Home  • กระดานสนทนา  • สมาธิ  •  สติปัฏฐาน  • กฎแห่งกรรม  • นิทาน  • หนังสือ  •  บทความ  • กวีธรรม  • ข่าวกิจกรรม  • แจ้งปัญหา
คู่มือการใช้คู่มือการใช้  ค้นหาค้นหา   สมัครสมาชิกสมัครสมาชิก   รายชื่อสมาชิกรายชื่อสมาชิก  กลุ่มผู้ใช้กลุ่มผู้ใช้   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว  เช็คข้อความส่วนตัวเช็คข้อความส่วนตัว  เข้าสู่ระบบ(Log in)เข้าสู่ระบบ(Log in)
 
ได้ทำการย้ายไปเว็บบอร์ดแห่งใหม่แล้ว คลิกที่นี่
www.dhammajak.net/forums
15 ตุลาคม 2551
 นิมิตชี้ทางดำเนิน (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน) อ่านหัวข้อถัดไป
อ่านหัวข้อก่อนหน้า
สร้างหัวข้อใหม่ตอบ
ผู้ตั้ง ข้อความ
ปุ๋ย
บัวเงิน
บัวเงิน


เข้าร่วม: 02 มิ.ย. 2004
ตอบ: 1278

ตอบตอบเมื่อ: 02 ธ.ค.2006, 11:58 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

Image

นิมิตชี้ทางดำเนิน
โดย หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี
เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2540 (เช้า)



พระพุทธเจ้าสอนตั้งแต่เรื่องมรรค เรื่องผล เรื่องบุญ เรื่องกุศลมรรคผลนิพพาน สอนลงในบทใดบาทใด สอนแต่เรื่องมรรคเรื่องผล เรื่องกุศล มรรคผลนิพพานทั้งนั้น แต่พวกเราพอใครจะพูดถึงเรื่องมรรคผลนิพพานนี้เป็นบ้ากันไปเลยนะ มันหยาบขนาดนั้นนะ เหมือนพระพุทธเจ้าเป็นศาสดาโมฆะ สอนธรรมไว้เป็นโมฆะทั้งหมด

แต่สิ่งที่เต็มเปี่ยมอยู่ตลอดเวลา เผาหัวใจโลกอยู่ก็เฉพาะกิเลสเท่านั้น เป็นอย่างนั้นนะเวลานี้ ถึงน่าสลดสังเวชนะ ผู้จะสอนก็อ่อนใจจะสอน เพราะหนาแน่นไปด้วยกิเลส กิเลสหนาขึ้นทุกวันๆ เยาะเย้ยธรรมะพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นของจริงล้วนๆ และเป็นเครื่องปราบมัน มันเยาะเย้ยได้อย่างสบาย

พูดถึงเรื่องมรรคเรื่องผลนี่ โห ขยะแขยง เป็นลักษณะสะอิดสะเอียนไป ถ้าพูดถึงเรื่องกิเลสแล้วเมามันเป็นบ้าไปเลย นี่ซิมันน่าสลดสังเวช จะไม่ให้พระพุทธเจ้าทรงท้อพระทัยได้ยังไง เมื่อเป็นขนาดนั้นแล้ว มันหนามันแน่นขึ้นทุกวันๆ แล้วเครื่องส่งเสริมมันก็ส่งเสริมขึ้นทุกวันทีเดียวนะ ที่จะตัดทอนมันลงเรายังมองไม่เห็น มองไปไหนก็ไม่เห็น เห็นแต่เครื่องส่งเสริมกิเลสทั้งนั้นๆ เต็มบ้านเต็มเมือง ไม่ว่าบ้านนอกในเมืองที่ไหน ประเทศเขาประเทศเรา มีแต่พวกตั้งหน้าตั้งตาส่งเสริมกิเลส โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าได้สั่งสมกิเลสส่งเสริมกิเลสๆ เครื่องเป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้

เพราะฉะนั้นโลกมันถึงได้ร้อน คนมีมากมายขนาดไหนจะมีความหมายอะไร มีแต่ไฟเผาอยู่อย่างนั้นเหมือนกองฟืน กองฟืนกองเท่าภูเขามีความหมายอะไร มีแต่ไฟเผาอยู่อย่างนั้น อันนี้คนทั้งคนมันก็เป็นเหมือนกับท่อนฟืนทั้งท่อนๆ ให้กิเลสมันเผาเอา กิเลสเป็นไฟเผาอยู่ทั้งวันทั้งคืน มีความหมายอะไรมนุษย์เรา

พิจารณาซิ ยังดีดดิ้นเป็นบ้าหาอะไรกันนักหนา ใครจะได้ความสุขมาอวดสักหน่อยเราไม่เห็นมีนี่ ถ้าว่ากิเลสเป็นของดิบของดี ความโลภเป็นของดี ความโกรธเป็นของดี ราคะตัณหาเป็นของเลิศเลอแล้ว เอามาอวดบ้างซิ ความสุขที่เกิดจากสิ่งเหล่านี้ ไม่เห็นนี่นะ เห็นแต่ฟืนแต่ไฟเผาไหม้โลกอยู่เวลานี้

มรรคผลนิพพานที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง ซึ่งเป็นน้ำดับไฟไม่มีใครเหลียวแล มีแต่ปัดหัวเจ้าของไฟเผาเจ้าของ เอาน้ำสาดลงไปไม่ยอมสาด นี่ละศาสนาจะหมดๆ เพียง ๒,๕๐๐ ปีนี้เห็นได้ชัดเจนมากทีเดียว ชาวพุทธเรานี้ พุทธบริษัท ๔ ภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา มีแต่พวกทำลายศาสนาทั้งนั้น ทำลายตัวเองนั่นแหละจะไปทำลายที่ไหน ใครจะหาเอาไฟไปเผาคัมภีร์ มันเผาเจ้าของนั่นน่ะ ด้วยความไม่สนใจในสิ่งที่ว่าผิดหรือถูกประการใด พอจะแก้จะไขจะถอดจะถอนดัดแปลงกันบ้าง มันไม่คิด มีแต่ไฟเผาเจ้าของตลอดเวลา มองไปไหน โอ๊ย สลดสังเวชนะ

๒,๕๐๐ ปีที่ท่านทรงแสดงไว้ว่า ๕,๐๐๐ ปีนั้นเหมาะสมแล้ว สมกับพระญาณหยั่งทราบไว้เรียบร้อย ถึง ๕,๐๐๐ ปีนั้น คำว่าบุญ ว่าบาป ว่านรกสวรรค์นี้ไม่มีในหัวใจสัตว์โลกเลย แต่เรื่องของกิเลสท่วมท้นๆ นี่ละที่ว่าศาสนาหมด ไม่ได้หมดในคัมภีร์ใบลานนะ มันหมดที่หัวใจสัตว์โลกที่จะยอมรับความจริง รับตั้งแต่ของปลอมทั้งนั้น ของปลอมมันก็เป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้ล่ะซิ โห ผู้ที่จะส่งเสริมศีลธรรมมีน้อยมากนะ น้อยจนจะมองไม่เห็น ผู้สั่งสมส่งเสริมฟืนไฟเผาไหม้ตัวเองและส่วนรวมนี้มากแสนมาก ไปที่ไหนมีแต่กิริยาแสดงอันเดียวๆ เจ้าของไม่รู้นะ ไม่รู้ตัวว่าได้ส่งเสริมว่าได้สั่งสมฟืนไฟเผาไหม้ตัวเองและส่วนรวม กิริยาที่ทำมันเป็นเรื่องนั้นทั้งนั้น นั่นละเห็นไหมละเอียดไหมกิเลส เราผู้ทำเองไม่รู้ว่าเราส่งเสริมสั่งสมกิเลสเผาเราเอง เราไม่รู้

จึงว่าอัศจรรย์พระพุทธเจ้าละซิ อยู่ๆ ก็โผล่ขึ้นมาพระองค์เดียว ไม่มีใครแนะนำสั่งสอน ขึ้นมาจากพื้นปฐพีลึกแสนลึก โผล่ขึ้นมาได้สบาย ไม่มีใครสั่งสอนแม้อรรถเดียวธรรมเดียวแหละ พอผุดขึ้นมาได้ปึ๋งนี้ก็เรียกว่าประกาศกังวานขึ้นเลย ตรัสรู้ พ้นแล้วจากมหันตทุกข์ มหันตโทษจากนรกของสัตว์ ได้หลุดพ้นมาหมดทุกสิ่งทุกอย่างแล้วไม่มีเหลือ แล้วใครไปบอกพระองค์ล่ะ พระองค์ตรัสรู้ พระองค์เป็นพระพุทธเจ้าไปถามใคร

นี่อีกข้อหนึ่งนะ พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ตรัสรู้ขึ้นมาเพียงพระองค์เดียวๆ นั้น มีพระองค์ใดบ้างไปถามใครว่า ข้าได้ตรัสรู้ เป็นความแน่นอนไหม ความสงสัยมีไหมในพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งๆ องค์ไหนตรัสรู้ขึ้นมาก็ปึ๋ง ประกาศกังวานกันขึ้นเลยๆ นั่นละ สนฺทิฏฺฐิโก ความรู้ประจักษ์ในหัวใจประกาศกังวานขึ้นในวาระสุดท้าย นั่นละพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ พระอรหันต์ทุกๆ พระองค์ประกาศกังวานขึ้นในตัวเอง พร้อมแล้วพร้อมทุกอย่าง แม้พระพุทธเจ้าประทับอยู่ข้างหน้าก็ไม่ทูลถาม ทูลถามหาอะไรของอันเดียวกัน อย่างเดียวกัน ประกาศกังวานขึ้นเต็มหัวอกด้วยกันถามกันทำไม นั่นละธรรมที่เป็นของจริงจริงอย่างนั้น ไม่ได้ไปหาถามใครแหละ

เราประกาศตั้งแต่ความทุกข์ความเดือดร้อนซิ บ่นออกมาปากไหนก็น่าตีปาก บ่นออกมาปากไหนมีแต่ปากเป็นฟืนเป็นไฟออกมา เผาไหม้ออกมาจากหัวใจ บ่นเรื่องนั้นแล้วบ่นเรื่องนี้ ยุ่งเรื่องนั้นแล้วยุ่งเรื่องนี้ ตีปากวันยังค่ำมือหักเฉยๆ มันยังไม่ครบปากคนเข้าใจไหม ตีปากคนมันบ่นเก่ง ตีปากยังไม่ได้ครบปากเลยมือหักก่อนแล้ว นั่นละถ้าเรื่องกองทุกข์พวกเราเป็นผู้เหมา จะว่ายังไงกันพิจารณาซิ ไม่เอาธรรมไปดับไม่ได้นะ ผิดตรงไหนให้รีบแก้เจ้าของเสีย นั่นละเรียกว่าน้ำดับไฟดับตรงนั้น ผิดไม่ยอมแก้ เอาแต่ตามความทะเยอทะยาน ความอยาก ความดีดความดิ้น ดิ้นเท่าไรก็ยิ่งพันเข้าไปเหมือนลิงทอดแหนั่นแหละ นิทานนี้เป็นนิทานอีสปหรือไง

มันมาจากธรรมทั้งนั้นนะ ที่มาในนิทานอีสปมาสอนนักเรียนนี่ เอาเป็นคติมาจากธรรม โน่นเวลาเราเรียนทางธรรมะถึงไปเห็นอยู่ในคัมภีร์ อ๋อ นี่เอาออกมาจากนี้ ๆ เอามาสอนเขาเรียกนิทานอีสป เราก็เคยได้อ่าน เรื่องลิงทอดแหเราก็เคยได้อ่าน ลิงมันอยู่บนต้นไม้ เห็นคนทอดแหอยู่มันก็ดู ทีนี้พอเขาหยุดพักเขาก็เอาแหวางไว้นั้น เขาก็เลยพักรับประทานอาหารกันบนบกโน่น ลิงก็ลงมาจากต้นไม้มาจับแหเหวี่ยงเลย เหวี่ยงมันก็พันลิงลงจมน้ำตายเลย นั่นละสิ่งที่สุดวิสัยของตนไปทำเข้ามันเกิดโทษ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าสิ่งที่ผิดวิสัยของตนไปทำเข้ามันเกิดโทษ

ความผิดมันผิดวิสัยของมนุษย์ เราที่เป็นชาวพุทธอย่าไปทำมันจะพันหัวเอา เหมือนแหพันลิงเข้าใจหรือเปล่า นี่ยกข้อเปรียบเทียบมาไว้นี้มีในนิทานในชาดกนะ เอาออกมาจากชาดก ไปเห็นข้างในโน้นถึงได้รู้ โอ๊ หนังสือที่เอาออกไปสอนนักเรียนนั้นส่วนมากเป็นคติธรรมๆ ท่านเป็นนักปราชญ์นี่ เอาออกมาเป็นคติเครื่องสอนเด็ก อย่างนิทานไก่แจ้เหล่านี้ก็เหมือนกัน หลายนิทานชื่อเรื่องหนังสืออะไรนาเราจำชื่อไม่ได้ ที่เอาออกมาจากบทธรรมมาเป็นคติเครื่องสอนนักเรียน สอนครูด้วยสอนผู้ใหญ่ด้วย เวลาไปเห็นในหนังสือถึงได้รู้ อ๋อ ออกมาจากคัมภีร์นี้ๆ ไม่ใช่เอาออกมาอย่างลอยๆ นะ ออกมาจากชาดก นิทานไก่แจ้ก็เหมือนกันออกมาจากชาดก

ไก่แจ้ตัวหนึ่งคุ้ยเขี่ยหาอาหาร ไปพบพลอยเม็ดหนึ่งงามดีมีค่ามาก จึงร้องเปรยๆ ขึ้นว่า นี่ถ้าเจ้าของของเจ้ามาพบเจ้าเข้าเช่นนี้ เขาคงเก็บเจ้าไปฝังไว้ในหัวแหวนตามเดิม แต่นี้เจ้าไม่มีประโยชน์อะไรสู้ข้าวสุกข้าวสารเมล็ดเดียวก็ไม่ได้ ว่าแล้วก็คุ้ยเขี่ยเลยไปในทางอื่น นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ของที่ดีย่อมเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่รู้จักใช้เท่านั้น นั่น อันนี้มันจำได้เองนะแล้วก็เลยไม่ลืมจนกระทั่งทุกวันนี้ มาเป็นหลวงตาแล้วก็ยังไม่ลืมไก่แจ้

นี่ข้อเทียบเคียงว่าไง ถ้าเห็นศีลเห็นธรรมเห็นคุณงามความดีที่จะเป็นผลเป็นประโยชน์ ซึ่งเป็นเหมือนเพชรเหมือนพลอยแล้ว ไม่ใช่วิสัยของไก่แจ้พวกเรานี่ พวกเรานี่พวกไก่แจ้ เจ้าของก็คือผู้เป็นบัณฑิตนักปราชญ์ผู้ฉลาดแหลมคมในธรรมทั้งหลายนั้นละ จะเอาไปฝังไว้ในหัวแหวนคือในหัวใจ อย่างนั้นละหากินไปวันหนึ่งๆ เท่านั้น คุ้ยเขี่ยหานั้นหานี้ คุ้ยเขี่ยหาที่ไหนก็มีแต่ฟืนแต่ไฟเผาไหม้เจ้าของ บ้านนี้ก็ไหม้บ้านนั้นก็ไหม้ สังคมนี้มีแต่ฟืนแต่ไฟเผาไหม้ไปหมด แต่คุ้ยเขี่ยทั้งวันนะ วิ่งเต้นขวนขวายหาอยู่หากินแทบเป็นแทบตาย ครั้นสิ่งที่ได้มาก็มีแต่ฟืนแต่ไฟเสีย ร้อนเป็นฟืนเป็นไฟไปหมด ของไม่เป็นประโยชน์มันเป็นโทษแก่ตัวเองอย่างนั้นแหละ ของที่ดีก็เป็นประโยชน์แก่ผู้ที่รู้จักใช้ดังที่ธรรมท่านแสดงไว้นั้น เขาอ้างชาดกมาเหมือนกัน

ในหนังสือพิมพ์บางฉบับเขาเอาออกมา เราก็เคยเห็นแล้ว เขาเอาออกมาก็มี แต่เราเห็นแล้ว มันเรียนมากนะไม่ใช่คุย เวลาเรียนเรียนจริงๆ ไม่ใช่เพียงชั้นเรียนเท่านั้นนะ ค้นพระไตรปิฎกเพราะตั้งใจจะออกปฏิบัติเท่านั้นไม่เป็นอย่างอื่น เราจะเรียนทุกสิ่งทุกอย่างที่พอจำได้เราจะจำ เราจะจดฟุทโน๊ตคัดเอาไว้ๆ มีสมุดเล็กๆ คัดเอาไว้ในนั้นๆ อันนี้มาจากเล่มนั้นๆ ชาดกเล่มนั้นๆ หน้าที่เท่านั้น จดไว้ๆ เวลาเราต้องการความพิสดารเราก็ไปเปิดดูง่ายๆ นี่เราจด แต่ส่วนมากพอมองเห็นที่คัดไว้เท่านี้มันก็เข้าใจไปหมดแล้ว เพราะอ่านมาแล้วนี่ก็ไม่จำเป็นต้องไปค้นดูพระไตรปิฎกละ เพราะฉะนั้นเวลาหนังสือผ่านมาที่ไหนๆ ถึงรู้ทันทีๆ เพราะได้อ่านมาหมด มันอยู่ในข่ายของพระไตรปิฎกทั้งนั้นละ



(มีต่อ)
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวMSN Messenger
ปุ๋ย
บัวเงิน
บัวเงิน


เข้าร่วม: 02 มิ.ย. 2004
ตอบ: 1278

ตอบตอบเมื่อ: 03 ธ.ค.2006, 12:07 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

ทีนี้พระไตรปิฎกเราก็ค้นเสียจนพอก่อนที่จะออกมาปฏิบัติ เวลาเรียนหนังสือ ว่างปิดโรงเรียนนั้นละเป็นเวลาค้นหนังสือ เวลาเรียนหนังสือก็เรียนไปตามหลักวิชานั้นเสีย ครั้นเวลาหยุดเรียนหนังสือก็ค้นพระไตรปิฎก ฟุทโน๊ตๆ เอาไว้เพื่อให้เป็นประโยชน์ในเวลาจะออกปฏิบัติ เพราะตั้งใจจะออกปฏิบัติเท่านั้นไม่เป็นอย่างอื่น เพราะฉะนั้นเวลาสอบเสร็จถึงผึงเลยเชียว ไม่อยู่ บุญกรรมก็ช่วยด้วยนะ

ผู้ใหญ่ท่านไม่อยากให้ออก ท่านห้ามไว้เลยเทียว ท่านยังไม่ให้ออก สมเด็จมหาวีรวงศ์ วัดพระศรีมหาธาตุ นี่แหละที่เป็นอาจารย์ใหญ่เรา สอนบาลีเราก็องค์นี้เองสอน ท่านยังไม่ให้ออก ให้เรียนจบได้เปรียญ ๖ ประโยคเสียก่อนค่อยออก แต่เรายังไงก็ไม่อยู่ แต่จะหาออกด้วยมารยาทอันดีงามเท่านั้นเอง สบโอกาสเมื่อไรแล้วเราจะออก พอดีท่านไปต่างจังหวัดละซิ นั่นละโอกาสมันก็เหมาะ พอท่านไปต่างจังหวัดพับเราก็ปั๊บออกเลย

ต่อมาท่านก็เขียนจดหมายตาม ฝากผ้าห่มไปให้ผืนหนึ่งใหญ่ๆ ฝากมาทางโคราช เอาจดหมายแนบมาด้วย ให้มหาบัวกลับกรุงเทพโดยด่วนๆ มีแต่โดยด่วน เขียนสองสามประโยคให้กลับกรุงเทพโดยด่วน ทางนี้ก็เฉย ทีนี้พอออกพรรษาแล้วท่านก็มา ท่านเขียนจดหมายมาบอก วันนั้นๆ เราจะผ่านไปโคราช บอกขบวนรถ มันก็มีขบวนเดียวออกตอนเช้าถึงอุบล ให้เราไปรอดักอยู่สถานีท่านจะเอากลับกรุงเทพ ให้เราไปรออยู่สถานี พอไปก็ มหาบัวต้องกลับกรุงเทพๆ จี้เลยนะ มีแต่ต้องกลับกรุงเทพๆ รถไฟมันจอดนาทีเดียวนี่นะ รถไฟก็ช่วยเราด้วยๆ พูดกันยังไม่สักกี่คำ มหาบัวต้องกลับกรุงเทพๆ โดยด่วนนะ

วันนั้นกลับมาเราก็ขึ้นรถไปด้วยกันนะ ต้องกลับกรุงเทพ สักเดี๋ยวรถก็เคลื่อนเราก็โดดลงรถไฟไป รอดตัว แปลกอยู่นะ อะไรๆ ก็ดี รู้สึกว่ามันพร้อมๆ นะอุปสรรคไม่ค่อยมี ว่าจะออกทางนี้นะรู้สึกว่าคล่องตัวๆ อย่างผู้ใหญ่ท่านห้ามอย่างเข้มงวดกวดขันอย่างนี้ก็เหมือนกัน รอดไปได้ แม้แต่ขึ้นไปสถานีรถไฟรถไฟยังช่วย สักเดี๋ยวรถไฟเคลื่อนที่ปึ๋งปั๋งก็โดดลงรถไฟ ได้เท่านั้น ท่านก็ไม่ทราบจะว่ายังไง ไม่ได้รับคำตอบจากเราเลย ตามขู่อยู่เรื่อยนะ

ท่านสงสาร ท่านเมตตามากนะกับเรา มอบให้เราหมดแหละในคณะนั้นๆ เป็นคณะใหญ่เพราะท่านเป็นเจ้าคุณนี่ ให้เราเป็นผู้ดูแลคณะ เพราะฉะนั้นท่านถึงได้เข้มงวดกวดขันในการไปการมาของเรา ท่านไม่ให้ไปไหน เหมือนว่าผูกมัดในตัว ทีนี้เวลาจะออกมันก็แปลก อย่างที่เคยเขียนลงในหนังสือ ฝันนี่ก็ฝันอัศจรรย์นะ อู๊ย เดี๋ยวนี้ยังติดตานะ ความฝันนี่ ยังติดตาติดใจอยู่มันฝันพิลึกกึกกืออะไร เราก็ไม่เคยตั้งแต่เกิดมาฝันแบบนั้นนะ

คือว่าถ้าจะได้ออกปฏิบัติแล้วได้สำเร็จมรรคผลนิพพานตามความมุ่งหมายแล้ว ขอให้ฝันแบบอัศจรรย์ มีไว้ ๓ พักนะความฝันนะ ถ้าจะได้ออกปฏิบัติ คือเวลานี้ผู้ใหญ่ก็ผูกพันอยู่นี้ละยังไม่ให้ออก เราก็หาช่องทางกำลังจะออก พอดีท่านไปต่างจังหวัด เรากลางคืนตั้งสัจอธิษฐานให้ออก จะออกทางภาวนาก็ได้ เพราะเราภาวนาอยู่ทุกวันนี่ เรียนหนังสือเราไม่เคยละนะ หากไม่บอกใครให้รู้ เพราะอยู่กับพวกลิงด้วยกัน ถ้าไปภาวนาเดี๋ยวมันมาพูดแหย่กัน โฮ๊ จะไปสวรรค์นิพพานเดี๋ยวนี้เชียวหรือ

นั่นน่ะพวกเดียวกันมันพูดกันได้นี่นะจะว่าไง ไม่ถือสีถือสากัน นี่จะไปสวรรค์นิพพานนะนี่ พวกเราอย่าไปกวนท่านนะ ท่านกำลังเตรียมจะไปสวรรค์นิพพาน ต้องมีแหย่กันอยู่อย่างนั้น เพราะฉะนั้นจึงไม่ให้รู้ นั่งภาวนาเฉยไม่ให้รู้นะ ปิดประตูเราไม่ให้เห็น ถ้าออกมาก็เป็นลิงเหมือนเขาเสีย ถ้าเข้าในห้องเป็นแบบนั้น กลางคืนดึกๆ ออกมาเดินจงกรม มันเป็นอยู่ในหัวใจนี่จะว่าไง หากบอกใครไม่ได้ อย่างนี้ไม่บอกใครเลย เพื่อนฝูงอยู่ด้วยกันก็ไม่บอก เป็นลิงไปกับเขาเสียอย่างนั้น

ทีนี้บทเวลาสมเด็จท่านออกไปต่างจังหวัด ตั้งสัจอธิษฐาน จะออกในทางฝันก็ได้ จะออกในทางภาวนาก็แล้วแต่ได้ทั้งนั้น เรายอมรับความฝันนั้นทั้งสองอย่าง พอนอนหลับไปนี้ฝันว่า ก็อยู่วัดบรมนิวาสนั่นแหละ เวลาเหาะขึ้นไปมันเหาะรอบพระนครหลวง ทีนี้ไม่ใช่นครหลวงกรุงเทพล่ะซิ เป็นนครหลวงอะไรก็ไม่รู้ มองไปสุดสายหูสายตา เหลืองอร่ามไปด้วยทองคำทั้งแท่งๆ ตึกรามบ้านช่องเครื่องมุงเครื่องบังอะไรมองไปเหลืองเป็นทองอร่ามไปหมดเลย โห อัศจรรย์ เหาะรอบถึง ๓ รอบนะรอบพระนคร

เหาะดู ตึกรามบ้านช่องมีแต่สำเร็จด้วยแก้วด้วยแหวนด้วยเพชรนิลจินดาทั้งนั้นนะ อัศจรรย์จริงๆ นี่นะ ทองคำเลื่อมพั่บๆ มองไปไหนนี่ โอ๊ย บาดสายตา รอบพระนคร ๓ รอบแล้วก็ตื่นขึ้นมา โอ๊ย ยิ้มแย้มแจ่มใส ยังไงต้องสำเร็จแน่ๆ คราวนี้ ฝันแบบอัศจรรย์อย่างนี้เราไม่เคยเห็นยังไม่เคยฝัน ตั้งแต่เกิดมาจริงๆ นะไม่เคย นี่ฝันอะไรอัศจรรย์ขนาดนี้ ตึกรามบ้านช่องสำเร็จไปด้วยทองคำธรรมชาติ เพชรนิลจินดาอยู่นั้นหมด ไม่มีไม้มีเหล็ก มันอัศจรรย์ล่ะซิ เพลิน เหาะลอยไปข้างบนเพลินดู พอตื่นขึ้นมาก็ สำเร็จแน่ๆ

ที่นี่ ตื่นเช้าขึ้นมาก็เข้าลาสมเด็จ ติสฺโส อัวน วัดบรมนิวา สมเด็จองค์ก่อน ท่านก็อนุญาตให้ไปทันทีเลย เราก็บึ่งเลย ถึงได้ออกเรื่องมัน ถึงได้ออก เรื่องความฝันก็อัศจรรย์อยู่ เข้าไปอยู่กับพ่อแม่ครูจารย์มั่นได้ ๓ คืน ๔ คืนก็ฝันอีก ฝันว่าที่ลอดกอไผ่นั่นน่ะ นั่นก็ไม่ลืมนะ มันหนามันแน่นกอไผ่หาที่ลอดก็ไม่ได้ จะไปที่ไหนก็ไปไม่ได้ สองฟากทางนี้เป็นหนามหนาทึบไปหมดเลย เป็นป่าเป็นอะไรไปไม่ได้ กอไผ่ก็ล้มขวางทาง มีช่องนิดๆ หนึ่งพอตัวรอดหลวมตัวไปได้ มองไป อ๋อ ไปได้ช่องนี้ จึงได้ลอดช่องนั้นไป นี่ก็ยากลำบากมาก พอออกจากช่องนั้นไปแล้วก็เดินไปประมาณสักต้นไม้นั่นละมั้ง ผ่านดงหนาป่าทึบไป

พอไปถึงนั้นแล้วเวิ้งว้าง โอ้โห มหาสมุทรทะเลหลวง มองดูฝั่งไม่เห็นเลย มองเห็นภูเขาลูกหนึ่งเป็นเกาะ มองเห็นเกาะลูกหนึ่งดำทะมึนอยู่นู่นไกลๆ เราจะไปเกาะนั้นแหละ เรือก็ไม่ทราบมาจากไหน อย่างนั้นละความฝันมันหากแปลกของมันเองละ เรือก็ไม่ทราบมาจากไหน มาแล้วเราก็ลงเรือเลย เรือก็พาไปเลยไม่ทราบเรือแจวเรือพายเรือเครื่องยนต์อะไร มันเรือความฝันว่าอย่างนั้น

แต่จำได้ที่ว่ามันไปได้อย่างง่ายดายว่างั้นเถอะ เรือมาแล้วมาก็ลงเรือเลย เรือก็พาบึ่งเลย ไม่ได้บอกว่าจะไปที่นั่นที่นี่นะ เรือหากพาบึ่งๆ เลย ไปถึงเกาะใหญ่นั่นแหละ ไปไม่นานไปในความฝันจะนานอะไร ไปถึงเกาะนั้นแล้ว พอไปถึงก็ปีนเกาะขึ้นไป เรือก็หายเงียบไปเลย พอเราลงออกจากเรือแล้วเรือไม่ทราบหายไปไหน ไม่ได้พูดกันสักคำเดียว ก็ขึ้นปีนขึ้นไปๆ ขึ้นไปบนหลังเขา

ไปเห็นพ่อแม่ครูจารย์มั่นนั่งอยู่แคร่ ท่านตำหมากจ๊อกๆ อยู่ ท่านเห็นเราท่านแสดงลักษณะตื่นเต้น โห ท่านมหามาได้ยังไงนี่ กระผมนั่งเรือมาขึ้นเรือมา โห ที่นี่ใครมาได้ง่าย ๆ เมื่อไร ท่านก็ไม่พูดหลายคำนะ ที่นี่ใครมาได้ง่ายๆ เมื่อไร เอ้าถ้าอย่างนั้นตำหมากให้หน่อย ตำหมากได้ ๒ - ๓ จ๊อกเลยตื่น อู๊ย เสียดายอยากตำใหม่ เสียดายจริงๆ ตำหมากยังไม่เสร็จเลย ๒ - ๓ จ๊อกตื่นเสียนี่ อู๊ย เสียดายอยากตำหมากต่อไปอีก

จะได้คุยอะไรกับท่านต่อ แล้วมาแก้ความฝันให้ท่านฟัง โอ๊ย ท่านแก้น่าฟังมากนะ เอ้า นี่นะกำลังยุ่งกำลังยากมากนะ กอไผ่ขวางทางอยู่นี่นะ เอาให้ดีนะ พ้นๆ ได้พ้นแน่ๆ ท่านว่าอย่างนั้น ถึงยากขนาดไหนก็พ้นได้แน่ๆ เอ้าอย่าถอยหลังนะ ถ้าถอยละตายเลย ความฝันนี้ไม่ได้บอกให้ถอย ความฝันนี้พุ่งข้างหน้า ไปได้แล้ว ยังไงก็ไปได้ เอ้าเร่งนะ ตอนนั้นกำลังจิตเสื่อม เจริญเสื่อมๆ นั่นละที่ว่าทุกข์ยากลำบากมาก ทุกข์แสนสาหัสคือทุกข์จิตเสื่อมนะ

เราเคยเห็นแล้วทุกข์มากจริงๆ เป็นฟืนเป็นไฟทั้งกองเผาไหม้ เอาให้ดีนะอย่างไรก็พ้น พ้นแน่ๆ พอออกจากนั้นไปแล้วจะไม่มีอุปสรรค พอออกจากกอไผ่นี้ไปแล้วจะไม่มีอุปสรรค ไปสะดวกสบายเลย ก็มาพิจารณาดูปฏิปทาของเจ้าของก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เวลาจิตเจริญจิตเสื่อมนี้ แหม ทุกข์มากแสนสาหัส ทีนี้พอจับจุดได้แล้วมันก็พุ่งของมันเลย มันก็เป็นแบบลงทะเลหลวงเหมือนกัน

พอจับจุดได้ เอ้า ได้จุดแล้วได้หลักแล้วที่นี่ พอว่างั้นก็พุ่งเลย เหมือนข้ามแม่น้ำมหาสมุทรไปเกาะใหญ่ เป็นลักษณะอย่างนั้น ไปได้สะดวก พอจับจุดได้แล้วจิตก็พุ่งๆ ไม่ปรากฏว่ามีอุปสรรคอะไรมากีดขวางอีกนะ ต่อจากนั้นไปแล้วไปอย่างสะดวกสบายหายห่วงๆ ความฝันไปอย่างสะดวกสบายหายห่วง มันมีเครื่องจูงใจทุกอย่างนะ

เวลาอธิษฐานฝันให้ได้ออกปฏิบัตินี้ ก็แสดงความฝันอัศจรรย์ให้เห็นเป็นกำลังใจ โอ้โห ยิ้มแย้มแจ่มใส ยังไงสำเร็จแน่ๆ เพราะไม่มีอะไรเป็นเครื่องขัดข้อง มองดูสิ่งที่เราได้เห็นได้ชมๆ ในเวลาฝันนั้นก็พิลึกกึกกือ ไม่เคยพบเคยเห็นก็ได้เห็นเสียแล้ว ยังไงก็สำเร็จแน่ มันมั่นใจนะ

ครั้นเวลาพ้นกอไผ่ไปอันนี้อีก ก็มาเล่าให้พ่อแม่ครูจารย์ฟังอีก ท่านก็ยิ่งเน้นหนักลงไป ให้กำลังใจอีก โอ๊ย แม่นยำเหลือเกิน ใจมันแน่วยังไงพ้นๆ ก็มีสองวาระเท่านั้น กับวาระที่สาม อันนี้เกี่ยวกับประชาชน วาระที่สามไปพักอยู่ห้วยทรายก็แสดงแบบอัศจรรย์เหมือนกัน

เหาะขึ้นไปไปสรงพระพุทธรูป ทีแรกว่าไปสรงพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์อยู่บนแท่น เวลาขึ้นไปแล้วเป็นทองคำทั้งแท่งทุกพระองค์ พระพุทธเจ้าองค์เท่าคนเรานี่ ขึ้นไปก็ไปสรงน้ำท่าน สรงในความฝันในนิมิตไม่นานแหละ สรงทั่วถึงหมด บนแท่นเต็มมีแต่พระพุทธเจ้าทั้งนั้นแต่เป็นทองคำ

เวลาขึ้นไปแล้วเป็นพระพุทธรูปทองคำ เวลาจะขึ้นไปนี้เป็นพระพุทธเจ้าอยู่ข้างบน บทเวลาขึ้นไปถึงแล้วเป็นพระพุทธรูป ก็เอาน้ำอบน้ำหอมนี่แหละสรงท่าน พอสรงเสร็จแล้วลงจากแท่นนั้นมา ประชาชนนี้แน่นหมดเลย พอส่ายมือ น้ำมันออกจากปลายนิ้วมือ พอส่ายมือนี้น้ำมันสาดๆ กระจายๆ รดน้ำให้ประชาชน ไม่นานเสร็จ

พอลงมา โยมแม่มารออยู่ข้างล่าง อ้าว จะไปแล้วเหรอ จะไปไม่กลับมาเหรอ อ๋อ เสร็จธุระแล้วจะกลับมาชั่วคราว ยังจะกลับมาหาโยมแม่อยู่แหละ นี่ละมันแปลกอยู่นะ ให้เสร็จธุระก่อน กำลังรดน้ำให้ประชาชน พอหันหน้าจะลงมาแล้ว หือ จะไปแล้วเหรอจะไม่กลับแล้วเหรอ อ๋อ พอเสร็จธุระแล้วก็ยังจะกลับอยู่ จะกลับไปหาโยมแม่นั่นแหละ พอว่าอย่างนั้นโยมแม่ก็หายไป เราก็รดน้ำคนเรื่อยไป ความฝันเกี่ยวกับโยมแม่ก็หายไป

พอเสร็จแล้วก็ลงนั้นจริงๆ ไป เดินไปหาโยมแม่ โยมแม่ปูเสื่อปูอะไรไว้เรียบร้อยแล้ว บ้านหลังเล็กๆ ขึ้นไปนั่งได้ประมาณสักไม่ถึง ๕ นาที ว่าจะพูดอะไรกับโยมแม่ ยังไม่ได้พูดอะไรเลยเราก็รู้สึกตัวขึ้นมา เอ้อ รายนี้จะต้องเกี่ยวกับโยมแม่แล้ว เราพูดกับหมู่เพื่อน ผมนี้ไปไหนไม่ได้ถ้าไม่ได้เอาโยมแม่บวชเสียก่อน นี่เกี่ยวกับโยมแม่

อันเรื่องเหล่านั้นเกี่ยวกับประชาชน ที่ว่าส่ายมือนี้น้ำออกจากนิ้วมือนี้ เกี่ยวกับการแนะนำสั่งสอนประชาชน เราก็รู้ รู้ในนั้นไม่ต้องถามใคร ในนิมิตมันบอกในนี้เข้าใจๆ ไปพร้อมๆ ไปเลย ทีนี้เกี่ยวกับโยมแม่ก็เข้าใจ เพราะฉะนั้นถึงได้ออกปากพูดเลยว่า เรานี่ถ้าไม่ได้เอาโยมแม่บวชเสียก่อนไม่แล้วละ เรายังเกี่ยวกับโยมแม่อยู่ ยังไปไหนไม่ได้

ทีนี้พอได้เวลาแล้วก็จดหมายมาบอกโยมแม่ บอกว่าจะมาจากห้วยทรายประมาณวันที่เท่านั้นให้เตรียมพร้อมไว้ มาจะเอาโยมแม่บวชทันที มาโยมแม่ก็พอดีเตรียมพร้อมไว้แล้ว มาก็จับบวชเลย มีผู้เฒ่าแม่แก้วที่ติดตามมา ๓ คนนี้มาเพื่อโยมแม่นี่เอง ถ้าไม่อย่างนั้นโยมแม่จะไม่มีเพื่อนฝูงอยู่ เพราะพวกนั้นก็เห็นคุณเรานี่ ผู้เฒ่าแม่แก้วก็เราไปเป่ากระหม่อมให้ว่าไง เขาจะไม่เห็นคุณเรายังไง

ทีนี้เราจะมาบวชโยมแม่นี้เขาก็ติดตามมาเพื่อมาเป็นเพื่อนฝูงของโยมแม่นั่นละ เรื่องราวพวกนั้นที่ได้ติดตามมาเพราะโยมแม่ พอมาก็จับบวชเลยทันที คล่องตัวเลยๆ ก็เป็นไปตามนิมิตทุกอย่างๆ จากนั้นมาก็ไม่ได้เรื่องอะไรแล้ว เมื่อเช้านี้ได้เรื่องแกงหน่อหวาย ๖ ถ้วย เมื่อเช้านี้ได้เยอะ เท่านั้นละจบ ให้พร



.............................................................

คัดลอกจาก
http://www.dharma-gateway.com/
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวMSN Messenger
แสดงเฉพาะข้อความที่ตอบในระยะเวลา:      
สร้างหัวข้อใหม่ตอบ
 


 ไปที่:   


อ่านหัวข้อถัดไป
อ่านหัวข้อก่อนหน้า
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน
คุณ สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้


 
 
เลือกบอร์ด  • กระดานสนทนา  • สมาธิ  • สติปัฏฐาน  • กฎแห่งกรรม  • นิทานธรรมะ  • หนังสือธรรมะ  • บทความ  • กวีธรรม  • สถานที่ปฏิบัติธรรม  • ข่าวกิจกรรม
นานาสาระ  • วิทยุธรรมะ  • เสียงธรรม  • เสียงสวดมนต์  • ประวัติพระพุทธเจ้า  • ประวัติมหาสาวก  • ประวัติเอตทัคคะ  • ประวัติพระสงฆ์  • ธรรมทาน  • แจ้งปัญหา

จัดทำโดย  กลุ่มเผยแผ่หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา ธรรมจักรดอทเน็ต
เพื่อส่งเสริมคุณธรรม และจริยธรรมในสังคม
เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2546
ติดต่อ webmaster@dhammajak.net
Powered by phpBB © 2001, 2002 phpBB Group :: ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง