Home  • กระดานสนทนา  • สมาธิ  •  สติปัฏฐาน  • กฎแห่งกรรม  • นิทาน  • หนังสือ  •  บทความ  • กวีธรรม  • ข่าวกิจกรรม  • แจ้งปัญหา
คู่มือการใช้คู่มือการใช้  ค้นหาค้นหา   สมัครสมาชิกสมัครสมาชิก   รายชื่อสมาชิกรายชื่อสมาชิก  กลุ่มผู้ใช้กลุ่มผู้ใช้   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว  เช็คข้อความส่วนตัวเช็คข้อความส่วนตัว  เข้าสู่ระบบ(Log in)เข้าสู่ระบบ(Log in)
 
ได้ทำการย้ายไปเว็บบอร์ดแห่งใหม่แล้ว คลิกที่นี่
www.dhammajak.net/forums
15 ตุลาคม 2551
 เอกจิต เอกธรรม สังคะโห (หลวงปู่หล้า เขมปัตโต) อ่านหัวข้อถัดไป
อ่านหัวข้อก่อนหน้า
สร้างหัวข้อใหม่ตอบ
ผู้ตั้ง ข้อความ
ปุ๋ย
บัวเงิน
บัวเงิน


เข้าร่วม: 02 มิ.ย. 2004
ตอบ: 1278

ตอบตอบเมื่อ: 06 พ.ย.2006, 11:23 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

Image

เอกจิต เอกธรรม สังคะโห
โดย หลวงปู่หล้า เขมปัตโต

วัดบรรพตคีรี (วัดภูจ้อก้อ)
ต.หนองสูงใต้ อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร
๒๗ กันยายน ๒๕๓๐



คิวของสังขาร คิวของโลก มารวมที่แห่งเดียว ลมเข้าครั้งหนึ่ง มีทั้งเกิดขึ้น แปรปรวนและแตกสลาย ลมออกครั้งหนึ่งก็เหมือนกัน พอเราบัญญัติว่า ต้นลม ก็กลายมาเป็นกลางลม พอเราบัญญัติว่ากลางลม ก็กลายเป็นท้ายลม ก็วนเวียนกันอยู่หมู่ปัญจขันธ์ ถ้าใจหมายมั่น ถือว่าตนเองก็ไม่พ้นยาพิษ มารเผา จิตโง่เขลาถือเอาเป็นเหตุ ตกในเขตปั้นน้ำให้เป็นตัว มัวเมาหลายกลายเป็นอดีต กีดขวางอยู่ผู้รู้อนาคตรอบให้หมดอนัตตาธรรม กรรมจะไม่นำติดต่อก่อภพ ใจถูกลบลงถึงธรรมว่าง ไม่อยู่ห่างทางไปนิพพาน

ถ้าเชี่ยวชาญเดินมรรควิถี ต่อตอดดีไม่มีวันเว้น ใจก็เด่นเห็นธรรมไม่ตาย จะบรรยายไปก็หลาก ล้นหลาก ก่อนจะมากก็ออกจากอันเดียว ถ้าหลงอันเดียวก็หลงหมด ถ้าหลงอันเดียวจึงได้เที่ยวสงสารอยู่นานเนิ่นช้า ปัญญากล้าหันหาต้นเหตุ ย่นนิเทศเป็นเอกจิตธรรม ไม่ล่วงล้ำไปหาทางอื่น ไม่ต้องตื่นดอกในการโวหาร ย่นลงมาหาเอกจิต เอกธรรม อดีตล่วงไปแล้วคืออะไร คือผู้รู้ที่ล่วงไปแล้ว อนาคตคืออะไร คือผู้รู้ที่ยังมาไม่ถึง ปัจจุบันก็คือผู้รู้ที่กำลังเป็นอยู่ ก็เป็นแต่สักว่ารู้ ถ้ามีผู้เข้าไปยึดถือเอาเป็นเจ้าของ ก็เป็นเหตุเป็นกรรม เป็นวิบาก เป็นวัฏฏะวนกันอยู่

ธรรมชั้นสูง ผู้หวังพ้นทุกข์ในวัฏสงสาร ต้องพิจารณาอย่างนั้น ถ้าผู้ปฏิบัติพอเป็นพิธี ๆ พอเป็นนิสัยก็ไปอีกอย่างหนึ่ง ผู้หวังพ้นทุกข์ในปัจจุบันชาติ ปัจจุบันจิต ปัจจุบันธรรม ก็ต้องพิจารณาอย่างนั้น พิจารณาในฝ่ายสังคะโห สงเคราะห์ลงมาเป็นเอกนิบาต เอกนิบาตแปลว่า เป็นหนึ่ง เอกนิบาตสามารถนับเม็ดหิน เม็ดทรายในท้องมหาสมุทรได้ เม็ดหินเม็ดทรายจะนับยังไง ก็นับเข้าเอกปฐวีธาตุ นับเม็ดแดด เม็ดฝน เม็ดลม จะนับยังไง เอกวาโยธาตุ เอกเตโชธาตุ เอกปฐวีธาตุ พระสารีบุตรต้องนับอย่างนั้น ถ้า หนึ่ง สอง สาม ใครจะเป็นกรรมการนั่งฟัง ผู้เป็นกรรมการก็บ้า ผู้นับก็บ้า

เพราะต้องนับเป็นฝ่ายสังคะโห ในสังคะโห แปลว่าสงเคราะห์ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ สงเคราะห์ลงมาในหนึ่ง ในปัจจุบัน ศีลตัวเดียว สมาธิตัวเดียว ปัญญาตัวเดียว กลมกลืนกันในปัจจุบันธรรม ปจฺจุปนฺนญฺ จ โย ธมฺมํ ผู้ใดเห็นธรรมในปัจจุบัน ผู้นั้นก็ไม่สงสัยในพระพุทธศาสนา ผู้ไม่เชื่อธรรมะในปัจจุบันจิต ปัจจุบันธรรม พระพุทธเจ้าองค์ไหน ๆ มาเทศน์ก็ไม่หายความสงสัยดอก เพราะศีลก็อยู่ที่หนึ่ง สมาธิก็อยู่ที่หนึ่ง ปัญญาก็อยู่ที่หนึ่ง โพชฌงค์ ๗ ก็อยู่ที่หนึ่ง มรรคมีองค์ ๘ ก็อยู่ที่หนึ่ง ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ก็อยู่กันคนละหน คนละแห่ง

เออ มันรักษายาก หายาก อยู่คนละมุมโลกเป็นตัวเดียวกันเลย เมื่อพิจารณาทุกข์เป็นอารมณ์อยู่ สมุทัยความทะเยอทะยานก็บรรเทาลง ตัณหาก็บรรเทาลง มรรคก็เจริญขึ้นในตัว นิโรธก็ทำให้แจ้งขึ้นไปในตัว ไม่ใช่ว่าปฏิบัติทุกข์ แล้วก็ปฏิบัติสมุทัย แล้วก็ปฏิบัตินิโรธ แล้วก็ปฏิบัติมรรค อันนั้นมันเรียงแบบน่ะ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ก็เหมือนกัน ฉันทะ พอใจรักใคร่ใน ปัจจุบันจิต ปัจจุบันธรรม วิริยะ เพียรประกอบในปัจจุบันจิต ปัจจุบันธรรม จิตตะเอาใจฝักใฝ่ในปัจจุบันจิต ปัจจุบันธรรม วิมังสา หมั่นตริตรองเหตุผลในปัจจุบันจิต ปัจจุบันธรรม ในกรรมฐานที่ตั้งไว้

กรรมฐานในพระพุทธศาสนามีอยู่ ๒ กรรมฐานเท่านั้น เพ่งรูปเป็นอารมณ์ ก็มีรูปเป็นกรรมฐาน เพ่งอรูปเป็นอารมณ์ ก็เป็นอรูปกรรมฐาน รูป และ อรูปก็อยู่ใต้อำนาจอนิจจัง เกิดขึ้นแล้วแปรปรวนแตกสลายไปเสียแล้วนั่น เห็นทุกข์ขณะจิตเดียวก็เห็นรอบโลก เห็นรอบสังขาร เห็นอนิจจังขณะจิตเดียวก็เห็นรอบโลก เห็นรอบสังขาร ทั้งไกล ทั้งใกล้ หรืออะไรต่ออะไรจิปาถะสารพัดก็ตามเถิด ที่มีวิญญาณ หรือไม่มีวิญญาณก็ตามเถิด เรียกว่าปฏิบัติรวม รวมเหล่าวิปัสสนา หรือจะขยายออกก็ตาม ก็ไม่สงสัยในเรื่องขยาย หรือจะย่นลงมาก็ไม่สงสัยในเรื่องย่น นานาสังขารก็ย่นลงมาถึงเอกสังขารในปัจจุบัน นานาทุกข์ก็ย่นลงมาถึงเอกทุกข์ในปัจจุบัน นานาอนิจจังก็ย่นลงมาถึงเอกอนิจจังในปัจจุบัน นานาสมมติก็ย่นลงมาเอกสมมติในปัจจุบันนั่น

ผู้จะสิ้นความสงสัยตอนไหนๆ ก็จิตปัจจุบัน ธรรมปัจจุบันทั้งนั้น ไม่ใช่จิตอดีต ธรรมอดีต ไม่ใช่จิตอนาคต ธรรมอนาคต เหตุฉะนั้น พระบรมศาสดาจึงเน้นลงว่า ผู้ใดเห็นธรรมในปัจจุบัน ผู้นั้นได้ชื่อว่า ไม่ง่อนแง่นคลอนแคลนในพระพุทธศาสนานี้ ปจฺจุปนฺนญฺ จ โย ธมฺมํ อดีตมันมีแต่บัญชีมันล่วงไปแล้ว อนาคตก็มีแต่บัญชียังไม่มาถึง ดีก็ดีไปแล้ว ชั่วก็ชั่วไปแล้ว อดีตนั่น อนาคตก็เหมือนกัน ดีชั่วก็ยังไม่มาถึง อดีต อนาคต ปัจจุบันไม่มาเป็นสงครามกัน อัตตา อนัตตา ไม่มาเป็นสงครามกัน แต่ผู้หลงว่าเป็นสงครามตนเองต่างหาก

สมมติก็จริงตามสมมติ ไม่มาเป็นสงครามกับวิมุติ วิมุติก็จริงตามวิมุติ ไม่มาเป็นสงครามกับสมมติ ดินก็เป็นจริงตามดิน ไม่มาเป็นสงครามกับน้ำ กับไฟ กับลม แต่ความหลงของเราไม่ยึดไปถือเอาเป็นเจ้าของ สารพัดวัดเหวี่ยงเรื่องมันก็มากขึ้น ปัญหามันก็มาก จาโค ปฏิสคฺโค ส่งคืน สมมติก็ส่งคืนให้สมมติ วิมุติก็ส่งคืนให้วิมุติ บัญญัติก็ส่งคืนให้บัญญัติ ให้เป็นจริงตามบัญญัติ สมมติก็ส่งคืนให้สมมติ ตามเป็นจริงสมมติ ทำไมถึงสมมติมากแท้ เพราะมันไม่พอที่จะใช้กัน จึงสมมติขึ้นมาก ทีวีแทแวอะไรทุกวันนี้ จรวดเจรียดอะไร ลูกระเบิดปรมาณู ปรมาเณอะไร สารพัดจะบัญญัติกันขึ้นมา

เพราะเหตุใด เพราะมันไม่พอใช้ เพราะกิเลสมาก โลกอันนี้บัญญัติขึ้นมาก หาเงินไปซื้อไม่หวาดไม่ไหว นี่เพราะบัญญัติขึ้นมาก วิ่งกันตามจนหัวแตก สิ่งที่สมมติขึ้นที่มีวิญญาณและไม่มีวิญญาณ ก็อยู่ใต้อำนาจอนิจจังเสียแล้ว เกิดขึ้นแล้วก็แตกสลาย หลักของมันอยู่นั้น ตำรวจกองปราบอยู่ที่นั่น ไม่ลงธรรมาสน์เลยเจ้าพวกนี้ จริงอยู่ ไม่มีกลางวันกลางคืน มีหน้าที่จะพิจารณาตามความเป็นจริง มีหน้าที่จะหลุดพ้นตามเป็นจริง ความสงสัยตามเป็นจริงเท่านั้น เพราะคำสอนของพระพุทธเจ้าเบื้องต้นสอนให้ทำมาหาเลี้ยงชีพในทางที่ชอบ เพื่อจะปฏิบัติธรรมง่าย

เมื่อทำมาหาเลี้ยงชีวิตในทางที่ชอบแล้ว การปฏิบัติธรรมก็จะเป็นล่ำเป็นสัน ทีนี้ก็จะไปสะดวก ถึงจะเดินช้า ก็จะไปสะดวก ถึงจะเดินเร็วก็ไปสะดวก ไม่เบรกกลางทาง จึงจัดสัมมาอาชีวะไว้เป็นเบื้องต้น จัดสัมมาทิฏฐิไว้เป็นเบื้องต้นถ้าเห็นชอบแล้วสิ่งอื่นๆ ก็พลอยเป็นไปตามกัน สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ก็อยู่ในอุ้งมืออันที่เห็นชอบนั้น เพราะมีปัญญาเป็นหัวหน้า ธรรมแต่ละหมวดละหมวดก็มีปัญญาเป็นหัวหน้า ขาดไม่ได้ ศีล สมาธิ ปัญญาก็ต้องสมดุลกัน ในปัจจุบันจึงเป็นมัคคสมังคี ไม่ต้องแตกแยกกัน ไม่ต้องย้ายกัน คล้ายๆ กับเราเห็นหน้า ก็เห็นตากัน เห็นจมูกกัน เพราะอยู่แห่งเดียวกัน เราจับหนังก็ถูกเนื้อถูกกระดูกเหมือนกัน เราจะโง่ไปว่า เราจับถูกแต่หนังมันก็ไม่ถูก ถูกทั้งเนื้อทั้งกระดูกเหมือนกัน อันเดียวกัน ถ้าอย่างนั้นก็ไม่สิ้นความสงสัย



(มีต่อ 1)
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวMSN Messenger
ปุ๋ย
บัวเงิน
บัวเงิน


เข้าร่วม: 02 มิ.ย. 2004
ตอบ: 1278

ตอบตอบเมื่อ: 06 พ.ย.2006, 11:30 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

คำสอนแต่ละบทละบาท ส่งต่อพระนิพพานหมด นับแต่นะโมขึ้นไป คำสอนแต่ละบทละบาทมาจากคัมภีร์ มโนปุพฺพงฺคมา ธัมมา มาจากจิตจากใจทั้งนั้น ดีก็มาจากใจ ชั่วก็มาจากใจ ทีฆวรรคก็พูดยาว จุลวรรคก็พูดสั้น มหาวรรคก็พูดหลายวรรคหลายตอน ก็ออกไปจากใจทั้งนั้น ย่นก็ย่นลงมาถึงใจ ย่นลงมาจนถึงจิตสังขาร เพราะใจเป็นนายทุน พาให้หลงก็ใจ ปฏิบัติก็ใจ บวกลบคูณหารก็ใจ จิตตสังขาร จะย่นลงมา ก็ย่นลงมาหาใจ พหูวจนะก็ออกไปจากเอกวจนะ สรรพนาม สรรพนามก็ย่นไปออกไปจากเอกนาม ย่นลงมาก็มาหาเอกเหมือนกัน นามัง แปลว่าชื่อมัน สิ่งเหล่านี้อยู่ใต้อำนาจอนิจจัง เกิดขึ้นแล้วก็แปรปรวนและแตกสลายทั้งนั้น

ธรมา โนโส ภควา พระบรมศาสดาทรงพระชนมายุอยู่ เทศน์อนิจจัง ทุกขัง อนัตตามากกว่าเพื่อน เพราะเป็นนิยยานิกธรรม นำสัตว์ทั้งหลายให้เบื่อหน่ายคลายเมาในวัฏสงสาร ธรรมอันอื่นมีดาษดื่นถมเถ เป็นจินตกวีก็ตาม ถ้าไม่สลดใจ สังเวชในวัฏสงสารแล้ว ก็สู้ภาษิตเดียวไม่ได้ ขณะจิตใจยินดีในโลกสงสารล้วนๆ ขณะจิตก็ไม่เท่าขณะจิตใจที่นึกเบื่อหน่ายคลายเมาในวัฏสงสารขณะจิตเดียว เจตนามนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ พรหมสมบัติล้านๆ ขณะเจตนาล้านๆ ขณะจิตล้านๆ ขณะอธิษฐานล้านๆ ขณะความหวังก็ไม่เท่าเจตนา เพื่อพ้นทุกข์ในวัฏสงสารโดยด่วนในปัจจุบันจิต ปัจจุบันธรรมเลย

ผู้ที่จะลงเอยถึงขนาดนั้นก็เป็นผู้มีปัญญา เห็นวัฏสงสารเหมือนหลุมถ่านเพลิง จึงลงเอยได้ ถ้ามิฉะนั้นก็ปัญหาเจ้าของก็ผูกเจ้าของไปตะพึดตะพือ แล้วบวกคูณทวี ถ้าเห็นภัยในวัฏสงสารอย่างเต็มที่ ก็คือดับเพลิงในวัฏสงสารอย่างเต็มที่อยู่ในตัวนั่นเอง เราจะไปหาตัวศีล ตัวสมาธิ ตัวปัญญาที่ไหนอีกทีนี้ นิมิตต่างๆ สารพัดห้อยโหนโยนดาด เดินจงกรมในอากาศ ทะลุภูเขาแขวอะไรก็ตามเถิด อยู่ใต้อำนาจอนิจจังทั้งนั้น จะเกิดขึ้นแล้วก็แปรปรวนและแตกสลาย ถ้าอย่างนั้นพระโมคคัลลาทำไมถึงไม่แสดงอิทธิฤทธิ์อยู่จนถึงขณะนี้ เข้าสู่พระนิพพานทำไม ถ้าฤทธิ์เดชเป็นของจีรังยั่งยืน ปาฏิหาริย์ อิทธิปาฏิหาริยะ ฤทธิ์เป็นอัศจรรย์ อาเทศนาปาฏิหาริยะ ดักใจเป็นอัศจรรย์ อนุสาสนปาฏิหาริยะ คำสอนเป็นอัศจรรย์

คำสอนเป็นอัศจรรย์น่ะ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว มีปาฏิหาริย์อยู่ทุกท่าน หลับตาเข้าก็มีมืดเป็นปาฏิหาริย์ ลืมตาออกก็เห็นเป็นปาฏิหาริย์ ทำดีก็เห็นเป็นปาฏิหาริย์ไปในทางดี ทำชั่วก็เป็นปาฏิหาริย์ในทางชั่ว ใครเป็นเจ้าของปาฏิหาริย์ ก็คือจิตใจและผู้รู้เป็นผู้รู้จัก เพราะเป็นนายทุน อตฺตาหิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งของตน ใจเป็นที่พึ่งของใจ ธรรมเป็นที่พึ่งของธรรม ก็มีความหมายอันเดียวกัน ตนเป็นที่พึ่งของตนก็มีความหมายอันเดียวกัน ที่พึ่งในพระพุทธศาสนาหมายถึงพระโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ เหลือนอกนั้นเป็นที่พึ่งโกหกพกลม เป็นโลกีย์ มีแต่โทษล้วนๆ สุปฏิปันโนในทางพระพุทธศาสนา หมายถึงพระโสดาบันเป็นต้นไป จึงเอาเป็นประมาณได้ ต่ำกว่านั้นลงมาเป็นโลกีย์

นะโม พระโสดาบันเป็นนะโม ที่ไม่สงสัยหนทาง และไม่ลูบคลำหนทางด้วย และไม่ถือตัวด้วย ที่เรียกว่า สักกายทิฏฐิ น่ะ มีผู้แนะนำไปในทางดี พระโสดาบันก็ยอมรับฟัง ไม่หากินทางคัดค้านหน้าเดียว เรียกว่าไม่ถือตน ถือตัว เรียกว่าละสักกายทิฏฐิ ไม่ถือตนถือตัว รักการไม่ถือตนถือตัว เด็กๆ พูด ถ้าเป็นธรรมะก็ยอมฟัง ยอมรับ ยอมพิจารณา เพราะอัสสิมานะเบาไปแล้ว เข้าโลกุตตระแล้ว เห็นฝั่งพระนิพพานแล้ว เห็นฝั่งความไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลงแล้ว คือฝั่งพระนิพพาน คือฝั่งความไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง จะโลภเอาอันใดในไตรโลกธาตุนี่เพราะมีแต่ของเกิดขึ้น แล้วแปรปรวน และแตกสลาย

ยินดีในเกิดก็คือยินดีในแก่ ก็คือยินดีในเจ็บ ก็คือยินดีในตาย ก็คือยินดีในหลุมถ่านเพลิงนั่น เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้ มีความเจ็บ มีความตายเป็นธรรมดาไม่ล่วงพ้นไปได้ อันนี้ ความวิปโยคพลัดพรากก็ไม่ล่วงพ้นไปได้ แต่ว่ารสของเกิดแก่เจ็บตายนั่น มันเป็นธรรมดาทุกข์เสียแล้ว เรามีความเกิดเป็นธรรมดาทุกข์ เรามีความแก่เป็นธรรมดาทุกข์ เรามีความเจ็บเป็นธรรมดาทุกข์ เรามีความตายเป็นธรรมดาทุกข์ เพิ่มทุกข์ขึ้น ชาติปิทุกขา “ปิ” แปลว่าแม้เป็นทุกข์ เป็นทุกข์มากจึงใช้คำว่าแม้ ใช้ไม้โท เราไม่ได้เรียนดอกนี่ พูดบ้าๆ บอๆ ไปตามประสาคนตาบอดในป่า

พระพุทธเจ้าองค์ไหนๆ มาเทศนา ก็เทศน์ให้พิจารณาทุกข์นี่ ทุกฺขํ อริยสจฺจํ พิจารณาให้ยิ่งเถิด ปริญฺเญยฺยนฺติ เม ภิกฺขเว พิจารณาให้ยิ่ง แต่เรา ตถาคต พิจารณาให้ยิ่งแล้ว และ เราตถาคตก็ละความเข้าใจผิดไปเสียแล้ว ปหาตพฺพนฺติ ยังไง สจฺฉิกา ทำให้แจ้งในขันธสันดาน ก็มีโอกาสจะข้ามทะเลหลงทีนี้ ไม่ขบถคืนทีนี้ กิเลสของพระโสดาบันไม่ขบถคืน คล้ายกับเขารบเมืองไหน เขาก็ได้เมืองนั้น แล้วเขาไม่สามารถขบถคืน แล้วเขาไม่ได้รบอีกด้วย มายินยอมมาเป็นเมืองขึ้นด้วย เพราะเขาเห็นเป็นธรรม ฉันใดก็ดี มีเมืองขึ้นโดยสุภาพแล้ว พระโสดาบันเพราะขึ้นจากโลกุตระ ขึ้นจากโลกีย์ไปหาโลกุตระนั่น สุปฏิปนฺโน จะเอาเป็นเค้ามูลได้

คำว่า สนฺทิฏฺฐิโกนั่นไม่ได้หมายฟั่นเฝือเกินไป เช่นพวกขโมยอย่างนี้ เขาไปขโมยสิ่งของ เขาก็เป็นสันทิฏฐิโกอยู่ เออ จะเอาอันนั้นมาเทียบ มันก็ฟั่นเฝือเกินไป มันไม่มีที่สุดสิ้น อกาลิโก ไม่มีกาล ไม่มีเวลา ก็จะอธิบายได้ทั้งโลกีย์และโลกุตระ ของหยาบๆ ก็ไม่มีกาลไม่มีเวลา เราหลับตาก็มืดไม่มีกาลไม่มีเวลา เราลืมตาก็เห็นไม่มีกาลไม่มีเวลาเหมือนกันนั่น เทียบใส่ของหยาบๆ นี่ธรรมที่เป็นโลกุตระ จิตที่เป็นโลกุตระก็มีขอบเขต พระอริยเจ้า พระอรหันต์ เรียนนะโมจบเพราะนอบน้อมจนไม่มีกิเลส นอบน้อมจนไม่มาเกิด แก่ เจ็บ ตายอีก พระธรรมอันไม่ตาย พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ถึงไตรสรณคมน์อันประเสริฐ พระโสดาบันเป็นเบื้องต้น พระสกทาคามีก็ถึงไปอีก ไตรสรณคมน์ของพระอรหันต์ คมจนไม่มีโลภ โกรธ หลง จบไตรสรณคมน์แล้วคมกริบเลย ไม่มาโลภ ไม่มาโกรธ ไม่มาหลง ไม่มาท่องเที่ยว เกิด แก่ เจ็บ ตายอีก

ถ้าเราอยากจะเห็นพระโสดาบัน เราก็ต้องเป็นพระโสดาบันเสียก่อน เราอยากจะรู้ว่า เกลือมันเผ็ดหรือเค็มอย่างไร เราก็ต้องจิ๊บดูเสียก่อน จะให้ช้อนจิ๊บแทนมันก็ไม่รู้จัก ตักวันยังค่ำมันก็ไม่รู้ บางท่านทุ่มเถียงเกี่ยงงอนกัน พระโสดาบันอยู่ที่ไหน พระสกทาคามีอยู่ที่ไหน พระอรหันต์อยู่ที่ไหนนี่ ที่ไหนไม่มีโลภมีโกรธมีหลง พระอรหันต์ก็อยู่ที่นั้น ที่ไหนไม่สงสัยในพระพุทธศาสนา พระโสดาบันก็อยู่ที่นั้น ที่ไหนไม่มีกามราคะ ไม่มีโทสะ พระอนาคามีก็อยู่ที่นั้น ที่ไหนไม่มีการแช่งสัตว์ ไม่มีการจองเวร อาฆาต จองเวรผูกใจเจ็บ ไม่มีเบียดเบียนสัตว์ ไม่สงสัยในพระพุทธศาสนา

อบายมุขทุกประเภทไม่ล่วง ค้าขายเครื่องประหาร ค้าขายมนุษย์ ค้าขายสัตว์เป็น และเนื้อสัตว์ที่ตัวฆ่าเพื่อเป็นอาหาร ค้าขายน้ำเมา ค้าขายยาพิษไม่มีในที่ใด ที่นั้นแหละคือพระโสดาบัน ที่ไหนไม่เล่นการพนัน เห็นโทษในอบายมุขอย่างเต็มที่ ไม่สงสัยว่าจะเป็นมงคลเลย ภูมิของพระโสดาบันต้องเป็นอย่างนั้น ถ้ายังสงสัยว่า อบายมุขทุกประเภทนี่จะเป็นมงคล จะพาให้ผ่อนหนักให้เป็นเบา คนนั้นยังไม่ถึงพระโสดาบันดอก เป็นโสดัน โสเดา โสคาดคะเน นั่นพรหมจรรย์เบื้องต้นของพระพุทธศาสนา นักธรรมตรี คิหิปฏิบัติทั้งเล่มเป็นภูมิของพระโสดาบันหมด นั่นนับแต่จตุกะธรรมกิเลส ไปจนถึงเกียจคร้านทำการงานมีโทษ ๖ นั่น ภูมิของพระโสดาบันแล้วนั่น



(มีต่อ 2)
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวMSN Messenger
ปุ๋ย
บัวเงิน
บัวเงิน


เข้าร่วม: 02 มิ.ย. 2004
ตอบ: 1278

ตอบตอบเมื่อ: 06 พ.ย.2006, 11:40 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

ปณฺฑิโต ฆรมาวสํ นั่น บัณฑิตเป็นผู้ครองเรือนแล้วนั่น บัณฑิตในทางพระพุทธศาสนามีสามารถจนถึงพระอนาคามีเหมือนกัน แต่ท่านยอมเป็นโสด มีจนถึงพระอรหันต์เหมือนกัน แต่ท่านไม่ยอมอยู่เกินไปจนถึง ๗ วัน เพราะเพศของฆราวาสเป็นเพศที่ต่ำช้า ไม่สามารถพระอรหันต์จะไปอยู่ได้ ถ้าไม่บวชซะแล้ว ถ้าบวชแล้วจึงจะอยู่ หมดอายุขัยของท่าน พระธรรมมีอยู่ทุกกาล ดอกบัว ๔ เหล่าก็มีอยู่ทุกกาล

ครั้งพุทธกาลก็มี ครั้งนี้ก็มี ดอกบานก็บานเต็มภูมิ ดอกตูมก็ตูมเต็มภูมิ ดอกเสมอน้ำก็เสมอน้ำเต็มภูมิ มีทุกระยะ ระยะ ทุกอกาลิโก มีอยู่ทุกกาล ที่เทียบดอกบัว ๔ เหล่าในครั้งพุทธกาลน่ะ ครั้งนี้มันก็มีอยู่ ดอกบัวกอเดียวกันนั่นเอง กอเดียวเปรียบเหมือนคนในโลก แต่ละดอกเปรียบเหมือนแต่ละรายของบุคคล ทีนี้เราจะเป็นดอกบัวชั้นไหน มันก็ขึ้นอยู่กับภาพพจน์ของเราที่จะดูเราเอง คนอื่นดูให้ไม่ได้ บางทีให้คะแนนเกิน บางทีให้ไม่พอ ไม่เป็นอิสระ ไม่เป็นสันทิฎฐิโก

อัญญสัตตุทเทส ถ้าเราไม่ยอมถือศาสดาอื่น หัวขาดคาเลย พระพุทธศาสนานี่ ขอมอบกายถวายชีวิตต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อยู่ทุกเมื่อ เลือดทุกหยดจะบูชา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อยู่ทุกเมื่อ จะตายกี่ล้านๆ ชาติก็ตาม จะถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อยู่ทุกเมื่อ ผู้ใดลงใจถึงอย่างนั้นแล้วก็คือสุปฏิปันโน การเลื่อมใสเป็นอจละศรัทธา ไม่วอกแวกศาสนาอื่นๆ เขาภาวนาไปจนถึง อากิญจัญญายตนะ เนวะสัญญานาสัญญายตนะ เขาตายคาอันนั้น ๘๔,๐๐๐ กัป เขาก็ยังมาท่องเที่ยวอยู่ในวัฏสงสารอีก เพราะเหตุใด

เพราะเขาไม่ยอมถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มันไปขัดต่อ อัญญสัตตุทเทส ถือศาสดาอื่น ฉ จาภิฐานานิ อภพฺโพ กาตุ อิทมฺปิ สงฺเฆ รตนํ ปณีตํ ฯ เอเตน สจฺเจน สุวตฺถิ โหตุ ฯ นั่น พระสูตรอันนี้เป็นพระสูตรของพระโสดาบันโดยตรงๆ พระโสดาบันไม่ยอมถือศาสดาอื่น เขาอวดดีต่อพระพุทธศาสนาอยู่ พวกนั้นเขาจะภาวนาเก่งสักเพียงไหนก็ตาม เขาไม่สามารถถึงโลกุตระ มหาปรินิพพานสูตร อย่าลืม พระบรมศาสดาเทศน์ชัดแล้ว สุภัททะเข้าไปกราบทูลพระบรมศาสดา ศาสนาอื่นๆ ถ้าเขาไม่ประมาทในยัญญะวิธีของเขา เขาจะเป็นพระโสดาบัน สกทาคามี อนาคามีบ้างหรือไม่พระเจ้าข้า

อย่าเลยๆๆๆๆ เราตถาคตไม่ได้พูดเข้าข้างตัว พูดตามธรรมะ ตถาคตไม่มีฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ ภยาคติเลย พูดตามธรรมของธรรมะ ศาสนาอื่นๆ มีดาษดื่นถมเถ ไม่ต้องอวดดีดอก ไม่มีพระโสดาบัน ไม่มีสกทาคามี ไม่มีพระอนาคามี ไม่มีพระอรหันต์ มีแต่ศาสนาพุทธสิ่งเดียวเท่านี้ เธออย่าไปสงสัยเถิด ต้นที่มาของศาสดาของเขาน่ะ เขาก็เป็นปุถุชนคนหนาเราดีๆ นี่เอง คำสอนของเขาหนักไปทางวัตถุนิยม ทางที่จะให้เบื่อหน่ายคลายเมาในวัฏสงสารไม่มีเสียแล้ว ไฉนเขาจะเอามรรคผลนิพพานมาจากประตูไหนเล่านั่น เธออย่าไปสงสัย ไม่มีในที่นี้ ทั้งอดีต ทั้งอนาคตด้วย ทั้งปัจจุบันด้วย

ก็สรุปได้ว่า ท่านผู้ใดอวดดีต่อพระพุทธศาสนา ท่านผู้นั้นอวดดีต่อฟ้า จะเบียดเบียนพระพุทธศาสนาในทางตรงและทางอ้อมก็ตาม ก็คล้ายๆ กับว่า กองทัพน้ำลาย บ้วนขึ้นฟ้า คล้ายๆ กับกาและนกยูง เอาขนหงอนและขนหางนกยูงที่ร่วงหล่นอยู่ตามป่ามาแทรกแซงขนของตน ฉันใดก็ดี ศาสนาอื่นๆ มีดาษดื่นถมเถ จะเอาคำสอนของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ไปเป็นคำสอนของตนก็ตาม ไม่เป็นปัญหาดอก เพราะ พุทธํ สรณํ คจฺฉามิ เขาไม่มี เพราะเขาไม่ยอมถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นี่ เขายังทีทิฏฐิมานะอยู่น่ะ เย เกจิ พุทฺธํ สรณํ คตา ไม่มี คโตไม่มีนี่ คตาไม่มีนี่ ไม่ถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง เขาถือลัทธิอื่น เรียกว่า อัญญสัตตุทเทส ถือศาสนาอื่น

ฉจาภิฐานานิอภพฺโพกาตุ  เราไปอ่านหนังสือ ปุ้ย แสงสาย วัดอนงคารามน่ะ เขาบอกว่า เขาอธิบายว่า ฉจาภิฐานานิ นี้ ข้าพเจ้าไม่สามารถจะ เป็นอะไร อธิบายไม่ได้ ก็คือ ภูมิพระโสดาบัน ไม่ยอมถือศาสดาอื่น ฉจาภิฐานานิ น่ะ อภิฐานะโทษอย่างหนัก ๖ มาตุฆาต ฆ่ามารดา ปิตุฆาต ฆ่าบิดา อรหัตตฆาต ฆ่าพระอรหันต์ โลหิตุปบาท ทำร้ายพระพุทธเจ้าถึงยังพระโลหิตให้ห้อ สังฆเภท ยังสงฆ์ให้แตกจากกัน อัญญสัตตุทเทส ไม่ยอมถือศาสดาอื่นนั้นภูมิของพระโสดาบัน อนันตริยกรรม ๖ นั่น ไม่ใช่อนันตริยกรรม ๕ แต่สังฆเภทนั่นคนไม่รู้จักกัน มหานิกายก็ทำสังฆเภทธรรมยุตไม่ได้ ธรรมยุตทำสังฆเภทมหานิกายไม่ได้ อุบาสก อุบาสิกา นางภิกษุณี นางสิกขามานา นางสามเณรี ก็ทำไม่ได้ เฉพาะภิกษุผู้อยู่ในสมานสังวาสกันเท่านั้นทำได้ ทำสังฆเภทได้ เมื่อทำไม่ได้ก็เป็นเพียงสังฆราชีเท่านั้น ถ้าพยายามทำ

คนไม่เข้าใจเรื่องสังฆเภท บางท่านกล่าวตู่พวกธรรมยุตเป็นสังฆเภท ธรรมยุตมันก็แตกออกมาจากมหานิกาย มหานิกายดี ทำไมไม่รักษาหมู่ตนไว้นั่น อันนี้มันเป็นเรื่องต่ำๆ ยกไว้เสียก่อน อันนี้ไม่ควรเอามาปนเป เรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้งดอกอันนี้ เรื่องนอกๆ ดอก ร้อยปีก็ตาม หมื่นปีก็ตาม หมื่นพรรษาก็ตาม จะอดอาหารจนขุมขนขุมผมหล่นก็ตาม ถ้ายินดีในอบายมุขอยู่แล้ว ก็ไม่ใช่พรหมจรรย์เบื้องต้นนั่น ที่นี่ใครจะยินดีหรือไม่ยินดี ก็ต้องตรวจดูตนเองทีนี้ จะให้คะแนนกัน มันก็ไม่ได้ทีนี้ หนักหรือไม่หนักทีนี้ หนักมั้ย นั่น หนักมั้ย ลูกนี้แหละ ลูกระเบิดปรมาณูทางพระพุทธศาสนา ลูกระเบิดปรมาณูทางพระพุทธศาสนาอันนี้

เยียวยาโอสถทางพระพุทธศาสนา ทำความสงสัยของมนุษย์ให้แจ้งไป เรียกว่ายาโอสถนี่ โอสถํ อุตฺมํ วรํ รสธรรมชนะรสทั้งปวง ยินดีในธรรมชนะความยินดีทั้งปวง ยินดีในโลกุตระชนะความยินดีทั้งปวง ในโลกีย์ โลกีย์โลกา พระพุทธเจ้าองค์ไหนๆ มาก็คำสอนอันเก่า บางท่านเอ่ยขึ้นว่า กรรมฐานนี้ เราจะยุบมันเสียก่อน มันปฏิบัติปกครองยาก เออ เราดีวิเศษยังไง เราจะไปยุบกรรมฐานได้ กรรมฐานมันก็มีอยู่กับญาติโยมเหมือนกัน เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ แต่ละอย่างๆ มันก็เป็นกรรมฐานทั้งนั้นแหละ แต่ว่าจะปฏิบัติเอาหรือไม่ปฏิบัติเอา มันเป็นเรื่องหนึ่ง ทีนี้ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นกรรมฐานแต่ละอย่างๆ ทั้งนั้น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นกรรมฐานแต่ละอย่างๆ ทั้งนั้น สังขารทั้งปวงเป็นกรรมฐานหมดทีนี้ เออ รูปก็เป็นกรรมฐานหมด นี่เรียกว่ารูปกรรมฐาน นามก็เป็นกรรมฐานหมดนี่

เราไปยุบกรรมฐาน เราจะยุบยังไง พระพุทธเจ้าก็ยุบไม่ได้ หากยุบกรรมฐานแล้วจะไปบวชยังไง เกสาจะไม่บอกดอกหรือ โลมา นขา ทันตา ตโจ นั่นจะไม่บอกดอกหรือ นั่นก็หลับตาพูด ผู้ที่พูดอย่างนั้น ใครจะไปยุบกรรมฐานได้ มหานิกายก็บวชกรรมฐาน ธรรมยุตก็บวชกรรมฐานทั้งนั้น ใครๆ ก็บวชกรรมฐานทั้งหมดนั่นแหละ เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ตโจ ทันตา นขา โลมา นี่เน้อ กรรมฐาน ให้พิจารณาโดยย่อ พอเหมาะกับการบวช จึงเรียนต่อไปอีก ก็บวชกรรมฐานทั้งนั้น ที่จะปฏิบัติเอาหรือไม่ปฏิบัติเอา มันเป็นอีกเรื่องหนึ่งทีนี้ ใครๆ ก็บวชทางฝ่ายกรรมฐานทั้งนั้น แม้โยมไม่บวชก็เป็นกรรมฐานนี่ เกสา โลมา นขา ทันตา ของโยมก็มีอยู่นั่น แก่เจ็บ ตาย ของพวกญาติโยมก็มีอยู่ ก็เป็นกรรมฐานหมดทั้งไตรโลกธาตุนี่ แต่ว่าจะปฏิบัติเอาหรือไม่เท่านั้น

จงเข้าใจในเรื่องกรรมฐาน ฐานะแปลว่าที่ตั้งอยู่ กรรมะแปลว่ากริยาที่ทำด้วยกายและวาจาใจ นี่กรรมฐาน ถ้าไปในทางบาปและบุญ เป็นกรรมฐานทั้งนั้นล่ะ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ก็คือกรรมฐาน ตั้งฐานไว้ในทางดี ก็ทำดี มันเป็นโลกทิพย์หมดนั่น ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นโลกทิพย์ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว มันก็เป็นโลกทิพย์ แต่พระนิพพานไม่ได้บัญญัติว่าทิพย์ มันกลายทิพย์ไปแล้ว ไม่สมฐานะเช่นเรา ใหญ่โตอย่างนี้ ไม่สมฐานะที่จะว่าคุณหนู เป็นหลวงพ่อหลวงตา แล้วจะไปเรียกคุณหนู มันก็ไม่สมฐานะ จะไปเรียกพระนั่น พระนี่ มันก็ไม่ถูก ต้องบอกว่า หลวงปู่ หลวงตา หลวงพ่อ ไปตามฐานะสมมติเขา หลวงหูอยู่ไหนก็หลวงตาอยู่ที่นั่นล่ะ ก็หลวงพ่ออยู่ที่นั่นล่ะ ถ้าไม่เรียกหลวงตา ก็เรียกว่าหลวงหูก็ได้ หรือหลวงจมูกก็ได้ หลวงปากก็ได้

ทีนี้ใครสงสัยอะไรบ้าง จงภาวนาเป็นฝ่ายสังคะโห ใครต้องการพ้นทุกข์ในวัฏสงสาร จงเจริญอานาปานสติเถิด อานาปานสติเป็นยอดของกรรมฐานในทางพระพุทธศาสนา ดึงกรรมฐานอื่นๆ มาอยู่ในอานาปานสติได้ทั้งนั้น ก็เป็นแม่เหล็กดี คล้ายๆ กีบทิศเหนือสามารถดึงดูดเข็มทิศให้ชี้ไปในทางตนเองได้ คล้ายๆ กับว่า น้ำห้วย หนอง คลอง บึง บาง ต่างๆ ย่อมไหลลงสู่มหาสมุทรทะเลฉันใด กรรมฐานอื่นๆ ก็ไหลลงสู่อานาปานสติทั้งนั้น ยกอุทาหรณ์ เราหายใจเข้าครั้งหนึ่ง มีทั้ง เกิด แก่ เจ็บ ตาย มีทั้งเปื่อย เน่า มีทั้ง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ เราหายใจออกก็เหมือนกันนั่น ทีนี้กรรมฐานแต่ละกรรมฐานไม่ได้ลงธรรมาสน์นะ เช่นความเปื่อย ความเน่าในสกลร่างกายของเรา ก็ไม่ลงธรรมาสน์ เทศน์อยู่ไม่มีกลางวันกลางคืน ไม่ลงธรรมาสน์เลย

ความแก่ก็แก่อยู่ ไม่มีกลางวันกลางคืน ก็ไม่ลงธรรมาสน์ ความเจ็บก็เจ็บอยู่ไม่มีกลางวันกลางคืน ในกายทุกข์ ทุกข์ทางกาย หายใจเข้าออก ก็บรรเทาความเจ็บนั่นเอง ชีพจรเดิน ก็บรรเทาความเจ็บนั่นเอง พอประทัง ประทังไป ความตาย จากเช้า สาย บ่าย เที่ยง ทีนี้ ก็จริงอยู่ ไม่มีกลางวันกลางคืน ความเกิดขึ้นแล้ว แปรปรวน และแตกสลายก็จริงอยู่ ไม่มีกลางวันกลางคืน ฟังเทศน์ไม่ได้ อด ที่นี้ นักเทศน์อยู่ ไม่มีกลางวันกลางคืนทีนี้ ไม่ลบไม่เลือนไปทางไหน ทางฝ่ายโลกีย์ก็เป็นของจริงอยู่ ไม่มีกลางวันกลางคืน ไม่ลบเลือนไปทางไหน เหตุฉะนั้นจึงว่ากัณฑ์เทศน์ เทศน์อยู่ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ เทศน์อยู่ทุกวันๆ ไม่มีกาล ไม่มีเวลา ไม่จบเกษียณ ไม่มีวันอาทิตย์ วันเสาร์ อีกด้วย ไม่ได้มีเอวังอีกด้วย เป็นจริงอยู่



(มีต่อ 3)
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวMSN Messenger
ปุ๋ย
บัวเงิน
บัวเงิน


เข้าร่วม: 02 มิ.ย. 2004
ตอบ: 1278

ตอบตอบเมื่อ: 06 พ.ย.2006, 11:46 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

ปฐวีธาตุ ธาตุดินจะเป็นจริงตามธาตุดินอยู่ อาโป เตโช วาโย ก็เหมือนกัน มันขึ้นอยู่กับผู้พิจารณา ปัจจุบันมีครบมั้ย เดี๋ยวนี้ดินมีมั้ยในปัจจุบัน มีน้ำมั้ยในปัจจุบัน มีไฟมั้ยในปัจจุบัน มีธาตุไฟ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม มีอยู่ทั้งภายนอกและภายใน ไกลและใกล้ หยาบและละเอียดก็มีอยู่ เราทำความเข้าใจให้รู้ตามความเป็นจริง ปฏิบัติตามเป็นจริง หลุดพ้นจากความสงสัยของตนตามเป็นจริงเท่านั้นแหละ ไม่จำเป็นจะต้องให้สิ่งอื่นมาหลุดพ้น เราหลุดพ้นความสงสัยของเราต่างหาก หลุดพ้นปัญหาของเราต่างหาก ข้ามทะเลหลงของเราต่างหาก ที่พิจารณาอนิจจังอยู่ อวิชชาตัณหา อุปาทานก็เบาลง กลายเป็นวิชชาจรณะสัมปันโน

พุทธะ ๔ จำพวก สัมมาพุทธะพวกหนึ่ง ปัจเจกะพุทธะพวกหนึ่ง สาวิกาพุทธะจำพวกหนึ่ง สาวกพุทธะจำพวกหนึ่ง เรียกว่าพุทธะ ๔ จำพวก ไม่ว่าแต่เท่านั้น ในไตรโลกธาตุ นี่เป็นสมบัติของพุทธะ ๔ จำพวก เพราะเหตุใด เพราะท่านเหล่านั้นคลายแล้ว เบื่อแล้ว คลายออกแล้ว ไม่ได้มาเป็นผู้แย่งกับพวกเราท่าน คลายแล้วทำไมถึงว่า ของท่านเปรียบเหมือนอุจจาระของพวกเราที่ไม่ถ่าย พวกเราไม่เสียดายจะเอามาใส่ทวารหนักอีกเลย หรือในท้องอีกเลย แต่หมู่หนอนและแมลงวัน มันไปแย่งกัน มันถือว่าเป็นของทิพย์ พวกเราถ่ายออกแล้วก็เรียกว่ากองมูตรคูถของมนุษย์ แต่ว่ามนุษย์ไม่เสียดาย อยากเอาคืนมาอีกนี่ แต่แมลงวันมันก็ถือว่าเป็นของดีของมันฉันใดก็ดี

ในไตรโลกธาตุ ทรัพย์ศฤงคารบริวารเป็นทรัพย์ของพระพุทธศาสนาหมด ของพระอริยเจ้า อรหันต์หมด เพราะท่านละไปแล้ว เราจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม เราจะถือศาสนาพุทธหรือไม่ถือศาสนาพุทธก็ตาม ความจริงเป็นอย่างนั้น เพราะท่านเหล่านั้นคลายแล้ว จาโค ปฏินิสสัคโคแล้ว มุตติ อนาลโย ไม่อาลัยแล้ว ทรัพย์ในไตรโลกธาตุเป็นทรัพย์ของท่านหมดแต่พวกเราก็เปรียบเหมือนหนอนมาแย่งกันอยู่นี่ ฆ่าฟันกันอยู่ทุกหนทุกแห่งนี่ นี่ลอบเข้ามาแล้วก็แย่งขี้พระอรหันต์นั่นแหละ แย่งน้ำลายพระอรหันต์ แย่งดิน แย่งน้ำ แย่งไฟ แย่งลม เพราะไม่พอกิน พอใช้

คำสอนของพระพุทธศาสนานั่นเป็นทางร่มเย็น สอนให้สบาย กฎหมาย กฎหมู่ กฎพรรค กฎพวก ถ้าตั้งขึ้นไม่มองดูพระศาสนาก็ไปไม่รอด นับสิบไม่ลุก พระพุทธเจ้าองค์ไหนๆ ก็มาบัญญัติธรรมอันเก่า เอส ธมฺโม สนนฺตโน ได้ธรรมสมัยใหม่มาจากไหน ก็ธรรมอันเก่านั่นเอง พระพุทธเจ้ามามากกว่า ๑๐๐ โกฏิ อเนกส ตโกฏิโย มากกว่า ๑๐๐ โกฏิ ก็มีคำสอนอันเดียวกัน ไม่ใช่อันอื่น ไม่ได้ร่างพ.ร.บ. เลย บางท่านพูดว่า เดี๋ยวนี้มันไม่ใช่ครั้งพุทธกาล จะไปทำเหมือนครั้งพุทธกาลไม่ได้ ถ้าอย่างนั้น พระวินัยก็บัญญัติใหม่ซะ เราก็ว่าอย่างนั้นล่ะ บัญญัติตามชาวโลกซะว่าอย่างนั้น ก็รื้อถอนซะ ไม่บัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่บัญญัติขึ้น ไม่ถอนสิ่งที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้แล้ว สมาทานศึกษาในสิกขาบทตามที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้ ในอปริหานิยธรรมมีอยู่ เราจะบัญญัติขึ้นทีนี้

บางท่านมาถามอาตมา ท่านจะไม่สังคายนาหรอกหรือ หลวงปู่เห็นยังไง เออ จะสังคายนากันไปธุระอะไร เพราะพระไตรปิฎกมันครบแล้ว เรื่องทำผิดมันก็แต่ละพรรค แต่ละพวก แต่ละบุคคล พระไตรปิฎกมันครบแล้ว ในพระไตรปิฎก ทางหนังสือก็ดี พระไตรปิฎกในทางปรมัตถ์ กาย วาจา ใจ มันก็ครบแล้ว ไม่เป็นบ้า ไม่เสียจริตผิดมนุษย์ ก็เรียกว่าพระไตรปิฎกในทางปรมัตถ์มันครบแล้ว ไตรแปลว่า ๓ ในทางหนังสือก็ครบแล้ว เรื่องทำผิดมันเป็นแต่ละเรื่อง แต่ละรายบุคคล ผู้ชอบปีนเกลียวมันก็ปีน ผู้มีกิเลสมากก็ปีนเกลียวมาก ผู้มีกิเลสน้อยก็ปีนน้อยนี่ มันเป็นอย่างนั้นน่ะ แล้วจะไปสังคายนาพระไตรปิฎกอะไรทีนี้ พระไตรปิฎกครบแล้ว

ปุ้ย แสงฉาย เขาก็ขายเงินตั้งว่าหลายล้าน กรมการศาสนาน่ะ เออ สารพัดจะขายกันอือๆ อยู่ในไตรโลกธาตุนี่ ถ้าคำสอนของพระพุทธศาสนาบกพร่อง มันก็พอจะสังคายนาอีก สังคายนาทีไหน ใครก็ยืนยันว่าใครทำถูกทีนี้ มันก็เกิดสงครามกันขึ้นอีกแล้ว ถ้าสังคายนาให้มีคนนั้นแพ้ คนนี้ชนะ มันก็มอบให้กรรมและผลของกรรมเป็นผู้สังคายนาเท่านั้น ท่านสังคายนาดี กรรมและผลของกรรมไม่เป็นคอรัปชั่นกับใครดอก กมฺมุนา วตฺตตี โลโก ก็ดี ก็อันนั้นแหละ กรรมและผลของกรรมเป็นเครื่องสังคายนา เราไปจับไฟก็ให้รสของไฟนั่นสังคายนาให้เราเอง เราหลับตาก็ให้มืด สังคายนาเอา เราลืม ก็ให้สว่างสังคายนาเราเองนั่น อันนี้เป็นของจริงแท้

ที่เรียกว่าอนุสาสนีปาฏิหาริย์ คำสอนเป็นอัศจรรย์ ภาวนาลมหายใจเข้าออก พูดกับหมู่เพื่อนกับญาติ กับโยม กับลูกๆ หลานๆ มันพูดมาก แต่ภาวนาไม่ได้เอามาก สำหรับตัวเราตั้งลมหายใจเข้าออกแล้วก็เอาเลย สังคะโห ลงเลย คำว่าโวหาร ก็คือหารลงในปัจจุบัน โวหารกับโวหอนก็อันเดียวกัน ยิ่งหอนไปก็ยิ่งมากนี่คล้ายๆ กับสุนัขน่ะ มันหอนมากวันยังค่ำ เดือนแปด เดือนเก้า ท่านบอกให้หารลงโวน่ะ โลโป ให้ลบลง ลงในปัจจุบัน ถ้าพูดมากมันก็ออกไปจากหนึ่ง ออกไปจากเอกวจี เอกวจนะ ย่นลงมาก็ย่นลงมาหาหนึ่ง มันไม่ต้องสงสัยความเกิด ไม่ต้องสงสัยความแก่ ไม่ต้องสงสัยความเจ็บ ไม่ต้องสงสัยความตาย ถ้าไม่สงสัยชาติก่อนท่านเป็นอะไรมา

คำว่าชาติมันเป็นทุกข์ทั้งนั้น จะไปสืบหาทำอะไร เป็นบ้าดอกหรือ ด่าซ้ำผู้ปฏิบัติแสวงสุขวิปัสสโกก็ไปแบบนี้ คำว่าชาติหน้า จะเป็นอะไรก็ทุกข์ทั้งนั้น คำว่าชาติ พวกปฏิบัติแบบไปทางนั้น ก็ต้องไปอย่างนั้น จะว่าเขาตอบผิดก็ไม่ถูก โหรเอกในพระพุทธศาสนาน่ะ ทายไว้ถูกทุกเมื่อ อบายมุขทุกประเภทเป็นทางฉิบหาย เป็นโหรเอกนี่ ใครเขาจะมีศาลอุธรณ์ ฎีกาในโลกให้มันเจริญ มันก็ไม่เจริญ ในไตรโลกธาตุนี่ไม่มีใครจะอยู่เหนือธรรมไปได้ดอก สำคัญว่าตนอยู่เหนือธรรมก็ตาม แต่ธรรมหาเป็นไปไม่ อยู่ใต้อำนาจกรรมและผลของกรรมทั้งนั้นแหละ

เออ เว้นพระอรหันต์เสีย เหตุ กรรม พืชผลของเหตุ ผลของพืช ผลของกรรม สงเคราะห์กันเข้าได้ในทางดีทางชั่วเช่นกัน เมื่อสร้างเหตุลงแล้ว ผลของเหตุไม่ต้องการประสงค์ก็ได้รับ ในทางดีก็เหมือนกัน ในทางชั่วก็เหมือนกัน คนไม่เชื่อเหตุเชื่อผลมีนก็เป็นโลกีย์ คนเชื่อเหตุ เชื่อผล ธมฺมญฺญุตา เป็นผู้รู้จักเหตุ รู้จักว่าสิ่งนี้เป็นเหตุแห่งสุข สิ่งนี้เป็นเหตุแห่งทุกข์ อตฺถญฺญุตา เป็นผู้รู้จักผล รู้จักว่าสุขเป็นผลจากเหตุอันนี้ ทุกข์เป็นผลจากเหตุอันนี้ ธรรมอันนี้เป็นธรรมของพระโสดาบัน ไม่ใช่ธรรมของปุถุชนคนหนา

สัปปุริสธรรมเป็นธรรมของพระโสดาบัน พระโสดาบันต้องเลือกเหตุทำเพราะกลัวจะเจอก้าง กินไม่เลือกก็เจอก้าง บางท่านพูดว่าหมู่พาเป็นๆ หมู่โลกเขาพาเป็นแมลงวันมันก็บอกว่าโลกเขาพาเป็น มันก็เป็นไปตามเขา แมลงผึ้ง มันก็ว่าโลกพาเป็น มันก็เป็นตามเขา นั่นมันคนละเรื่อง ของใครของมัน ปลวกมันว่าโลกเขาพาเป็น สังคมนิยมของเขา ประชาธิปไตยของเขา นั่นธรรมาธิปไตยของ ต่างก็อ้างกันได้หมด ประชาธิปไตยของพระโสดาบัน ธรรมาธิปไตยของพระโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ เป็นประชาธิปไตย ธรรมาธิปไตยที่จะออกจากโลก เหลือนอกนั้นวนเวียนเป็นประชาธิปไตยอยู่ในโลก สังคมนิยมอยู่ในโลก

ครั้งพุทธกาล ถือเยภุยยะสิกา เอาคนมากเป็นประมาณ เป็นเครื่องตัดสินอธิกรณ์ แต่ว่าไม่หากินตาม เยภุยยสิกาอย่างเดียว สัมมุขาวินัยก็มี ติณวัตถารกวินัยก็มี คนหมู่มาก คนนั้นถ้าไม่มีศาล ถ้าไม่มีธรรม ความประพฤติไม่ดี จะเรียนจบพระไตรปิฎกก็ตาม พระบรมศาสดาก็ไม่ให้เอามาเป็นเครื่องชำระอธิกรณ์ด้วย ไม่ให้เอามาให้คะแนนเสียงด้วย เยภุยยสิกาในครั้งพุทธกาลมันเป็นอย่างนั้น เอาไปตามคนมากเป็นประมาณ อันทุกวันเรานี้ไม่มีใครให้เสียงเราก็จ้างเอานั่น ขี้หมูรา ขี้หมาแห้งก็ตาม ขอให้ได้คะแนนเสียงก็เป็นพอ เยภุยยสิกากิเลสนี่ ไม่ใช่เยภุยยสิกาธรรม ธรรมะน่ะ เยภุยยสิกาตัดสินเอาตามคำของคนมากเป็นประมาณ เอาข้างมากเป็นประมาณ จำพวกนั้นประพฤติดีด้วย ปฏิบัติดีด้วย ทั้งมีกิเลสน้อยด้วย จึงให้คะแนนเสียง จึงเอาเป็นเกณฑ์ได้ในที่ประชุมทั้งปวง

ภิกษุรู้วัตถุนิทาน รู้ข้อบัญญัติ รู้พระบัญญัติ รู้ข้อตกหล่น รู้คลองอันเข้าอนุสนธิกันได้ รู้ธรรมรู้วินัยทั้งเบื้องต้น เบื้องปลาย ทั้งอรรถะ ทั้งพยัญชนะ พระบรมศาสดาจึงเอาให้เข้ามาวินิจฉัย ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วก็ตรงกันข้าม ไม่เอาเข้ามาเลย เยภุยยสิกา พวกเราเอาคนมากเป็นประมาณ เมื่อคนมากมันลากไปในทางผิด มันก็ลากไปตามผิดหมดนี่ เมื่อมันมากในทางถูกก็ยังชั่ว มันมากไปทางเข้าใจผิด มันก็ลากไปตามผิดหมดนี่ นั่นมันเอาเป็นประมาณไม่ได้ ครั้งพุทธกาลไม่ได้จัดว่าเป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายอนุโมทนา ถ้ามันถูก ก็มีสิทธิที่จะอนุโมทนาได้ทั้งนั้น ถ้ามันผิดก็มีสิทธิที่จะคัดค้านได้โดยเคารพทั้งนั้น

ครั้งพุทธกาล ธรรมะในทางพระพุทธศาสนาไม่ได้ผูกขาดหากินทางคัดค้าน ถูกก็คัดค้าน ผิดก็คัดค้าน มันก็บ้าใหญ่นี่ เมื่อถูกก็ไม่อนุโมทนาเลยมันก็ไม่ถูก เพราะใครก็ต่างอยากจะให้พรรคให้พวกของตนดีเด่น มันก็ประชันขันแข่งกัน ก็พวกกิเลสต่ำๆ นี่ มันก็แล้วไม่เป็นธรรมเป็นโลกบาล เครื่องคุ้มครองโลก ๒ อย่าง ความละอายต่อบาป ความกลัวต่อบาปเท่านั้นจะคุ้มครองโลก ไม่ใช่ลูกระเบิดปรมาณู ไม่ใช่เอ็มอันนั้น เอ็มอันนี้ เอ็มเวร เอ็มภัย ภ้าไม่ละอายต่อบาป ไม่กลัวต่อบาปแล้ว กฎหมาย กฎหมู่ กฎพรรค กฎพวกจะตั้งขึ้นกี่ล้าน กี่แสน ก็ตามเถิด มันไม่ตั้งอยู่ดอก



......................................................

คัดลอกจาก
http://www.dharma-gateway.com/
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวMSN Messenger
แสดงเฉพาะข้อความที่ตอบในระยะเวลา:      
สร้างหัวข้อใหม่ตอบ
 


 ไปที่:   


อ่านหัวข้อถัดไป
อ่านหัวข้อก่อนหน้า
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน
คุณ สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้


 
 
เลือกบอร์ด  • กระดานสนทนา  • สมาธิ  • สติปัฏฐาน  • กฎแห่งกรรม  • นิทานธรรมะ  • หนังสือธรรมะ  • บทความ  • กวีธรรม  • สถานที่ปฏิบัติธรรม  • ข่าวกิจกรรม
นานาสาระ  • วิทยุธรรมะ  • เสียงธรรม  • เสียงสวดมนต์  • ประวัติพระพุทธเจ้า  • ประวัติมหาสาวก  • ประวัติเอตทัคคะ  • ประวัติพระสงฆ์  • ธรรมทาน  • แจ้งปัญหา

จัดทำโดย  กลุ่มเผยแผ่หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา ธรรมจักรดอทเน็ต
เพื่อส่งเสริมคุณธรรม และจริยธรรมในสังคม
เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2546
ติดต่อ webmaster@dhammajak.net
Powered by phpBB © 2001, 2002 phpBB Group :: ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง