Home  • กระดานสนทนา  • สมาธิ  •  สติปัฏฐาน  • กฎแห่งกรรม  • นิทาน  • หนังสือ  •  บทความ  • กวีธรรม  • ข่าวกิจกรรม  • แจ้งปัญหา
คู่มือการใช้คู่มือการใช้  ค้นหาค้นหา   สมัครสมาชิกสมัครสมาชิก   รายชื่อสมาชิกรายชื่อสมาชิก  กลุ่มผู้ใช้กลุ่มผู้ใช้   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว  เช็คข้อความส่วนตัวเช็คข้อความส่วนตัว  เข้าสู่ระบบ(Log in)เข้าสู่ระบบ(Log in)
 
ได้ทำการย้ายไปเว็บบอร์ดแห่งใหม่แล้ว คลิกที่นี่
www.dhammajak.net/forums
15 ตุลาคม 2551
 คืนอำลา (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน) อ่านหัวข้อถัดไป
อ่านหัวข้อก่อนหน้า
สร้างหัวข้อใหม่ตอบ
ผู้ตั้ง ข้อความ
ปุ๋ย
บัวเงิน
บัวเงิน


เข้าร่วม: 02 มิ.ย. 2004
ตอบ: 1278

ตอบตอบเมื่อ: 02 ธ.ค.2006, 10:31 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

Image

คืนอำลา
โดย หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

เทศน์โปรดนางเพาพงา วรรธนะกุล
คืนสุดท้ายก่อนกลับจากวัดป่าบ้านตาด
วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๙



การที่อยากให้คนดี ไม่มีใครที่จะเกินพระพุทธเจ้าไปได้ พระโอวาทที่ประทานไว้แก่โลก ก็เพื่อให้โลกเป็นคนดีทั้งนั้น เป็นคนดีมีความสุข ไม่ต้องการให้โลกเกิดความเดือดร้อนเสียหาย อันเกิดจากความชั่ว ของการกระทำ เพราะความไม่รู้เรื่องวิธีปฏิบัติตัวเองนั้นเลย

เพราะฉะนั้น การที่จะสร้างพระบารมีให้ถึงความเป็นพระพุทธเจ้าผู้มีพระเมตตา อันเปี่ยมต่อสัตวโลกนั้นจึงเป็นการลำบากมาก ผิดกับบารมีทั้งหลายอยู่มาก ความสามารถกับพระเมตตามีกำลังไปพร้อมๆ กัน ถ้าต่างคนต่างได้ยิน ได้ฟังพระโอวาทของพระพุทธเจ้าในที่เฉพาะพระพักตร์ก็ตาม ได้ฟังตามตำรับตำราก็ตาม มีความเชื่อตามหลักความจริงที่ประทานไว้นั้น

ต่างคนต่างพยายามปรับปรุงแก้ไขตนเองให้เป็นคนดี นับเป็นจำนวนว่าคนนี้ ก็เป็นคนดี คือคนที่ ๑ ก็เป็นคนดี คนที่ ๒ เป็นคนดี ในครอบครัวมีกี่คน ได้รับการสั่งสอน เพื่อความเป็นคนดีด้วยกัน ครอบครัวนั้นก็เป็นคนดี ในบ้านนั้นก็เป็นคนดี เมืองนี้ก็เป็นคนดี เมืองนั้นก็เป็นคนดี ประเทศนี้ประเทศนั้น ก็เป็นคนดีด้วยกันแล้ว เรื่องความสงบสุขของบ้านเมือง เราไม่ต้องถามถึงก็ได้ ต้องได้จากความดีของผู้ทำดีทั้งหลายแน่นอน

ความทุกข์ร้อนต่างๆ ที่เกิดขึ้นมานั้น เกิดขึ้นเพราะความไม่ดีต่างหาก คนไม่ดีมีจำนวนมากน้อยเพียงใด ก็เหมือนมีเสี้ยนหนามจำนวนมากน้อยเพียงนั้น ยิ่งมีมากเท่าไร โลกนี้ก็เป็น "โลกันตนรก" ได้ ซึ่งมืดทั้งกลางวันกลางคืน มีความรุ่มร้อนอยู่ตลอดเวลา โดยไม่ต้องไปถามหานรกขุมไหนลูกไหน

เพราะสร้างอยู่ที่หัวใจของคน แล้วก็ระบาดสาดกระจายออกไปทุกแห่งทุกหน เลยกลายเป็นไฟไปด้วยกันเสียสิ้น นี้เพราะความผิดทั้งนั้น ไม่ใช่เพราะความถูกต้องดีงาม ถ้าหากเป็นไปตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้าแล้ว เรื่องเหล่านี้จะไม่มีผู้พิพากษา ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาอะไรย่อมไม่มี เพราะไม่มีเรื่องจะให้ ต่างคนต่างมีเจตนามุ่งหวังต่อความเป็นคนดี

พยายามฟังเหตุฟังผลเพื่อความเป็นคนดีด้วยกัน การพูดกันก็รู้เรื่อง ไม่ว่าเด็ก ผู้ใหญ่ หญิง ชาย นักบวช ฆราวาส พูดกันรู้เรื่องทั้งนั้น ความพูดกันรู้เรื่องก็คือ รู้เรื่องเหตุผลดีชั่วภายในใจอย่างซาบซึ้ง ทั้งมีความมุ่งหวังอยากรู้เหตุผล ความสัตย์ความจริง ความดีงามอยู่แล้ว ฟังกันย่อมเข้าใจได้ง่าย และปฏิบัติกันได้อย่างสม่ำเสมอ ไม่มีที่แจ้งที่ลับ เท่านั้นที่โลกไม่ได้เป็นไปตามใจหวัง !

ไปอยู่ในสถานที่ใด บ่นแต่ความทุกข์ความร้อน ระส่ำระสายวุ่นวายไปหมดทั้งแผ่นดิน ทั้งๆ ที่ต่างคนต่างเรียน ต่างคนต่างหาความรู้ ความรู้นั้นก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร นอกจากเอามาเผาตัวเท่านั้น เพราะความรู้ประเภทนั้นๆ ไม่มีธรรมเข้าเคลือบแฝง ไม่มีธรรมเข้าอุดหนุน ไม่มีธรรมเข้าเป็น "เบรค" เป็น "คันเร่ง" เป็นพวงมาลัย จึงเป็นไปตามยถากรรม ไม่มีขอบเขต

เมื่อพิจารณาอย่างนี้ ย่อมจะเห็นคุณค่าแห่งธรรมของพระพุทธเจ้าว่ามีมากมายเพียงไร เพียงแต่เราพยายามทำตัวให้เป็นคนดี แม้ไม่สามารถแนะนำสั่งสอนผู้ใดให้เป็นคนดีได้ก็ตามลำพังประพฤติปฏิบัติตัวให้เป็นคนดี อยู่ในสถานที่ใด อิริยาบถใด เราก็เย็น ความเย็น ความผาสุกสบาย เกิดขึ้นจากความถูกต้องแห่งการกระทำของตนเอง ความเย็นจึงปรากฏขึ้นกับบุคคลนั้น

คำว่า "ความถูกต้อง" "ความร่มเย็น" นั้น มีเป็นขั้นๆ ขั้นทั่วๆ ไป ก็มีได้ทุกคน ถ้าตั้งใจประพฤติปฏิบัติให้มี ไม่มองข้ามตนไปเสีย โลกนี้ก็เป็นโลกผาสุกร่มเย็น น่าอยู่น่าอาศัย น่ารื่นเริงบันเทิง ยิ่งไปกว่านั้น ผู้จะปฏิบัติให้ได้ ความสุขความเจริญภายในจิตใจกว่าภาคทั่วๆ ไป ก็พยายามบำเพ็ญตนให้เข้มงวดกวดขัน หรือขยับตัวเข้าไป ตามลำดับแห่งความมุ่งหวัง ความสุขอันละเอียดสุขุมก็จะปรากฏขึ้นมา

เฉพาะอย่างยิ่งผู้สนใจทางจิตตภาวนา ถ้าถือว่าเป็นแนวรบ เป็นการก้าวสู่สงคราม ก็เรียกว่าเป็นแนวหน้าที่เดียว จำพวกนี้จำพวกแนวหน้า ถ้ามุ่งหวังขนาดนั้นแล้ว เจ้าตัวจะทำอ่อนแอไม่ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างต้องมีความเข้มงวดกวดขันตนเองอยู่เสมอ สุดท้ายก็ค่อยกลายเป็นผู้มีสติอยู่ตลอดเวลาได้ ไม่งั้นก็ไม่จัดว่าเป็นผู้เข้มแข็ง เพื่อชัยชนะในสงคราม

ความเข้มแข็งต้องขึ้นอยู่กับความเพียรและสติปัญญา สังเกตความเคลื่อนไหวไปมาของตนว่า จะเป็นไปในทางถูกหรือผิด ซึ่งเป็นส่วนละเอียดไปโดยลำดับว่า ต้องอาศัยสติปัญญาเป็นเครื่องระงับ ระวัง รักษา อย่างเข้มงวดกวดขันอยู่ตลอดเวลา

กระแสของจิตหรือความคิดปรุงต่างๆ ก็ไม่ไปเที่ยวกว้านเอาอารมณ์ ที่เป็นพิษเป็นภัยเข้ามาเผารนตนให้ได้รับความเดือดร้อน จิตเมื่อได้รับความบำรุงรักษาโดยถูกทาง ยิ่งจะมีความสงบผ่องใสและผาสุกร่มเย็นไปโดยลำดับ ไม่อับเฉาเมามัวดังที่เคยเป็นมา

ฉะนั้น บรรดาลูกศิษย์ทั้งหลายได้มาอบรมในสถานที่นี้ก็เป็นเวลานานพอสมควร จึงกรุณานำเอาธรรมของพระพุทธเจ้าน้อมเข้ามาสถิตไว้ที่จิตใจของตนเถิด อย่าได้คิดว่า "เราจากครู จากอาจารย์ไป เราจากวัดวาอาวาสไป" นั่นเป็นเพียงกิริยาเท่านั้น สิ่งสำคัญ ควรคิดถึงข้อธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ว่า

"ผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ผู้นั้นได้ชื่อว่าบูชาเราตถาคต" ได้แก่ ประพฤติปฏิบัติตัวเราด้วยสติ ปัญญา ศรัทธา ความเพียรอยู่ในสถานที่ใด อิริยาบถใด มีความเข้มงวดกวดขัน มีความประพฤติปฏิบัติอยู่ภายในจิตใจอยู่ด้วยความระมัดระวังตัวเช่นนี้ ชื่อว่า "เป็นผู้ประพฤติสมควรแก่ธรรม และบูชาตถาคตคือพระพุทธเจ้าอยู่ตลอดเวลา"

บทที่สอง "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต" เห็นธรรมนี้ เห็นอย่างไร รู้ธรรมนี้ รู้อย่างไร ก็ดังที่เราปฏิบัติอยู่นี้แหละ ทางจิตตภาวนาเป็นสำคัญ นี่คือการปฏิบัติธรรม การเห็นธรรม ก็จะเห็นอะไร ถ้าไม่เห็นสิ่งที่กีดขวางอยู่ภายในตนเองเวลานี้ ซึ่งเราถือว่ามันเป็นข้าศึกต่อเราได้แก่ "สัจธรรม ๒ บทเบื้องต้น คือ ทุกข์ ๑ สมุทัย ๑"

เราพิจารณาสิ่งเหล่านี้ให้เข้าใจตามจริงของมันที่มีอยู่กับทุกคน ทุกตัวสัตว์ ไม่มีเว้น เว้นแต่พระอรหันต์เท่านั้น ที่สมุทัยไม่เข้าไปแทรกท่านได้ นอกนั้นต้องมีไม่มากก็น้อย ที่ท่านเรียกว่า "สัจธรรม"

พิจารณาให้เห็นความจริงของสิ่งเหล่านี้แล้ว ก็ชื่อว่า "เห็นธรรม" ละได้ ถอนได้ เกิดเป็นผล ความสงบสุขเย็นใจขึ้นมาจากการละการถอน การปล่อยวางสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ได้ เรียกว่า "เห็นธรรม" คือเห็นเป็นขั้นๆ เห็นเป็นระยะๆ จนกระทั่งเห็นองค์ตถาคตโดยสมบูรณ์



(มีต่อ 1)
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวMSN Messenger
ปุ๋ย
บัวเงิน
บัวเงิน


เข้าร่วม: 02 มิ.ย. 2004
ตอบ: 1278

ตอบตอบเมื่อ: 02 ธ.ค.2006, 11:19 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

ถ้าเราจะพูดเป็นขั้น เป็นภูมิ ก็เช่น

(๑) ผู้ปฏิบัติได้สำเร็จ พระโสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล ชื่อว่าได้เห็นพระพุทธเจ้าขั้นหนึ่ง ด้วยใจที่หยั่งลงสู่กระแสธรรม เรียกว่าเริ่มเห็นพระพุทธเจ้าแล้ว ถ้าเป็นทุ่งนาก็เริ่มเห็นท่านอยู่ทางโน้น เราอยู่ทางนี้

(๒) สกิทาคา ก็เห็นพระพุทธเจ้าใกล้เข้าไป

(๓) อานาคา ใกล้เข้าไปอีกโดยลำดับ

(๔) ถึงอรหัตผลแล้ว ชื่อว่าเห็นพระพุทธเจ้าโดยสมบูรณ์ และธรรมที่จะให้สำเร็จมรรคผลนั้นๆ ในทางภาคปฏิบัติก็อยู่กับเราด้วยกันทุกคน

การที่เรายึดถือการประพฤติปฏิบัติอยู่ตลอดเวลา ก็ชื่อว่า "เราเดินตามตถาคต และมองเห็นพระตถาคตด้วยข้อปฏิบัติของเรา" อีกแง่หนึ่ง เห็นตถาคตโดยทางเหตุคือการปฏิบัติ เห็นโดยทางผล คือสิ่งที่พึงได้รับโดยลำดับ เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้าทรงรู้ ทรงเห็น ทรงได้รับ และทรงผ่านไปโดยลำดับแล้วนั้น

เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าก็ดี พระธรรมก็ดี พระสงฆ์ก็ดี ไม่ได้ห่างเหินจากใจของผู้ปฏิบัติธรรม เพื่อบูชาตถาคต หรือบูชาพระธรรม พระสงฆ์ นี้เลย นี่เป็นการบูชาแท้ นี่เป็นการเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าอยู่ตลอดเวลาด้วยความพากเพียรของเรา

การจากไปเป็นกิริยาอาการหนึ่งเท่านั้น อยู่ที่นี่ก็จาก เช่น นั่งอยู่ที่นี่ แล้วก็จากไปที่นั่น นั่งที่นั่น ก็จากมาที่นี่ มันจากอยู่ตลอดเวลานะ เรื่องความจากนี่ เราอย่าไปถือว่าจากนั้นจากนี้ จากเมืองนั้นมาเมืองนี้ จากบ้านนี้ไปบ้านนั้น จาก สถานที่นี่ไปสู่สถานที่นั่น ก็เรียกว่า "จาก" คือ จากใกล้ จากไกล จากอยู่โดยลำดับลำดาแห่งโลกอนิจจัง มันเป็นของไม่เที่ยงอยู่เช่นนี้ มีความเปลี่ยนแปลงแปรปรวนอยู่เสมอ

สิ่งนี้เรานำมาพิจารณาให้เป็นอรรถเป็นธรรมได้ โดยหลักของ "ไตรลักษณ์" เป็นทางเดินของผู้รู้จริง เห็นจริงทั้งหลาย ต้องอาศัยหลักไตรลักษณ์เป็นทางเดิน เราอยู่ที่นี่ เราก็บำเพ็ญธรรม เราไปอยู่ที่นั่น เราก็บำเพ็ญธรรม เพื่อละ เพื่อถอดถอนกิเลส เพื่อระงับดับความทุกข์ ทั้งหลายที่มีอยู่ในจิตใจ อยู่ที่ไหนเราก็บำเพ็ญเพื่อความละ ความถอน ย่อมจะละได้ ถอนได้ ด้วยการบำเพ็ญด้วยกัน โดยไม่หมายถึงสถานที่นั้น สถานที่นี่ เพราะสำคัญอยู่ที่การปฏิบัติเพื่อการถอดถอนนี้เท่านั้น

พระพุทธเจ้าจึงทรงสั่งสอนสาวกว่า "ไปเถิดภิกษุทั้งหลาย เธอไปหาอยู่ในที่สงบสงัด เป็นผู้เหนียวแน่นแก่นนักรบ อยู่สถานที่เช่นนั้น ชื่อว่าเธอทั้งหลายเข้าเฝ้าเราอยู่ตลอดเวลา ไม่จำเป็นที่เธอทั้งหลายจะมานั่งห้อมล้อมเราอยู่เช่นนี้ถือว่าเป็นการเข้าเฝ้า ไม่ใช่อย่างนั้น ! ผู้ใดมีสติ ผู้ใดมีความเพียร อยู่ในอิริยาบถใดๆ ชื่อว่า "ผู้บูชาเราตถาคต" หรือเฝ้าตถาคตอยู่ตราบนั้น แม้จะนั่งอยู่ตรงหน้าเราตถาคต ถ้านั่งอยู่ด้วยความประมาท ก็หาได้พบตถาคตไม่ หาได้เห็นตถาคตไม่

เราไม่ถือว่า การเข้ามา การออกไป เช่นนี้เป็นการเข้าเฝ้าตถาคต และการออกไปจากตถาคต แต่เราถือความเพียรเพื่อถอดถอนกิเลสภายในใจต่างหาก การถอดถอนกิเลสได้มากน้อย ชื่อว่า "เข้าเฝ้าเราโดยลำดับ" นี่ชื่อว่า "เราเห็นตถาคตไปโดยลำดับๆ !" ซึ่งเป็นหลักใหญ่ที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนพุทธบริษัททั้งหลายว่า

"ไปเถิด ไปหาประกอบความพากเพียร เพื่อถอดถอนกิเลสที่เป็นข้าศึกอยู่ภายในจิตใจของตนให้หมดสิ้นไปโดยลำดับ แล้วพวกเธอทั้งหลายจะเห็นตถาคตเอง ว่าอยู่ในสถานที่ใด โดยไม่จำเป็นสถานที่ใด โดยไม่จำเป็นต้องมาดูตถาคตด้วยนัยน์ตาอันฝ้าฟางไม่มีสตินี้ว่าเป็นตถาคต ขอให้ถอดถอนสิ่งที่เป็นข้าศึกแก่จิตใจของพวกเธอทั้งหลายให้ได้ จนกระทั่งหมดไปโดยสิ้นเชิงแล้ว เธอทั้งหลายจะเห็นตถาคตอันแท้จริง ซึ่งเป็น "สมบัติของพวกเธอแท้" อยู่ภายในใจพวกเธอนั้นแล"

"แล้วนำธรรมชาตินั้นมาเทียบเคียงกับตถาคตว่าเป็นอย่างไร ไม่มีอะไรสงสัย เพราะธรรมชาติที่บริสุทธิ์นั้นเหมือนกัน !" นี่ ! ฟังพระโอวาทของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นหลักสำคัญอย่างนี้ !


การทำจิตใจ การทำตัวให้เป็นคนดี ชื่อว่าเป็นการสั่งสมความสุขความเจริญขึ้นภายในจิตใจโดยลำดับ ผลก็คือความสุขนั่นเอง ที่หาความสุขไม่ได้ หรือมีความสุขไม่สมบูรณ์ ก็เพราะมีสิ่งกีดขวางอยู่ภายในจิตใจของเรา ได้แก่กิเลสนั่นเอง ไม่ใช่อะไรอื่น มีกิเลสเท่านั้นที่เป็นเครื่องกีดขวางเสียดแทงจิตใจของสัตวโลกอยู่ ไม่ให้เห็นความสุข ความสมบูรณ์ ความทุกข์ ความลำบาก ทั้งภายในภายนอกส่วนมากเกิดขึ้นจากกิเลส ไม่ใช่เรื่องอื่น

เช่น มีเจ็บไข้ได้ป่วยภายในร่างกาย ก็จะมีเรื่องของกิเลสแซงเข้ามาว่า "เราเจ็บนั้น เราปวดนี้" เกิดความกระวนกระวายระส่ำระสายขึ้นมาภายในใจ ซึ่งเป็นทุกข์ทางใจอีกประการหนึ่ง แทรกขึ้นมาจากโรคภายในร่างกาย ถ้าเพียงโรคกายธรรมดา พระพุทธเจ้า พระสาวก ท่านก็เป็นได้เพราะขันธ์อันนี้เป็นกฎธรรมชาติแห่งสมมติอยู่แล้ว คือ ไตรลักษณ์ ใครจะมาข้ามพ้นสิ่งนี้ไปไม่ได้

เมื่อมีธาตุ มีขันธ์ มีชื่อว่า "สมมติ" และต้องอยู่ใต้กฎธรรมชาติ กฎธรรมดา ต้องมีความแปรสภาพไปเป็นธรรมดา แต่ใจนั้นไม่มีความหวั่นไหว เพราะรู้เท่าทันกับสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น แล้วโดยรอบคอบ ไม่มีช่องโหว่ภายในใจ แต่พวกเราไม่เป็นเช่นนั้น

เมื่อทุกข์เกิดขึ้นภายในร่างกายมากน้อย ก็เป็นการส่อถึงจิตใจที่จะสั่งสมความทุกข์ขึ้นภายในตนอีกมากน้อยไม่มีประมาณ ดีไม่ดีความทุกข์ภายในใจยิ่งมากกว่าความทุกข์ภายในร่างกายเสียอีก เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า "กิเลสมันเข้าแทรกได้ทุกแง่ทุกมุม" ถ้าเราเผลอ ไม่มีสติปัญญารู้เท่าทันมัน กิเลสเข้าได้ทุกแง่ทุกมุม โดยไม่อ้างกาล อ้างเวลา อ้างสถานที่อิริยาบถใดๆ ทั้งสิ้น

มันเกิดได้ทุกระยะ ขอแต่ความเคลื่อนไหวของจิตแสดงออกโดยไม่มีสติปัญญา ก็กลายเป็นสัญญา จิตจึงกลายเป็นเรื่องของกิเลสช่วยกิเลสโดยไม่รู้ตัว แล้วจะเป็นอรรถเป็นธรรมขึ้นมาได้อย่างไร ! นอกจากเป็นกิเลสทั้งตัวของมัน แล้วเพิ่มพูนขึ้นโดยลำดับเท่านั้น

จึงต้องทุ่มเทสติปัญญา ศรัทธา ความเพียร ของเราลงให้ทันกับเหตุการณ์ที่เป็นอยู่ภายในใจ เรียนธาตุ เรียนขันธ์ เป็นบุคคลประเสริฐ เรียนอะไรจบ ก็ยังไม่พอกับความต้องการ ยังมีความหิวโหยเป็นธรรมดาเหมือนโลกทั่วไป แต่เรียนธาตุ เรียนขันธ์ เรียนเรื่องของใจ จบ ย่อมหมดความหิวโหย อิ่มตัว พอตัวอย่างเต็มที่ ประจักษ์ใจ !

เวลานี้เรายังบกพร่องใน "วิชาขันธ์" และภาคปฏิบัติใน "ขันธวิชา" คือ สติปัญญาความรู้แจ้งแทงทะลุในธาตุในขันธ์ว่าเขาเป็นอะไรกันแน่ ตามหลักความจริง แยกแยะให้เห็นความจริงว่า อะไรจริง อะไรปลอม เรียนยังไม่จบ เรียนยังไม่เข้าใจ มันจึงวุ่นวายอยู่ภายในธาตุในขันธ์ ในจิต ไม่มีเวลาจบสิ้น

ความวุ่นวาย ไม่มีที่ไหนวุ่นไปกว่าที่ธาตุขันธ์และจิตใจ ซึ่งเกิดเรื่องเกิดราวอยู่ตลอดเวลา ที่ชำระสะสางกันยังไม่เสร็จสิ้นนี้แล เพราะฉะนั้น การเรียนที่นี่ รู้ที่นี่ จึงเป็นการชำระคดี ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกันอยู่มากมาย มีสติปัญญาเป็นผู้พิพากษา เครื่องพิสูจน์และตัดสินไปโดยลำดับ


(มีต่อ 2)
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวMSN Messenger
ปุ๋ย
บัวเงิน
บัวเงิน


เข้าร่วม: 02 มิ.ย. 2004
ตอบ: 1278

ตอบตอบเมื่อ: 02 ธ.ค.2006, 11:29 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

เอ้า เรียนให้จบ ธาตุขันธ์มีอะไรบ้าง ดังเคยพูดให้ฟังเสมอ

"รูปขันธ์" ก็ร่างกายทั้งร่าง ไม่มีอะไรยกเว้น รวมแล้วเรียกว่า "รูปขันธ์" คือ กายของเราเอง

"เวทนาขันธ์" ความสุข ความทุกข์ เฉยๆ เกิดขึ้นภายในร่างกายและจิตใจ ท่านเรียกว่า "เวทนาขันธ์"

"สัญญาขันธ์" คือ ความจำได้หมายรู้ในสิ่งต่างๆ ท่านเรียกว่า "สัญญาขันธ์"

"สังขารขันธ์" คือ ความปรุงของใจ คิดดี คิดชั่ว คิดเรื่องอดีต อนาคตไม่มีประมาณ ท่านเรียกว่า "สังขารขันธ์" เป็นหมวดเป็นกอง

"วิญญาณขันธ์" ความรับทราบเวลารูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัส มากระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย รายงานเข้าไปสู่ใจ ให้รับทราบในขณะที่สิ่งนั้นๆ สัมผัส แล้วดับไปพร้อมตามสิ่งนั้นที่ผ่านไป

นี่ท่านเรียกว่า "วิญญาณขันธ์" ซึ่งเป็นวิญญาณในขันธ์ ๕

"วิญญาณในขันธ์ ๕" กับ "ปฏิสนธิวิญญาณ" นั้นต่างกัน ปฏิสนธิวิญญาณ หมายถึง "มโน" หรือหมายถึงจิตโดยตรง จิตที่จะก้าวเข้าสู่ "ปฏิสนธิวิญญาณ" ในกำเนิดต่างๆ ท่านเรียกว่า "ปฏิสนธิวิญญาณ" คือ ใจโดยตรง

ส่วน "วิญญาณในขันธ์ ๕" นี้ มีความ เกิด ดับ ไปตามสิ่งที่มาสัมผัส สิ่งนั้นมาสัมผัสแล้วดับไป วิญญาณก็ดับไปพร้อม คือความรับทราบดับไป พร้อมขณะที่สิ่งนั้นผ่านไป

แต่ "ปฏิสนธิวิญญาณ" นั้นหมายถึงใจ ซึ่งมีความรู้อยู่โดยลำพัง แม้ไม่มีอะไรมาสัมผัสอันนี้ อันนี้ไม่ดับ!

เรียนขันธ์ ๕ เรียนทบทวนให้เป็นที่เข้าใจ เรียนให้หลายตลบทบทวนคุ้ยเขี่ยขุดค้น ค้นจนเป็นที่เข้าใจ นี่คือสถานที่ทำงานของผู้ที่จะรื้อกิเลสตัณหาอาสวะออกจากจิตใจ ที่เรียกว่า "รื้อถอนวัฏวน" คือความหมุนเวียนแห่งจิตที่ไปเกิดในกำเนิดต่างๆ ไปเที่ยวจับจองป่าช้าไม่มีสิ้นสุด ทั้งๆ ที่ยังไม่ตายก็ไปจับจองไว้แล้ว ก็เพราะเหตุแห่งความหลงในขันธ์ ความไม่รู้เรื่องของขันธ์ จึงต้องไปหายึดขันธ์

ทั้งๆ ที่ขันธ์ยังอยู่ ก็ยังไม่พอ ยังไปยึด ไม่หลงติดเรื่อยๆ ไม่มีความสิ้นสุด ถ้าไม่เอาปัญญาเข้าไปพิสูจน์ พิจารณาจนกระทั่งรู้จริงและตัดได้ ท่านจึงให้เรียนธาตุขันธ์ รูปขันธ์ "ก็คือตัวสัจธรรม" ตัวสติปัฏฐาน ๔" นั่นเอง อะไรๆ เหมือนกันหมด เป็นไวพจน์ของกันและกัน ใช้แทนกันได้

เราพิจารณาอาการใดอาการหนึ่ง ก็ถูกเรื่องของสัจธรรม ถูกเรื่องของสติปัฏฐาน ๔ ปกติไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเกิดขึ้น กายก็เป็นกายอยู่อย่างนี้ รูปก็เป็นรูปอยู่เช่นนี้เอง แต่ความวิการของธาตุขันธ์ ก็วิการไปตามเรื่องของขันธ์ ทุกขเวทนา เกิดขึ้นจากความวิการของสิ่งนั้น ที่ไม่อยู่คงที่ยืนนาน จิตก็ให้ทราบตามเรื่องของมัน ชื่อว่า "เรียนวิชาขันธ์"

อย่าไปตื่นเต้น อย่าไปตระหนกตกใจ อย่าไปเสียอกเสียใจกับมัน เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นธรรมชาติธรรมดาของสมมติ จะต้องแปรอยู่โดยลำดับ แปรอย่างลี้ลับก็มี แปรอย่างเปิดเผยก็มีแปรอยู่ตามหลักธรรมชาติของตน ทุกระยะ ทุกวินาที หรือว่าวินาทีก็ยังห่างไป ทุกขณะหรือทุกเวลาไปเลย มันแปรของมันอย่างนั้น แปรเรื่อยๆ ไม่มีการพักผ่อน นอนหลับเหมือนสัตว์ เหมือนคน

เรื่องของทุกข์ก็แสดงตัวอยู่เรื่อยๆ ไม่เคยหยุดนิ่งนอนเลย คนเรายังมีการหลับการนอน การพักผ่อนกันบ้าง เรื่องสัจธรรม เรื่องไตรลักษณ์นี้ไม่เคยหยุด ไม่เคยผ่อนผันสั้นยาวกับใคร ดำเนินตามหน้าที่ของตัว ทั้งวันทั้งคืน ยืน เดิน นั่ง นอน กับสิ่งต่างๆ เป็นสภาพจะต้องหมุนไปอยู่เช่นนั้น ในร่างกายของเรา นี่ก็หมุนของมันอย่างนั้นเหมือนกัน คือแปรสภาพ นี่ เรานั่งสักประเดี๋ยวก็เจ็บปวดขึ้นมาแล้ว นี่ มันแปรไหมล่ะ มันไม่แปร จะเจ็บปวดขึ้นมาทำไม !

ความเจ็บปวดนี้ เรียกว่า "ทุกขเวทนา" มันเป็นอาการหนึ่งที่เกิดขึ้นให้เราทราบ ที่เรียกว่า "สัจธรรม" ประการหนึ่ง พิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริงของมัน เวลาจำเป็นจำใจขึ้นมา เราจะอาศัยใครไม่ได้ จะไปหวังพึ่งคนนั้นพึ่งคนนี้ เป็นความเข้าใจผิด ซึ่งจะทำให้กำลังทางด้านจิตใจลดลงไป จนเกิดความท้อถอย อิดหนาระอาใจต่อการช่วยตัวเอง

นี่เป็นความเข้าใจผิด หรือเป็นความเห็นผิดของจิต ซึ่งมีกิเลสเป็นเครื่องกระซิบหลอกลวงอยู่เป็นประจำทั้งเวลาปกติ ทั้งเวลาเจ็บไข้ได้ป่วย ทั้งเวลาจวนตัว เพื่อให้เราเสียหลักแล้วคว้าน้ำเหลวไปตามกลอุบายของมันจนได้ เวลาจวนตัวเข้าจริงๆ ก็เหมือนนักมวยขึ้นเวที ครูเขาจะสั่งสอนอบรมกันตั้งแต่ยังไม่ขึ้นเวที เมื่อก้าวขึ้นสู่เวทีแล้วไม่มีทางที่จะแนะนำสั่งสอนอย่างใดผิดกับถูก ดีกับชั่ว เป็นกับตาย ก็ต้องพึ่งตัวเอง ต้องช่วยตัวเองอย่างเต็มกำลังความสามารถ อุบายวิธีที่จะชกต่อยอย่างไรนั้น จะไปสอนกันไม่ได้เวลานั้น

เวลาเราเข้าสู่สงครามคือตาจนระหว่างขันธ์กับจิตจะแยกทางกัน คือเวลาจะแตกสลายนั้นแล ซึ่งเหมือนกับอีแร้งอีกาที่มาจับต้นไม้ เวลามาจับก็ไม่ค่อยทำกิ่งไม้ให้สะเทือนนัก แต่เวลาจะบินไปล่ะ มันเขย่ากิ่งไม้จนไหวทั้งต้น ถ้าเป็นกิ่งที่ตายแล้วต้องหักไปก็มี นี่ เวลาธาตุขันธ์จะจากเราไป มันจะเขย่าเราขนาดไหน เราจะทนต่อการเขย่าได้ด้วยอะไร ถ้าไม่ด้วยสติกับปัญญา เมื่อทนไม่ได้ ก็แน่นอนว่าต้องเสียหลัก

ฉะนั้น เราต้องสู้ให้เต็มสติปัญญากำลังความสามารถทุกด้าน ไม่ต้องคิดว่าเราจะล่มจมเพราะการสู้ การพิจารณาขันธ์ให้เห็นตามความเป็นจริง เพื่อปลดเปลื้อง ไม่ใช่ทางให้ล่มจม ! นี่คือการช่วยตัวเองโดยเฉพาะอย่างเต็มความสามารถในเวลาคับขัน! และเป็นการถูกต้องตามทางดำเนินของปราชญ์ท่านด้วย

เมื่อถึงคราวจำเป็นเข้ามาจริงๆ จะมีแต่ทุกขเวทนาเท่านั้น แสดงอย่างเด่นชัดทีเดียว ภายในกายทุกชิ้นทุกส่วนจะเป็นเหมือนกองไฟหมดทั้งตัว ภายในกายของเราจะกลายเป็นไฟทั้งกองไปเลย แดงโร่ไปหมดด้วยความรุ่มร้อน แล้วเราจะทำอย่างไร ต้องนำสติปัญญาหยั่งลงไปให้เห็นความทุกข์ความร้อนนั้น ประจักษ์ด้วยปัญญา

แล้วย้อนดูใจเรา มันแดงโร่อย่างนั้นด้วยไหม มันร้อนอย่างนั้นด้วยไหม หรือมันร้อนแต่ธาตุแต่ขันธ์ ถ้าเป็นผู้มีสติปัญญา เคยพิจารณาทางด้านปัญญาอยู่โดยสม่ำเสมอแล้ว ใจจะไม่ร้อน ! ใจจะเย็นสบายอยู่ในท่ามกลางกองเพลิง คือ ธาตุขันธ์ที่กำลังลุกโพลงๆ อยู่ด้วยความทุกข์นั้นแล นี่ ผู้ปฏิบัติต้องให้เป็นอย่างนี้! นี่ชื่อว่าเราช่วยตัวเราเอง ให้พิจารณาอย่างนี้ ไม่ต้องไปหวังพึ่งใคร ในขณะนั้นเรียกว่า "ขึ้นเวทีแล้ว" เมื่อตั้งหน้าต่อสู้กันแล้ว สู้ให้ถึงเหตุถึงผล เต็มเม็ดเต็มหน่วย

เอ้า! เป็นก็เป็น ตายก็ตาย ! ใครจะหามลงเวทีหรือไม่ ไม่สำคัญ สู้จนเต็มกำลังความสามารถ ขาดดิ้นด้วยปัญญานั้นแล อย่าสู้เอาเฉยๆ แบบทนทื่อเอาเฉยๆ ก็ไม่ใช่! เช่น ขึ้นไปให้เขาชกต่อย เขาต่อยเอาต่อยเอาโดยที่เราไม่มีปัดไม่มีป้อง ไม่ชกต่อยสู้เขาเลย นี่ใช้ไม่ได้ ! เราต้องสู้เต็มกำลัง เพื่อความชนะกัน เอาความตายเป็นเดิมพัน แม้จะตายก็ยอมตาย แต่ไม่ยอมถอย ! ต้องต่อสู้ทางสติปัญญาอันเป็นอาวุธทันสมัย !

การต่อสู้กับเวทนาก็คือพิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริงของมัน อย่าไปบังคับให้มันหาย ถ้าบังคับให้หายย่อมฝืนคติธรรมดา นอกจากการพิจารณาให้รู้ตามความเป็นจริงและหายเอง! ถ้าไม่หายก็รู้เท่าทันเวทนา ไม่หลงยึดถือ รูปก็เป็นรูป อย่าไปเอาอะไรมาขัดแย้ง มาแทรกแซงให้เป็นอย่างอื่น รูปเป็นรูป กายเป็นกาย สักแต่ว่ารูป เวทนาสักแต่ว่าเวทนา จะสุขก็ตาม จะทุกข์ก็ตาม เฉยๆ ก็ตาม มันเป็นเรื่องเวทนาอันหนึ่งอันหนึ่งเท่านั้น

ผู้ที่รู้ว่าร่างกาย รู้ว่าเวทนา ความสุข ความทุกข์ ความเฉยๆ คือ ใคร ถ้าไม่ใช่ใจ ! ใจไม่ใช่ธรรมชาตินั้นๆ ให้แยกกันออกให้เห็นกันด้วยปัญญาอย่างชัดเจน ชื่อว่าเป็นผู้พิจารณาสัจธรรมโดยถูกต้องแล้ว จะไม่หวั่นไหวถึงร่างกายจะทนไม่ไหว เอ้า! ตั้งท่าสู้! ตั้งหน้ารู้ อะไรจะดับ ไปก่อน ไปหลัง ให้รู้มัน ! เพราะเราแน่ใจแล้วด้วยสติปัญญา ทั้งความจริงก็เป็นอย่างนั้นด้วยว่า "ใจ ไม่ใช่ผู้ดับ ผู้ตาย" ใจเป็นแต่ผู้คอยรับทราบทุกสิ่งทุกอย่าง

เอ้า ! อะไรไม่ทนทาน ให้ไป ! ร่างกายไม่ทน เอ้า แตกไป ! เวทนาไม่ทน เอ้า สลายไป ! อะไรไม่ทน ให้สลายไปหมด เอ้า สลายไป อะไรทน จะคงตัวอยู่ ส่วนที่คงตัวอยู่นั้นคืออะไร ถ้าไม่ใช่ผู้รู้คือใจจะเป็นอะไร นั่น! ก็คือผู้รู้ เด่นอยู่ตลอดเวลา ! เมื่อได้ฝึกหัดตนโดยทางสติปัญญาจนมีความสามารถแล้ว จะเป็นอย่างนี้แน่นอน ไม่เป็นอื่น แต่ถ้าสติปัญญาอาภัพ จิตใจก็ท้อแท้อ่อนแอ ถอยหลังอย่างไม่เป็นท่า

ความทุกข์ทั้งหลายจะรุมกันเข้ามาอยู่ที่ใจทั้งหมด เพราะใจเป็นผู้สั่งสมทุกข์ขึ้นมาเอง ทั้งนี้อยู่กับความโง่ของตัวเอง เพราะฉะนั้น ความท้อถอยจึงไม่ใช่ทาง ที่จะชำระตนให้พ้นจากภัยทั้งหลายได้ นอกจากความขยันหมั่นเพียร นอกจากความเป็นนักต่อสู้ด้วยสติปัญญาเท่านั้น ไม่มีอย่างอื่นที่จะได้ชัยชนะ ไม่มีอย่างอื่นที่จะได้ความเด่น ความดิบความดี ความสง่าผ่าเผย ความองอาจกล้าหาญขึ้นภายในใจ

ให้พิจารณาอย่างนี้ สมมติว่าเราอยู่ในบ้าน ปราศจากครูปราศจากอาจารย์ ครูอาจารย์ได้สอนไว้แล้วอย่างไร ปราศจากที่ไหน ท่านสอนว่าอย่างไร นั่นแลคือองค์ท่าน ! นั่นแลคือองค์ตถาคต ! นั่นแลคือองค์พระธรรม เราอยู่กับพระธรรม เราอยู่กับพระพุทธเจ้า เราอยู่กับพระสงฆ์ตลอดเวลา โดยพระโอวาทที่นำมาประพฤติปฏิบัติก็ล้วนแล้วแต่เรื่องของท่านทั้งนั้น เราไม่ได้ปราศจากครูปราศจากอาจารย์ เราอยู่ด้วยความมีที่พึ่ง คือ มีสติปัญญา มีศรัทธา ความเพียร

รบฟันหั่นแหลกอยู่กับสิ่งที่เป็นข้าศึกอยู่เวลานี้ จะว่าเราปราศจากครูอาจารย์ได้อย่างไร ! เราอยู่กับครู และรู้ก็ต้องรู้แบบมีครู ! สู้ก็ต้องสู้แบบมีครู ! นี่คือวิธีการแห่งการปฏิบัติตน ไม่มีความว้าเหว่ ไม่มีความหวั่นไหว ให้มีความแน่วแน่ตามความจริงแห่งธรรมที่ครูอาจารย์ได้สั่งสอนไว้แล้ว ยึดถือ เป็นหลักเกณฑ์อยู่ภายในใจโดยสม่ำเสมอ อยู่ที่ไหนก็เรียกว่า เราอยู่กับครูกับอาจารย์ กับพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เพราะพุทธะ ธัมมะ สังฆะ อันแท้จริงแล้วอยู่กับจิต

มีจิตเท่านั้นจะเป็น "พุทธ ธรรม สงฆ์" ได้ หรือธรรมทั้งดวงได้ มีจิตเท่านั้นที่จะอยู่กับพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ได้ ไม่ใช่อะไรทั้งหมด ! กาย ไม่รู้เรื่อง จะไปรู้เรื่องพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ได้อย่างไร เวทนา ก็ไม่รู้เรื่อง สัญญา เพียงจำมาให้ แล้วหายเงียบไป สังขาร ปรุงขึ้นแล้วหายเงียบไป

จะเป็นสาระอะไรที่พอจะรับพระพุทธเจ้าเข้าไว้ภายในตนได้ ผู้ที่รับไว้ได้จริงๆ คือผู้ที่เข้าใจเรื่องของพระพุทธเจ้าจริงๆ และเป็นผู้ที่ "เป็นพุทธะ" อันแท้จริง ก็คือจิตนี้เท่านั้น ฉะนั้น จึงให้พิจารณาจิตให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย อย่าท้อถอยอ่อนแอ อย่างไรเราทุกคนต้องก้าวเข้าสู่สงครามที่เป็นเรื่องใครช่วยไม่ได้ด้วยกันทุกคน นอกจากเราจะช่วยตัวเอง และแน่ที่สุดว่าเราต้องช่วยตัวเองทุกคน ถึงคราวจำเป็นมาไม่มีใครจะช่วยได้

พ่อก็พ่อ แม่ก็แม่ ลูกก็ตาม สามีก็ตาม ภรรยาก็ตาม เป็นแต่เพียงดูอยู่เฉย ๆ ด้วยความอาลัยรักเสียดาย อยากช่วย แต่ช่วยไม่ได้ สุดวิสัย ! ถึงวาระแล้วที่จะช่วยเราให้พ้นจากความทุกข์ ความทรมาน ให้พ้นจากสิ่งพัวพันทั้งหลายนั้น เครื่องช่วยนั้น นอกจาก ปัญญา สติ และความเพียรของเราเองแล้วไม่มี !

ฉะนั้น เราจึงเข้มงวดกวดขันและมีความเข้มแข็งอยู่กับใจ แม้ร่างกายจะหมดกำลัง และให้เข้าใจในเรื่องเหล่านี้เสียตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จะไม่เสียท่าเสียที ไม่ว่าเรื่องของขันธ์จะแสดงขึ้นอย่างไร มันไม่เหนือตาย แสดงขึ้นมามากน้อยเพียงไร มันก็ถึงแค่ตายเท่านั้น ผู้รู้ก็รู้กันถึงตาย เมื่อธาตุขันธ์สลายไปแล้ว ผู้รู้ก็หมดปัญหาเรื่องความรับผิดชอบ ขณะนี้ต้องพิจารณาให้เต็มที่ เอาให้มันถึงพริกถึงขิง ถึงเหตุถึงผล เราก็ถึงธรรมอันแท้จริงภายในใจ

การแสดงธรรมก็เห็นว่าสมควร ขอยุติเพียงแค่นี้ ฯ



.............................................................

คัดลอกจาก
ชัยชนะเป็นของเรา แม้วาระสุดท้าย
http://www.dharma-gateway.com/
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวMSN Messenger
แสดงเฉพาะข้อความที่ตอบในระยะเวลา:      
สร้างหัวข้อใหม่ตอบ
 


 ไปที่:   


อ่านหัวข้อถัดไป
อ่านหัวข้อก่อนหน้า
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน
คุณ สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้


 
 
เลือกบอร์ด  • กระดานสนทนา  • สมาธิ  • สติปัฏฐาน  • กฎแห่งกรรม  • นิทานธรรมะ  • หนังสือธรรมะ  • บทความ  • กวีธรรม  • สถานที่ปฏิบัติธรรม  • ข่าวกิจกรรม
นานาสาระ  • วิทยุธรรมะ  • เสียงธรรม  • เสียงสวดมนต์  • ประวัติพระพุทธเจ้า  • ประวัติมหาสาวก  • ประวัติเอตทัคคะ  • ประวัติพระสงฆ์  • ธรรมทาน  • แจ้งปัญหา

จัดทำโดย  กลุ่มเผยแผ่หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา ธรรมจักรดอทเน็ต
เพื่อส่งเสริมคุณธรรม และจริยธรรมในสังคม
เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2546
ติดต่อ webmaster@dhammajak.net
Powered by phpBB © 2001, 2002 phpBB Group :: ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง