02 มิ.ย. 2004
ตอบ: 1278

ตอบตอบเมื่อ: 06 ธ.ค.2006, 11:24 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

หลวงตา :
สำหรับ หลวงปู่มั่นเรานี้ รู้สึกว่าท่าน โอ๋ย...ทุกข์มากจริงๆ ถ้าพูดเรื่องทุกข์ ตามสายตาของเราที่เห็นนะ แต่ท่านเพลินในความเพียรของท่าน ท่านหาที่เช่นนั้นเป็นที่เหมาะสมในการประกอบความเพียร แน่ะ พอใจอย่างนั้น ท่านไปอยู่ที่ไหน มีแต่ที่ลำบากลำบน ที่ลึกๆๆๆ ทั้งนั้น อยู่ที่ถ้ำสาลิกาก็เหมือนกัน ท่านอยู่อย่างนี้ ท่านลงไปบิณฑบาตบ้านกล้วย บ้านไม่กี่หลังคา ท่านว่าอย่างนั้น อาศัยเค้ามาบิณฑบาตวันหนึ่งๆ

มีโยมคนหนึ่ง เดี๋ยวนี้แกเสียไปแล้วมั้ง ดูเหมือนสักปีกว่าน้า โยมคนนี้ ชื่อว่าโยมเหลือ แต่ก่อนแกเป็นเด็ก แกว่าอย่างนั้นนะ แกขึ้นลงถ้ำนี้เรื่อย เนี่ย...แกเล่าให้ฟัง เรื่องราวนี้น่ะ เรื่องที่ท่านจำพรรษานะ ว่าท่านจำพรรษาอยู่ที่นี่ ๓ ปีนะ อยู่ที่ถ้ำสาลิกานี้ตั้ง ๓ ปี บิณฑบาตบ้านกล้วย ก็เดี๋ยวนี้ก็เป็นหมู่บ้านไปหมดแล้วนี่ จะว่ายังไงล่ะ

ลูกศิษย์ :
ตอนนั้นท่านอาจารย์อยู่ที่ไหนฮะ ที่ท่านอยู่ที่บ้านกล้วย ?

หลวงตา :
โอ๋ย...ก็ พ.ศ. เท่าไรไม่รู้ หรือเราเกิดหรือยังก็ไม่รู้ (หัวเราะ) จะว่าอยู่ที่ไหน เราก็ไม่อาจพูดได้ หรือว่าเราเกิดหรือยังก็ไม่รู้นะ อึ่ม

ลูกศิษย์ :
ส่วนใหญ่ท่านอาจารย์ไปองค์เดียวหรือคะ ท่านอาจารย์มั่นนะ

หลวงตา :
องค์เดียวทั้งนั้นละ ท่านไปไหน ท่านชอบจะไปแต่องค์เดียวน่ะ แม้แต่ที่อื่นๆ ที่มีพระไปแอบอยู่กับท่าน ท่านก็ไม่ค่อยให้อยู่ทั้งนั้นน่ะ ให้ไปอยู่ที่นั่นที่นี่ ท่านไปอยู่องค์เดียวของท่านทั้งนั้นน่ะ ท่านชอบอย่างนั้น

ไปอยู่เชียงใหม่ก็เหมือนกัน ทีนี้พระแอบไปอยู่ทางโน้น ท่านไม่ให้อยู่กับท่าน ท่านอยู่อย่างนี้ บางทีก็มีองค์หนึ่ง ให้อยู่ด้วย แล้วจำเป็นค่อยมา แล้วพอมีพระมา ๒ องค์ ๓ องค์แล้ว ไล่ล่ะ ถูกไล่ล่ะ หนีไปเลย ท่านไม่ชอบ ท่านอยู่องค์เดียวของท่าน เป็นประจำอย่างนั้นตลอดมา

นิสัยของท่านนี้ โอ๋ย...เด็ดเดี่ยวมากนะ เรื่องความพากความเพียร...เด็ดเดี่ยวมาก ไม่มีใครเหมือน เท่าที่ผ่านมาในบรรดาครูบาอาจารย์ในสายกรรมฐานนี้ ไม่มีใครเหมือนเลย ความรู้ทั้งภายนอก ภายใน ท่านรู้จริง เป็นจริง เห็นจริงๆ ด้วย เวลาท่านพูดเรื่องแปลกๆ ต่างๆ นี้ ท่านจะพูดเวลาเฉพาะนะ มีองค์ ๒ องค์อยู่กับท่านเท่านั้นล่ะ ท่านถึงจะพูด ถ้าเราไม่มีเรื่องไปซอกแซกไปกวนท่าน ท่านก็ไม่พูด พอได้โอกาสที่จะกราบเรียนถามท่าน..ท่านก็รู้นะ ว่าซอกแซก อย่างหลวงตานี้ เอาจริงๆ นะ โอ๋ย...ซอกแซกนะ เพราะฉะนั้น ถึงได้รู้เรื่องภายนอกของท่าน สำคัญมาก ท่านรู้จริงๆ ไม่ใช่ธรรมดา

ไปอยู่ที่ไหนๆ มีแต่ความลำบากลำบนนะ ท่านไม่ได้อยู่ด้วยความผาสุกสบายแบบโลกๆ เขาอยู่กัน แต่ท่านผาสุกภายในใจ ที่นั่นเป็นที่เหมาะสม ที่เช่นนั้นเป็นที่เหมาะสม ที่ว่า ท่านไปอยู่กับที่เช่นนั้น จึงเหมาะสมกับธรรมในใจท่าน ท่านจึงไม่มีกังวลอะไร เรื่องที่อยู่ที่อาศัย ไปที่ไหน เป็นกระต๊อบ เป็นแคร่เป็นกระต๊อบ เท่านั้นเอง ท่านไม่ยุ่ง แต่เรื่องความเพียรนี้ โห...ไม่ได้ กับพระกับเณรนี้...เด็ดขาดมากนะ อะไรๆ ท่านไม่สนใจ แต่เรื่องความเพียร เรื่องธรรม...จิตตภาวนานี้ ท่านเอาจริงเอาจังมากตลอดมานะ อย่างอื่นท่านไม่สนใจนะ เพราะฉะนั้น ท่านถึงได้เลิศเลอขนาดนั้นน่ะ

ไม่เห็นมีใครเหมือนท่าน เรื่องความรู้ภายใน ภายนอก ภายนอก ที่เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ พวกเปรต พวกผี พวกเทวบุตร เทวดา ที่มาเกี่ยวข้องกับท่าน ท่านท้าวมหาพรหมอะไร เหมือนกับเรารับแขกอย่างนี้ล่ะ ท่านรับแขกเทพ แขกเทพเป็นประเภทหนึ่ง แขกมนุษย์เป็นประเภทหนึ่ง

ท่านบอก ท่านอยู่เชียงใหม่ มีแต่รับพวกแขกเทพนั่นล่ะ ท่านว่า กับคนนี้ ไม่มีเลย เพราะเราไม่ได้ไปหาคนนี่ ไปหาที่สบายของเรา คือไปหาอยู่ในที่อย่างนั้นละ คนเค้าไม่ไปยุ่ง จึงมีแต่พวกเทพ โหย แทบจะพูดได้ว่า ไม่เว้นแต่ละคืน ท่านว่าอย่างนั้น มากจริงๆ เพราะเป็นที่สงัด พวกเทพฯประมาณ ๔ ทุ่ม...มาแล้วท่านว่า ที่ท่านพูดไว้ว่าประมาณ ๖ ทุ่ม ต้อนรับหรือแสดงธรรมเพื่อแก้ปัญหาเทวดานั้น ท่านพูดไว้เป็นกลางๆ ท่านว่างั้นนะ คือจุดศูนย์กลางประมาณ ๖ ทุ่ม

เวลาอยู่เชียงใหม่นี้ โอ๋ย ประมาณ ๔ ทุ่มมาแล้วท่านว่า ก็มันเงียบอยู่ตลอด พวกเทพนี่มาหลายขั้นหลายภูมิ พวกรุกขเทพไม่ต้องพูด เป็นพื้นเลย พวกรุกขเทพ พวกเทพชั้นบนมาเป็นระยะๆๆ ตั้งแต่ท้าวมหาพรหมลงมาๆ

พูดอย่างนี้ เคยพูดให้ผู้กำกับฟัง ที่ว่า ยายตั้ง คือแกอยู่วัดหนองผือ เวลาพวกเทพมาๆ กราบเยี่ยมท่านอาจารย์หลวงปู่มั่นเรานี่นะ แกนั่งอยู่บ้านแกนี้ แกเห็นนะ ทีนี้แกไม่รู้ว่านั่นคืออะไร แกไม่รู้กับท่านนะสิ แกเห็น...แกอัศจรรย์ จึงออกมาถามท่าน โอ๊ย ถามอย่างกล้าหาญนะ

นั่นผู้ได้เห็นจริงๆ แล้ว มันต้องกล้าหาญนะคนเรานะ ออกมาถาม วันนั้น เวลาแกมาวันไหนนะ ถ้าแกออกมาวัดหลวงปู่เรานี่นะ พระเณรจะรีบล้างบาตรเช็ดบาตรเช็ดบาตปุบปับๆๆ เสร็จแล้วเตรียมพร้อมอยู่ข้างหลัง คือแกก็อยู่ข้างล่างโน้น พอท่านฉันเสร็จแล้วแกก็ขึ้นมาข้างบน นี่ล่ะ เวลาแกถามจะเป็นนิสัยตรงไปตรงมา แล้วหนังสือแกก็ไม่ได้ด้วย แกมาพูดถึงเรื่องพวกเทพเนี่ย แกไม่รู้

คุณเฉลียว :
แกมองเห็นใช่ไหมครับ ?

หลวงตา :
ก็เห็นนั่นแล้ว เห็นเต็มหัวใจแกเนี่ย...จึงมาถาม หลวงปู่มั่นเราไม่มีค้านเลยนะ นั่นเห็นมั๊ยล่ะ ดีไม่ดียังบอกด้วย คือบอกแต่ว่า...ที่อัศจรรย์จริงๆ นี้ล่ะ มีเหลืองอร่ามเลย มาสุดท้าย...สุดท้ายคือมหาพรหม คือคณะนี้มาๆ การแต่งเนื้อแต่งตัวของพวกนี้ คือ แกไม่รู้ว่าเป็นเทวบุตรเทวดานี่ เป็นพวกๆ มาว่างั้นเลยนะ แล้วพูดทุกครั้งเลย อ้าปากเลย ไม่งับเลย (หัวเราะ)

คุณเฉลียว :
แสดงว่าแกมีบุญเหมือนกันสิ ถึงมองเห็นได้ อย่างพวกผมนี้ มันมองไม่เห็นบ้างล่ะ

หลวงตา :
นั่นล่ะ...ยังอยากจะไปมองเห็นเทพ..ตั้งแต่เห็นกันอยู่เดี๋ยวนี้ มันก็ยังทะเลาะกันสิพวกเรา (หัวเราะ) อันนี้เป็นตามนิสัยวาสนานะ คือนิสัยวาสนาของใครจะหนักไปทางไหน...ที่ตั้งความปรารถนาไว้แต่เบื้องต้นนะ เพราะฉะนั้นบรรดาสาวกจึงมีความเชี่ยวชาญต่างกันๆ ไม่เหมือนกันนะ

อย่างที่ยายตั้งที่แกมา โอ๋ย...เวลาแกถามนี้ อาจหาญมากนะ แกถามอะไรไม่สงสัยว่าเห็นไม่เห็นนั่นน่ะ มาคณะหนึ่งแล้ว มาคณะนี้การแต่งเนื้อแต่งตัวอย่างนี้ แต่งยังไงก็คือ...อัศจรรย์ยิ่งกว่ามนุษย์ ความหมายนะ ทีนี้คณะนี้มา คณะนั้นมา แล้วการแต่งเนื้อแต่งตัว รูปร่าง สีสันวรรณะ ทุกอย่างนี้ละเอียดลออเป็นลำดับลำดา แกบอกอย่างนั้นนะ แกไม่รู้ว่าเป็นพวกเทพพวกอะไรล่ะ แกพูด

แกนั่งอยู่นี่ มาสว่างจ้ามานี่..พวกมีรัศมีนะ มาเป็นคณะๆๆ มา...หลั่งไหลลงหนองผือๆๆ แกดูอยู่ตลอดนะ ลงตรงนี้หมด ว่าอย่างนั้นนะ ตอนสุดท้ายก็พวก...ท้าวมหาพรหมลงมา ลงมาแกก็ไม่รู้อยู่อีก ว่า...อะไร๊ เหลือง...เหมือนทองคำ แกบอก ทุกอย่างอู๊ยน่าอัศจรรย์ทั้งนั้นแหละ ดูอะไรน่าอัศจรรย์หมด เหลืองอร่ามเหมือนทองคำ นี่คืออะไรพวกไหน แกถาม...อันนี้ท่านไม่ค้านนะ ท่านตอบให้ คือพวกท้าวมหาพรหม ท่านว่า ยังงั้นล่ะ

จากนั้นท่านก็บอกพวกเทพเป็นขั้นๆๆ ขึ้นมานี้ คือขั้นหยาบ คือขั้นต่ำ ขั้นสูงขึ้นไปขั้นละเอียดขึ้นไป ทุกสิ่งทุกอย่างจึงละเอียดกว่ากันๆ จนกระทั่งถึงท้าวมหาพรหมนี้ละเอียดกว่าเพื่อน นี่ล่ะ ท่านอธิบาย แต่ท่านอธิบายมากล่ะ

สิ่งภายนอกนี้ท่านไม่ค่อยพูดมากล่ะ มันเกี่ยวกับเรื่องคนภายนอกด้วย เพราะธรรมดาท่านจะไม่พูดในเรื่องนี้ แต่เวลาพูดกับพระมันจึงละเอียดลออ เรารู้จัก เวลาพวกเราเฉพาะๆ ไปกราบเรียนถามท่าน ถามตรงไหนท่านก็เล่าให้ฟังๆ ทุกอย่างเลย เล่าให้ฟังก่อนที่ยังไม่ได้พบยายตั้งนี่อีกแน่ะวะ เอ้อ...ท่านเคยกับพวกนี้มาแล้วนี่นะ ทีนี้เวลาแกไปเห็น แกก็ไปถาม...ถามที่แกเห็นมานี่โอ๊ย...คณะๆ มาเลย ลงหนองผือหมด ว่างั้น...แกไม่รู้ว่าเป็นใครต่อใคร อันนั้นคืออะไร อันนั้นคืออะไร (หัวเราะ) ไอ้ที่ว่าแกไม่เห็นไม่มีเลย พูดอย่างอาจหาญแกเห็นชัดๆ เนี่ย ท่านก็เป็นแต่เพียงว่าตอบให้ๆ แต่ท่านไม่ได้พูดมากอะไรนะ พูดให้พอเข้าใจๆ ไม่เหมือนพูดกับพระเรา พูดกับพระพูดละเอียดลออ เป็นอย่างนั้นแหล่ะ

อย่างที่เป็นนิสัยวาสนา ถ้าลองมันได้รู้แล้วมันเห็นแล้ว มันไม่ยอมฟังใครนา ตรงนี้น่ะ อะไรจะจริงจังยิ่งกว่าจิตนี้ ถ้าลงได้รู้ได้เห็นแล้ว มันชัดเจน ไม่ต้องหาพยานที่ไหน ว่านี่มันเห็น หรือเลื่อนลอยๆ ไป...ไม่มี จริงขนาดนั้นนะ

อย่างยายตั้งแกถามนี่..แกไม่ได้บอกว่าแกเห็นหรือแกสงสัยมัน ใช่ไหม ไม่มีเลย...มีแต่ใส่พั๊วะๆ เลย (หัวเราะ) ทางนั้นก็มีแต่คอยตอบๆ อย่างนั้นนะ ท่านไม่เห็นค้านนะ นั่น

ลูกศิษย์ :
ถ้าตรงตามจริง ท่านก็เลยไม่ค้านนะ ใช่ไหม



(มีต่อ 2)
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวMSN Messenger
ปุ๋ย
บัวเงิน
บัวเงิน


เข้าร่วม: 02 มิ.ย. 2004
ตอบ: 1278

ตอบตอบเมื่อ: 06 ธ.ค.2006, 11:45 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

หลวงตา :
นั่นแล้ว ก็ท่านปฏิบัติต่อพวกนี้อยู่แล้ว จะว่าไง ท่านเคยปฏิบัติต่อพวกนี้อยู่แล้ว ตั้งแต่สมัยที่อยู่เชียงใหม่นี้มากนะ มากจริงๆ นะ บางคืนนี่นับแต่พวกเทพนี่ มากต่อมาก เป็นอย่างนั้นล่ะ

อย่างภายนอกนี่ ท่านไม่ค่อยพูดมากนะ คือเรื่องภายนอกมันเกิดตามนิสัยวาสนาของใครของเรา แต่เรื่องแก้กิเลสนี้มันผึงๆ เลยเชียวนะ เปิดเผยแก่ผู้ปฏิบัติจริงๆ เอาอย่างเต็มเหนี่ยวๆ เลย

คุณเฉลียว :
แสดงว่าคุณยายท่านก็ปฏิบัติดีใช่มั๊ย ?

หลวงตา :
เราไม่ได้ไปเห็นด้วยตาของเราอันหนึ่งนะ ที่เค้าว่า อัฐิแกกลายเป็นพระธาตุนะ ว่างั้นนะ เขาเล่ากัน แต่เรายังไม่เห็นด้วยตาของเรา คือเราจะเอาจริงจังด้วย ต้องเห็นด้วยตาของเราซะก่อนนะ มันชัดเจนนะ อย่างที่เราออกตรงไหน ชัดเจนแล้วออก พูดได้เลย อย่างยายตั้ง เขาบอกว่าอัฐิของแกกลายเป็นพระธาตุ อย่างนั้นนะ

คุณเฉลียว :
แสดงว่าแกปฏิบัติดีมาก

หลวงตา :
เรื่องเห็นจิตคนอื่น ไม่ต้องอะไรล่ะ ปิดแกไม่อยู่ เรื่องเห็นจิตคนอื่นนี่ แกพูดเรื่องวัดหนองผือนี่ คือนิสัยแกตรงไปตรงมาจริงๆ นะ ไม่มีสะทกสะท้าน พูดอะไรซัดกันเลยกับหลวงปู่มั่นนะ เถียงกัน ของเล่นเมื่อไรว่ะ เถียงกันเลย คือนิสัยของแกน่ะ คือพูดผางๆ ไปเลย

พูดถึงเรื่องว่า วัดหนองผือนี่ โห...มองดูแล้วสว่างไสวไปหมดวัดเลย นั่น...คือจิตแต่ละดวงๆ ในนั้นสว่าง ผ่องใสต่างกันๆ แกมองไปดูจิตพระ พระก็มีแต่พระปฏิบัตินี่ แล้วแกเรียกว่าหลวงพ่อ...ญาท่าน ว่าอย่างนั้นนะ แกเรียกอย่างนั้นนะ...แกเรียกหลวงปู่มั่น "...อันนี้ครอบหมดเลย..." เนี่ยอย่างนั้น ฟังสิ "จิตของท่านนะ...ครอบหมดเลย..." จากนั้นก็สว่างไสวทั่วไปหมดเลย หนองผือ สว่าง วัดป่าหนองผือ เนี่ย...ใครไปบอกแกทำไมแกพูดได้ แกไม่เห็นจะพูดได้ยังไง ก็เป็นอย่างนั้น ฟังสิ นี่ล่ะได้รู้ได้เห็นแล้ว เป็นอย่างนั้นนะ

ลูกศิษย์ :
อย่างนั้น แสดงว่าแกปฏิบัติไปลิบลับแล้ว

หลวงตา :
นั้นละ คือมันเป็นตามนิสัยวาสนาของแต่ละคนๆ แกรู้จริงๆ นะ เรื่องภายนอกอันนี้นะ รู้จริงๆ จิตเป็นยังไงๆ แกรู้จริงๆ แกอาจหาญมาพูดกับหลวงปู่มั่นนะสิ "...ญาท่านก็...จิตก็สว่างครอบไปหมดแล้ว ก็จะไปภาวนาหาอะไรอีก" (โยมหัวเราะ) แกพูดอย่างนี้นะ แกไม่มีสงสัยเลย "...จิตหลวงพ่อญาท่านน่ะ สว่างครอบไปหมดโลกนี้ ว่าอย่างนั้น หลวงพ่อพ้นไปนานแล้วนี่ ว่าขนาดนั้นนะ แล้วหลวงพ่อจะภาวนาหาอะไรอีก" ว่างี้นะ ท่านก็ตอบว่า "...ภาวนาจนตายนั่นล่ะ (หัวเราะ) ขี้เกียจไม่เป็นท่า...ท่านว่าอย่างนั้น นักภาวนาต้องขยันสิ" ท่านว่างั้น เวลาแกถูกใจนี้ แกหัวเราะฮ่าๆๆๆ เป็นอย่างนั้นแหละ แกรู้จริงๆ นะ เรื่องจิตใจ ถามไม่ถามแกก็รู้ นี่ได้ฟังมาว่าอัฐิของแกกลายเป็นพระธาตุ เราก็ยังไม่เห็นนะ

คุณเฉลียว :
ผมว่าคงจริงนะ เห็นขนาดนั้นแล้ว รู้มากขนาดนั้นก็ต้องกลายเป็นพระธาตุจริงๆ แล้วนะ เพราะว่ามันผิดคนธรรมดา

หลวงตา :
ก็นั่นแหละ คงเป็นพระธาตุ แกภาวนา โอ้...เก่งมาก กลางวี่กลางวันแกอยู่ในบ้านของแกนี่ แกมีไม้เท้านี่ คือความเพียรความหมุนภายในใจนี้..มันไม่ถอย นี้แกเดิน ถือไม้เท้าเดินจงกรม ไม่ว่ากลางวันกลางคืน แกทำของแกอย่างนั้นตลอด อยู่บ้านแกนี่ แกมีทางใกล้ๆ นี้ เดินจงกรม แกเดินจงกรมของแกอยู่ตลอดเวลา แสดงว่าภายในนี้หมุนติ้วๆ แล้วนะ เพราะฉะนั้นว่า...อัฐิของแกกลายเป็นพระธาตุ เราค่อนข้างจะเชื่ออยู่แล้วนะ

ลองจิตถ้าลองได้หมุนขนาดนี้แล้ว ยังไงก็ไม่อยู่ เป็นแต่เพียงว่า...ช้ากับเร็ว...ถ้ามีครูบาอาจารย์คอยแนะๆ ก็เร่งๆๆ เรื่อยเร็วขึ้น… ถ้าไม่มีครูบาอาจารย์คอยแนะ ก็ไปตามอัตโนมัติของตัวเอง อยู่แต่เพียงว่าช้า นั่น ผิดกัน ถ้ามีผู้รู้ผู้ฉลาดเหนือนั้นแล้ว แนะปั๊บๆ ก็ไปเลยๆ ขึ้นเลย ถ้าไปโดยลำพังเจ้าของ ก็ไป...แต่ช้าเท่านั้นนะ

คุณเฉลียว :
แกอยู่ในป่าอย่างนั้น ก็ไม่รู้ว่า แกมีใครเป็นอาจารย์ไปสอนแกนะ

หลวงตา :
แกก็คงได้ทำตามที่ได้ยินได้ฟังจากครูอาจารย์ เช่นที่หลวงปู่มั่นก็ไปอยู่หนองผือนะ เป็นมาก่อนหรือไม่ก่อนแล้วก็ไม่ทราบนะ แต่หลวงปู่มั่นไปอยู่ที่นั่นนะ เวลาแกมาปรึกษาธรรมะนะ แกคงได้ยินได้ฟังจากพระ หรือจากครูบาอาจารย์คือหลวงปู่มั่น แล้วแกก็ไปปฏิบัติแล้วก็เป็นของแกเอง จะเป็นก่อนเป็นหลังท่านไปอยู่ที่นั่น...เราไม่ทราบได้นะ แกต้องมีนิสัยอันหนึ่งที่แกจะชอบใจในทางด้านภาวนา เวลาแกเป็นขึ้นมานั้น มันจะเป็นเชื้อให้เกิดความเชื่อความเลื่อมใส ให้ฝังใจลงไปเรื่อยๆ ผลปรากฏขึ้นเรื่อย ก็ขยับเรื่อย ทีนี้ก็แสดงขึ้นมาเรื่อยๆ นั่นอย่างนั้นนะ

คือเรื่องธรรมะนี้นั้น ถ้าลงได้เข้าสัมผัสใจแล้ว มันไม่ได้เหมือนอะไรนะ เอ้อ...แม้แต่ส่วนหยาบอย่างนี้...มันก็เหนือทุกอย่างไปแล้ว นั่น...เป็นอย่างนั้นนะ ยิ่งละเอียดเท่าไรจิตยิ่งหมุนเข้ามาๆ ยิ่งปล่อยข้างนอกๆ หมุนเข้ามาข้างในเรื่อยๆๆๆ ทีนี้ยิ่งปล่อยข้างนอกออกเรื่อย เพราะอันนี้เลิศกว่า พิจารณาเท่าไรยิ่งเลิศๆ มันก็ยิ่งปล่อยสิ่งนั้นออกเรื่อยๆๆ สุดท้ายก็ปล่อยหมด (หัวเราะ) นั่น...อย่างงั้นแหละ ถึงขึ้นจะปล่อยหมด เอาไว้ไม่อยู่ อยู่ยังไงก็อยู่ไม่ได้นะ นั่น...มันเป็นในจิตเอง ขยับเรื่อย นี่เป็นจิตถึงขั้นอัตโนมัติอย่างที่เคยพูดเสมอนั้น นั่นล่ะ สิ่งนี้จะไม่มี...ถ้าลงเป็นขั้นอัตโนมัติหมุนเป็นความเพียรบริสุทธิ์ๆ จะมีเหตุการณ์แน่ไม่แน่ก็ตาม ก็หมุนของมันไป ช้ากับเร็วก็หมุนไปตามกำลังของตัวเอง แต่ถ้ามีครูบาอาจารย์ที่มีความเฉลียวฉลาดความรู้สูงกว่าแล้ว แนะนี้มันก็เร็วขึ้นๆ เป็นอย่างนั้น เรื่องธรรมไม่เหมือนอะไรนะ

เราถึงได้วิตกวิจารณ์สิ...กับโลกกับสงสาร นี่จวนตายแล้วนะเราบอกตรงๆ อย่างนี้เลย เพราะงั้นจึงเริ่มเปิดออกๆ ใครจะว่าอะไรเราไม่สนใจอะไรกับใครนะ สิ่งที่รู้ที่เห็น มันอยู่กับหัวใจเรา จำเป็นอะไรจะต้องไปหาสักขีพยาน

พระพุทธเจ้าตรัสรู้...ไปหาพยานมาจากไหน มาสอนโลกในสามแดนโลกธาตุ พระองค์ไปหาพยานมาจากไหน ทำไมจึงเป็นศาสดาเต็มภูมิ สอนโลก...ใครจะมากยิ่งกว่าพระพุทธเจ้าได้ล่ะ นั่น

แล้วบรรดาสาวกเวลาตรัสรู้ผึงขึ้นมาจากพระโอวาทที่ท่านทรงแนะนำสั่งสอนแล้ว องค์ไหนตรัสรู้ขึ้นมาแล้วไม่ไปทูลถามพระพุทธเจ้าในการสั่งสอนโลก จะเป็นตามภูมิวาสนาของตนๆ ทุกคนๆ นั่น ไม่ได้อย่างพระพุทธเจ้าก็ได้แบบลูกศิษย์มีครู ก็ได้แบบลูกศิษย์ เป็นอย่างนั้นนะ ลองได้ผ่านไปในหัวใจแล้ว มันหากเป็นของมันเองนะ

เวลาธรรมไม่มีอำนาจ มีแต่กิเลสตัณหามีอำนาจ อะไรมันก็เป็นเครื่องดูดดื่มเหมือนกัน กิเลสมันก็มีรสชาติพอจะกล่อมสัตว์โลกให้อยู่ในเงื้อมมือของมันได้ตลอดมาดังที่เป็นมานี้ แล้วยังจะกล่อมให้สัตว์โลกหลงไปตามมันตลอดไป เช่นเดียวกัน เมื่อไม่มีธรรมเข้าแทรกเข้าคัดค้านต้านทาน ไม่มีเครื่องวัดเครื่องตวง ธรรมกับกิเลส...วัดกันแล้ว ก็วัดที่หัวใจ ไม่ใช่วัดที่อื่นนะ หัวใจเราเคยสัมผัสสัมพันธ์อยู่กับกิเลส รสชาติของกิเลส มันเป็นยังไง ? มันมีทั้งสุขทั้งทุกข์มีทั้งเครื่องล่อลวงอยู่ภายในใจ เราก็ไม่รู้...แต่เวลามีธรรมแทรกเข้าปั๊บเลย มันจับ จับกันมาเทียบกัน...โดยหลักธรรมชาติของมันเอง นั่นก็เห็นคุณค่าของธรรม แล้วก็เริ่มเห็นโทษของกิเลสไปโดยลำดับ เห็นคุณค่าของธรรมมากเท่าไร ก็ยิ่งเห็นโทษของกิเลสมากเป็นลำดับๆ เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้ว เอาไว้ไม่อยู่ล่ะทีนี้ เรื่องความพากเพียร...เพื่อหลุดเพื่อพ้นนี้...เอาไว้ไม่อยู่เลย...ผึงๆๆ เลย เป็นอย่างนั้น เพราะอำนาจของธรรมเหนือกว่ากิเลสประเภทต่างๆ มันก็บึนเรื่อยๆ บึนเท่าไรก็ยิ่งประสบพบเห็นสิ่งละเอียดลออ และอัศจรรย์มากไปโดยลำดับ มันก็ยิ่งคลายข้างนอกออกๆ เรื่อยๆ

คุณเฉลียว :
ท่านอาจารย์ครับ แล้วพระพุทธเจ้าคงห่างกันมากเลยใช่ไหมครับ ?

หลวงตา :
ห่างมาก

คุณเฉลียว :
คล้ายๆ ว่าองค์นั้นหายไปแล้ว ศาสนาเสื่อม จนกระทั่งลืมหมดเลย ถึงขนาดนั้นใช่ไหม ?

หลวงตา :
นั่นละ ท่านเรียกว่าพุทธันดร อยู่ระหว่างพระพุทธเจ้าตรัสรู้แต่ละพระองค์ๆ นี้ โห...ห่างกันมากนะ กว่าจะได้มาตรัสรู้แต่ละพระองค์

ลูกศิษย์ :
มีช่องว่าง

หลวงตา :
นั่นแหละช่องว่างนี้ เรียกว่าพุทธันดร ไม่ได้มีศาสนา ไม่ได้มีคำว่าบุญว่าบาป เพราะฉะนั้นกิเลสมันจึงมีอำนาจมาก แผดมาก ตอนนั้นละ..สัตว์โลกทั้งหลายเป็นฟืนเป็นไฟไปเลยทีเดียวเชียว ระลึกบุญระลึกบาปไม่ได้เลย อำนาจของกิเลสมันรุนแรงมากเนี่ย ทุกข์มากตอนนี้ล่ะ สัตว์โลก ทุกข์มาก ท่านก็บอกไว้ในตำรา บอก...อย่างนี้นะ

นานๆ พระพุทธเจ้าถึงได้มาตรัสรู้ทีหนึ่ง พอตรัสรู้ขึ้นมาก็เป็นน้ำดับไฟ เริ่มระงับดับลงไป ผู้มีอุปนิสัยสามารถที่จะรู้เห็นธรรมทั้งหลาย ก็พอดีเหมาะกับนิสัยวาสนาในขณะที่พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ ก็มาเกิดในระยะนั้นๆ เพราะฉะนั้นผู้ที่ตรัสรู้รวดเร็วๆ ในเวลาที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่จึงมีมาก นิสัยวาสนาพร้อมกันมาๆ พวกที่ตรัสรู้มาก

คุณเฉลียว :
ผมถึงสงสัยว่าเอ...ทำไมฟังเทศน์ครั้งเดียวสองครั้งนี่ เป็นอรหันต์แล้ว สำเร็จแล้ว

หลวงตา :
นั่นละคือประเภท ท่านว่ามีอยู่ ๔ ประเภทนี่นะ อุคฆฏิตัญญู วิปจิตัญญู เนยยะ ปทปรมะ

อุคฆฏิตัญญู คือประเภทที่เสาะแสวงหาความพ้นทุกข์อยู่แล้ว เรายกตัวอย่างเช่น สมัยพระพุทธเจ้าของเราเนี่ยละ เช่นพระอัญญาโกณฑัญญะ ใช่ไหม เวลามาเห็นพระพุทธเจ้าประสูตินี่ มาทำนายทายทัก ถึงรู้ก่อนไว้แล้ว ทีนี้ออกไปบวชคอย ฟังซิคอย ท่านตรัสรู้แล้วจะมาสอนพวกเรา เห็นไหมล่ะ นั่น อย่างนั้นซิ ทีนี้เวลา...คือท่านเหล่านี้เป็นผู้คอยอยู่แล้ว เหมือนว่าวัวนี้มันอยู่ปากคอกแล้ว คอยแต่ประตูจะเปิดเมื่อไรมันจะออก ทีนี้พอเปิดประตูปั๊บ พระพุทธเจ้าแสดงธรรม เท่านั้นล่ะ...เปิดประตูปั๊บ ผึงออกเลยๆ เรื่อย แล้วคณะนี้มาๆ ซึ่งเป็นนิสัยวาสนาใกล้เคียงๆ กันก็ออกเรื่อยๆ นี่ล่ะ ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แต่ละครั้ง สั่งสอนโลก จึงมีสัตว์โลกทั้งหลายบรรลุธรรมมีจำนวนมากมาย เพราะว่านิสัยวาสนาของท่านเหล่านั้น...พร้อมแล้วๆ ในระยะนั้น เป็นอย่างนั้น



(มีต่อ 3)
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวMSN Messenger
ปุ๋ย
บัวเงิน
บัวเงิน


เข้าร่วม: 02 มิ.ย. 2004
ตอบ: 1278

ตอบตอบเมื่อ: 06 ธ.ค.2006, 11:53 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

คุณเฉลียว :
เรามาเกิดนี่ ขนาดที่พระพุทธศาสนายังมีอยู่นี่นะ เราได้เปรียบนะ ถ้ารอให้เสื่อมลงไปแล้วนี่

ลูกศิษย์ :
เราโชคดีกันที่สุดเลย หลวงตา

คุณเฉลียว :
ถ้ามาเกิดตอนที่มันเสื่อมหมดแล้ว ยุ่งเลย (หัวเราะ)

หลวงตา :
อันนี้มันก็มาด้วยอำนาจของกรรมเหมือนกันนะ มาโดยจังหวะที่ศาสนาไม่มี หรือศาสนามี หรือศาสนาเสื่อมเจริญ หรือมีในระยะพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์...มันก็เป็นไปตาม "กรรม" ของสัตว์ที่จะมาอุบัติในระยะๆ นั้นนะ

คุณเฉลียว :
อาจารย์ แล้วมันแปลก ทำไมถึงต้องไปเกิดที่อินเดีย พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ เห็นว่าพระศรีอาริยเมตไตรยก็ต้องไปเกิดที่อินเดียอีกใช่ไหมครับ ?

หลวงตา :
ท่านแสดงไว้ในนั้นว่ามาเกิดชมพูทวีป นั่นนะในตำรามีนะ ก็ไม่เคยมีว่าไปเกิดในที่ไหนๆ ก็คงเหมาะสมที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายจะมาอุบัติในที่นั้นๆ นั่นเอง ท่านถึงมา ไม่ใช่จะมาเกิดสุ่มสี่สุ่มห้าเหมือนโยนปลาใส่หม้อแกงนะ (หัวเราะ) ก็เรียกว่ามาพร้อมด้วยวาสนาๆ ท่านแสดงไว้นั้นนะ มาเกิดในชมพูทวีปเราทั้งนั้นน่ะ ไม่มีไปเกิดที่ไหนๆ ก็คือความหนาบางของสัตว์โลก และสถานที่เหมาะสมที่พระพุทธเจ้าจะโปรดสัตว์ในที่นั่นจะเหมาะ เป็นอย่างนั้น คือมาในจังหวะที่เหมาะๆ ทุกอย่าง อุบัติก็อุบัติในสถานที่เหมาะสมนั้นเอง

ลูกศิษย์ :
ก่อนพระสมณะโคดมนี่ก็...ชมพูทวีปเหมือนกัน ?

หลวงตา :
ก็ชมพูทวีปแล้ว แต่ลืมไปว่า...เอ้อ...กรุงกบิลพัสดุ์หรือ ที่พระพุทธเจ้าอุบัติ ก็อย่างนั้นล่ะ อย่างชมพูทวีปนี้ ก็อะไรล่ะ...ตั้งชื่อว่ายังไง ?

ผู้กำกับ :
ชมพูทวีป เมืองไทยก็อยู่ในเขตชมพูทวีปนะครับ ประเทศไทยครับ

คุณเฉลียว :
ปริมณฑลเหมือนกัน แต่ห่างหน่อย

หลวงตา :
เหอ...อย่างนั้นแหละ ผู้ที่จะมาเกิดรับพระโอวาทพระพุทธเจ้า ก็ต้องมาในระยะเหมาะสมๆๆ แล้วตรัสรู้บรรลุธรรมได้เลย

คุณเฉลียว :
ผมก็เคยสงสัยมานานแล้ว ว่า เอ...มีตั้งหลายองค์แล้ว ทำไมต้องมาค้นคว้าใหม่ทุกองค์เลย มาอุบัติใหม่ต้องมาค้นคว้าใหม่กว่าจะสำเร็จได้ ทุกข์ทรมานแสนสาหัส ทำไมถึงไม่เอาของเก่ามา แสดงว่ามันลืมไปหมดแล้ว

หลวงตา :
ตั้งแต่เราทำอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทำไมไม่กินเลยๆ แล้วเอาออกทำไม ก้าง แล้วรอนั้นรอนี้อยู่ทำไม ธรรมดาเราควรจะเปิบปึ๋งๆ เลย มันก็ยังต้องรอตามจังหวะของมัน ใช่ไหม ? อันนี้มันก็ต้องมีอย่างนั้นเหมือนกัน (หัวเราะครืน)

คุณเฉลียว :
ผมสงสัยนานแล้วไม่กล้าถาม ทำไมก็เกิดมา มีอุบัติมาตั้งหลายองค์แล้ว ทำไมเราไม่ตามท่านล่ะ ที่แท้มันลืมไปหมดแล้ว

หลวงตา :
แต่ที่เหมือนกันหมดนี้คือว่า บรรดาพระพุทธเจ้าที่มาอุบัตินี้ ทรงสยัมภู คือทรงขวนขวายเองด้วยความเพียร แล้วทรงรู้เอง ไม่มีใครมาแนะนำสั่งสอนเป็นจริงเป็นจังเลย ไม่มี ทุกๆ องค์ท่านบอกว่าแบบเดียวกันหมด ไม่มีใครมาสอนนะ

คุณเฉลียว :
นั่นสิครับ คือว่าน่าจะมีบันทึกไว้บ้าง

หลวงตา :
เช่นอย่าง...ที่ท่านมาศึกษากับพวกดาบสทั้งสองนี้ มันก็"ไม่ใช่ทาง"เสีย..นั่น ท่านก็หลีกหนีเสีย ครั้นเมื่อเวลาจะเอาก็ เป็นเรื่องของท่านโดยเฉพาะ ทรงเจริญอานาปานสติ แล้วก็บรรลุในคืนวันนั้นไปเลย จึงเรียกว่าสยัมภู ทำเหตุคือทรงขวนขวายทำเองไม่ต้องมีใครมาแนะวิธีการทำ แล้วเวลารู้ก็รู้ขึ้นมาเอง

นี่ล่ะ สยัมภู...เหมือนกันหมดบรรดาพระพุทธเจ้า อย่างพระอาริยเมตไตรยนี้ เสด็จออกทรงผนวชเพียง ๗ วัน ก็จะได้บรรลุธรรม ท่านยากท่านก็บอกว่ายาก องค์ไหนง่ายก็บอกว่าง่าย

พระชนม์มายุนี้ก็เหมือนกันนะ องค์นี้ๆ องค์นั้นๆ อายุยืนอย่างนั้น ส่วนมากมีแต่อายุยืนๆ ทั้งนั้นนะ ท่านว่า ที่มันสั้นกว่าบรรดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายคือเราตถาคต เพียง ๘๐ ปีเท่านั้น พอถึง ๘๐ เต็มแล้ว เดือน ๖ เพ็ญก็นิพพานไปเห็นมั๊ยล่ะ สะทกสะท้านที่ทรงรู้ไว้อย่างไรบ้าง...ไม่เห็นมี คือวันเดือน ๖ เพ็ญมานี้ทรง (รู้) แล้วล่ะ จากนี้ไปอีก ๓ เดือนเราจะตาย ทีนี้ พอถึงกำหนด ๓ เดือนเป๋งแล้ว วันเดือน ๖ เพ็ญนั้น ก็เสด็จไปเลย ไปกรุงกุสินารา ไปนิพพานที่นั่น ไปถึงนั้นก็บอกว่า จะมาตายที่นี่ ว่างั้นเลยนะ นั่น...แน่ไหม ? นี่ล่ะพระญาณหยั่งทราบ ท่านถึงเรียกว่า "เอกนามกิง" หนึ่งไม่มีสอง คือพระญาณหยั่งทราบของพระพุทธเจ้า ถ้าลงได้หยั่งทราบตรงไหนแล้ว...ไม่มีสองที่จะมาลบล้างได้เลย

คุณเฉลียว :
บอกล่วงหน้าไว้เลย

หลวงตา :
บอกล่วงหน้า พอถึงวันนั้นก็เป็นจริงๆ มาก็บอกว่าจะมาตายที่นี่ว่างั้นเลย (หัวเราะ) ทั้งๆ ที่ยังไม่ตายก็บอกว่าจะมาตายที่นี่ นี่ล่ะพระญาณหยั่งทราบ

พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ตรัสรู้โดยลำพังพระองค์เองทั้งนั้นล่ะ ท่านบอกไว้ อย่างในตำรับตำราบอกไว้หมด เป็นแต่เพียงว่ามีช้ามีเร็ว ส่วนมากเร็ว ตรัสรู้เร็ว ที่ตรัสรู้ช้าและลำบากลำบนมาก ก็มีเราตถาคต ท่านก็บอกไว้นะ แล้วอายุของเราก็สั้นนิดเดียว เพียง ๘๐ ปีเท่านั้น พอถึง ๘๐ ท่านก็ไปเลย ก็ผิดไหมล่ะที่ว่า ๘๐ ปีเท่านั้น ท่านยังไม่ได้ตายนี่นะ ท่านบอกไว้แล้ว ๘๐ปีท่านจะตาย พอถึง ๘๐ ปีท่านเสด็จไปเลย ไปตายเลย แน่ะ..เป็นอย่างนั้นนะ อาจหาญชาญชัยต่อความรู้ความเห็น ความเป็นจริงทุกอย่างมันพร้อมอยู่แล้วนะ ก็ไปเลย นิพพานเลย

แล้วทีนี้พราหมณ์แก่ ที่เข้ามานั้นเข้ามาทูลถามปัญหาในวันจะไปนิพพานก็เหมือนกัน พราหมณ์แก่คนนี้ถือทิฐิมานะ เป็นพวกชาติอริยกะเหมือนกัน พวกนี้โอ๊ย...ทิฐิมานะมากนะ ถือชั้นวรรณะมากทีเดียว พระพุทธเจ้าก็ลบพวกชั้นวรรณะ

ทีนี้เวลาพระพุทธเจ้าเสด็จมา แต่ก่อนไม่สนใจ ว่าพระพุทธเจ้าก็เป็นชาติอริยกะเหมือนกัน แต่เป็นรุ่นหลาน รุ่นลูกรุ่นหลาน...นั่นว่าถือว่าตัวเป็นปู่ พูดง่ายๆ ว่างั้นล่ะ ยศสูงถึงขั้นปู่

ครั้นเวลาพระพุทธเจ้ามาปรินิพพานวันนี้แล้ว เอนี่เป็นกาลเวลาที่แน่นอนแล้ว พระพุทธเจ้าจะปรินิพพานในคืนวันนี้ นี่เราก็สงสัยปัญหานี้มานาน โดยถือทิฐิมานะว่าตัวนี้มียศสูงกว่า หรือศักดิ์ศรีสูงกว่า ว่านั้นรุ่นลูกรุ่นหลาน ก็เวลานี้ท่านจะมานิพพาน ถ้าไม่ได้ทูลถามท่านในเวลานี้จะไม่มีเวลาเลย เราจะต้องไป พอเข้ามาปั๊บ..ถูกพระอานนท์ห้าม ไม่ให้ไปรบกวนท่าน ท่านกำลังเพียบแล้ว

พระองค์รับทราบ..ก็สั่งให้พระอานนท์นำเข้ามาทันทีเลย นี่...เรามาที่นี่เพื่อตามคนนี้แหล่ะ แน่ะเห็นมั๊ยล่ะ บอกเลย เรามาที่นี่เพื่อตามคนนี้แหล่ะคนหนึ่ง พอมา ก็มาถามเรื่องศาสนามีแตกๆ ต่างๆ หลายศาสนามาแต่ครั้งโน้นนะ คือศาสนาไม่ได้มีศาสนาเดียว มีมากต่อมาก เค้าก็กังวลในเรื่องศาสนาว่า...ศาสนานั้นก็ว่าศาสนาตัวดี ของใครๆ ก็ว่าแต่ดีๆ ด้วยกันหมดนะ แล้วศาสนาไหนดีแท้ มาถามพระพุทธเจ้า พระองค์จะตำหนิศาสนานั้นนี่ไม่ใช่นะ บอกว่าถ้าศาสนาใดมีอริยสัจ มีมรรค ๘ ศาสนานั้นแลเป็นศาสนาที่ทรงมรรคทรงผล ท่านพูดอย่างนั้น

ท่านไม่พูดตำหนิศาสนาใดเลย แล้วท่านก็แสดงให้ฟัง...มรรค ๘ แล้วอริยสัจนี้ เป็นศาสนาทรงมรรคทรงผล ผลนี้คืออะไร ก็เป็นสมณะได้ ได้สำเร็จเป็นสมณะ ๔ สมณะที่หนึ่งคืออะไร คือพระโสดา สมณะที่ ๒ คือพระสกิทาคา สมณะที่ ๓ คือพระอนาคา สมณะที่ ๔ คือพระอรหัตตบุคคล นี่ล่ะศาสนานี้ ทรงไว้ซึ่งท่านผู้ทรงมรรคทรงผลเหล่านี้ แล้วก็ให้พระอานนท์บวชให้ในเดี๋ยวนั้น แล้วก็บอก...บวชแล้วนี่ให้ไปประกอบความพากเพียร สนใจในอริยสัจ ความทุกข์ ความเกิด ความตาย มันก็มีอยู่กับทุกคน อย่ามายุ่งกับเรา เราก็จะตายเหมือนกัน อันนี้ก็ไปทำความเพียรพิจารณาความตายของตัวเอง เพราะมันเป็นอริยสัจด้วยกัน แน่ะเห็นมั๊ยล่ะ ให้เอาไปพิจารณา ให้ได้ตรัสรู้ในคืนวันนี้พร้อมกับเราตาย พูดง่ายๆ ให้เป็นปัจฉิมสาวกของเรา

คุณเฉลียว :
คืนนั้นเลยหรือฮะ

หลวงตา :
คืนวันนั้นเลย สำเร็จในคืนวันนั้น เป็นอย่างนั้นเลย เห็นมั๊ยล่ะ ทรงแน่นอนมาแล้วนี่ คือพระองค์เสด็จมาที่นี่ก็มีเหตุนี้ละ สำคัญมากเลยนะ นั่นเป็นอย่างนั้นแหละ

คุณเฉลียว :
สมัยก่อนนี้รู้สึกพระอรหันต์จะมากกว่าสมัยนี้เยอะแยะเลยใช่มั๊ย ?

หลวงตา :
โอ๊ย...สมัยนี้มัน อรหันต์สมัยนี้มันหันไปหาพวกหมอน (ศิษย์หัวเราะ) หันอยากอยู่อยากกิน หันไปนั้นไปนี้ มันก็ได้แต่สิ่งนั้นมาสิ

พระอรหันต์ครั้งพุทธกาล ท่านหันเข้าหาอรรถหาธรรม ท่านไม่ได้หันหาสิ่งเหล่านี้ เพราะสิ่งเหล่านี้ ทุกอย่างมีอยู่ในโลก หาอะไรมันก็ได้เจออย่างนั้นนะซิ หาบุญได้บุญ หาบาปได้บาป หากิเลสได้กิเลส หาธรรมได้ธรรม

อันนี้เราไม่ได้หาธรรมเหมือนครั้งพระพุทธเจ้านะสิ มันหาแต่กิเลสนะสิ เพราะว่าหัน...ก็หันหากิเลสไปเสียนะสิ (หัวเราะ) มันไม่ได้หันหาธรรม..เข้าใจมั๊ย แล้วจะให้มันจะสำเร็จได้ยังไง ดีไม่ดีพูดว่าสำเร็จอรหันต์...ไม่เชื่อ...เห็นมั๊ย กิเลสมันหนาแน่นกันขนาดนั้นน่ะ เจ้าของมืดบอด เขาถึงตาดี..เขาเห็นก็ไปลบตาเขาๆ ไม่ให้เขาเห็นเสีย ให้บอดเหมือนข้า แต่ไม่ได้บอกว่าข้าตาบอด ข้าตาดีกว่าพวกเธอแนะ...ไอ้พวกตาบอดก็ว่าตาดี มันเป็นอย่างนั้นนะ กิเลส...มันอ่อนข้อเมื่อไร

ใครจะไปเกินกิเลส เรื่องชอบยอตัวๆ ไม่มีใครกดมันได้ มันมีแต่ชอบยอตัวเรื่อย ถ้าธรรมตรงไปตรงมา มันเป็นอย่างนั้น ด้วยเหตุนี้เอง เรื่องกิเลสมันมาเมื่อไร...เรื่องมรรคเรื่องผลจึงกลายเป็นของปลอมๆ ไป กิเลสเสกตัวขึ้นมาเป็นของจริงไปเรื่อยๆ เหยียบย่ำทำลาย ใครพูดถึงเรื่องกิเลสตัณหาแล้ว...ยอกันชมกัน...พอพูดเรื่องอรรถเรื่องธรรมนี้..เหยียบย่ำทำลายดูถูกเหยียดหยามกันนั่นแหละ อันนี้เป็นอย่างนั้น

ต่อไปนี้เราคอยดูก็แล้วกันนะ จะไปวัดไปวานี้ จะไปด้วยความด้อมๆ มองๆ นะ อำนาจของกิเลสมันมากนะ พิจารณาเอาสิ นี่เขาไปทำบุญให้ทาน เขาจะไปสวรรค์...แล้วพวกนี้น่ะ...ดีพวกนี้เขาไปแล้ว เขาจะไม่ได้มาหาปูหาปลาแย่งปูแย่งปลาเราตามท้องไร่ท้องนา ให้เขาไปซะ (ศิษย์หัวเราะ) พวกเราไม่ต้องไป ไปหาปลากัน มันเป็นอย่างนั้นนะ (ศิษย์หัวเราะ) เข้าใจมั๊ย ? (ใช่) มันเป็นอย่างนั้น ของเล่นเมื่อไร

นี่ล่ะมันลบล้างศาสนา มันเสกสรรปั้นยอเป็นของดิบของดีขึ้นมา แล้วต่อไปคนไปวัดไปวานี้ จะต้องไปแบบด้อมๆ มองๆ ไม่ได้ไปด้วยความสง่าผ่าเผยนะ เพราะอำนาจของกิเลสมันแผด แผดทั่วโลกดินแดนจะว่าไง เขาเหมือนเรา เราเหมือนเขา แล้วธรรมะก็ถูกกดถูกบีบไว้ กดไว้อย่างนั้น ก็มีแต่กิเลสออกเต็มขั้นๆ ซึ่งเป็นการกอบโกยไฟเอามาเผาโลกไปพร้อมๆ กัน เป็นอย่างนั้นนะ

คุณเฉลียว :
สมัยพุทธกาลคนก็ไม่เยอะอย่างนี้ด้วย แต่พระอรหันต์เยอะมาก สมัยนี้คนแทบล้นโลก ไม่รู้ว่ากี่พันล้าน แต่พระอรหันต์น้อยลง ตรงกันข้าม..แสดงว่าเสื่อมลงไปเรื่อยๆ



(มีต่อ 4)
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวMSN Messenger
ปุ๋ย
บัวเงิน
บัวเงิน


เข้าร่วม: 02 มิ.ย. 2004
ตอบ: 1278

ตอบตอบเมื่อ: 07 ธ.ค.2006, 12:02 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

ลูกศิษย์ :
ท่านอาจารย์คะ ช่องว่างระหว่างพุทธันดรเท่ากันไหมคะ แต่ละพระองค์ๆ ช่องว่างน่ะเท่ากันมั๊ยคะ ?

หลวงตา :
ท่านได้บอกว่าระหว่างพุทธันดรหนึ่งๆ บอกว่ายืดยาวนานมาก ไม่ได้บอกว่าพุทธันดรนี้ห่างกันไปกี่กัปกี่กัลป์ ท่านไม่ได้บอกไว้นะ ท่านบอกว่าห่างกันมากอย่างนั้นนะ พุทธันดรนี้หมายถึงระหว่างพระพุทธเจ้าที่องค์นี้อุบัติขึ้นมาแล้ว องค์นี้ก็อุบัติขึ้นมานี่...ระหว่างนี้ ท่านเรียกพุทธันดร

ลูกศิษย์ :
แล้วองค์ต่อไป...ที่ต้องเป็นพุทธทำนายขององค์เก่า

หลวงตา :
คือทำนายต่อๆ กันไป เพราะเรื่องพระญาณหยั่งทราบนี่ จะแม่นยำด้วยกันไปหมด พระองค์นี้มาตรัสรู้แล้วทำนายองค์ข้างหน้าก็แบบเดียวกัน องค์นั้นมาทำนายองค์ข้างหน้าก็แบบเดียวกัน ไม่มีผิด ตรงแน่วๆ

ลูกศิษย์ :
อย่างพระสมณะโคดม ท่านก็พุทธทำนายไว้ว่าเป็นพระศรีอาริยเมตไตรยใช่ไหมเจ้าคะ ?

หลวงตา :
ก็พระพุทธเจ้าทำนายไว้...ถ้าในตำราแล้ว มาทุกกัปนะ กัปหนึ่งๆ นะ แต่เพียงแต่ว่าเป็นจำนวนมากน้อยต่างกัน ถ้าเป็นภัททกัป มีพระพุทธเจ้ามามาก เช่นภัททกัปของเรานี้ มีพระพุทธเจ้าถึง ๕ พระองค์ บางกัปไม่เรียกว่าภัททกัปนะ เป็นกัปธรรมดา ก็มีองค์หนึ่งสององค์ ไม่มาก ถ้าเป็นภัททกัปแล้วมาก ท่านแสดงไว้ในตำรา

ลูกศิษย์ :
ภัททกัปๆ นี้มีถึง ๕ พระองค์

หลวงตา :
๕ พระองค์ กะกุสันโธ โกนาคะมะโน กัสสะโป โคตะโม อาริยเมตไตรโย… ใช่ ๕ พระองค์

คุณเฉลียว :
หมายถึงว่าพระศรีอาริยะเมตไตรยก็อยู่ในกัปนี้เหมือนกันหรือครับ องค์สุดท้ายเลย ?

หลวงตา :
กัปนี้เลย องค์สุดท้าย

คุณเฉลียว :
ระหว่างแต่ละองค์ก็ยังไม่รู้กี่แสนปี ?

ลูกศิษย์ :
ระหว่างแต่ละองค์ก็กว้างแล้ว ระหว่างกัปยิ่งกว้างใหญ่ใช่ไหมคะ ?

หลวงตา :
โห...กว้างๆ กัปนี้กว้างใหญ่ๆ กว้างใหญ่มาก

ลูกศิษย์ :
ชาตินี้หนูมีบุญค่ะ ได้แตะท่านอาจารย์ไว้เป็นบุญเป็นบารมีค่ะ (หัวเราะ)

หลวงตา :
อา ก็มีบุญมากๆ ละ ให้นอนอย่าตื่นนะ บุญมันก็ไปอยู่หมอนหมดเลยน่ะ (ศิษย์หัวเราะ) เข้าใจไหมล่ะ เอ้อ...เรามีบุญมากแล้ว หมอนหนุนเลยก็สบายไปเลย

โห เรื่องพุทธศาสนานี้ ไม่มีอะไรที่จะเทียบได้แล้วนะ คือพุทธศาสนานี้เป็นศาสนาที่เป็นแบบเป็นฉบับต่อโลกต่อสงสารจริงๆ มีศาสนาเดียว พูดได้อย่างยัน..เลยนะ นอกนั้นเป็นคนมีกิเลสทั้งนั้นเป็นเจ้าของศาสนา จึงไปเรียกเหมือนธรรมดาเรา ไม่เรียกว่าเป็นเจ้าของศาสนา ไม่เรียกว่าเป็นศาสนานั้นศาสนานี้ด้วยความเคารพนับถืออย่างบริสุทธิ์ใจเหมือนพุทธศาสนา

ศาสนานี้บริสุทธิ์ใจจริงๆ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ขึ้นมาสิ้นกิเลสแล้ว เป็นศาสดาสอนโลก ไม่มีกิเลสแฝงอยู่ภายในพระทัยเลย เหล่านั้น..คลังกิเลสเท่านั้นมาสอนศาสนา ใครมีความรู้มากน้อย ยิ่งเสกสรรปั้นยอตัวว่าเป็นครูเป็นอาจารย์เป็นเจ้าของศาสนา ก็กระจายยาพิษนี้ออกไปจากคลังกิเลสซึ่งเป็นมหาภัยทั้งนั้น บรรดาบริษัทบริวารมีมากน้อยมารับโอวาทคำสั่งสอนนี้ ด้วยความลงใจใช่มั๊ย แล้วเอาไปก็กระจายแล้วบ่ายออกไป ศาสนาข้าก็ดี สอนอย่างนั้นสอนอย่างนี้ว่าดี ทางนั้นเขาก็มีศาสนา เขามาอวดกันซัดกันไป เหมือนหมากัดกันนะ (หัวเราะ) ไม่มีอะไรจริง เป็นอย่างนั้นนะ นี่เอาความจริงมาพูดนะ

คุณเฉลียว :
สมัยก่อนนี้ ก่อนพบท่านอาจารย์ ผมก็ไม่ค่อยเชื่อนะฮะ ไม่เชื่อว่าทำบุญไว้มีชาติหน้า..จะไปเสวยบุญเหมือนกับทำบุญแล้วไปฝังไว้ ชาติหน้าเราเกิดจะไปเสวยบุญ ไม่ได้คิดเลย คิดแต่ว่าทำไปเรื่อยๆ ทำเพื่อความสบายใจเท่านั้นเอง แต่หลังจากอาจารย์ค่อยๆ พูด มีอยู่ครั้ง ท่านอาจารย์คงจำได้เหมือนกัน ที่บอกว่า ดร.เชาว์ไปฟ้องต่อหน้าท่านอาจารย์ว่า คุณเฉลียวเขาไม่อยากไปนิพพาน อยากจะเกิดมาเป็นคนมีอีก แล้วก็ช่วยคนจนเยอะๆ ท่านอาจารย์ก็เลยบอกผมว่า แล้วคุณจะรู้ได้ไงว่าคุณเกิดมาชาติหน้า จะเป็นคนมีอีกล่ะ (หลวงตาและศิษย์หัวเราะ)

หลวงตา :
เขาพูด แล้วเราถามเรอะ ?

คุณเฉลียว :
ใช่ฮะ

ลูกศิษย์ :
จังหวะนั้นเลย

หลวงตา :
แล้วทางนี้ตอบว่าไงละ ทีนี้ ? ที่เราถามว่างั้นนะ

คุณเฉลียว :
ตอนนี้ก็คือ ตอนนี้ไม่ไป แต่จะไปได้หรือเปล่า ? (หัวเราะ)

หลวงตา :
เราพูดจริงๆ ล่ะนะ คือมันไม่มีอะไรที่จะมาปิดบังความรู้นี้ได้เลย เพราะงั้นจึงไม่สนใจว่าจะเอาอะไร ใครต่อใครที่ว่าเป็นสักขีพยานต่อความรู้ที่ประจักษ์หัวใจนี้นะ อันนี้อันเดียวพอ เพราะฉะนั้น มันจึงวิ่งถึงพระพุทธเจ้าว่า...พอตรัสรู้ปึ๋งขึ้นมาแล้วเท่านั้น...พอ ไม่จำเป็นหาใครมาเป็นสักขีพยานในการแนะนำสั่งสอน และความรู้ของตัวเอง ว่ามีคนมายืนยันว่า แน่แล้วๆ นี่...ไม่มี แน่แล้ว...ตั้งแต่ตรัสรู้ขึ้นมา ผาง...การที่แนะนำสั่งสอนสัตว์โลก พอพระทัยทุกอย่าง นำออกได้พอดิบพอดีๆ ตามจริตนิสัยของสัตว์ที่เขารับได้มากน้อยเพียงใด

จากนั้นมา บรรดาพระสาวกที่ได้ยินได้ฟังจากพระพุทธเจ้า แล้วไปปฏิบัติจนสำเร็จเป็นมรรคผลนิพพานขึ้นมา ก็เต็มหัวใจของท่าน เต็มหัวใจของท่าน เรียกว่า อิ่มพอในธรรมทั้งหลาย เหมือนกับว่า...ช้างก็กินเต็มอิ่มเต็มท้องช้าง ช้างก็อิ่มเต็มตัว หนูกินอิ่มเต็มท้องหนู หนูก็อิ่มผาสุกสบายเต็มตัวหนู ต่างตัวต่างอยู่สบายด้วยกัน

นี่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว พระองค์เป็นพุทธวิสัย สามารถจะแนะนำสัตว์โลกได้กว้างแคบขนาดไหน...เป็นพุทธวิสัย ส่วนสาวกทั้งหลายที่มีความสามารถจะสั่งสอนสัตว์โลกได้มากน้อยเพียงใดก็เป็นสาวกวิสัย สอนด้วยความเต็มภูมิของตัวเอง ไม่ต้องไปทูลถามพระพุทธเจ้า ในการแนะนำสั่งสอนสัตว์โลกนะ ท่านจะพอดิบพอดีของตัวท่านเอง นั่น...เป็นอย่างนั้น เข้าใจหรือเปล่านี่ที่พูด

คุณเฉลียว :
เข้าใจครับ สมัยก่อนนี้ คิดอยู่อย่างเดียวว่า ทำบุญเรื่อยๆ แต่ว่าไม่ได้คิดว่า ทำแล้วมันจะได้บุญไปอีก ชาติหน้ามันจะเกิด หรือขึ้นสวรรค์นี่ ไม่ได้คิดเลย คิดแต่ว่าทำไปแล้วรู้สึกสบายใจ เออ ผมก็พูดว่าผมสบายใจ ตรงนี้ผมได้บุญแล้ว ไม่ได้คิดว่าจะไปทำแล้วฝากไว้ธนาคาร แล้วชาติหน้า ไม่ได้คิดเลย (หัวเราะ)

หลวงตา :
มันก็ต้องเป็นอย่างนั้น เวลามันไม่รู้ มันก็เป็นอย่างนั้น แต่ที่สำคัญแต่ว่า...สำหรับธรรมนี้ ไม่ได้เอียงกับผู้ใด ใครรู้ใครไม่รู้ก็ตาม ทำดีทำชั่ว เป็นดีเป็นชั่วไปตลอด นี่ก็เป็นทางสายกลางของธรรม ไม่เอียง ใครจะเชื่อไม่เชื่อก็ตาม ทำดีเป็นดี ทำชั่วเป็นชั่วไปตลอดๆ

ทีนี้เราเห็นไม่เห็นก็ตาม สิ่งที่ทำแล้ว จะไม่สูญหายไปไหน ถ้าพูดภาษาทางโลกเรียกว่า ฟักตัวอยู่ภายในใจ ทั้งดีทั้งชั่ว ทำลงไปแล้ว พอแย๊บ..ออกไปนี้คือกริยาของจิตที่ทำชั่วทำดีแล้วนะ แล้วผลจะเข้ามาทางนี้ทันทีๆๆ นี่เวลาเปิดเผยของมันก็โน่นนะ ตอนคุณงามความดีของเราเต็มที่เต็มฐานแล้ว

อันนี้มันเหมือนกับน้ำนะ น้ำทะเลนะ มันไหลมาจากสายใดๆ เราก็ไม่รู้ แต่เวลามันเต็มน้ำมหาสมุทรแล้วก็พ้นจากแม่น้ำไหลมาจากสายต่างๆ มารวมตัวกันแล้วเป็นมหาสมุทร อันนี้จิตของเราที่เรียกมหาวิมุติมหานิพพานซึ่งเทียบกับน้ำมหาสมุทร มันก็ออกมาจากสายธารแห่งการทำบุญให้ทานของเรา จำได้มั๊ยล่ะ ทำเท่าไรก็ค่อยไหลเข้ามาๆ เพิ่มเข้ามาๆ สุดท้ายก็เต็มขึ้นด้วยน้ำ แล้วก็เป็นมหาสมุทรขึ้นมา อันนี้เต็มขึ้นด้วยอรรถด้วยธรรม ก็เป็นธรรมขึ้นมาในหัวใจ เต็มหัวใจเลย นั่น เข้าใจไหมล่ะ ก็เป็นอย่างนั้นนะ

เมื่อวานนี้ก็ไปเทศน์ที่กระทรวงการต่างประเทศ ก็มีเผ็ดร้อนบ้างเล็กน้อย ไม่มากนักน่ะ (ศิษย์หัวเราะ)

ลูกศิษย์ :
เผ็ดนิดหน่อยฮะ

หลวงตา :
เผ็ด ร้อนมีบ้างเล็กน้อย ไม่มากนัก ก็ควรจะเผ็ดร้อนมันเป็นของมันเองนะ มันไม่มี...คำว่าสูงว่าต่ำ ธรรมนี้เหนือตลอดเลย พูดตรงๆ อย่างนี้เลย ควรจะออกแง่ไหนๆ จะออกเองๆๆ ไม่ควรจะออกดึงก็ไม่ออก นั่น...ในสถานที่หูหนวกตาบอด ไม่มีใครสนใจในอรรถในธรรม มันมืดหนาเสียจริงๆ แล้วมันก็มืดเป็นแบบเดียวกัน เขาก็บอดเราก็บอดไปเสีย เหมือนไม่มีมองดูกัน (หัวเราะ)...พอมันจะแย๊บเท่าไรมันก็แย๊บของมันออก พอจะแย๊บเท่าไรมันก็แย๊บออก แล้วพอจะเปิดเท่าไรมันก็ผางออกเลย เพราะธรรมมีอยู่แล้วในหัวใจ เหมือนกับน้ำเต็มถัง ถ้าไม่เปิดก็ปิดอยู่ในถังนั้นแหละ จะไปไหนก็อยู่ในถังนั้นแล้ว มันจะเปิดมากเปิดน้อย...ก็เปิด เปิดออกๆ เปิดไปหมดทั้งถังมันก็ออกหมดเลย...นั่น เป็นอย่างนั้นนะ ถ้าน้ำเต็มถังแล้ว ใจกับธรรมเป็นอันเดียวกันแล้วก็เป็นอย่างนั้นนะ

นี่ก็ได้เตือนบรรดาพี่น้องทั้งหลายแล้วนะ เรื่องการช่วยชาตินี้ เราได้ช่วยเหลือมานาน ด้วยความตะเกียกตะกายด้วยน้ำใจที่เมตตาจริงๆ นะ เราไม่หวังอะไรทั้งนั้นจากโลกจากสงสาร พูดตรงๆ เลย แม้เม็ดหินเม็ดทรายที่จะมาแบ่งสันปันส่วน มาเป็นของเรา เราไม่มี เราบอกเลย

เราอิ่มแล้วพอแล้วทุกอย่าง เราสอนด้วยความเมตตาล้วนๆ รีบพากันตั้งอกตั้งใจกันนะ ต่อไปนี้เราค่อยๆ อ่อนลงแล้วจะหยุดแล้วนะ เตือนไว้ ได้ยินแต่ว่าเอานะพี่น้องทั้งหลายเอานะ ไหนมีแต่กวนบ้านกวนเมืองบิณฑบาตเงินทองข้าวของเรื่อยๆ นะ เลยไม่เคยได้ยินว่าหลวงตานี้จะหยุดแล้วนะ อ่อนลงเรื่อย นี้สะเทือนออกมาบ้างแล้ว เข้าใจมั๊ย มันเริ่มอ่อนแล้วเวลานี้ เมื่ออ่อนลงไปมันก็หยุดได้ ก็เป็นอย่างนั้นนะ

เทศน์เต็มกำลังของเราแล้วจะให้ว่าไง เราไม่เคยคาดเคยคิดว่าจะช่วยโลกอย่างนี้...มันก็เป็นมาจนได้ ด้วยเหตุผลกลไกที่มันบีบบังคับให้เป็นไป มันก็ต้องเป็นไปตามนั้น

คุณเฉลียว :
ท่านอาจารย์ ไม่ทราบว่าอีกนานไหมเมืองไทยเศรษฐกิจจะฟื้นนะ ?

หลวงตา :
อ๋อ...อันนี้นานไม่นานมันก็เป็นเมืองไทยอยู่อย่างนี้ ถ้าคนไม่ได้ทำให้เป็นผี...มันเป็นผีไปไม่ได้ล่ะ...มันยังเป็นเมืองไทยอยู่ก็คงต้องเป็นนะ (หัวเราะ)...ถ้าทำให้เป็นผี เดี๋ยวนี้ก็เป็นผีได้ทั้งประเทศนั่นแหละ เข้าใจมั๊ย เราไม่อยากคำนึงคำนวณจุดนั้น ให้ปรับปรุงเข้าไปเรื่อยๆ ช่วยกันไปเรื่อยๆ เป็นอย่างนั้นล่ะ มันจะค่อยเป็นไปของมันน่ะ ถ้ามีการเข้มงวดกวดขันมีการระมัดระวังรักษาอยู่ บำรุงอยู่ รักษาอยู่แล้วก็ค่อย...สดใส ถ้ามีเหตุการณ์เรื่องถีบเรื่องยันเรื่องฟันเรื่องแทงอยู่ตลอด มันก็มีทั้งศพคนเป็นคนตายปนอยู่ด้วยกัน เข้าใจไหม (หัวเราะ)...มันก็มีเท่านั้นนะ

คุณเฉลียว :
ผู้คน ใจมันโหดเหี้ยมขึ้นเรื่อยๆ หนักขึ้นเรื่อย ไม่เบาเลย ไม่อ่อนลง

หลวงตา :
หนักขึ้นเรื่อยล่ะ เหี้ยมนี่ ไม่ต้องพูดล่ะ จะให้อ่อนลง มันไม่อ่อน แต่พูดจริงๆ นะ มันเต็มอยู่ในหัวใจนี่แล้วจะไปถามใครว่ะ มันหนักขึ้นเรื่อยๆ หนาขึ้นเรื่อยๆ

คุณเฉลียว :
แทนที่จะเบาลง ไม่เบาเลยๆ

หลวงตา :
ไม่เบาเลย...เหมือนกับ ธรรมะนี่เหมือนเอาฝ่ามือไปกั้นน้ำในมหาสมุทร นั่นละ เป็นอย่างนั้นล่ะ ไม่เบาเลย

เราพิจารณา โอ๊ย...มันอดคิดไม่ได้นะ ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะฉะนั้น มันได้แค่ไหนก็เอา ได้แก้วหนึ่งมาตักแต่ละคนอิ่มในท้องเราอิ่มท้องท่าน...คนนั้นคนนี้ก็พอ ไม่ต้องไปตักให้มันหมดทั้งน้ำมหาสมุทรกรอกทุกปากล่ะ...ว่างั้นนะ (หัวเราะ) เอาเพียงแค่ปากของเรานี้ก็พอ

นี่เราสอนโลกก็ต้องสอนไปอย่างนั้นนะ ไม่ใช่สอนแบบเอาน้ำทั้งมหาสมุทรไปเทให้ได้ทุกปาก เราไม่เอาล่ะ ไม่ทำ พระพุทธเจ้าไม่เคยพาทำ (หัวเราะ) เก่งกว่าครูไม่ได้ว่างั้นเลย องค์ศาสดาก็เหมือนกัน

คิดดู ที่ตรัสรู้ครั้งแรก ฟังสินั้น พระองค์ก็เป็นพุทธวิสัย เป็นโดยศาสดา นำโลกไปได้ไม่หมด ก็ตามนิสัยวาสนาของแต่ละองค์ๆ ที่จะนำสัตว์โลกไปได้ๆๆ ผู้ที่มันผิดวิสัยแล้ว...ก็ปล่อยๆๆๆ ไปอย่างนั้นตลอดมาเหมือนกันนะ อย่างพระพุทธเจ้าของเราก็ประทานโอวาทคือสายทางเดินไว้ ให้เราก้าวเดินตามถึงขนาด ๕,๐๐๐ ปี ต้องคำนึงพิจารณาไว้เรียบร้อยแล้ว พอถึง ๕,๐๐๐ ปีแล้ว ความรู้สึกว่าบุญว่าบาปมันก็ไม่มี พระองค์ก็ทรงทราบไว้หมด สัตว์โลกนี้จะหมุนไปทำบาปทำกรรมตลอดเวลา ไม่คำนึงว่าอันนั้นเป็นบาป อันนี้เป็นบุญ ไม่คำนึง มีแต่ความอยากทะเยอความทะยานดิ้นดีดตลอดเวลา มันก็จมไปด้วยกัน ระยะนี้ศาสนาหมดแล้วความหมายว่างั้น มันจะถึงแค่ อย่างที่ท่านว่า ๕,๐๐๐ ปีนั่นล่ะ มันยังไม่ถึง ๕,๐๐๐ ปี เวลานี้เป็นยังไง...ก็ดูเอาสิ มัน ๒,๕๐๐ เท่านั้นแหล่ะ มันก็เห็นตั้งขนาดนั้น ครึ่งๆ ศาสนาถึงขนาดชัดเจนขนาดนี้แล้ว แล้วยิ่งไปถึง ๕,๐๐๐ ปี เราจะไม่เชื่อได้ยังไง ปัจจุบันก็เห็นชัดเจนแล้วนี่นะ (ถึงนี่)

คุณเฉลียว :
สมัยก่อนเด็กๆ นะฮะ เคยได้ยินเสมอเลย ผู้มีอิทธิพลในต่างจังหวัดนี่ เขาชอบใช้อิทธิพล บางทีเขามีที่ทำกินดีๆ แล้วก็ไปบังคับซื้อเขาถูกๆ เรานึกว่ามันหมดแล้วน่ะ มันกลับมากขึ้น

ตอนนี้มีคนที่มาขายของที่บริษัทคนหนึ่งเขาเล่าให้ฟัง เขาบอกว่า มีลูกชาย ๓ คน แม่คนหนึ่ง ไปทำไร่อยู่ที่เพชรบุรี หรือ ประจวบฯ ผมจำไม่ได้ ทำมาจนดี ผลหมากรากไม้ดีขึ้น เขามาบังคับซื้อถูกๆ ไม่ให้นะฮะ ลูก ๓ คนนั่งทานข้าวอยู่นี่ มันยิงทีเดียวตาย ๒ คนเลย แล้วอีกคนกลายเป็นบ้าไปเลย แล้วเค้ามาเล่าให้ผมฟัง พอดีแกเอายาของผมที่เขียวๆ น่ะ...ที่ถวายอาจารย์นี่ เอาไปให้กิน แล้วแม่ก็แบ่งให้ลูกกิน ก็ดีขึ้น แล้วไม่มีตังค์ ผมก็ให้ยาไปฟรีๆ หายแล้วครับ เป็นบ้าไปเลย บ้าไปเลยตั้งปี เป็นปีๆ เลย (หลวงตา : อู้หู...) ทุกคน ช๊อคเลย (หลวงตา : นั่นน่ะ...) ผมว่า เอ...ตาย บ้านเรายังมีอย่างนี้อยู่อีกเหรอเนี่ย… สมัยเราเด็กๆ...ผมตอนนี้ อายุราว ๗๐ กว่าแล้ว ตอนนี้มันยังมี มันกลับยิ่งมากขึ้น ไม่ได้น้อยลง

หลวงตา :
มันก็ยิ่งมากขึ้นๆ

คุณเฉลียว :
เอ้อ...มาทำได้ยังไงน่ะ ใช่ไหม ? ของเค้าทำกินอยู่ดีๆ ไปซื้อถูกๆ ด้วยไม่ใช่ซื้อแพงนะ ผลที่สุดแกก็ต้องขายถูกๆ หนีเหมือนกัน หนีมาตอนนี้ก็หมดเนื้อหมดตัว ก็เที่ยวขอ ขอเขานวด เค้ารู้ว่าคนนี้มียา ขอนวดแล้วก็ไม่เอาตังค์ ขอยา ๒ เม็ด ๕ เม็ด แล้วเรารู้เข้าว่าลูกแกเป็นบ้าอย่างนี้ เราก็เลย...เออ ไม่เอาสตังค์ จัดออกไปให้แกส่วนหนึ่งที่เรามี เอ้อ..มันหายน่ะ หายบ้าไปเลย เราก็ดูว่าคนเดี๋ยวนี้ยังโหดขนาดนี้อีก แทนที่ว่า เออ...จะน้อยลง มันแปลกจังเลย มันน่าจะน้อยลง

หลวงตา :
นับวันไปเลยล่ะ กิเลสมีแต่สร้างแต่ความโหดร้ายทารุณทั้งนั้น ไม่ได้สร้างความเมตตาสงสารเห็นอกเห็นใจกัน เรื่องกิเลส ต้องมีหนักเข้าไปมีแต่ฟืนแต่ไฟไปเรื่อยๆ เป็นอย่างนั้นนะเรื่องของกิเลส เพราะฉะนั้นจึงเป็นข้าศึกต่อธรรมเสมอมา ธรรมจึงต้องมี กาลใดเวลาใดไม่มีธรรมเลย โลกไม่มีความหมายนะ ถ้าได้มีธรรมอยู่ คนเรายังมีหิริโอตตัปปะ เห็นใจเขาใจเราบ้าง ถ้าไม่มีธรรมนี้เห็นแก่ตัวเองถ่ายเดียวเท่านั้น

ไหนที่มาด้วยเป็นยังไงกันมาละเนี่ย เห็นมายั๊วเยี๊ยไปไหนกันหมด (ลูกศิษย์ : ...) ถามเฉยๆ ไม่ได้ให้มานะ ถามเฉยๆ อยู่ๆ จะมารุมเราทำไม (ลูกศิษย์หัวเราะ)...ตั้งแต่เราไปไหนมาไหนเรายังขนาบเรื่อย...อย่ามารุมเรานะ ถึงขนาดนั้นยังแอบมาจนได้ มานี่ก็มารุมเรา เราบอกใครอย่าไปยุ่งนะเราไปของเรา เขาไม่บอกนะ..เวลาเขาจะแอบตามเรา มาแล้วมาเต็มนี้ โถ (หัวเราะ)...จมูกดีนะคน หมาสู้ไม่ได้ เฉย (หัวเราะพร้อมลูกศิษย์)...ไม่สนใจนะ บอกหมาสู้ไม่ได้ ก็ขอให้ได้มาด้วย ว่าอะไรก็แล้วแต่เถอะ มันก็ไปแบบนั้นเสีย เราก็หมดท่า (หัวเราะ) เอ๊อ ดี...เย็นสบายดีอยู่ที่นี่ อะไรมาให้อีกล่ะ

ลูกศิษย์ :
วันนี้เป็นวันครบรอบ ๑๐ ปีที่แม่หนูเสียค่ะ เสียวันที่ ๑๒ ธันวานี่ค่ะ ขอถวายผ้าป่าอุทิศให้กับแม่

คุณเฉลียว :

หลวงตา :
ตั้งใจอุทิศส่วนกุศลให้คุณแม่นะ ผลบุญผลกุศลทั้งหลายจะเกิดกับเราผู้เป็นเจ้าของทาน เราเป็นเจ้าของทานเรามีบุญกุศลอุทิศให้เขาได้ทั้งนั้นนะ เข้าใจอย่างนั้น เอาวางนี่เลย

(เด็กๆ เข้ามากราบหลวงตา)

ลูกศิษย์ :
กราบเรียบร้อย ไปอยู่วัดมาเรียบร้อย

หลวงตา :
โธ่ๆ น่ะ...เอา เอาทองคำมาแล้วเนี่ย เอาวางนี่เลย...ของเล่นเมื่อไร...นี่ ได้เป็นกิโลนั่น โธ่...เอ้า นี่ จะให้ศีลให้พรนะ



.............................................................

คัดลอกจาก
http://www.dharma-gateway.com/
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวMSN Messenger
แสดงเฉพาะข้อความที่ตอบในระยะเวลา:      
สร้างหัวข้อใหม่ตอบ
 


 ไปที่:   


อ่านหัวข้อถัดไป
อ่านหัวข้อก่อนหน้า
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน
คุณ สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้


 
 
เลือกบอร์ด  • กระดานสนทนา  • สมาธิ  • สติปัฏฐาน  • กฎแห่งกรรม  • นิทานธรรมะ  • หนังสือธรรมะ  • บทความ  • กวีธรรม  • สถานที่ปฏิบัติธรรม  • ข่าวกิจกรรม
นานาสาระ  • วิทยุธรรมะ  • เสียงธรรม  • เสียงสวดมนต์  • ประวัติพระพุทธเจ้า  • ประวัติมหาสาวก  • ประวัติเอตทัคคะ  • ประวัติพระสงฆ์  • ธรรมทาน  • แจ้งปัญหา

จัดทำโดย  กลุ่มเผยแผ่หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา ธรรมจักรดอทเน็ต
เพื่อส่งเสริมคุณธรรม และจริยธรรมในสังคม
เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2546
ติดต่อ webmaster@dhammajak.net
Powered by phpBB © 2001, 2002 phpBB Group :: ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง