Home  • กระดานสนทนา  • สมาธิ  •  สติปัฏฐาน  • กฎแห่งกรรม  • นิทาน  • หนังสือ  •  บทความ  • กวีธรรม  • ข่าวกิจกรรม  • แจ้งปัญหา
คู่มือการใช้คู่มือการใช้  ค้นหาค้นหา   สมัครสมาชิกสมัครสมาชิก   รายชื่อสมาชิกรายชื่อสมาชิก  กลุ่มผู้ใช้กลุ่มผู้ใช้   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว  เช็คข้อความส่วนตัวเช็คข้อความส่วนตัว  เข้าสู่ระบบ(Log in)เข้าสู่ระบบ(Log in)
 
ได้ทำการย้ายไปเว็บบอร์ดแห่งใหม่แล้ว คลิกที่นี่
www.dhammajak.net/forums
15 ตุลาคม 2551
 มหาโลกุตรคุณ (หลวงปู่หล้า เขมปัตโต) อ่านหัวข้อถัดไป
อ่านหัวข้อก่อนหน้า
สร้างหัวข้อใหม่ตอบ
ผู้ตั้ง ข้อความ
ปุ๋ย
บัวเงิน
บัวเงิน


เข้าร่วม: 02 มิ.ย. 2004
ตอบ: 1278

ตอบตอบเมื่อ: 01 พ.ย.2006, 11:21 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

Image

มหาโลกุตรคุณ
โดย หลวงปู่หล้า เขมปัตโต

วัดบรรพตคีรี (วัดภูจ้อก้อ)
ต.หนองสูงใต้ อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร
12 พฤศจิกายน 2536



พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นของสำคัญมาก เป็นของดีมาก เป็นของประเสริฐมาก เป็นของมีคุณค่ามาก ในสรรพไตรโลกธาตุ แผ่นดิน แผ่นน้ำ แผ่นไฟ แผ่นลม ตลอดทุกสิ่งสรรพ ที่มีวิญญาณครองสิงก็ดี ที่ไม่มีวิญญาณครองสิงก็ดี จะนับถ้วนหรือไม่ถ้วนก็ตาม เม็ดทรายในท้องมหาสมุทร เม็ดหินในท้องมหาสมุทร หรือในแผ่นดินทั่วทั้งพิภพ ตลอดถึงแดด ถึงลม ถึงสกลธาตุดิน สกลธาตุน้ำ สกลธาตุไฟ สกลธาตุลม จะมีมากสักเพียงใดก็ตาม ก็ไม่มากเท่าคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

เหตุฉะนั้นจึงยืนยันว่า อัปปะมาโณพุทโธ คุณของพระพุทธเจ้า ไม่มีประมาณ อัปปะมาโณธัมโม อัปปะมาโณ สังโฆ คุณของพระธรรมและพระสงฆ์ก็เหมือนกัน ผู้มีปัญญามาก ก็มองเห็นมาก ผู้มีปัญญาน้อยก็มองเห็นน้อย คุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นมหาอนันตาคุณ อันไม่เกิดไม่ดับ เป็นมหาโลกุตรคุณ คุณของปู่ทวด ย่าทวด ตาทวด ปู่ ย่า ตา ยาย พ่อ แม่ ตลอดถึงสรรพสิ่งในสากล ไตรโลกธาตุ ไหลขึ้นสู่คุณพระนิพพาน ซึ่งเป็นยอดคุณพระพุทธ เป็นยอดคุณพระธรรม เป็นยอดคุณพระสงฆ์ เป็นของจริง เป็นของมีอยู่อย่างนั้น

ท่านผู้ใดจะนับถือดี หรือไม่นับถือดีก็ตาม คุณของพระองค์ท่านก็เป็นของจริงของมีอยู่อย่างนั้นทุกยุคทุกสมัย ทุกกาล ทุกเวลา ทุกขณะ แม้พระพุทธเจ้าจะไม่มาตรัสรู้ก็ตาม คุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แต่ละพระองค์ๆ ก็กลมกลืนกันอยู่ไม่แย้งกันเลย ไม่ได้แย่งธรรมาสน์กัน เมื่อคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์มีอยู่ไม่มีประมาณ จิตใจของเราที่ระลึกถึงคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็ไม่มีประมาณ มีปัญหาสอดเข้ามาว่า ผู้พิจารณาร่างกระดูกก็ดี ผู้พิจารณาเมตตากรุณาก็ดี ผู้พิจารณาพุทโธ ธัมโม สังโฆ โดยตรงๆ ก็ดี ผู้พิจารณาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาก็ดี

ผู้พิจารณากรรมฐานอันใดอันหนึ่งแล้วแต่สะดวกก็ดี ก็รวมอยู่ในคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ทั้งนั้น เพราะ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นผู้มาสั่งสอนก่อนเพื่อนทั้งหลาย ก่อนหมู่ทั้งหลาย อันเป็นนิยยานิกธรรม นำสัตว์ทั้งหลายออกจากวัฏสงสาร ออกจากความโลภ ความโกรธ ความหลง ถึงออกไม่ได้ก็เบาบางลงไป ถ้าทำมากก็ออกได้หมด มองไปที่ไหนก็เห็นคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หมดในส่วนเกี่ยวกับเรื่องอามิส

ในส่วนเรื่องเกี่ยวกับธรรมามิตรซึ่งไม่ใช่อามิส คืออุดมคติซึ่งสอนให้เรารู้จักทานรักษาศีลภาวนา ตลอดถึงสอนให้สัตว์โลกทั้งหลายพ้นจากวัฏสงสาร คุณอันยิ่งนี้ไม่มีประมาณอีกด้วยพระคุณ ส่วนอามิสเล่า นับแต่พรหมโลกลงมาจนถึงนาคครุฑสุบรรณเต ก็เป็นคุณของพระพุทธ คุณของพระธรรม พระสงฆ์ทั้งนั้น ไม้ขีดไฟลูกหนึ่ง ตลอดถึงเครื่องนุ่งห่ม อุปโภคบริโภค ปัจจัยสี่ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ เภสัชทั้งหลายที่มีค่ามากและค่าน้อยตามราคาของวัตถุนิยม ก็ด้วยเดชคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ทั้งนั้น

ใครจะทำการทำงานอะไรก็ตาม ก็ต้องเอาโล่ ของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ไปอ้างไปอิง จะเป็นพ่อค้า พ่อขายหรืออะไรก็ตาม เอาโล่ ของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ไปอ้างไปอิงทั้งนั้น ทำอย่างนั้นไม่เป็นธรรม ทำอย่างนี้ไม่เป็นธรรม ก็คือเอาธรรมคำสอนของพระองค์ไปอ้างไปอิงทั้งนั้น จะไปซื้อของในตลาดก็เอาคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ไปอ้างไปอิง ซื้อไปทำบุญ ขออย่าได้ขายแพงนัก ต้องมีคำพูดเสมอๆ เหตุฉะนั้น ในทางวัตถุนิยมทุกๆ ประเภทจึงเป็นคุณและเป็นมหาสมบัติของพระบรมศาสดา และพระธรรม และพระสงฆ์หมดทั่วทั้งไตรโลกธาตุ

มองดูไปไหนในทางนอกทางที่เป็นวัตถุ เห็นด้วยตานอกๆ ก็เป็นคุณขององค์ท่านหมด ที่เรานั่งอยู่เดี๋ยวนี้ก็นั่งคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คือ กุฏิ วิหาร เขาเห็นแก่หน้าข้าชื่อของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เขาก็เอามาบริจาคทาน เข็มเล่มหนึ่งก็ด้วยเดชของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นับแต่ลูกไม้ขีดไฟ ดังกล่าวแล้วทั้งนั้น ตลอดตะเกียง ตลอดขัน ตลอดส้วมเป็นต้นไป ที่นี้คุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เลี้ยงมนุษย์ทั้งหลาย วันหนึ่งๆ ค่าอาหารจะมากน้อยสักเพียงไร ที่เอาโล่ ของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์มาปฏิบัติ

แม่ขาว แม่ชี ภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ที่ถือศีล ๘ ที่ถือศีล ๕ โยมธรรมดาศีล ๘ ศีล ๕ วันหนึ่งหนึ่งคุณของพระพุทธพระธรรม พระสงฆ์ เลี้ยงมนุษย์ จะตีราคาก็ไม่มีประมาณอีกเหมือนกัน ด้านอาหารก็ไม่มีประมาณ ด้านปัจจัยสี่ ก็ไม่มีประมาณ ด้านจีวรก็ไม่มีประมาณ ด้านคำสั่งสอน อีกให้ทั้งศีลทั้งธรรมอีก สามารถสั่งสอนให้ถึงพระโสดาบันบ้าง พระสกทาคามีบ้าง พระอนาคามีบ้าง พระอรหันต์บ้าง หรือมนุษยสมบัติบ้าง สวรรค์สมบัติบ้าง พรหมสมบัติบ้าง ก็ไม่มีประมาณอีกด้วย

พิจารณาคุณของพระบรมศาสดา ของพระธรรม ของพระอริยสงฆ์ซึ่งกลมกลืนกันอยู่เป็นเชือกสามเกลียว น้ำตาไหล ต้องเปียกหมด ผ้าจีวร กฎหมาย กฎหมู่ กฎพรรค กฎพวก บรรดาผู้ถือพระพุทธศาสนาก็ต้องเอาพระธรรมวินัยของพระองค์เป็นแว่น ตั้งกฎหมายก็ดี มัธยมโทษในกฎหมายก็ดี มหันตโทษในกฎหมายก็ดี ลหุโทษในกฎหมายก็ดี ลหุคุณในกฎหมายก็ดี มัธยมคุณในกฎหมายก็ดี มหันตคุณในกฎหมายก็ดี เพื่อให้สามัคคีเป็นหมวดเป็นหมู่เป็นชาติเป็นภพไม่ให้เบียดเบียนซึ่งกันและกันก็ดี ก็มาจากคำสอนของพระบรมศาสดาทั้งนั้น

ไฉนกฎหมาย กฎหมู่จึงแยกย้ายและตัดออก และเพิ่มเข้าอยู่เสมอๆ ก็เพราะเห็นว่ามันไม่ถูกตามธรรมะของพระองค์ บางอันก็เกินไป บางอันก็ไม่ถึง บางอันก็หย่อน ผู้ละอายต่อบาป ผู้กลัวต่อบาป ก็เพราะคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เพราะอาศัยรักษาธรรมะ ถ้าหากว่า ไม่มีคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่มีผู้เคารพนับถือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ในโลกแทรกแซงอยู่แล้ว ทะเลน้ำตา ทะเลเลือด เสียงด่า เสียงสาปแช่ง เสียงเวร เสียงภัย มีอยู่ทุกทิศทุกทาง ทุกหนทุกแห่ง ทะเลน้ำตาก็จะนองน้ำตา ทะเลเลือดก็จะนองเลือด ทะน้ำตา ทะเลทุกข์ ทะเลบ่น ทะเลสาบแช่ง

เมื่อได้ยินเสียงสวัสดีมีชัย คุณป้า คุณลุง คุณอา ก็เพราะคำสอนของพระบรมศาสดาทีมี คุณพ่อ คุณแม่ คุณพี่ คุณป้า คุณลุง ท่านอาจารย์ ท่านพระครู มีสูง มีต่ำ มีชั้นวรรณะตามฐานะ ให้เกียรติ ให้ยศตามฐานะ ก็เพราะมีพระพุทธศาสนาแทรกแซงอยู่ในโลก ถ้าหากว่าไม่มีพระพุทธศาสนาแทรกแซงอยู่ในโลกแล้ว มนุษย์กับสัตว์กับสุนัขก็ไม่แปลกอะไรกัน ตัวไหนเขี้ยวยาวตัวนั้นก็ต้องชนะไปชั่วคราว แต่ว่าเป็นเวรเป็นภัยกัน กูเอามึง มึงเอากู กูเป็นเวรมึง มึงเป็นเวรกู เพียงศีล ๕ ก็เห็นพระเดชพระคุณมากแล้ว



มีต่อ >>>>> หน้า ๒
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวMSN Messenger
ปุ๋ย
บัวเงิน
บัวเงิน


เข้าร่วม: 02 มิ.ย. 2004
ตอบ: 1278

ตอบตอบเมื่อ: 01 พ.ย.2006, 11:33 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

ปาณาติบาท ถ้าหากว่ามนุษย์ทั้งหลาย มีเมตากรุณาซึ่งกันและกันตลอดทั้งสัตว์ดิรัจฉาน ไม่ฆ่าไม่แกงกัน เวรภัยในเรื่องฆ่าแกงก็ไม่มี ก็สงบมาก ศีลทุกๆ ข้อมารวมอยู่ที่ข้อฆ่า ข้อฆ่าตายหงายไว้ อทินนาทานถ้าหากว่าลักเกินไป ที่จบของการลักก็คือลงมือฆ่า กาเมสุมิจฉาจาร ถ้าร่วมประเวณีกันมาก เมื่อโกรธกัน แค้นกัน จนถึงที่สุด ก็มารวมที่ตัวฆ่า ปาณาติบาต มุสา ชอบพูดปดหลอกลวงจนให้เสียทรัพย์เสียสิน ไม่ให้มีประโยชน์ทั้งผู้ฟังและผู้เอาไปปฏิบัติ เมื่อหนักเข้าๆ โกหก พกลม ต้มตุ๋นกัน ก็มารวมที่ตัวฆ่า ปาณาติบาตนี่ สุราเมระยะ ถ้าดื่มให้มาก ทะเลาะวิวาทโต้เถียงเกี่ยงงอนกัน กูแพ้มึง มึงชนะกู อวดดี อวดเด่น อวดอยู่ยงคงกระพัน ผลที่สุดก็มาฆ่ากัน ก็มารวมที่ศีลข้อต้น

เพียงปฏิบัติศีล ๕ ให้บริบูรณ์เท่านั้น โลกก็ต้องสงบ เครื่องศาสตราอาวุธก็ไม่ต้องมี กุญแจก็ไม่ต้องมี เพราะไม่มีอทินนาทาน ไม่ต้องทำให้เสียเวลา กาเมสุมิจฉาจารก็จะสงบ ใครนอนที่ไหนก็หลับ ลูกเมียใคร ผัวใคร ภรรยาใคร สามีใคร ไปด้วยกันก็ไม่มีระแวงสงสัย ก็เบาใจ ไปเป็นสุขใจไปอีก มุสาวาทใครพูดออกก็เป็นคำจริง เห็นก็ว่าเห็น ไม่เห็นก็ว่าไม่เห็น รู้ก็ว่ารู้ ไม่รู้ก็ว่าไม่รู้ ผู้ฟังก็ไม่เสียประโยชน์ ผู้พูดก็ไม่เสียประโยชน์ทั้ง ๒ ทาง โลกก็จะเป็นสุขสักเพียงไหน

สุราเมระยะ ทีนี้ข้าวที่เอาไปทำสุราแต่ละปี ละปี ในจังหวัดหนึ่งๆ ก็หลายหลายร้อยตัน ผู้ดื่มสุราเมรัย เมาแล้วไม่เห็นมีประโยชน์อะไร มีแต่ทะเลาะวิวาทบาดหมาง มีแต่เสียทรัพย์ โดยคนดีๆ ทำให้เป็นบ้าขึ้นได้ คนละอายอยู่ก็ทำให้เป็นคนไม่ละอายได้ อาจหาญองอาจในทางที่ประพฤติธรรม ในทางที่ชอบ จึงจะมีประโยชน์แก่ผู้อาจหาญ และผู้เอาไปปฏิบัติด้วย อาจหาญผึ่งผายในการดื่มสุรา ไม่เห็นมีประโยชน์อะไร ทีนี้ข้าวสำหรับที่จะเอาไปทำสุรานั้น เอามาให้คนกิน คนรับประทานใช้สอยไปในทางอื่น ปีหนึ่งๆ ก็มีประโยชน์มากกว่า

เพียงศีล ๕ เท่านั้น โลกทั้งหลายก็สงบหมด ทหารก็ไม่ต้องมี ตำรวจก็ไม่ต้องมี เหตุฉะนั้น จึงเห็นคุณค่าของพระบรมศาสดา คุณค่าของธรรมะ คุณค่าของพระอริยสงฆ์ ผู้สืบทอดพระพุทธศาสนามาตลอดถึงพวกเราอันไม่มีประมาณ ไม่จืดไม่จางออกจากโลก แต่จืดจางออกจากคนพาล เป็นที่เคารพนับถือของชาวพุทธ ของชาวนักปราชญ์อยู่ทุกยุคทุกสมัย คิดไปมากเท่าใด ก็ยิ่งเห็นพระเดชพระคุณมา ในพระพุทธศาสนาที่มีเคารพนบนอบ มีความละอายต่อบาป มีความกลัวต่อบาป ก็คือพระพุทธศาสนานั่นเอง ไม่ใช่อื่นไกลเลย ถ้าหากว่าไม่มีความละอายต่อบาป ไม่มีความกลัวต่อบาป ลูกระเบิดปรมาณูก็ตาม นิวเคลียร์ก็ตาม ก็คุ้มครองโลกไม่ได้

ธรรมเป็นโลกบาล คือคุ้มครองโลก ๒ อย่าง ความละอายต่อบาป ความกลัวต่อบาปจะคุ้มครองโลกได้ พระบรมศาสดาไม่ได้ยืนยันว่า อาวุธยุทธภัณฑ์เป็นที่คุ้มครองโลก พระบรมศาสดาท่องเที่ยวในวัฏสงสาร ปกครองหมู่คณะมา เอาความดีปกครอง ไม่ได้เอาอาวุธยุทธภัณฑ์เป็นที่คุ้มครอง เขามาขอเป็นเมืองขึ้น ได้เป็นของทิพย์ ปกครองกันอยู่เย็นเป็นสุข จึงส่อแสดงให้เห็นว่า คุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ไม่มีประมาณเสียแล้ว ระลึกถึงเวลาไหนก็ไม่มีเวลาจืดจางเลย คล้ายๆ กับเกลือ จิบเวลาไหนก็ไม่หนีจากรสเค็ม

ผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างไม่ถอยหลัง อย่างไม่สงสัยกับสุปฏิปันโน ก็มีความหมายอันเดียวกัน ผู้มีศีล ๕ บริบูรณ์กับสุปฏิปันโน ก็มีความหมายอันเดียวกัน ผู้ที่ไม่ล่วงอบายมุขทุกประเภท กับผู้เป็นสุปฏิปันโน คือพระโสดาบัน ก็มีความหมายอันเดียวกัน ผู้ไม่จองเวร (ไม่) อาฆาตจองเวร (ไม่) ผูกใจเจ็บ กับสุปฏิปันโนก็มีความหมายอันเดียวกัน ผู้ไม่สามารถล่วงประเวณีของลูกของเมีย ของผัวท่านผู้อื่น กับสุปฏิปันโน ก็มีความหมายอันเดียวกัน

ผู้ไม่คบมิตรชั่วมาเป็นมิตร ชักชวนให้เป็นนักเลงหญิง ชักชวนให้เป็นนักเลงสุรา ชักชวนให้เป็นนักเลงเล่นการพนัน ชักชวนให้คนลวงเขาด้วยของปลอม ชักชวนให้เป็นคนโกงเขาซึ่งหน้า ถ้าเว้นจากเหล่านี้แล้วกับสุปฏิปันโนก็มีความหมายอันเดียวกัน ผู้ถือว่ามีบาปมีบุญ เชื่อว่ามรรคผลนิพพานมี เชื่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เชื่อคำสอนของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ น้อมคำสอนของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์มาอยู่ที่ใจ เอาใจเป็นที่เคารพ เอาใจเป็นหิ้ง เอาใจเป็นข้าเป็นทาสพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อยู่ทุกเมื่อ ผูกขาดจองขาด ระลึกได้ไม่ระลึกได้ก็ดี กับสุปฏิปันโนก็มีความหมายเดียวกัน

พรหมจรรย์เบื้องต้นของพระพุทธศาสนาก็หมายถึงผู้มีศีล ๕ บริบูรณ์ เว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม มีขอบเขต คำว่าสันทิฏฐิโกในพระพุทธศาสนา หมายถึงพระโสดาบันเป็นต้นไป คำว่าผู้รู้จัก อกาลิโก ธรรมของพระองค์ไม่มีกาล ไม่มีเวลา ผู้รู้จักชัดก็หมายสุปฏิปันโนเป็นต้นไป คำว่า เอหิปัสสิโก ท่านจงมาดูเถิด เรียกร้องตนมาดูเถิด เรียกร้องตนมาดูคำสอนของพระบรมศาสดาได้ตลอดถึงเรียกร้องคนอื่นมาดูได้กับสุปฏิปันโน ก็มีความหมายอันเดียวกัน ถ้าเข้าถึงขั้นสุปฏิปันโนแล้ว อุชุ ญายะ สามีก็อยู่ในกำมือ

สุปฏิปันโนให้ทานรักษาศีลภาวนา หวังเพื่อพ้นทุกข์ในวัฏสงสาร ไม่ได้หวังจะมาแข่งดีอยู่ในวัฏสงสาร หวังอยากจะชนะกิเลสของตน เรียกว่าพวกสุปฏิปันโน เรียกว่าพวกอุชุ เรียกว่าพวกญายะ ส่วนสามีจินั้นพ้นไปแล้ว ไม่ต้องเอามากล่าว บุคคลผู้มีอำนาจวาสนาจึงสามารถจะเลื่อมใสในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ได้ วาสนาต่ำต้อยอยู่ บารมียังอ่อนอยู่ก็เลื่อมใส ไม่ได้ก็ไม่พอใจรักใคร่ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็ไม่พอใจปฏิบัติศีลธรรมของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อีกด้วย และไม่ยอมเชื่ออีกด้วย เพราะเหตุใด

เพราะกัมมุนา วัตตะติโลโก สัตว์โลกเป็นไปตามกรรมของตน กรรมเป็นเครื่องผูกมัดรัดดึง กรรมในส่วนที่ผิด เรียกว่ากรรมดำ กรรมในส่วนที่ถูกเรียกว่ากรรมขาว กรรมขาวเรียกว่ากุศลกรรม คือเป็นทางเข้าสู่พระนิพพาน เป็นหนทางเตียนที่สุด หนทางภายนอกยังมีหญ้ารกชัฏหรือมีอะไรต่ออะไร หนทางที่พระบรมศาสดาบอกไว้น่ะ เป็นหนทางคอนกรีตหรือลาดยางทีเดียวแล้วไม่ได้ลาดอีก เป็นหนทางดีอยู่ทุกยุคทุกสมัย ไม่รกเลย แต่ใจของสัตว์รกต่างหาก หนทางไม่รก ดิ่งเข้าสู่พระนิพพานเลย ธรรมคำสั่งสอนของพระบรมศาสดา เป็น นิยยานิกธรรมนำสัตว์ทั้งหลายออกจากวัฏสงสาร จึงมีพระเดช พระคุณมาก



มีต่อ >>>>> หน้า ๓
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวMSN Messenger
ปุ๋ย
บัวเงิน
บัวเงิน


เข้าร่วม: 02 มิ.ย. 2004
ตอบ: 1278

ตอบตอบเมื่อ: 01 พ.ย.2006, 11:55 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

การท่องเที่ยวในวัฏสงสาร กับท่องเที่ยวในหลุมถ่านเพลิงก็มีความหมายอันเดียวกัน เพลิงแก่ เพลิงเจ็บ เพลิงตาย เพลิงโลภ เพลิงหลง และเหตุฉะนั้น คำสอนของพระบรมศาสดาจึงไม่จนมุม ผู้ต้องการอยู่ในโลกก็มีคำสอน ผู้ต้องการไปพรหมก็ต้องมีคำสอน ผู้ต้องการไปมรรคผลนิพพานก็มีคำสอนอีก เพื่อให้เบื่อให้หน่าย เพื่อให้คลายเมาในวัฏสงสาร ให้เห็นโทษในเรื่องเกิด เห็นโทษในเรื่องแก่ ให้เห็นโทษในเรื่องเจ็บ ให้เห็นโทษในเรื่องตาย ให้เห็นโทษในเรื่องวิปโยคพลัดพราก

ให้เห็นโทษในสิ่งที่ปรารถนาไม่ได้สมหวัง ให้เห็นโทษในโลภ ให้เห็นโทษในโกรธ ให้เห็นโทษในหลง ธรรมชั้นสูงเพื่อจะฝึกปรือจิตใจของตนให้คลายความเมา ความหลงออกจากขันธสันดาน วิญญาณปฏิสนธิจะมิได้เหนี่ยวรั้งในวัฏสงสาร จะหยั่งถึงพระนิพพานเป็นที่แล้ว คำสอนมีคุณค่ามาก ทรัพย์สินในสรรพไตรโลกธาตุเต็มแผ่นฟ้า แผ่นดิน ก็ไม่มีคุณค่าเท่าคำสอนของพระบรมศาสดา ไม่ใช่คำสอนลวงโลก แต่ผู้ที่เอาไปเป็นของลวงโลก มันเป็นเรื่องของแต่ละรายของบุคคล ไม่ได้หมายทั่วไป

เราทั้งหลายไม่ควรสงสัยในพระพุทธศาสนา เพราะพระพุทธศาสนาอยู่กับตัวของเราแล้ว เรานอนเฝ้าพระพุทธศาสนาอยู่ อริยธัมเม ฐิโต นโร อริยธรรม คือธรรมอันประเสริฐ อยู่ที่ขันธสันดานและจิตใจของสัตว์ทั้งหลาย ผู้ที่มองเห็น ผู้ที่เลื่อมใส ผู้ที่ศรัทธา ผู้ที่เคารพ ผู้ที่นับถือ ผู้ที่มีปัญญาด้อย คนวาสนาต่ำต้อยก็ไม่สามารถจะเลื่อมใสในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ได้ เพราะไม่สมฐานะพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่สมฐานะของผู้ต่ำต้อยของผู้เลวทรามจะไปเลื่อมใสนับถือ เป็นของสูง ไม่ใช่ของต่ำๆ ไม่ใช่คนโง่ๆ จะมาเลื่อมใสศรัทธา

บรรดาผู้ถือเคารพพระพุทธศาสนานั้น กับผู้ที่ไม่เคารพพระพุทธศาสนานั้น ผู้ที่ไม่เคารพในพระพุทธศาสนา เขาเป็นคนฉลาดกว่าผู้ที่เคารพพระพุทธศาสนาดอกหรือ เขาเป็นคนโง่ไปทั้งหมดหรือผู้ที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนานั่น เขาเป็นคนโง่ทั้งหมดหรือ ดูโฉมหน้าโฉมตาของเขาก็ผิดกันกับผู้ที่ไม่นับถือและไม่เคารพพระพุทธศาสนา ดูกิริยา มรรยาทของเขาก็ผิดกัน ดูการไปการมาของเขาก็ผิดกัน ดูความเป็นอยู่ของเขาก็ผิดกัน ผู้ใดไม่เคารพพระพุทธศาสนาไว้ในจิตในใจใจขันธสันดานของตน ก็คล้ายๆ กับว่า เปลือยกายไม่มีเครื่องนุ่งเครื่องห่ม

เป็นเครื่องประจานตัวให้นักปราชญ์เห็น ดูเขาแผล็บเดียวเท่านั้นไม่ต้องดูมาก เห็นกันแผล็บเดียวเท่านั้นรู้แล้ว เพราะกิริยามรรยาทแสดงออกให้เห็นแล้ว เพราะเชือกของเขาผูกเขาให้เราเห็นแล้ว มีดของเขาบาดมือเขาให้เราเห็นแล้ว เราไม่ต้องทำนายทายทัก เราก็เห็นแล้ว เช่น คนเมาสุรามา เขาก็แสดงให้เราเห็นแล้ว เราไม่ต้องถามว่าคุณกินเหล้ามั้ย เราไม่ต้องถาม เราก็รู้แล้ว เขาไม่ถือพระพุทธศาสนาก็เหมือนกัน เขาเดินผ่านพระไป เขาทำกิริยามรรยาทกับพระยังไงบ้าง เราก็รู้จิตรู้ใจเขาแล้ว ไม่ต้องทำนายทายทักยาก ไม่ต้องไปภาวนานั่งดูจิตดูใจเขา แผล็บเดียวเราก็รู้ได้ แต่มันเป็นเรื่องแต่ละรายของบุคคล มันเป็นเรื่องของบุคคลก็ตามเถิดอันนั้น เราเอามาพูดเพื่อให้เรารู้จักเฉย ๆ

จะอย่างไรก็ตาม จิตของพวกเรามันผ่านพ้นไปแล้วสิ่งเหล่านั้น เราไม่สงสัยในพระพุทธศาสนา เราต้องการธรรมชั้นสูง ต้องการธรรมะเพื่อหลุดพ้นในพระพุทธศาสนาเท่านั้น อุบายใด ๆ ที่จะเอือมระอา เป็นศีลภายใน เป็นอุบายจะเอาตัวรอดโดยเร็ว โดยไม่ถือว่าภพหน้า ภพหลัง ปัจจุบันจิต ปัจจุบันธรรมอันนั้น เป็นของที่มีค่า ต้องการโดยด่วน เพราะเกรงจะเสียใจในภายหลัง ไฟไหม้ผ้าของเราอยู่ พรุ่งนี้จึงจะดับ ก็ไม่เป็นเครื่องอุ่นใจของพวกเรา เราก็ต้องรีบดับ ฉันใดก็ดี เมื่อเรารู้ดีว่าเราอยู่ในทะเลแก่ ทะเลเจ็บ ทะเลตาย ทะเลทุกข์ ทะเลถ่านเพลิง

เราก็นอนใจไม่ได้ ตื่นตัวอยู่เหมือนนกเขา นกกระทา เขาจะเอาน้ำใส่กระบอกถอกน้ำใส่กะลาสักเพียงไหนก็ตาม จะกินอิ่มหนำสำราญก็ตาม ก็ไม่ไว้ใจในกรงขัง ก็ต้องเรียนอยู่เสมอ ๆ ไม่คุ้นเชื่องกับอะไรทั้งปวง ฉันใดก็ดี ผู้ต้องการจะจะออกจากวัฏสงสาร ย่อมไม่คุ้นเชื่องกับอันใดในโลกทั้งปวง ตลอดทั้งอามิสด้วย ปัจจัยสี่ จีวร บิณฑบาตด้วย หรือลาภยศสรรเสริญด้วย ถือว่าเราอยู่ในทะเลหลุมถ่านเพลิง ตื่นตัวอยู่เสมอ โพเธตา แปลว่า ผู้ตื่นตัวตื่นใจ ตื่นตัวกับตื่นใจกับตื่นธรรม ก็มีความหมายอันเดียวกัน

ใจย่อมเป็นที่พึ่งของใจ อัตตาหิ อัตตะโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งของตน ก็คือใจเป็นที่พึ่งของใจ ไม่หวังพึ่งอันอื่น ใจย่อมหวังพึ่งใจ ถ้าใจไปทางผิด ใจก็ได้รับผิด ถ้าใจไปทางถูก ใจก็ได้รับผลทางถูก ใจจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว ไม่เป็นปัญหา ผลของใจมีอยู่ทุกเมื่อ เหตุของใจก็มีอยู่ทุกเมื่อ การนึกคิดแต่ละบทแต่ละบาท จัดเป็นตัวเหตุ ทีนี้ผลของเหตุก็นำติดตามใจที่นึกที่คิดอยู่เสมอ ๆ คิดจะนึกไปในทางกามวิตก ทีนี้ผลของใจก็ตามมากามวิตก จิตใจนึกไปในทางพยาบาท รสจิตรสใจก็นำมาหาใจในทางพยาบาท ไม่ได้รอเวลาไม่ผัดวันประกันพรุ่ง

เรานึกโกรธในวันนี้ ผลของความโกรธพรุ่งนี้จึงมา อย่างนั้นไม่ถูก ก็มาในขณะเดียวกัน เรานึกเมตตากรุณา ผลของความเมตตากรุณาก็มาหาใจในขณะนั้น เมื่อเป็นดังนั้น เราไม่ยอมเชื่อพระพุทธศาสนาของเราก็ไปไม่รอดเหมือนกัน จำเป็นก็ต้องยกธงขาวเคารพเท่านั้น จะกล่าวตู่พระพุทธศาสนาว่าเป็นของเท็จไม่ได้กล่าวตู่ กล่าวตู่ตนที่ปฏิบัติไม่ดี ไม่ชอบดีกว่า กล่าวตู่ตนที่ยังปฏิบัติไม่ถึง ปฏิบัติยังไม่มากเท่านั้น จะกล่าวตู่คำสอนของพระพุทธศาสนาไม่มีหนทางเลย

ธรรมเหล่าใดที่พระบรมศาสดากล่าวว่าอย่า อย่า ไม่ ไม่ เป็นทางฉิบหาย ถ้าใครไปเสพเข้าก็ฉิบหายจริงๆ เหตุฉะนั้น สีหนาทํ นทนฺ เต เต พระบรมศาสดาจึงกล่าวสีหนาทในพุทธบริษัทอย่างผึ่งผาย องอาจ ไม่ครั่นคร้าม ทุกยุค ทุกสมัย ทุกๆ พระองค์ด้วย เพราะผลไม่หนีจากเหตุ เมื่อเหตุทำดีตอนไหนๆ ผลก็นำส่งในตอนนั้นๆ ในขณะนั้น เหตุใจอันใดที่สงสัยผลของใจ อันนั้นก็สงสัยในขณะนั้น เหตุกับผลไม่อยู่ไกลกันพอก้าวเลยในขณะเดียวกันเลย



มีต่อ >>>>> หน้า ๔
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวMSN Messenger
ปุ๋ย
บัวเงิน
บัวเงิน


เข้าร่วม: 02 มิ.ย. 2004
ตอบ: 1278

ตอบตอบเมื่อ: 02 พ.ย.2006, 12:05 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

พระพุทธศาสดามีเหตุผล เหตุผลในทางพระพุทธศาสนามี ๒ เหตุ เหตุไปทางโลกียะ เหตุไปทางโลกุตระ เหตุไปทางโลกียะ ก็มุ่งแต่อามิสเป็นเจ้าหัวใจ เหตุไปทางโลกุตระ ก็มุ่งแต่ความหลุดพ้นเป็นเจ้าหัวใจ เมื่อเหตุต่างกันอย่างนี้ ผลมันก็เลยไกลกันราวกับฟ้ากับดิน ทีนี้ พวกที่เล่นเลขเล่นผา พวกที่หวังร่ำหวังรวยในอบายมุขยังไม่มีถึงสุปฏิปันโน ยังอ่อนต่ำกว่านั้นอยู่ การภาวนาชั้นละเอียด ศีลกำจัดกิเลสหยาบ สมาธิ (กำจัดกิเลส) อย่างกลาง ปัญญาอย่างสุดท้าย ชนะอนุสัย

แต่ความจริง ศีล สมาธิ ปัญญา กลมกลืนกันอยู่ ไม่ได้แยกกันไปทางไหน เหมือนเนื้อกับหนังกับกระดูก กลมกลืนกันอยู่ เหนี่ยวรั้งกันอยู่ ต่างอาศัยซึ่งกันและกัน ฉันใดก็ดี ศีล สมาธิ ปัญญา ก็กลมกลืนกันกันไปในขณะเดียว ถ้าศีลละเอียด สมาธิก็ละเอียด ปัญญาก็ละเอียด ถ้าศีลยังอ่อนอยู่ สมาธิก็อ่อน ปัญญาก็อ่อน ศีล สมาธิ ปัญญาจึงเป็นของแยกกันลำบากอยู่เหมือนกัน ที่แยกกันก็เพราะแยกออกเพื่อให้เห็นเท่านั้น ศีลก็แปลว่า ตัดสินลงในธรรมะข้อนั้น สมาธิก็ตั้งมั่นลงในธรรมะข้อนั้น ปัญญาก็ให้รอบรู้ในธรรมะข้อนั้น ศีลตัดสินลงในใจ สมาธิตั้งมั่นลงอยู่ในใจ ตั้งมั่นในทางที่ถูก

ปัญญาให้รอบรู้ในทางที่ถูกอยู่ในใจ ศีลตัดสินใจในสิ่งที่ดีที่ชอบลงในใจ สมาธิให้ตั้งมั่นในสิ่งที่ดีที่ชอบลงในใจ ปัญญาให้รอบรู้ในสิ่งที่ดีที่ชอบอยู่ในใจ ตกลงศีล สมาธิ ปัญญา ก็เป็นตัวเดียวกัน ไม่ต้องไปแยก ไม่ต้องเรียงแบบกันก็ได้ เมื่อศีลถึงชั้นพระโสดาบัน สมาธิก็ถึงชั้นพระโสดาบัน ปัญญาก็ถึงชั้นพระโสดาบัน เมื่อศีลถึงพระสกทาคามี ปัญญาก็ถึงพระสกทาคามี เมื่อศีลถึงพระอนาคามี สมาธิก็ถึงพระอนาคามี ปัญญาก็ถึงพระอนาคามี เมื่อศีลถึงพระอรหันต์เป็นมหาศีล สมาธิก็เป็นมหาสมาธิ ปัญญาก็เป็นมหาปัญญา กลมกลืนกันไปเป็นลำดับๆ

เราเกิดมาพบอุปสรรคแต่เราก็อยากจะหนีออกจากอุปสรรค ทีนี้เราจะหนีไปโดยเครื่องบินมันก็ไม่ได้ หนีออกจากศีล สมาธิ ปัญญาที่เราปฏิบัติกันอยู่นี่เอง ไม่ใช่อันอื่นไกลเลย เรามีโรคเราก็ต้องอาศัยคุณหมอๆ คือใคร คือคำสอนของพระบรมศาสดา ยาคืออะไร คือธรรมะของพระบรมศาสดา โอสถํ อุตฺตมํ วรํ ใครจะเทศน์ดี เทศน์เด่น สักเพียงไหนก็ตาม ก็ไม่เท่าพระบรมศาสดา ไม่เท่าพระโมคคัลลาสารีบุตร เพราะท่านเทศน์ไปหมดแล้ว พวกที่เทศน์ดีในภายหลัง ก็เท่ากับว่า เล็มก้างของท่านเหล่านั้น แม้จะพ้นทุกข์เป็นพระอรหันต์ในวันนี้ก็ตาม ในขณะนี้ก็ตาม

ก็เล็มก้างของพระอริยเจ้าทั้งนั้น เพราะท่านไปก่อนแล้ว จะว่าตนวิเศษดีเด่นกว่าท่านทั้งหลายที่ล่วงไปแล้วนั้น เป็นความเข้าใจผิด เสริมมานะทิฏฐิของตน จะว่าธรรมอันนี้เป็นธรรมของเรา อย่างนี้ก็เท่ากับว่าตีตนเสมอพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เพราะพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ กล่าวหมดแล้ว สาตฺถํ สพฺยญฺชนํ เกวลปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ ปกาเสติ เราประกาศดีแล้ว ทั้งอรรถ ทั้งพยัญชนะ บริบูรณ์สิ้นเชิง ไม่มีที่บกพร่อง พระบรมศาสดา ถ้าหากว่าตอนนี้ พระบรมศาสดาไม่ได้เทศน์ เราคิดได้เองต่างหาก

ใครพิจารณาอย่างนั้น เรียกว่าประมาท เรียกว่าตีตนเสมอพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่ยอมเคารพ เป็นอกตัญญู เป็น ปราสะ ตีตนเสมอ ยกตนเทียมท่าน เหตุฉะนั้น พระกัจจายนะท่านอยู่ในอวันตีชนบท เขามาถึงองค์ท่านเป็นสรณะ ขอถึงท่าน พระกัจจายนะเป็นสรณะ เออ อย่ามาถึงอาตมาเลย ถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ยังดีกว่า ท่านพลิกโอนเลย ท่านไม่ลืมตัว ท่านก็เป็นพระอรหันต์อย่างเต็มที่แล้ว พระอัสสชิทีนี้ เป็นพระอรหันต์อย่างเต็มที่แล้ว พระอัสสชิทีนี้ เป็นพระอรหันต์แล้ว พระสารีบุตรขอฟังเทศน์ โอ๊ย อาตมาเป็นพระภิกษุใหม่ ไม่สามารถจะแสดงธรรมแก่ท่านได้ ตามเถิด ไม่ต้องแสดงมากก็ได้ แสดงย่อๆ ก็พอแล้ว

สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นมีความแปรปรวนและแตกสลาย เออ พอแล้วครับ เพราะถึงพระโสดาบันแล้ว แล้วก็ไปบอกพระโมคคัลลาอีก พระโมคคัลลาพอแลเห็น เออ วันนี้หน้าตาผ่องใสมาก เพื่อนของเราคงจะได้ธรรมะอันใดอันหนึ่ง จงมาเล่าให้ฟังเถิด โด เราไปพบพระอัสสชิ องค์ท่านเล่าให้เราฟังว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น สิ่งนั้นมีความดับสูญเป็นธรรมดา เออ เข้าใจล่ะ ไปเถิดพวกเรา ไปหาพระบรมศาสดา ไปบวชเถิด ไปบวชกับท่านเถิด อยู่กับสัญชัยปริพาชก เหตุไฉนพระอัสสชิจึงถ่อมตนแก่พระสารีบุตร เพราะสมัยนั้น พระสารีบุตรอยู่กับสัญชัยปริพาชก ขาลือชาปรากฏว่าท่านเป็นผู้มีปัญญา ดังไปทั่วทุกหนทุกแห่ง เหตุฉะนั้น พระอัสสชิจึงพูดถ่อมตนต่อสารีบุตร

ผู้เห็นอนิจจังชัดกับสุปฏิปันโน ก็มีความหมายอันเดียวกัน ผู้เห็นอนิจจังชัดกับผู้เรียนธรรมจักกัปปวัตนสูตรจบ ก็มีความหมายอันเดียวกัน ผู้เห็นทุกขังชัด ผู้เห็นอนัตตาชัด ก็คือผู้นั้นเรียนอนัตตลักขณสูตรจบ ก็มีความหมายอันเดียวกัน เพราะเนื้อความในอนัตตลักขณสูตรก็มีอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้งนั้น ทั้งอดีต ทั้งอนาคต ทั้งปัจจุบันด้วย อนิจจัง ทุกขัง อนัตตานี้ ในพระพุทธศาสนาเทศน์มากกว่าเพื่อน เพราะเป็นนิยยานิกธรรม นำสัตว์ให้เบื่อหน่ายในวัฏสงสาร เมื่อสัตว์ทั้งหลายเห็นอนิจจังชัด เห็นทุกขังชัด เห็นอนัตตาชัด ในขันธสันดานแล้ว

ความเพลินในวัฏสงสารของสัตว์ทั้งหลายก็ยุบตัวลง ความตะเกียกตะกาย ความทะเยอทะยานในภพไหนๆ ก็ยุบตัวลง ห้ามเบรคห้ามล้อลง วิญญาณปฏิสนธิก็เอือมระอาจะมาเกิดแก่เจ็บตายอีก ผู้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาชัด กับผู้เปิดประตูพระนิพพานก็มีความหมายอันเดียวกัน ผู้เห็นพร้อมกับลมเข้าลมออกก็ยิ่งดี พร้อมกับอิริยาบทที่เคลื่อนไหวไปมา พร้อมทั้งขณะจิตที่นึกคิดอีกด้วย เดี๋ยวก็นึกอันนั้น เดี๋ยวก็นึกอันนี้ ก็คืออนิจจังอันละเอียดนั่นเอง ไม่ใช่อันอื่นเลย พูดแต่ละคำ แต่ละคำ เดี๋ยวนี้ ก็คืออนิจจังในส่วนละเอียดนั่นเอง ผู้เทศน์ก็เอาอนิจจังเทศน์ ผู้ฟังก็เอาอนิจจังฟัง

เมื่อรู้อย่างนั้นแล้ว ก็เลยกลายเป็นศีล สมาธิ ปัญญา กลายเป็นธรรมะไป ผู้เทศน์ก็เอาใจเทศน์ เอาอนิจจังอันละเอียดเทศน์ ผู้ฟังก็เอาอนิจจังอันละเอียดฟัง เพราะคำพูดคำเทศน์แต่ละบท แต่ละบาทก็ดับไปเป็นตอนๆ ที่เกิดขึ้นเป็นตอนๆ ติดต่อกันถี่ยิบ จะเทศน์ตลอดรุ่งก็มีแต่อนิจจังเท่านั้น ทุกขัง อนัตตาเท่านั้น เพราะเกิดขึ้นแล้ว แปรปรวนดับไปในคำพูดแต่ละคำ แต่ละคำ และฟังแต่ละบทแต่ละบาทก็เหมือนกัน เหมือนพยับแดด มันจะแดดวันยังค่ำ พยับแดดก็ ผับๆๆๆๆ อยู่อย่างนั้น จะเกิดดับแปรปรวนอยู่อย่างนั้น สัญญาความจำของพวกเรายิ่งดับเร็วกว่าพยับแดดอีกด้วย



มีต่อ >>>>> หน้า ๕
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวMSN Messenger
ปุ๋ย
บัวเงิน
บัวเงิน


เข้าร่วม: 02 มิ.ย. 2004
ตอบ: 1278

ตอบตอบเมื่อ: 02 พ.ย.2006, 12:19 am ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

เหตุฉะนั้น ท่านจึงไม่ให้ยืนยันว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นของเที่ยง เกิดขึ้นแล้วก็แปรปรวนแตกสลายเหมือนดังหัวฝี ท่านทั้งหลายอย่ายินดีเน้อ สิ่งใดที่ไม่เที่ยง ท่านทั้งหลายอย่ายินดี ท่านทั้งหลายจงพิจารณาให้เอือมระอา สิ่งใดที่ไม่เที่ยง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นั่นเอง สิ่งใดที่เป็นทุกข์ ก็คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นั่นเอง สิ่งใดที่เป็นอนัตตา ก็คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นั่นเอง ก็คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั่นเอง ท่านทั้งหลายจงทอดอาลัย ทอดธุระเสียเน้อ อย่าได้มีอุปาทาน ไปยึดถือในที่นั้น ทั้งอดีต ทั้งอนาคต ทั้งปัจจุบันด้วย จงปลงธรรมสังเวชที่ตนเคยหลงมา อย่าให้หลงต่อไปอีกเน้อ

มาเถิดมา ลูกเอ๋ย หลานเอ๋ย ที่นี่ไม่มีวุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง รีบมาเถิด คำสอนแต่ละบท แต่ละบาท คล้ายๆ กับว่า พระบรมศาสดาเรียกอยู่ทุกวัน เรียกลูกๆ หลานๆ ให้เข้าสู่พระนิพพาน ที่นั้นเป็นที่วุ่นวาย ที่นั้นเป็นที่ขัดข้อง ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง คือที่จิตที่ใจขององค์ท่านไม่มีหลง เรียกว่าไม่วุ่นวาย เรียกว่าไม่ขัดข้อง เป็นธรรมะอันไม่ตาย คำสอนแต่ละบท แต่ละบาท เรียกเข้าสู่พระนิพพานทั้งนั้น ไม่ได้เรียกให้คิด ไม่ได้เรียกร้องให้คิดอยู่ในมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ พรหมสมบัติ

ให้เห็นโทษในมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ พรหมสมบัติ เพราะอยู่ใต้อำนาจอนิจจัง เกิดขึ้นแล้วก็แปรปรวนและแตกสลาย ไม่มีใครเป็นเจ้าเป็นจอมเป็นจริงอยู่ ไม่มีกลางวัน กลางคืน อีกด้วย ไม่ลงธรรมาสน์อีกด้วย ไม่จบเกษียณอีกด้วย ในไตรโลกธาตุอยู่ใต้อำนาจ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเสียแล้ว อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นผู้ปกครองโลก เมื่ออนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเป็นผู้ปกครองโลกแล้ว ใครจะมาเป็นเจ้าโลก อยู่ในที่นี้ ก็มีแต่ แก่ เจ็บ ตาย และความไม่เที่ยงเป็นเจ้าโลก ความเป็นทุกข์เท่านั้นเป็นเจ้าโลก

ทุกข์เป็นภัยใหญ่ของโลก แฉให้เห็นชัดในปัจจุบันจิต ปัจจุบันธรรม เราจะไปสงสัยทำไมทีนี้ เราก็ไม่สงสัย เมื่อเห็นอนิจจังชัดในปัจจุบัน อนิจจังในอดีต ในอนาคตเราก็ไม่สงสัยนี่ เพราะผู้นี้ผ่านไปเป็นอนิจจัง เป็นนิทานของผู้นี้ที่ผ่านมาในอดีต อนาคตเป็นนิทานของผู้นี้ที่ยังมาไม่ถึง ปัจจุบันเป็นนิทานของผู้นี้ที่กำลังเป็นอยู่ แสดงให้เห็นอยู่ซึ่งหน้า ทั้งอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาด้วย หนังหุ้มอยู่โดยรอบด้วย ถ้าพิจารณาความเปื่อยเน่า ก็เห็นความเปื่อยเน่าทั้งอดีต ทั้งอนาคต ทั้งปัจจุบัน เสมอภาคกัน ถ้าพิจารณาความตาย ก็เห็นความตายทั้งอดีต ทั้งอนาคต ทั้งปัจจุบันเสมอภาคกัน ถ้าพิจารณาเป็นธาตุ ๔ ดิน น้ำ ไฟ ลม ก็เห็นทั้งอดีต ทั้งอนาคต ทั้งปัจจุบัน เสมอภาคกัน เมื่อเห็นดังนี้แล้ว ปัญหาจะสงสัย โลกมาจากประตูไหนอีก

ทีนี้เมื่อเห็นความแก่ในปัจจุบันชัด ความแก่ในอดีต อนาคต ปัจจุบัน ก็เสมอภาคกัน อุบายใดจะสงสัยในโลกอดีต อุบายใดจะสงสัยโลกในอนาคต อุบายใดจะสงสัยโลกในปัจจุบันก็ไม่มี เมื่อมันไม่มี ความทะเยอทะยานของมันก็ลดหย่อนลงทีนี้ มันระอาแล้ว เพราะมันเห็นชัดทีนี้ ไม่มีใครมาโกหกพกลมแล้วว่าโลกใดๆ จะเป็นสุขทีนี้ มีแต่ทุกข์ทั้งนั้น อุบายจะคลายเมาในโลกก็ต้องพิจารณาอย่างนั้น ถ้าไม่อย่างนั้น ก็ไม่ทันกับความโง่ และปัญหาความหลงของตนจะสอดแทรกขึ้นทีนี้ ปัญหาของตนจะสอดแทรกขึ้นด้วยวิธีไหนก็ขึ้นยากเหมือนกัน

สมาธิเข้าไป ปฐมฌานหมดกำลังออกมา ทุติยฌานหมดกำลังก็ออกมา ตติยฌานหมดกำลังก็ออกมา จตุตถฌานก็หมดกำลังก็ออกมา สมาธิทั้งหลายอยู่ใต้อำนาจ อนิจจัง เกิดขึ้นแล้วแปรปรวนและแตกสลาย พระองค์สอนให้หัดเป็นเฉยๆ เป็นแล้วไม่ให้ติดอยู่ รู้ตามเป็นจริง ให้ยกลงสู่อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อากาสานัญจายตนะก็ดี พิจารณาอากาศเป็นอารมณ์ วิญญาณเป็นอารมณ์ก็ดี ตลอดถึงอากิญจัญญายตนะก็ดี ตลอดถึงนิโรธสมาบัติที่เข้าไปอยู่ ๗ วัน แล้วก็ออกมา เมื่อออกมาก็รู้สึกหิวเพราะอยู่ใต้อำนาจอนิจจัง

เมื่อผู้ใดเห็นอนิจจังชัด ทุกขังชัด อนัตตาชัด ก็เท่ากับว่า ได้เจริญกรรมฐานในทางพระพุทธศาสนาครบแล้ว เพราะดินฟ้าอากาศไม่ต้องพูด สกลกายที่เอาหนังหุ้มอยู่โดยรอบนี่ ถ้าเบื่อหน่าย ก็เบื่อหน่ายอันนี้ ถ้าหลง ก็หลงอันนี้ ถ้าไม่หลงก็ไม่หลงอันนี้ เราเคยเป็นพ่อค้า แม่ค้ากระดูกมานานหลายภพหลายชาติแล้ว เราจะหยุด ไม่เป็นพ่อค้าแม่ค้ากระดูก หนัง และเนื้อ และเอ็น เราเป็นผู้หลงของเปื่อยของเน่ามาหลายชาติหลายภพแล้วทีนี้

เราจะพยายามไม่ให้หลงทีนี้ เราไปติเตียนแมลงวันว่าหลงของบูดของเน่า เราไม่กลับติเตียนเราว่าหลงของบูดของเน่า เราสำคัญว่าสกลกายของเรามันสวยมันงาม เราไปเพ่งโทษแต่แมลงวันและหมู่หนอน ตัวของพวกเราก็เป็นหนอนเหมือนกัน ถ้าเราหลงร่างกระดูก ก็เรียกว่าหนอนเหมือนกัน มันเป็นธรรมหมด ถ้าเป็นธรรมอันหนึ่งแล้ว พูดไปมันก็เป็นธรรมทีนี้ ถ้ายังพิจารณาอันหนึ่งถูก มันก็ถูกไปหมดแน่ะ เพราะเป็นอุบายให้เบื่อหน่ายคลายเมาในวัฏสงสารนี่

ให้จิตเป็นสมาธิก็เพราะอยากให้ยืนดูสิ่งของ มันจึงชัด ถ้าไม่ยืนดู วิ่งไป มันไม่ชัด วิ่งดูสิ่งของมันไม่ชัด เพราะเหตุฉะนั้นให้จิตเป็นสมาธิ ตั้งมั่นอยู่ในลมเข้าออกบ้าง ตั้งมั่นอยู่ในร่างกระดูกบ้าง คุณมีเท่าใด โทษมีเท่าใด ให้เห็นหมดนี่ ถ้าวิ่งดูสิ่งของ มันก็ไม่ชัด เหตุฉะนั้น จึงให้เป็นสมาธิบ้าง และไม่ให้ติดอยู่ในสมาธิด้วย และไม่ให้ติดอยู่ในปัญญาด้วย และไม่ให้ติดอยู่ในผู้รู้ด้วย ธรรมชั้นสูงให้ส่งคืนหมดแน่ะ ผู้พิจารณาธรรมชั้นสูง พร้อมทั้งลมเข้าลมออก เป็นแต่สักว่ารู้ เป็นแต่สักว่าเห็นอยู่ ไม่มีกลางวันกลางคืน เพราะเขาจะถอนอุปาทานในทั้งอดีตอนาคต

จะไม่สำคัญตัวในที่ใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อเขาไม่สำคัญตัวในที่ใดๆ ทั้งสิ้น วิญญาณของเขาก็ดับไป จิตของเขาก็ว่าง ธรรมของเขาก็ว่างไปอีกด้วย ว่างจากความยึดถือ สิ้นลมปราณเขาก็เข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพาน ไม่มาเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารอีก เพราะไม่มีสิ่งที่ยึด เพราะว่างไปหมดแล้ว ว่างจากผู้ยึดถือ ว่างจากเราจากเขา จากสัตว์ จากบุคคล ธาตุดินก็ส่งคืนให้ธาตุดิน ธาตุน้ำก็ส่งคืนให้ธาตุน้ำ ธาตุไฟก็ส่งคืนให้ธาตุไฟ ธาตุลมก็ส่งคืนให้ธาตุลม ผู้รู้ก็ส่งคืนให้ผู้รู้ จิตก็ส่งคืนให้จิต ไม่เข้าไปแย่ง ไม่เข้าไปจี้ ไม่เข้าไปปล้น ผู้นั้นก็พ้นทุกข์ในวัฏสงสารเท่านั้น ไม่มีอะไรมาก



......................................................

คัดลอกจาก
http://www.dharma-gateway.com
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวMSN Messenger
แสดงเฉพาะข้อความที่ตอบในระยะเวลา:      
สร้างหัวข้อใหม่ตอบ
 


 ไปที่:   


อ่านหัวข้อถัดไป
อ่านหัวข้อก่อนหน้า
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน
คุณ สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้


 
 
เลือกบอร์ด  • กระดานสนทนา  • สมาธิ  • สติปัฏฐาน  • กฎแห่งกรรม  • นิทานธรรมะ  • หนังสือธรรมะ  • บทความ  • กวีธรรม  • สถานที่ปฏิบัติธรรม  • ข่าวกิจกรรม
นานาสาระ  • วิทยุธรรมะ  • เสียงธรรม  • เสียงสวดมนต์  • ประวัติพระพุทธเจ้า  • ประวัติมหาสาวก  • ประวัติเอตทัคคะ  • ประวัติพระสงฆ์  • ธรรมทาน  • แจ้งปัญหา

จัดทำโดย  กลุ่มเผยแผ่หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา ธรรมจักรดอทเน็ต
เพื่อส่งเสริมคุณธรรม และจริยธรรมในสังคม
เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2546
ติดต่อ webmaster@dhammajak.net
Powered by phpBB © 2001, 2002 phpBB Group :: ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง