Home  • กระดานสนทนา  • สมาธิ  •  สติปัฏฐาน  • กฎแห่งกรรม  • นิทาน  • หนังสือ  •  บทความ  • กวีธรรม  • ข่าวกิจกรรม  • แจ้งปัญหา
คู่มือการใช้คู่มือการใช้  ค้นหาค้นหา   สมัครสมาชิกสมัครสมาชิก   รายชื่อสมาชิกรายชื่อสมาชิก  กลุ่มผู้ใช้กลุ่มผู้ใช้   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว  เช็คข้อความส่วนตัวเช็คข้อความส่วนตัว  เข้าสู่ระบบ(Log in)เข้าสู่ระบบ(Log in)
 
ได้ทำการย้ายไปเว็บบอร์ดแห่งใหม่แล้ว คลิกที่นี่
www.dhammajak.net/forums
15 ตุลาคม 2551
 กีฬาที่ผิดศีล (ท.เลียงพิบูลย์) อ่านหัวข้อถัดไป
อ่านหัวข้อก่อนหน้า
สร้างหัวข้อใหม่ตอบ
ผู้ตั้ง ข้อความ
new
บัวบานเต็มที่
บัวบานเต็มที่


เข้าร่วม: 23 พ.ค. 2004
ตอบ: 532

ตอบตอบเมื่อ: 06 ส.ค. 2004, 6:36 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

Image

กีฬาที่ผิดศีล
โดย ท.เลียงพิบูลย์

จากหนังสือกฎแห่งกรรม
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เล่ม ๒



เช้าวันหนึ่งหลังจากที่ข้าพเจ้าได้ไปเยี่ยมคนป่วย อยู่ห้องพิเศษที่ศิริเวชพยาบาล เมื่อออกมาจากโรงพยาบาล เห็นว่ายังมีเวลาอีกนานกว่าจะถึงเที่ยง จึงคิดว่าควรจะไปเยี่ยมคุณพี่ที่บ้าน คุณพี่ผู้นี้ข้าพเจ้าเคยรักใคร่นับถือกันมาตั้งแต่เด็กๆ แม้เราจะไม่ใช่ญาติกันก็ตาม แต่ก็ด้วยคุณงามความดีมีคุณธรรมสูง ข้าพเจ้าจึงเคารพนับถือเหมือนญาติสนิท เรียกคุณพี่ตลอดมา ความตั้งใจของข้าพเจ้าจะชวนพี่ไปรับประทานอาหารเที่ยงด้วยกัน เพื่อหาโอกาสที่จะสนทนาหาความรู้ พอจะได้เรื่องราวที่เป็นคติธรรมบ้าง การเก็บเรื่องของข้าพเจ้าก็ได้จากท่านผู้สูงอายุที่มีศีลธรรมเป็นส่วนมาก

เมื่อรถเข้ามาถึงเขตบ้าน ก็เห็นมีรถจอดอยู่ก่อนแล้ว คิดว่าวันนี้โชคไม่ดีคุณพี่มีแขกอยู่ด้วย จึงจอดรถแอบไว้ทางหนึ่งแล้วเดินลงไปถามคนในบ้านดู ก็ทราบว่าคุณพี่กำลังมีผู้สนทนาอยู่ในห้องรับแขก จึงสั่งให้คนในบ้านช่วยบอกคุณพี่ด้วยว่าวันหลังจะมาใหม่ เพราะไม่อยากรบกวนในขณะที่มีแขก ทั้งข้าพเจ้าก็ไม่มีธุระอะไรสำคัญ เพียงแต่เห็นว่ามีเวลาก็อยากจะมาชวนไปรับประทานอาหารเที่ยงด้วยกันเท่านั้น

พอสั่งคนในบ้านเสร็จยังไม่ทันเดินมาขึ้นรถ ก็พอดีคุณพี่เดินออกมาเรียกให้ข้าพเจ้าเข้าไปในบ้าน แม้จะบอกว่าไม่มีธุระอะไร เพียงแต่เห็นว่ามีเวลาก็อยากจะมาชวนไปรับประทานอาหารเที่ยงด้วยกันเท่านั้น เมื่อเห็นว่ามีแขกเลยไม่อยากรบกวน แล้ววันหลังจะมาใหม่ คุณพี่รีบเดินออกมาจับแขนข้าพเจ้าครึ่งลากครึ่งจูงเข้าไป เพราะถือว่ากันเองแล้วพูดว่า

"นี่ถ้าพี่ออกมาไม่ทัน เธอก็คงกลับไปแล้ว พี่คงจะเสียใจมากเพราะกำลังดีใจที่ได้ทราบว่าเธอมา คิดว่าช่างเหมาะกับเวลาเหมือนมีอะไรมาดลใจ เรากำลังบ่นและพูดถึงเธอยังไม่ทันจะขาดปากเลย เพราะมีหลายท่านอยากรู้จัก วันนี้พี่จะไม่ปล่อยให้เธอกลับง่ายๆ หรอก ต้องกินข้าวเที่ยงและข้าวเย็นที่บ้านพี่ เรื่องอาหารปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพี่เอง" ว่าแล้วคุณพี่ก็เดินนำหน้าข้าพเจ้าเข้าไปในบ้าน ข้าพเจ้าจึงบอกว่า

"ผมเห็นว่าจะรบกวนคุณพี่ให้เสียเวลาเสียการงาน เรากันเองจะมาหากันเมื่อไหร่ก็ได้ จึงคิดว่าจะกลับไปก่อน แล้วหาโอกาสมาใหม่ เมื่อคุณพี่มีเวลาว่างจะได้สนทนากันนานๆ" คุณพี่ได้ฟังเช่นนั้นก็หัวเราะ แล้วพูดว่า

"เธอเข้าใจผิด แขกที่มาหาพี่วันนี้ล้วนแต่มีวัยเกินกว่าที่จะเป็นนักธุรกิจ ต่างก็ครบเกษียณแล้ว และทุกคนก็วางธุรกิจไม่หลงใหลในทางโลก หมดความโลภ ยินดี ยินร้าย หวังจะใช้เวลาที่มีเหลืออยู่เพื่อหาความรู้ในทางธรรม ให้เป็นประโยชน์กับตนเองในบั้นปลายชีวิต เป็นความไม่ประมาท อยากจะใช้เวลา สติปัญญาที่มีเหลือทั้งหมดเพื่อหาแสงสว่างในทางธรรม เป็นเครื่องนำทางออกจากโลกนี้เมื่อถึงเวลา

แขกของพี่ทุกคนวันนี้มีอาวุโส บางท่านก็มีอายุผ่านหกรอบมาแล้ว แก่กว่าเธอแต่ยังแข็งแรง ในรุ่นเรานี้ก็ยังเห็นมีแต่เธอคนเดียวที่ยังวุ่นในธุรกิจในทางโลกอีกมาก เห็นเคยพูดว่า เมื่ออายุครบห้ารอบแล้ว จะปลดตัวเองเพื่อพักผ่อน ใช้บั้นปลายของชีวิตให้เป็นประโยชน์ เพื่อหาความสงบทางใจ นี่ก็เลยห้ารอบมาแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นว่าจะเป็นไปได้"

คุณพี่พูดแล้วยิ้มคล้ายกับว่าข้าพเจ้าดีแต่พูด ข้าพเจ้าต้องถอนหายใจแล้วพูดว่า “คุณพี่ก็รู้แล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้มันไม่อยู่ในอำนาจตามที่เราได้ตั้งใจไว้ ไม่มีอะไรแน่นอน มันเปลี่ยนแปลงไปอย่างที่เราคิดไม่ถึง เมื่อถึงเวลาว่าจะไม่มีอุปสรรค อะไรเกิดขึ้น มันก็ไม่เป็นไปตามที่ตั้งใจไว้เดิม จะเรียกว่าขว้างงูไม่พ้นคอก็ไม่ผิด

การหาคนที่ไว้วางใจและเข้มแข็งต่อการงานไม่ใช่ของทำได้ง่ายๆ คนดีมีศีลธรรมหายาก ขืนปล่อยมือเวลานี้ก็จะยุ่งยากลำบากใจภายหลัง เหมือนขี่อยู่บนหลังเสือ ยังหาโอกาสลงไม่ได้ นึกเสียว่าเราเคยสร้างกรรมไว้ ยังใช้หนี้กรรมไม่หมด คิดเช่นนั้นก็ทำให้สบายใจดี เลยไม่ได้หวังไว้ล่วงหน้าว่าจะพักเมื่อใดอีก สุดแต่กุศล เมื่อใดก็เมื่อนั้น

แต่เวลานี้ผมก็ได้พยายามปลีกตัว ไม่ได้หมกมุ่นในกิจการงานมากจนเกินไปนัก หาเวลาปลีกตัวมาเขียนหนังสือ เป็นความสุขสงบทางใจได้ชั่วครั้งชั่วคราว" คุณพี่พยักหน้าช้าๆ อย่างใช้ความคิด แล้วพูดว่า

"พี่เห็นใจเธอที่ตั้งใจไว้แล้วยังไม่สมหวัง แต่ก็ยังดีที่มีเวลาปลีกตัวออกมาขีดเขียนให้เป็นชิ้นเป็นอัน จะได้เป็นอนุสรณ์ของชีวิต เป็นพลเมืองดีที่ได้ทำประโยชน์ไว้ นับว่าไม่เสียชาติเกิด เอาละ เราอย่ามัวพูดเรื่องส่วนตัวให้เสียเวลาเลย เพราะมีผู้สนใจอยากรู้จักตัวเธอกำลังคอยอยู่ ถ้าเธอได้รู้จักแขกของพี่ก็คงชอบมาก และหากมีโอกาสสนทนากันคิดว่ามีความพอใจไม่น้อย เพราะท่านเหล่านี้ต่างก็มีความสนใจในทางเดียวกับเรา คงเข้าใจกันได้ดี เพราะจิตใจอยู่ในระดับเดียวกัน และทุกคนผ่านโลกมามากพี่คิดว่าวันนี้คงคุยกันสนุกแน่"

เมื่อพูดแล้วคุณพี่ก็เล่าประวัติย่อๆ และคุณวุฒิของท่านเหล่านั้นให้ข้าพเจ้าทราบ บางท่านข้าพเจ้าก็เคยได้ยินชื่อเสียงและคุณงามความดีของท่านมาแล้ว บัดนี้ข้าพเจ้ารู้ตัวว่าจะได้พบผู้เชี่ยวชาญทางโลกและทางธรรม และเป็นผู้ที่ผ่านการงานและชีวิตมามากกว่าข้าพเจ้า จึงรู้สึกตัวเองเล็กลงไปเหมือนเด็กนักเรียน เมื่อเทียบด้วยวัยและความรู้ ข้าพเจ้าต่ำกว่าท่านมาก จึงคิดว่าเมื่อเข้าใกล้ชิดผู้ใหญ่ก็ควรจะรู้จักประมาณตัว ข้าพเจ้าจึงพูดกับคุณพี่ว่า

"ผมอ่อนทั้งวิชาความรู้ทั้งทางโลกทางธรรม อย่าให้ผมตีตนเสมอท่านเหล่านั้นเลย ทำให้ผมกระดากและละลายใจ ปล่อยให้ผมกลับก่อนดีกว่าวันหลังค่อยมาใหม่..." ยังไม่ทันที่ข้าพเจ้าจะพูดจบ คุณพี่คงจะหมั่นไส้นึกว่าข้าพเจ้าเล่นตัว ก็บีบแขนข้าพเจ้าแรงๆ จนรู้สึกเจ็บ แล้วพูดเสียงดุๆ ว่า

"เธออย่าให้พี่เสียชื่อนะ มิเสียแรงที่ได้คุยไว้เต็มปากว่า ถ้าได้เธอมาคุยด้วยคงสนุกสนานออกรสขึ้นอีกมาก อย่าทำให้ทุกคนต้องผิดหวัง และอย่าทำให้พี่เสียหน้าด้วย"

ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าจะพูดอะไรถูก จึงเดินตามคุณพี่เข้าไปในห้องรับแขกด้วยความจำใจ แต่ก็คิดได้ว่าการที่ได้พบกับผู้ทรงความรู้พร้อมทั้งศีลธรรมนั้น มีแต่ทางจะได้กำไรไม่มีทางขาดทุนก็สบายใจ เมื่อข้าพเจ้าผ่านเข้าไปในห้องก็มองเห็นแขกของคุณพี่อยู่ในห้องสามคนด้วยกัน ล้วนแต่อาวุโส แต่ท่าทางยังแข็งแรงว่องไว ยิ้มแย้มท่าทางอารมณ์ดีด้วยกันทุกคน

เมื่อเห็นท่านลุกขึ้นยืน ข้าพเจ้าก็รีบก้มลงทำความเคารพท่านก่อน เป็นการคาราวะผู้ใหญ่ ก่อนที่คุณพี่จะแนะนำให้รู้จัก เพราะข้าพเจ้าถือว่าการอ่อนน้อมนบนอบเคารพผู้ใหญ่ ที่มีความรู้และคุณธรรมสูงนั้นย่อมเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง เมื่อเห็นท่านอารมณ์ดีทักทายอย่างสนิทสนมทำให้รู้สึกสบายใจขึ้นมาก เพราะแสดงถึงความต้อนรับอย่างเป็นกันเอง



(มีต่อ 1)
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัว
new
บัวบานเต็มที่
บัวบานเต็มที่


เข้าร่วม: 23 พ.ค. 2004
ตอบ: 532

ตอบตอบเมื่อ: 06 ส.ค. 2004, 6:41 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

เมื่อได้รู้จักท่านเหล่านั้นแล้วก็นึกชมอยู่ในใจว่า ถ้าหากคุณพี่ไม่บอกข้าพเจ้าล่วงหน้าก่อนว่า บางท่านมีวัยแก่กว่าข้าพเจ้าแล้วก็คงทายอายุท่านไม่ถูก เพราะทุกท่านล้วนแต่มีดวงหน้าอิ่มเอิบ กิริยาท่าทางตลอดจนผิวพรรณอ่อนกว่าอายุจริง

อดนึกไม่ได้ว่าการศึกษาธรรมคงจะทำให้จิตใจผ่องใส ห่างจากความทุกข์ห่างจากความกังวล ห่างจากปัญหายุ่งยาก แสวงหาความสุขจากแสงแห่งธรรมะ ทำให้จิตใจสงบ จึงรู้สึกว่าร่างกายของท่านสดชื่นอ่อนวัยกว่าคนที่หมกมุ่นในทางโลก ผิดกับข้าพเจ้าที่ยังต้องแบกภาระทางโลก ต้องคอยแก้ปัญหาชีวิตของตนเองและของผู้อื่น และความยุ่งยากที่อาจจะเกิดขึ้นไม่ว่าเวลาใด

จากนั้นคุณพี่ก็แนะนำให้ข้าพเจ้ารู้จัก แขกคนที่หนึ่ง อดีตเคยเป็นข้าราชการตำแหน่งสูงมีหน้าที่สำคัญ เคยผ่านต่างประเทศมาแล้ว รู้สึกว่าเป็นผู้มีอาวุโสที่สุดในที่นั้น ท่านผู้นี้มีรูปร่างสูง ท่าทางสง่า แข็งแรง ผิวเนื้อขาวเหลือง เห็นแล้วเป็นที่น่าเคารพนับถือ สมกับเป็นผู้ใหญ่เคยมีอำนาจมาก่อน

แขกคนที่สองอดีตเคยรับราชการเป็นนายแพทย์ รูปร่างสันทัดเนื้อขาวเหลือง รู้สึกว่าจะเป็นคนพูดน้อย ชอบคิดหาเหตุผลสมเป็นนายแพทย์ หรือนักวิทยาศาสตร์ หรือนักค้นคว้า ท่าทางใจดีเป็นผู้มีจิตใจเมตตากรุณาน่าเคารพนับถือ

ส่วนแขกคนที่สามอดีตเคยผ่านการรับราชการมาแล้ว ภายหลังลาออกมาเป็นทนายความ ท่าทางใจดีมีอารมณ์ขัน ค่อนข้างเจ้าเนื้อผิวคล้ำรูปร่างเตี้ยกว่านายแพทย์ ทั้งสามท่านให้ความคุ้นเคยกับข้าพเจ้าอย่างรวดเร็ว เหมือนว่าเคยสนิทสนมกันมาก่อน ทำให้ข้าพเจ้าไม่รู้สึกว่าเป็นคนแปลกหน้า อดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ พูดขึ้นว่า

"พวกเรามีความยินดีมากที่ได้รู้จักคุณในวันนี้ รู้สึกเหมือนว่าเราคุ้นเคยกันมานานแล้ว เพราะเราได้ติดตามหนังสือของคุณตลอดมา เป็นเรื่องที่น่าสนใจ และเป็นหนังสือที่แปลกแหวกแนวดี พวกเราไม่เคยอ่านหนังสือเช่นนี้มาก่อน รู้สึกว่าถ้าผู้ใดได้อ่านแล้วก็ทำให้เกิดการสนใจทุกคนไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ นับว่าเป็นประโยชน์มาก คุณพี่ของคุณเล่าเรื่องอดีตของคุณให้เราฟังหมดแล้ว ผมขอชมเชยยกย่องงานของคุณด้วยความจริงใจ"

ข้าพเจ้ารีบพูดว่า "ท่านกรุณาให้เกียรติแก่ผมมาก จนผมรู้สึกไม่สบายใจ เกรงว่าความดีของผมจะไม่สมกับที่ท่านยกย่อง"

อดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ยิ้มอย่างอารมณ์ดีแล้วพูดว่า "ผลงานของคุณต่างหาก ที่ทำให้ปัญญาชนยกย่อง เพราะถ้าไม่ได้อ่านหนังสือ ก็ไม่มีใครสนใจในตัวคุณ แต่เมื่อผลงานของคุณปรากฏเป็นที่สนใจของผู้อ่านทั่วไป จึงเป็นสื่อที่ชักนำให้อยากรู้จักผู้เขียน การยกย่องก็คงไม่เกินไป"

แล้วท่านก็หันไปมองดูเพื่อนๆ เพื่อให้ช่วยสนับสนุนนายแพทย์ก็พูดขึ้นว่า "ยังจะมีหลายท่านนึกเดา หรือเข้าใจเอาเองว่าผู้เขียนคงจะมีความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรม อย่างน้อยก็เป็นมหาเปรียญและเป็นคนที่มีการศึกษาดี ประพฤติอยู่ในศีลธรรมคงเห็นโลกมาทุกแง่ทุกมุม จึงเขียนเรื่องเข้าถึงจิตใจคนได้ดี"

เมื่อข้าพเจ้าได้ฟังแล้วก็รู้สึกอึดอัดใจ แทนความรู้สึกยินดีในการได้รับการยกย่องสรรเสริญ กลับนึกละอายใจ เพราะรู้ว่าตัวดีไม่พอจึงตอบว่า

"โปรดกรุณาอย่าให้เกียรติยกย่องผมมากเกินไปเลย ผมมีความรู้น้อยทั้งทางโลกและทางธรรม เรื่องชีวิตของผม คุณพี่ก็เป็นผู้รู้เรื่องดี เพราะผมก็ไม่ใช่ว่าเป็นคนดิบคนดีมาก่อน ไม่เหมือนคุณพี่เป็นคนดีตลอดมา ส่วนผมเคยเป็นคนสำมะเลเทเมาหัวราน้ำ เคยผ่านมาทั้ง สุรา นารี กีฬาบัตร เคยสร้างบาปสร้างกรรม ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ยิงนก ตกปลา เห็นเป็นของธรรมดา เห็นเป็นของที่ให้ความสนุกสนานเพลิดเพลิน ไม่เคยนึกถึงบาปบุญ ชั่วดี มาก่อน เวลาเมื่อผมยังอยู่ในความคะนอง เอาแต่ความสนุกสนานตามอารมณ์เป็นใหญ่

มาจนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังมีหนี้กรรมใช้ไม่สิ้น เพราะพอนึกถึงครั้งใดก็รู้สึกไม่สบายใจ มองเห็นภาพนกที่ปีกหักขาหัก และพยายามตะเกียกตะกายหนีเพื่อชีวิตของมัน ขณะที่มันยังไม่ตาย ทำให้ผมนึกถึงความชั่วสร้างกรรม และตำหนิตัวเองอยู่เสมอ นี่แหละครับเป็นเรื่องจริงที่ผมอยากเรียนให้ทราบ ที่ผมก็ไม่ใช่คนดีมาก่อน"

เมื่อข้าพเจ้าพูดมาถึงแค่นี้ก็มองดูท่านเหล่านั้น เห็นท่านมองดูอย่างเห็นใจ ท่านผู้ทนายความพูดขึ้นว่า "นั่นมันเป็นเรื่องอดีตผ่านพ้นมาแล้ว สำหรับชีวิตในอดีตของพวกเรา ก็หัวหกก้นขวิดคล้ายๆ กันเป็นส่วนมาก แล้วแต่สิ่งแวดล้อม และความรู้สึกผิดชอบชั่วดี แต่ในระยะที่ได้ตัดสินใจเลิกประพฤติในส่วนไม่ดี เห็นความชั่วเป็นบาปนี่เป็นตอนที่สำคัญที่สุด ซึ่งทุกคนอยากทราบว่า เพราะเหตุใดคุณจึงเลิกสร้างบาป

พวกเราทุกคนต่างก็มีประสบการณ์ในชีวิตที่ชักชวนจิตใจให้เข้าหาธรรม คุณก็คงมีประสบการณ์ หรือเหตุผลอะไรที่ทำให้นึกถึงบาปบุญคุณโทษเหมือนกัน ถ้าหากจะเล่าสู่กันฟังคงจะได้รับประโยชน์ทางจิตใจบ้างไม่มากก็น้อย เมื่อครู่ก่อนที่คุณจะมา เราก็มีเรื่องของชีวิตที่ผ่านไปและเรายังได้พูดถึงเรื่องของคุณ ฉะนั้นหากไม่เป็นการรบกวนก็ช่วยเล่าให้ฟังด้วย"



(มีต่อ 2)
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัว
new
บัวบานเต็มที่
บัวบานเต็มที่


เข้าร่วม: 23 พ.ค. 2004
ตอบ: 532

ตอบตอบเมื่อ: 06 ส.ค. 2004, 6:46 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

ข้าพเจ้าจึงตอบว่า "ความจริงเป็นเรื่องธรรมดาที่ว่า เมื่อเด็กเรามีความนึกคิดไปแบบหนึ่ง สุดแต่การสั่งสอนอบรมของผู้ใหญ่ พอโตเป็นหนุ่มความรู้สึกก็เปลี่ยนไป พอย่างเข้าวัยกลางคนและวัยชรา ความรู้สึกนึกคิดก็เปลี่ยนไปอีกแบบหนึ่ง

ความชั่วความดีมันอยู่ที่สิ่งแวดล้อม การศึกษาอบรมรวมทั้งอุปนิสัยของคนผู้นั้นประกอบด้วย การคบหาสมาคมกับเพื่อนฝูงก็เป็นสิ่งสำคัญ ข้อสำคัญส่วนมากเด็กมักจะเชื่อเพื่อนฝูงรุ่นเดียวกันมากกว่าเชื่อผู้ใหญ่ ถ้าพบคนดีมีศีลธรรมก็จะชักนำพากันไปสู่ทางดีมีอนาคตที่แจ่มใส นำชีวิตไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองมีชื่อเสียง โดยเกิดจากการคบค้ากับเพื่อนที่ดีก็มีมาก

และหากพบกับเพื่อนที่ใจชั่วไม่มีศีลธรรมก็จะชักจูงไปทางชั่ว ทำให้อนาคตตกอับเสื่อมลง ยิ่งถ้าเห็นผิดเป็นชอบก็จะยิ่งนำตนไปสู่เบื้องต่ำ ประกอบกรรมชั่วถึงกับติดคุกติดตะราง เสียชื่อเสียงวงศ์ตระกูลลก็มีไม่น้อย นี่เป็นหลักที่ผู้ได้ผ่านชีวิตรู้ผิดชอบมาแล้ว ควรจะนำมาอบรมลูกหลานเยาวชนเป็นตัวอย่างต่อไป ผมยินดีจะเล่าเรื่องชีวิต เมื่อจะละบาปในทางการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต และความรู้สึกผิดชอบที่เกิดขึ้นภายหลังว่าเป็นอย่างไร”

เครื่องมือที่ผมใช้ในการทำบาป คือ อาวุธปืน ผมมีปืนขนาดต่างๆ ในนามของผมห้ากระบอก นับแต่ปืนอัดลม ลูกซองเดี่ยว และคู่ขนาดต่างๆ กัน สำหรับล่าสัตว์เล็กใหญ่ตามกำลังแรงของอาวุธ ตามธรรมดาปืนเมื่อใช้แล้วก็ต้องล้างทำความสะอาดเสมอ วันหนึ่งผมได้นำเอาปืนอัดลม บี.เอส.เอ. เบอร์ ๒ ออกมาเปลี่ยนสปริงใหม่เพราะสปริงอันเก่าใช้มานาน กำลังหย่อน และอ่อนลงเสื่อมคุณภาพ ผมถอดชิ้นส่วนออกมาทำความสะอาด เปลี่ยนสปริงแล้วก็ประกอบใส่อย่างเดิมจนเรียบร้อย จึงตั้งศูนย์ลองกำลังสปริงใหม่เมื่อประกอบเข้าแล้ว

ผมมองหาเป้าที่จะลองทางปืนก็ไม่เห็นอะไรพอที่จะทดลองยิงได้ แต่พอมองไปเห็นนกกางเขนเกาะอยู่บนกิ่งต้นแคริมรั้วบ้านระยะไกลพอสมควร ผมก็หยิบปืนใส่ลูกแก้วก็กดสปริงลงขึ้นนกแล้ว ก็เล็งไปที่ตัวนกกางเขนตัวน้อยนั้นเป็นเป้าหมาย เหนี่ยวไกปืนปล่อยลูกกระสุนออกจากลำกล้อง

ความจริงก็นึกว่าจะไม่ตรงเป้าหมาย เพราะมันไกลเกินไปทั้งยังตั้งศูนย์ใหม่คงยังไม่เที่ยง เมื่อยิงไปแล้วก็นึกได้ว่า ทำไมเราต้องเอานกที่มีชีวิตเป็นเป้าหมาย เพราะเมื่อยิงตายแล้วจะทำอะไรกินก็ไม่ได้ เป็นการทำลายชีวิตสัตว์โดยเปล่าประโยชน์ แต่พอเห็นนกตัวนั้นบินถลาไปเกาะกิ่งแคอีกกิ่งหนึ่ง ห่างออกไปหลายศอกไม่มีท่าทางว่าจะถูกกระสุน ใจก็ค่อยสบายขึ้น นึกว่าพ้นเคราะห์ไปที

แต่แล้วก็เห็นนกกางเขนตัวนั้นมีอาการผิดปกติ คือ ตัวโงนเงนจับกิ่งไม้ผิด แล้วก็ผลัดจากกิ่งไม้ที่เกาะ ตกลงไปนอนอยู่ที่โคนต้น ผมใจหายรีบวิ่งออกไปดู ผมจับตัวนกขึ้นมาพิจารณาอย่างทะนุถนอมนึกว่า ขามันหักก็พยายามจะช่วยมัน แต่เมื่อเลิกขึ้นดูก็มองเห็นว่ากระสุนปืนได้ยิงถูกหน้าอกทะลุหลัง นกตัวนั้นอยู่ในมือผมไม่นานก็ตาย ก่อนตายขามันสั่นทั้งสองข้าง คงจะเป็นอาการที่แสดงความเจ็บปวดอย่างที่สุด ผมรู้สึกเศร้างอย่างบอกไม่ถูก นกตัวนี้ตายเพราะน้ำมือผมแท้ๆ

ผมเคยยิงนกนับเป็นร้อยๆ โดยไม่เคยมีความรู้สึกเหมือนครั้งนี้เลย แต่ทำไมนกน้อยตัวนี้จึงทำให้ผมเศร้าไม่รู้หาย เห็นจะเป็นเพราะว่านกตัวนี้อยู่ในบ้านผม มันหวังพึ่งบารมีคุ้มคอรงให้ความร่มเย็น แต่ผมกลับมาทำลายชีวิตมันเสียเช่นนี้ คิดแล้วก็เสียใจ แม่ครัวของผมแกบอกว่า ที่หลังคาครัวมีนกกางเขนคู่หนึ่งอยู่นานแล้ว ตัวที่ยิงคิดว่าเป็นตัวผู้ ตามปกติทุกวันในเวลาเช้ายังไม่ทันสว่างดี ก็จะได้ยินเสียงนกคู่นี้ส่งเสียงร้องอย่างไพเราะเป็นประจำ ซึ่งผมก็ไม่เคยสนใจสังเกตหรือได้ยิน เห็นจะเป็นเพราะตื่นนอนหลังจากที่นกร้องแล้ว

เช้าวันรุ่งขึ้นผมตื่นแต่เช้าเพราะนอนไม่ค่อยหลับ แม่ครัวเรียกผมเข้าไปในครัว แล้วชี้ให้ดูทางหน้าต่างหลังครัว เมื่อผมมองตามมือแกชี้ไปก็เห็นนกกางเขนตัวหนึ่งเกาะอยู่บนกิ่งไม้หลังคาครัว มันแสดงความเศร้าโศกเสียใจ โดยเอาหัวซุกอยู่ข้างปีกคล้ายจะสะอึกสะอื้นจะหมดอาลัยใยดีในชีวิตเพราะขาดคู่ แม่ครัวบอกว่าเช้าวันนี้มันไม่ร้องเพลงเลย

ผมเห็นแล้วแทบน้ำตาไหลเพราะแสนจะสงสารและเวทนา แต่ไม่รู้จะช่วยได้อย่างไร เพื่อจะลบล้างความผิดของตัว ตั้งแต่เช้านั้นผมก็ตัดสินใจว่า ตั้งแต่นี้ต่อไป เราจะไม่ยิงนกอีกอย่างเด็ดขาด เช้าวันนั้นผมกลืนข้าวไม่ลง เพราะความรู้สึกผิดชอบมันเกิดแก่ผมแล้ว ทำให้มองเห็นภาพย้อนหลังเมื่อครั้งผมยังชอบกีฬาล่าสัตว์ปีก

เมื่อก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ผมกับเพื่อนๆ ชอบลุกขึ้นแต่ดึก นัดพากันไปยิงนกแถวนาแม่ขาว หรือไม่ก็ไปยิงนกปากซ่อมแถวคลองรังสิต บางครั้งก็ไปริมทะเลบางปูเกือบจะถึงคลองด่าน ที่นั่นสมัยก่อนมีนกมากมาย บางครั้งก็ไปที่นาแม่ขาว

ตอนเช้ามืดจะมีนกกระสาลงที่นาหรือเกาะตามยอดต้นสน การยิงนกกระสานั้นเป็นของยาก เพราะมันฉลาดไม่ยอมให้เข้าใกล้ แต่เราก็มักหลบซ่อนอยู่ก่อนสว่างในสถานที่ที่นกกระสาเคยลง พอได้เวลามันบินมาหากินก็ยิงได้แทบทุกครั้ง นกอีกชนิดหนึ่งที่มีมากในตอนเช้าที่ชายทะเลบางปู คือ นกตีนเทียน หรือที่บางคนเรียกว่า นกซ่อมเล็ก นอกนั้นก็ยังมีนกอีก๋อย แม่ไก่ตัวขนาดใหญ่พอดีและนกอื่นๆ อยู่เป็นฝูง นกพวกนี้ชอบอยู่ตามหัวแหลมชายทะเล คอยวิ่งไล่หาลูกกุ้งลูกปลากินเป็นอาหาร ตามธรรมชาติของนกทะเลเสียงมันร้องไพเราะคู่ไปกับเสียงซ่าๆ ของคลื่นที่ม้วนตัวเข้ากระทบชายฝั่ง

แต่แล้วพวกมนุษย์ที่ใจร้ายเห็นการฆ่าเป็นของสนุก ก็ค่อยๆ ย่องบุกลงไปแอบตามพุ่มไม้ตามชายป่า บางครั้งก็ย่ำลงไปในเลนโคลน ตาก็คอยจ้องหาโอกาสที่พวกนกจะบินมารวมกลุ่มชุมนุมเป็นฝูงใหญ่ แล้วผมกับพวกก็เริ่มประทับปืนขึ้นบ่าจ้องตรงไปที่ฝูงนก ปล่อยกระสุนไปสู่เป้าหมายพร้อมกันทันที สิ้นเสียงปืนเสียงนกร้องกันระเบ็งเซ็งแซ่ ที่ถูกลูกกระสุนตายก็หล่นเกลื่อนอยู่ในบริเวณนั้น

ที่ยังไม่ตายก็พยายามตะเกียกตะกายขยับปีกจะบินหนีด้วยความตกใจกลัว แต่ก็บินไม่ขึ้นเพราะปีกหัก ได้แต่วิ่งหัวซุกหัวซุนด้วยความกลัวตาย เข้าป่าไปหาที่ซุกซ่อนให้พ้นภัย ที่ขาหักขาขาดเพราะกระสุนปืนก็ได้แต่ดิ้นตีปีกอยู่กับที่ ไม่สามารถจะวิ่งหนีไปไหนได้ บางตัววิ่งหนีไปได้ไม่ไกล ก็ล้มพับลงแล้วลุกขึ้นวิ่งใหม่ล้มลุกคลุกคลาน

ถ้าคนที่มีธรรมในใจแล้ว จะมองดูอย่างสมเพชเวทนาหรือไม่สามารถจะทนดูได้ แต่คนที่ถืออาวุธต้องการทำลายว่าสนุกสนานเพลิดเพลิน ไม่มีเวลาที่จะมานึกเวทนาสงสารเหยื่อที่ต้องถูกล่าโดยไม่มีความผิด กลับยิ่งนึกสนุกที่สังหารชีวิตสัตว์ได้ยิ่งมากเท่าใดก็ยิ่งพออกพอใจเท่านั้น ส่วนนกที่ไม่ถูกกระสุนปืนก็บินขึ้นส่งเสียงร้องโหยหวนอย่างน่าสงสาร เสียงนกอีก๋อยก็ร้องเสียงก๋อยๆ แล้วบินวนเวียนรอบๆ ด้วยความเป็นห่วงพวกพ้องที่บาดเจ็บบินไม่ไหวร้องอยู่ข้างล่าง ดูมันมีใจรักพวกพ้อง แม้จะรู้ว่าช่วยไม่ได้ก็ยังห้อมล้อมอยู่ใกล้ๆ ถ้าเราได้ไปเห็นมา คิดดูแล้วก็คงทำลายมันไม่ลง



(มีต่อ 3)
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัว
new
บัวบานเต็มที่
บัวบานเต็มที่


เข้าร่วม: 23 พ.ค. 2004
ตอบ: 532

ตอบตอบเมื่อ: 06 ส.ค. 2004, 6:51 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

แต่พวกนักล่ากลับฉวยโอกาสซุ่มคอยท่ายังไม่ยอมไปเก็บนกที่ตก เพราะรู้ดีว่านกที่บาดเจ็บปีกหักเหล่านั้นจะส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดหรือด้วยความกลัว ในไม่ช้าก็จะมีนกจากทิศต่างๆ ที่ได้ยิน ก็จะบินวนเวียนรอบบริเวณนั้น

บางตัวก็บินลงมาใกล้นกที่บาดเจ็บ พร้อมทั้งส่งเสียงร้องแสดงความเห็นอกเห็นใจ มิได้นึกถึงพญามัจจุราชที่กำลังคอยล่าชีวิตอยู่ เพื่อความสนุกสนาน พวกเราเมื่อเห็นนกมาอีกมากมายที่บินลงมา พอเห็นว่ามากพอแล้วก็ปล่อยกระสุนออกไปอย่างย่ามใจ และพอใจพอสิ้นเสียงปืน นกที่เคราะห์ร้ายถูกกระสุนปืนลูกซองก็หล่นลงมาราวกับใบไม้ร่วง เป็นที่ชื่นชมในฝีมือของเหล่านักล่าชีวิตนกยิ่งนัก

ผมยังสงสัยว่าปัจจุบันนี้พวกนกทะเลยังมีใจรักพวก บินตามส่งเสียงร้องจะช่วยพวกที่บาดเจ็บเหมือนครั้งก่อนหรือไม่ เพราะอำนาจของเสียงปืนทำลายชีวิตจนเข็ด หรือจิตใจนกอาจเสื่อมไม่รักพวกเหมือนก่อนก็ได้ เมื่อเด็กชาวบ้านมาช่วยเก็บนกรวบรวมนกได้ประมาณ ๗๐–๘๐ ตัวแล้ว เราก็พากันกลับด้วยความภาคภูมิใจในฝีมือ โดยไม่ได้พะวงถึงชีวิตสัตว์ที่ตกเป็นเหยื่อเลย เมื่อหวนมานึกถึงในปัจจุบัน ก็รู้สึกชิงชังตัวเองในอดีตที่ยังคะนองฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเป็นกีฬา นึกถึงขึ้นมาเมื่อใดแล้ว รู้สึกเสียวเข้าหัวใจละอายต่อบาปที่แล้วๆ มา

ในเวลานี้ ผมคิดว่าคนที่คิดว่าการยิงนกตกปลาล่าสัตว์ ถือเป็นเกมกีฬาอย่างหนึ่งที่ไม่บาปคงมีไม่น้อย และคิดว่าเมื่อมีอายุแล้วก็คงมีผู้คิดได้อย่างผมไม่มากก็น้อย และเมื่อนั้นแหละจะนึกชิงชังตัวเองที่ได้ประกอบกรรมทำบาป ขณะที่ยังอยู่ในวัยคะนอง เมื่อเวลาทำบุญผมก็ได้แผ่กุศลทุกครั้งเป็นการใช้หนี้กรรม ถ้ารู้ว่าผิดแล้วยอมรับผิดเช่นนี้บาปกรรมก็คงเบาบางลงบ้าง

สิ่งที่น่าเศร้าใจที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ เมื่อสมัยก่อนพวกนกต่างๆ เท่าที่เราเห็นแถวบางปูมีมากมาย ตลอดจนนกเป็ดน้ำก็มีจำนวนมากเป็นฝูงใหญ่ๆ เวลาบินผ่านได้ยินสนั่นคล้ายเครื่องบิน และพวกนกทะเลที่เคยได้ยินเสียงร้องอยู่ตลอดเวลาหากินแถวชายฝั่งทะเล ปัจจุบันนี้หาดูได้ยากเต็มที จะมีก็เพียงฝูงย่อยๆ ไม่กี่ตัว เนื่องจากถูกทำลายโดยผู้ที่เห็นการยิงสัตว์เป็นเกมกีฬาของผู้เจริญแล้ว จนค่อยๆ สูญสิ้นไปทีละน้อย

คิดแล้วก็เศร้าใจที่เมืองเรานับถือพระพุทธศาสนา แต่กลับเห็นการฆ่าสัตว์เป็นกีฬาที่สนุกน่าตื่นเต้น ความสนุกสนานเมื่อหนุ่ม ซึ่งนำมายังความเศร้าเสียใจเมื่อแก่ แต่เวลานี้ก็คิดว่าสิ่งใดที่ผ่านไปแล้วก็ให้ผ่านไป เหลือไว้เพียงแต่บทเรียนเพื่อสั่งสอนลูกหลาน

ส่วนเรื่องสัตว์ใหญ่ ผมเคยร่วมทางไปกับเพื่อนๆ ครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้เห็นสัตว์ป่าอยู่อย่างอิสระในป่า เวลานั้นผมยังเด็ก แต่เมื่อเพื่อนชวนไปก็อดไม่ได้ ผมยังจำได้ดีว่าครั้งนั้นผมได้นัดหมายไว้กับญาติรุ่นพี่ ซึ่งเป็นลูกของลุงของป้าให้มารับผมที่ปากน้ำเพื่อจะเดินทางไปยิงเก้งและกวางกันแล้ว ผมกับเพื่อนอีกสองคนก็ขึ้นรถไฟกรุงเทพฯ - สมุทรปราการ เวลานั้นทางสายนี้ยังใช้รถไฟลากรถพ่วงและรถบรรทุกปลา และสินค้าต่างๆ รวมทั้งรถโดยสารยังใช้รถจักรไอน้ำอยู่ ต้องใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงสำหรับการเดินทาง

พอไปถึงปากน้ำเห็นญาติของผมได้มารอรับอยู่ก่อนแล้ว เมื่อเราลงจากรถไฟแล้ว ญาติผู้นั้นเป็นผู้นำทางก็พาไปลงเรือจ้างไปขึ้นที่บ้านแหลมฟ้าผ่า แล้วก็พาเราไปพักที่บ้านผู้มีชื่อเสียงผู้หนึ่ง ที่เป็นที่รู้จักรักใคร่กับลุงของผมมาก เราได้รับการต้อนรับจากท่านเจ้าของบ้านเป็นอย่างดี ตลอดทั้งข้าวปลาอาหารซึ่งเป็นของสดที่ได้มาจากทะเลทั้งสิ้น

คืนนั้น เราพักค้างคืนที่บ้านท่านผู้นั้นตำบลนี้ ภายหลังมีชายผู้หนึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั่วไปในเมืองไทย โดยมีคำนำหน้าว่าเสือ เขาเคยเป็นที่รู้จักคุ้นเคยกับชาวบ้านแถบนั้นมาก่อน เพราะเคยท่องเที่ยวไปมาในถิ่นนั้นเสมอ

ชายผู้นี้รูปร่างเล็กผิวเนื้อขาวเหลือง สักเลขยันต์เต็มตัว ท่าทางสุภาพเรียบร้อย พูดจาอ่อนหวาน ฝักใฝ่วิชาไสยศาสตร์ มีข่าวลือว่า เป็นผู้ที่อยู่ยงคงกระพัน อาวุธดาบและปืนไม่สามารถจะระคายผิวหนังได้ นอกจากนั้นยังมีคาถานะจังงัง

แม้จะอยู่ในวงล้อมของเจ้าหน้าที่ก็สามารถจะแหวกวงล้อมหนีไปได้ทุกครั้ง เป็นคนซื่อสัตย์ไม่ข่มเหงรังแกชาวบ้านหรือผู้ที่มีศีลธรรมเคารพนับถือคนดี ชังคนชั่ว จึงเป็นที่รักใคร่นับถือของชาวบ้านทั่วไปไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่

ก่อนที่จะทำผิดมีชื่อว่าเสือได้ มีกำนันผู้หนึ่งได้พยายามหลอกลวงเชิญไปที่บ้านเลี้ยงสุราอาหารให้ตายใจแล้ว จะนำไปทำร้าย แต่ที่สุดกำนันผู้นี้ก็ต้องจบชีวิตลงเพราะเล่นไม่ซื่อ ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้พยายามติดตามเพื่อจะจับตัว มีการล้อมจับและต่อสู้กันหลายครั้ง แต่ก็ไม่สามารถจับตัวได้ จึงได้นามว่าเสือด้วยความจำเป็น

ต่อมาเสือผู้นี้ได้เริ่มปล้นคนชั่วที่ทำนาขูดรีดบนหลังคน มีทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่บริสุทธิ์ เมื่อปล้นทรัพย์สินและขนข้าวปลาอาหารตามยุ้งมาได้ ก็นำมาแจกจ่ายให้คนชราและคนที่ยากจนเข็ญใจ คนเจ็บป่วยที่ได้รับความทุกข์ยากลำบาก จึงเป็นที่เคารพรักใคร่ของผู้ยากจนและชาวบ้าน ที่รู้ประวัติของเสือจำเป็นผู้นี้ก็รักใคร่นับถือยิ่งขึ้น

เมื่อถูกเจ้าหน้าที่ติดตามจับก็ใช้ตำบลและแถบชายทะเลตลอดตั้งแต่ปากอ่าวไป จนถึงตำบลคลองช่องลมเป็นที่หลบภัย แม้เจ้าหน้าที่จะพยายามติดตามอย่างเข้มแข็งประการใด ก็ไม่สามารถจะจับได้แม้จะได้ประกาศให้รางวัลนำจับเป็นจำนวนมาก ก็ไม่มีใครสนใจ เขาจึงปลอดภัยตลอดมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ ก็ยังไม่มีใครสามารถจะทราบว่ายังอยู่แห่งใด

นี่เป็นเรื่องที่ผมทราบมาในสมัยนั้น สำหรับโจรทั่วไปขึ้นชื่อว่าผู้ร้ายชั้นเสือแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดรอดพ้นไปจากการจับกุม ไม่ว่าการจับเป็นหรือจับตายไปได้ หนีอาญาแผ่นดินไม่พ้น แต่ในชีวิตของผมที่เคยรู้มาว่า โจรผู้ดีชั้นเสือที่รอดจากการจับกุมไปได้เพียงสองเท่านั้น

อีกผู้หนึ่งเป็นเสือรุ่นก่อนชายผู้นี้จะเป็นเสือเท่าที่ผมทราบ ชายทั้งสองคนมีชีวิตคล้ายคลึงกันเว้นแต่อยู่คนละสมัย แต่ตอนหลังนี้จะเข้าหาเจ้าหน้าที่หรืออย่างไรผมก็ลืม เพราะเวลามันนานมาแล้ว แต่แม้ทางการจะฟ้องร้องลงโทษก็หาพยานยืนยันไม่ได้ แม้เขาจะปล้นก็จริง แต่ไม่ได้เอาทรัพย์มาใช้ส่วนตัว แต่กลับเอาทรัพย์สินนั้นเที่ยวแจกคนยากคนชรา จะรู้จักหรือไม่รู้จักก็ได้รับแจกเท่ากัน และเขาไม่เคยฆ่าเจ้าทรัพย์

ประชาชนที่รู้เรื่องก็เห็นใจ ทางการไม่รู้จะลงโทษประการใด ที่สุดก็ต้องปล่อยตัวไป เมื่อได้เห็นประชาชนนิยมรักใคร่นับถือ ทางการจึงแต่งตั้งให้เป็นกำนันปกคอรงลูกบ้าน ชาวบ้านตำบลนั้นก็ได้รับความสงบสุข ไม่มีโจรผู้ร้ายเข้าไปทำความเดือดร้อนในเขตนั้นอีก ถ้าจำไม่ผิดก็เป็นหมู่บ้านขึ้นกับเมืองนครเขื่อนขันธ์ (ต่อมายุบเป็นอำเภอพระประแดง) ท่านกำนันผู้นี้มีร่างกายล่ำสันผิวดำ ศีรษะเถิกล้าน เวลานี้คนแก่ๆ แถวนั้นคงจะจำท่านกำนันที่เคยเป็นเสือมาแล้วได้ดี



(มีต่อ 4)
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัว
new
บัวบานเต็มที่
บัวบานเต็มที่


เข้าร่วม: 23 พ.ค. 2004
ตอบ: 532

ตอบตอบเมื่อ: 06 ส.ค. 2004, 6:57 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

ในหมู่บ้านถ้าวัดใดมีงานก็ต้องเชิญท่านกำนันไปนั่งเป็นประธาน หากจะมีนักเลงมาเกะกะในวัดหรือยกพวกตีกัน ท่านกำนันผู้นี้อยู่ในงานแล้ว เหตุร้ายต่างๆ ก็ไม่เกิดขึ้น เพราะนักเลงอันธพาลเกรงกลัวและยกย่องในความดี ท่านกำนันผู้นี้ได้เคยนำผู้ทำผิดแล้วกลับตัวกลับใจ เข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเป็นจำนวนไม่น้อย จึงมีความดีความชอบมากในสมัยนั้น

ขอโทษที่ผมได้เล่านอกเรื่องนอกราว เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องสมัยเก่าที่คนรุ่นหลังคงจะไม่ทราบ ไม่ช้าก็เป็นอดีตผ่านหายไป เมื่อผมได้ไปพักบ้านผู้มีชื่อใจอารี ซึ่งให้อาหารและที่หลับนอนอย่างสะดวกสบาย นับเป็นน้ำใจอันดีเป็นนิสัยโอบอ้อมอารีของชาวชนบททั่วๆ ไปในสมัยนั้น

คืนก่อนที่ท้องฟ้าจะสางแสงเงินแสงทองยังไม่ทันจะจับท้องฟ้า เราก็จะถูกปลุกมารับประทานอาหารแต่มืด อาหารได้ปรุงไว้เสร็จเรียบร้อยหมดทุกอย่าง อดนึกชมถึงการต้อนรับของชาวชนบทไม่ได้ ที่เอาใจใส่ต่อผู้มาพักโดยไม่เห็นแก่เหน็ดแก่เหนื่อย เมื่อทานอาหารเสร็จแล้ว เราก็เตรียมตัวจะออกเดินทาง

ญาติของผมได้ขอเวลานำปืนที่เตรียมมาบรรจุมันเป็นปืนแก็ปแบบเก่าที่ต้องใส่ดินปืนเข้าไปทางลำกล้องแล้วใช้ไม้กระทุ้ง หรือที่เรียกว่าแส้กระทุ้งดินปืนให้แน่น แล้วใช้กากของใยเปลือกมะพร้าวม้วนๆ เรียกว่า หมอนยัดเข้าไปในลำกล้องกระทุ้งอีกครั้ง แล้วก็ใส่ลูกปืนลูกตะกั่ว มีชนิด หนักหนึ่งบาท หนักสองสลึง หรือหนักหนึ่งสลึง หรือลูกปลายตามชื่อ และน้ำหนักที่จะตั้งขึ้นตามความเข้าใจของตัวเอง ถ้าจะยิงสัตว์ขนาดใหญ่ก็ต้องบรรจุลูกหนึ่งบาท ถ้ายิงสัตว์เล็กเช่นนกก็เอาลูกปรายใส่ลงไป จะเป็นดินปืนหรือลูกตะกั่วก็ดี เป็นของทำขึ้นเอง นอกจากแก็ปปืนซึ่งเป็นทองแดงใส่ตรงสับนก ซึ่งเป็นชนวนที่จะยิงออกไปเท่านั้นที่ต้องซื้อ

เมื่อบรรจุดินปืนและกระสุนเสร็จเรียบร้อย ข้าพเจ้าเห็นญาติผู้สะพานปืนนั้นเหมือนตัวตลก เพราะยังมีย่ามใส่ของหลายอย่างที่จำเป็นต้องใช้สำหรับปืน นอกจากนั้นยังเหน็บมีดซึ่งเป็นของจำเป็นอีกอย่างหนึ่ง เมื่อเตรียมตัวเสร็จพวกเราที่ไปจากกรุงเทพฯ ก็นุ่งกางเกงขาสั้นแค่เข่าเตรียมบุกเต็มที่ ชาวบ้านแถวนั้นเขาสุมไฟไว้ตลอดคืนแทบทุกบ้าน เพื่อให้ควันไฟไล่ยุงริ้นไม่ให้บินเข้ามากัด เพราะสัตว์พวกนี้มีชุมเอาการ ตอนเราจะออกเดินทางนั้นยังไม่สว่างดี เจ้าของบ้านจึงให้ไต้เราจุดเป็นแสงสว่างนำทาง ไต้นั้นลำโตกลมเท่าแขนหุ้มห่อด้วยใบไม้แห้งชนิดหนึ่งแล้วมัดเป็นป้องๆ ถี่มากตอนปลายมีด้ามไม้ถือ

เมื่อผู้นำทางจุดไต้รู้สึกสว่างไสวมากแต่ก็มีควัน พวกเราเมื่อลาเจ้าของบ้านผู้ใจอารี เจ้าของบ้านเดินออกมาส่งถึงหน้าบ้านแล้วก็บอกว่า คราวหน้าถ้ามาก็ให้มาพักที่บ้านยินดีต้อนรับเสมอไม่ต้องเกรงใจ เรากล่าวขอบคุณแล้วก็เดินตามผู้นำทางที่ถือไต้ ยกชูขึ้นสูงให้แสงสว่างกระจายกว้างออกไป ทางเดินเป็นดินพูนขึ้นสูงเป็นคันถนนพอไม่ให้น้ำท่วมถึง ที่ดินแห้งราขี้เกลือขึ้นเป็นสีขาวๆ ติดดินเป็นทาง พวกเราจึงเดินเท่าเปล่าได้อย่างสบาย

ปกติสมัยนั้นทั่วๆ ไปแล้วหาคนใส่รองเท้ายาก แม้แต่ในกรุงเทพฯ ส่วนมากก็ไม่ค่อยมีใครใส่รองเท้ากัน จะมีก็พวกเกี๊ยะหรือรองเท้าแตะ เพราะเดินเท้าเปล่าสะดวกสบายกว่า แม้แต่ทหารเกณฑ์ที่หัดแถวในกรุงเทพฯ ก็ไม่มีใครใส่รองเท้า นอกจากผ้าพันแข้งเท่านั้น

เมื่อเราผ่านหมู่บ้าน ก็มีพวกสุนัขเห่าหอนต้อนรับกันเกรียวกราวตลอดทางจนกว่าจะพ้นหมู่บ้าน เมื่อถึงชายป่าสิ่งที่เราจะต้องผจญต่อไปก็คือยุงและริ้นตัวเล็กๆ มากยิ่งขึ้น มันชอบทั้งตอมทั้งกัด เวลากัดก็กัดติดไม่ยอมปล่อยกัดอย่างยอมตาย เราเพียงแต่เอามือลูบเท่านั้นมันก็ตายคามือ ลูบคราวหนึ่งก็ได้ยุงนับสิบตัวขึ้นไป แต่ยิ่งตายดูเหมือนมันยิ่งมากขึ้นกับมีตัวตายตัวแทน เสียงยุงร้องเวลาบินตอมกันตามหน้าทำให้เรารำคาญ พวกเราที่ไปจากกรุงเทพฯ ไม่เคยเข้าไปในดงยุงเช่นนี้ ต่างก็อยู่ไม่สุขเดินพลางเต้นไปพลาง มือไม้ก็คอยป่ายปัดไปตามแขนขาตลอดเวลา

ตอนเราเดินออกจากบ้านที่เราพักนั้นมีสุนัขสองสามตัววิ่งตามมา เมื่อออกมาพ้นหมู่บ้านมันก็วิ่งไปข้างหน้า บางตัวก็หยุดคอยเรา แล้ววิ่งตามไปข้างหลังมันหลอกล้อเล่นกันมาตลอดทางอย่างสนุกสนาน เห่าหอนตามภาษาสุนัข เราจะไล่มันกลับอย่างไรมันก็ไม่ยอม แต่เมื่อออกห่างจากหมู่บ้านเข้าชายป่าเท่านั้น มันก็วิ่งหางจุกก้นโกยอ้าวกลับไปทันที

เพราะมีฝูงยุงบินตอมโจมตีมันอย่างหนัก และมันก็ไม่สามารถป้องกันตัวได้ นอกจากวิ่งร้องหนีเข้าหมู่บ้าน คงจะไปนอนข้างๆ กองไฟที่ชาวบ้านสุมไว้ คนนำทางบอกว่างยุงนี้มิใช่มีตลอดปี บางฤดูก็ไม่มีนอนไม่ต้องกางมุ้งก็ได้ ส่วนพวกเราก็เดินต่อไป คบไต้นำทางก็ค่อยๆ หรี่แสงลงต้องหาไม้เขี่ยมันจึงลุกโพลงขึ้นมาอย่างเดิม นอกจากยุงตามกัดทรมานเราอย่างแสนสาหัสแล้ว

เมื่อเราเดินสุดถนนดินเรายังต้องลงย่ำไปในดินชื้นแฉะเป็นโคลน บางแห่งก็ต้องข้ามคลองเล็กๆ บุกลงไปแล้วเท้าจมอยู่ในโคลนเกือบถึงหัวเข่า กว่าจะถอนเท้าขึ้นต้องกินเวลานาน มือหนึ่งต้องจับขอบกางเกงทั้งสองข้างมาไม่ให้เปื้อนโคลน อีกมือหนึ่งก็ถือของชูขึ้นต้องยอมปล่อยให้ยุงกัดตามสบาย เพราะไม่มีมือจะไล่ตบมัน สัตว์อีกพวกหนึ่งซึ่งมีชุกชุมทุกหนทุกแห่งที่เราผ่านไปก็คือ งู

ความจริงเขาบอกว่าเป็นงูกินปลาไม่ดุร้ายอะไร แต่พวกเราชาวกรุงเทพฯ ไม่เคยเห็นมากมายเช่นนี้มาก่อนก็ตื่นเต้นกลัว ไม่ชอบเข้าใกล้มัน แต่สำหรับชาวทะเลรู้สึกว่าเขาชินเห็นเป็นของธรรมดา ไม่ค่อยสนใจอะไรมันนัก เมื่อบุกข้ามคลองเล็กๆ ที่มีดินเป็นโคลนตั้งครึ่งขา และมองเห็นเจ้าพวกงูเลื้อยอยู่ใกล้ๆ ขา ทั้งเกลียดทั้งกลัวและขยะแขยง จะยกเท้าก้าวเร็วๆ ก็ไม่ได้เพราะติดโคลนมันดูด จำต้องทำใจดีทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ งูก็อยู่ส่วนงู คนก็อยู่ส่วนคนแล้วมันก็จะเลื้อยหนีไปอย่างช้าๆ

เดินมาได้ไม่นานนักเราก็เห็นสัตว์อะไรตัวหนึ่ง ตาทั้งคู่วาวเมื่อต้องแสงไต้ที่ส่องไปข้างหน้า เราถามว่านั่นอะไรกวางหรือเก้ง คนนำทางหัวเราะบอกว่าไม่ใช่ นั่นมัน เสือปลา มันอยู่บนต้นไม้ เสียงเพื่อนที่ไปจากกรุงเทพฯ ถามว่าทำไมไม่ยิง คนนำทางบอกว่าเราไม่ต้องการ เราอยากได้เก้งหรือกวางเอาเนื้อไปแกงหรือทำเค็มเท่านั้น เสือปลาไม่มีประโยชน์

นอกจากนั้นเราก็พบเจ้าพวกลิง ซึ่งพอเห็นคนมันก็ตื่นตกใจกระโดดไปตามต้นไม้ เราต้องบุกไปตามตอแสมที่เขาตัดต้นไม้ไปทำฟืนแล้ว คงเหลือแต่ตอสั้นๆ ติดดินแล้วก็พวกรากลำพูซึ่งแทงขึ้นมาจากดิน สิ่งเหล่านี้แม้ว่ามันจะไม่ตำเป็นแผล แต่มันก็ทำให้ฝ่าเท้าช้ำแดงบวม

การบุกไปในที่ซึ่งไม่ใช่ทางเดินนั้น รู้สึกว่าลำบากมากสำหรับพวกเราที่ไม่เคยเดินทางสมบุกสมบันเช่นนี้มาก่อน เราได้แต่นึกว่า ถ้ารู้ว่าลำบากอย่างนี้คงไม่มาแน่ แต่ก็ไม่มีใครบ่นกันเลย เพราะคิดว่าถึงบ่นก็ไม่ทำให้อะไรดีขึ้น กลับจะทำให้บรรยากาศเลวลง เพราะมันจะทำให้ผู้นำทางพาเที่ยวเขารู้สึกน้อยใจเสียใจ เขาเองก็ไม่ได้ไม่ดีต้องเสียเวลา และลำบากเพราะเรา

ฉะนั้น พวกเราก็ได้แต่พูดเฮฮาไปตามแกน ปลอบขวัญตัวเองและเพื่อนๆ ส่วนความจริงแล้วน้ำตาแทบตกใน เกิดมาก็ยังไม่เคยเหนื่อยเช่นนี้มาก่อนเลย ผมต้องขอร้องให้หาที่นั่งพัก แต่ผู้นำทางบอกว่าพระอาทิตย์กำลังจะพ้นขอบฟ้าแล้ว แข็งใจเดินอีกหน่อยก็จะถึงทุ่งโล่งเดินสบายเราจึงต้องกัดฟันเดินต่อไป

แต่พอถึงคลองซอยที่ชาวบ้านนำเรือพายบรรทุกฟืน เราจะต้องบุกข้ามไป ผมก็หมดกำลังใจเพลียจนก้าวขาไม่ออกขามันจะพับให้ได้ เพราะรู้เสียแล้วว่าการบุกโคลนข้ามคลองถึงครึ่งขานั้น มันเหนื่อยที่สุดในโลก ทั้งเหนื่อยทั้งเมื่อยแทบจะหาที่นอนลงตรงกลางดินนั่นเอง ผู้นำทางเห็นท่าไม่ดี จะให้ผมขึ้นหลังพาบุกข้ามคลองไปส่งอีกฟากหนึ่ง

ผมเกิดนึกละอาย ทั้งนึกกลัวว่ามันจะจมลงไปทั้งคู่ เพราะลำพังคนเดียวก็หนักอยู่แล้ว บุกลงไปก็จมตั้งแค่เข่า ถ้าสองคนมิจมเข้าไปแค่เอวหรือ ผมจึงไม่ยอมขี่หลังคนนำทาง แต่เขาบอกว่าเขาบุกเป็นจึงไม่ต้องกลัวว่าจะจมลงไปทั้งคู่ แต่ผมก็ยังไม่ยอมอยู่ดี ตกลงทำให้เขาต้องเสียเวลาด้วยการที่ต้องใช้มีดตัดกิ่งไม้มาพาดข้ามคลอง แล้วหากระบอกไม้ไผ่ที่ลอยตามน้ำจากทะเลมาติดแห้งอยู่ทั่วไปตามป่า มาพาดข้างบนกลายเป็นสะพานชั่วคราวเดินข้ามได้ โดยไม่ต้องบุกโคลนลึกนักพอแก้ปัญหาไปได้



(มีต่อ 5)
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัว
new
บัวบานเต็มที่
บัวบานเต็มที่


เข้าร่วม: 23 พ.ค. 2004
ตอบ: 532

ตอบตอบเมื่อ: 06 ส.ค. 2004, 7:01 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

การเดินทางนั้น นอกจากงูที่มีชุกชุมแล้ว ตามทางยังมีปูแสมมากมายเกาะอยู่ตามกิ่งและตามต้นไม้เต็มไปหมด พอเราเดินผ่านไปมันก็วิ่งหนีกันเกรียวกราว เสียงเหมือนเราเหยียบไปบนใบไม้แห้งเสียงดังกรอบแกรบ อีกอย่างหนึ่งที่พบมากก็คือ หอยจุ๊บแจงมันเกาะอยู่ตามต้นแสมมากมาย (ผมไม่เห็นหอยจุ๊บแจงมานานแล้วน่ากลัวจะสูญพันธุ์)

ขณะนั้นเป็นเวลาแสงเงินแสงทองจับท้องฟ้าแล้ว เสียงไก่ขันมาจากราวป่าไกลออกไป คบไต้ที่เจ้าของบ้านให้มาสองอันก็กำลังจะมอดพอดี ไม่จำเป็นต้องใช้ไม้เขี่ยให้ลุกอีก เพราะรุ่งสางเราพอมองเห็นทางได้ชัดเจนดีแล้ว

เราได้ยินเสียงแตรเดี่ยวเป่าทางป้อมพระจุล ท่ามกลางความเงียบสงัดเช่นนี้ เราจึงได้ยินเสียงได้ระยะไกล คนนำทางบอกว่าแข็งใจเดินอีกประเดี๋ยวก็จะถึงที่โล่ง เป็นสถานที่ซึ่งมีสัตว์ชุกชุมทั้งเก้งและกวางคอยซุ่มอยู่ประเดี๋ยวก็ได้ยิง ผมรู้สึกตื่นเต้นมาก

ตั้งแต่เกิดมา เป็นครั้งแรกที่บุกป่าฝ่าดงทนความยากลำบาก เพื่อจะได้เห็นชีวิตของสัตว์ป่าอยู่ตามธรรมชาติ ซึ่งวิ่งเล่นและหากินอย่างอิสระตามป่าและตามทุ่งหญ้า คงเป็นภาพที่หาดูได้ยาก สำหรับคนกรุงเทพฯ ในสมัยนั้นมีคนน้อยนักที่จะเที่ยวไปในที่กันดารเช่นนี้ เพราะการคมนาคมยังไม่สะดวกเหมือนในปัจจุบัน ผมเองก็เคยไปทางเรือ ในบางครั้งก็เรือจ้างผ่านหน้าป้อมพระจุลฯ ไปเยี่ยมญาติทางคลองช่องลมแทบทุกปี

มีผู้เล่าให้ฟังว่า แถวหลังป้อมพระจุลฯ มีสัตว์ป่าเช่น กวางเก้งชุกชุม เพิ่งจะมีโอกาสเดินทางบกครั้งนี้เอง เรามองเห็นที่โล่งตั้งแต่ยังไม่ทันพ้นชายป่า และเราก็รู้ว่าอยู่ห่างไกลจากทะเลเพราะได้ยินเสียงคลื่น ตามปกติเราจะได้ยินเสียงคลื่นในระยะไกล และได้ยินเสียงนกหากินตามชายทะเล เพราะเป็นที่เงียบสงัดไม่มีเสียงอื่นมารบกวน เรายังไม่ออกจากชายป่า ยังคงซุ่มคอยดูสัตว์ป่าที่ออกมากลางลาน ซึ่งมีต้นผักเบี้ยและต้นชะครามสีต่างๆ คนนำทางตาไว ชี้ให้เราดูสิ่งที่คล้ายลูกวัวแวบๆ อยู่ที่ชายป่า เห็นต้นไม้ไหวๆ คนนำทางรูดใบไม้มาโปรยดูว่าเราอยู่ทิศเหนือลมหรือใต้ลม

แล้วก็ค่อยๆ ย่องเข้าไปให้ใกล้ที่สุด ญาติผมส่งปืนมาให้ผมลองยิง ในเวลานั้นผมยังใหม่อยู่สำหรับการเล่นปืน จึงไม่กล้าเพราะกลัวว่าเวลายิงลำกล้องมันจะระเบิดแตก จึงยอมขลาดดีกว่ากล้า เราแอบดูมันแต่ไกล ไม่ช้าก็เห็นมันค่อยๆ เดินเล็มใบไม้อยู่ห่างๆ ออกมาให้เห็นเต็มตัว ตัวของมันขนาดลูกวัวแล้วก็มีตัวขนาดเล็กเท่าสุนัข เดินพันแข้งขาของตัวใหญ่ตามมาด้วยเสียงคนนำทางร้องขึ้นเบาๆ ว่า นั่นมันเก้งตัวเมียลูกอ่อนนี่ ต่อมาก็โผล่มาอีกตัวหนึ่งจากพุ่มไม้ใกล้ๆ กันตัวโตกว่าตัวแรก เราสันนิษฐานว่ามันคงเป็นครอบครัวของเก้ง น่าสงสารที่มันมัวหลงเล็มใบไม้เพลิน ไม่นึกถึงอันตรายที่กำลังจะมาถึงตัว

ญาติของผมพยายามเข้าไปให้ใกล้ เพื่อจะได้ยิงไม่พลาดเป้าหมาย ผมพยายามตามไปห่างๆ ที่ดินแถวนั้นเป็นดินแห้งเดินสบายไม่ติดเท้า ผมเดินพลางใช้มือปิดหูสองข้าง อยากดูก็อยาก กลัวเสียงปืนก็กลัว เพราะยังไม่เคยอยู่ใกล้เสียงปืน ไม่ช้าญาติผมก็ง้างไกสับนกเสียงปืนดังก้องสนั่นป่า ผมเห็นเก้งตัวใหญ่ขาหน้าพับงอลง แต่ไม่ทันจะล้มมันก็ยืนตัวขึ้น กระโดดวิ่งจากชายป่าตามเก้งสองตัวที่วิ่งหนีล่วงหน้าไปก่อน หายเข้าไปในป่า เราต่างถกกันว่ามันถูกกระสุนที่ขาหน้าคงจะไปไม่ได้ไกล เราจึงพากันวิ่งตามไปดูที่ตรงมันยืนตอนเรายิงเพื่อจะตามรอยเลือด

ส่วนญาติของผมผู้นำทางก็จัดแจงใส่ดินปืนที่ลำกล้อง ยัดหมอนกากมะพร้าว ใช้แส้กระทุ้ง และเตรียมจะเอากระสุนลูกตะกั่วบรรจุ เตรียมจะยิงซ้ำอีก แต่ก็มองหาขวดบรรจุลูกตะกั่วไม่พบ ไม่รู้ว่าทำตกหายเสียที่ไหน เป็นอันว่าเรายิงได้นัดเดียว เหลือแต่ดินปืนกับใยกากมะพร้าวก็ไม่เห็นรอยเลือด เห็นแต่รอยเท้าสัตว์ธรรมดา การเข้าใจว่าถูกปืนที่ขาก็เป็นอันไม่ต้องหวัง เพราะตามรอยเข้าไปในป่าลึก ก็ไม่พบว่ามีเลือดหยดเป็นทาง

นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้เห็นสัตว์ป่า และได้เห็นการล่าสัตว์แบบใช้ปืนโบราณ แต่ในปัจจุบันนี้สัตว์ป่าในตำบลแถวนั้น ไม่มีวี่แววว่ามีเก้งมีกวางหรือสัตว์ป่าอยู่อีก เห็นจะสูญพันธุ์หมดไปนานแล้ว แม้แต่จะถามคนรุ่นใหม่ในตำบลนั้น ก็คงไม่มีใครทราบนอกจากคนแก่ที่เคยอยู่ที่นั่นมาแต่เด็กๆ หรือคนที่เกิดในตำบลนั้น

เมื่อข้าพเจ้าพูดได้แค่นี้แล้ว อดีตข้าราชการก็พูดขึ้นว่า "เมื่อคุณเล่าเรื่องนี้ทำให้ผมนึกได้ว่า เมื่อครั้งผมอยู่ในวัยรุ่น ผมมีญาติเป็นนายทหารเรือประจำอยู่ที่ป้อมพระจุลฯ เวลาที่แกมาเยี่ยมที่บ้าน มักจะมีเนื้อเก้งเนื้อกวางตากแดดทำเค็มมากฝากเสมอ นี่ก็แสดงว่าคงได้มาจากการล่าแถวนั้นเอง แต่ก็น่าเสียดายที่การล่านั้นเป็นการทำลายให้สัตว์ป่าสูญพันธุ์ไปหมด

เวลานี้มีผู้เห็นการณ์ไกลได้เสนอให้ทางการออกกฎหมายสงวนพันธุ์สัตว์ป่าไม่ให้สูญสิ้นไป แต่ก็ยังมีคนเห็นแก่ตัวแอบไปดักยิงเสมอ สัตว์พวกนี้มีกรรมที่ต้องเกิดมาให้เขาล่า ต้องเป็นเครื่องเล่นสนุกสนานของมนุษย์ที่ไม่มีศีลธรรม เมื่อสัตว์ที่น่าสงสารเหล่านี้ได้พบกับพรานสมัครเล่น

ก่อนหน้ากฎหมายสงวนพันธุ์ พวกนี้จะใช้รถจิ๊ปดักล้อมฉายไฟยิงเอายิงเอา ขาดความเมตตาปรานีน่าสงสารสัตว์ป่าที่ต้องวิ่งหนีอย่างอกสั่นขวัญแขวนไม่คิดชีวิต ต้องเที่ยวซุกซ่อนหาที่ปลอดภัยด้วยความกลัวตายเพื่อให้ชีวิตรอดอยู่ เพราะพวกพรานสมัครเล่นหน้าใหม่ขาดศีลธรรมมันมือบ้ายิงสัตว์เหล่านี้ ไม่เคยยกเว้นไม่ว่าสัตว์ตัวเล็กตัวน้อย แม้แต่กวางตัวเมียที่กำลังท้องแก่วิ่งแทบไม่ไหวก็ยังถูกล่าอย่างทารุณ คล้ายกับว่าไปคราวหนึ่งก็ต้องบุกทำลายให้หมดป่า ไม่ให้เหลือไว้เป็นสมบัติอนุชนได้เห็นได้ชมบ้าง การทำลายเพื่อความสนุกสนานของตนเท่านั้น"

เมื่ออดีตข้าราชการได้เสริมความรู้สึกแล้ว ท่านผู้เป็นทนายความหันมาถามข้าพเจ้าว่า….. "คุณเคยไปล่าสัตว์ใหญ่กี่ครั้ง เคยยิงอะไรได้บ้าง เช่น กวาง เก้ง วัวแดง กระทิง และเวลายิงสัตว์นั้นจิตใจรู้สึกอย่างไรบ้าง"

ข้าพเจ้าคิดอยู่สักครู่หนึ่งแล้วจึงตอบว่า "ความจริงหลังจากครั้งนั้น เมื่อผมเติบโตขึ้นก็เคยติดตามไปกับกระบวนล่าสัตว์อีกหลายครั้งหลายแห่ง แต่ผมก็ยังไม่เคยลงมือยิงเองและการที่ผมติดตามเพื่อนๆ ไป ก็มิใช่หมายความว่าผมชอบยิงสัตว์

ที่ไปก็เพราะชอบบรรยากาศของป่าเขาลำเนาไพร ผมชอบความงามตามธรรมชาติความเงียบสงัดของป่าเขา เพราะทำให้จิตใจสบายเป็นการพักผ่อนสมอง และได้เห็นต้นไม้ในป่าทั้งต้นเล็กต้นใหญ่ต่างพันธุ์ ขึ้นสลับซับซ้อนอย่างไม่เป็นระเบียบ เพราะไม่มีใครทำนุบำรุง ได้เห็นดอกไม้ป่างามๆ แปลกสีต่างๆ น่าดูน่าชม เห็นกล้วยไม้ป่าที่ติดอยู่ตามกิ่งต้นไม้ใหญ่ ชูก้านออกดอกสีสวยสดงามโดยไม่มีใครไปปรุงแต่ง

อยากเห็นสัตว์ป่าที่วิ่งเล่นอย่างอิสระ สิ่งเหล่านี้เป็นภาพที่ผมชอบมาก เมื่อเข้าไปในป่ารู้สึกว่าตื่นเต้นหลงใหลในความงามและจิตใจก็เบิกบาน จะมองไปทางไหนก็มีแต่ความสดชื่นระรื่นใจ ทิวเขาและดงไม้เป็นทัศนียภาพที่ไม่สามารถจะลืมได้ ในป่ามีทุกอย่างที่ธรรมชาติได้สร้างไว้ประดับโลก ให้ความสวยงามสดชื่นเป็นที่พักผ่อนจิตใจและสมองได้เป็นอย่างดี สำหรับจิตใจของผมเวลานั้นไม่อยากจะทำลายสัตว์ป่าที่น่าสงสาร อยากปล่อยให้มันอยู่ประดับป่าเพื่อให้ป่ามีชีวิตชีวายิ่งขึ้น

สัตว์พวกนี้ไม่เคยทำความเดือดร้อนรำคาญให้พวกเราเลย เราก็อยู่ในเมืองแต่เราก็รุกรานไปทำลายความสงบของมันถึงในป่า เมื่อนึกแล้วก็เหมือนเราเป็นโจรเข้าปล้นชีวิตสัตว์ และสัตว์ป่าพวกนี้ก็มีจิตใจ เลือดเนื้อและความรู้สึกรักชีวิตมีความกลัวความโกรธเช่นเดียวกับมนุษย์ เราซึ่งเป็นมนุษย์ไม่ควรจะเที่ยวรังแกทำลายสัตว์เหล่านี้ ควรปล่อยให้มันมีความเป็นอยู่อย่างอิสระ"

ผมเคยได้ผ่านทางไทรโยค เคยได้ยินเสียงชะนีร้อง เสียงนกยูงในท่ามกลางความเงียบสงัดของป่า ทำให้จิตใจเคลิ้มฝันไปว่าหากเราได้อยู่ตามป่า ก็จะมีความสุขความสงบทางจิตใจได้อย่างแน่นอน ครั้งหลังสุดเมื่อผมกับเพื่อนกลับจากภูกระดึงซึ่งเป็นการร่วมทางกันไปพักผ่อน และมีการล่าสัตว์กันบนเขาเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้กินเนื้อสัตว์ป่า แต่ผมก็ไม่ได้ลงมือเอง แต่ปืนและกระสุนก็เป็นของผม ย่อมมีส่วนรับบาปด้วย

เมื่อกลับมาแล้ว ต่อมาเมื่อมีเพื่อนมาชวนไปล่าสัตว์อีก ผมก็ไม่ยอมร่วมทางไปด้วย และปืนของผมก็ไม่ยอมให้ใครนำไปทำบาปอีกต่อไป เพราะมาคิดได้ว่า เราก็มีชื่อว่าเป็นชาวพุทธที่ชาวโลกกำลังเพิ่มความนับถือ เราควรจะมีศีลธรรม ไม่ควรที่จะไปเที่ยวเบียดเบียนชีวิตสัตว์ ไม่ควรจะเห็นว่าเป็นกีฬาที่สนุกสนาน ถ้าเราเอาจิตใจเข้าไปใส่ในใจของสัตว์ป่าที่ถูกล่าบ้าง เราจะรู้สึกอย่างไร แม้ว่าผมจะไม่ได้ลงมือล่าด้วยตัวเอง แต่ก็มีส่วนได้กินเนื้อสัตว์ที่ถูกล่า



(มีต่อ 6)
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัว
new
บัวบานเต็มที่
บัวบานเต็มที่


เข้าร่วม: 23 พ.ค. 2004
ตอบ: 532

ตอบตอบเมื่อ: 06 ส.ค. 2004, 7:05 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

เมื่อคิดแล้วก็เกิดความรู้สึกละอายใจที่ได้ทำผิดศีลธรรม ผมจึงได้ตัดสินใจไม่ยอมเดินทางไปร่วมสร้างบาปในกีฬาที่ผิดศีล ด้วยการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอย่างเด็ดขาด นับตั้งแต่นั้นมา ผมก็ได้ชี้แจงความรู้สึกจากใจจริงมาให้เพื่อนๆ ฟังแล้ว นี่แหละครับ ความรู้สึกของคนเราย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปได้เสมอ ไม่เที่ยงแท้แน่นอน ต่อมาผมรู้สึกดีใจมาก ที่ได้มีการออกพระราชบัญญัติสงวนพันธุ์สัตว์ป่าขึ้น เพราะสัตว์ป่าก็จะได้พ้นภัย เป็นอิสระเสียที"

เมื่อผมพูดจบลงแล้วอดีตข้าราชการจึงพูดขึ้นว่า "นับว่าคุณได้เปลี่ยนแปลงไปสู่ความดีที่สูงขึ้นเป็นลำดับ ฉะนั้นผลงานของคุณที่ผ่านชีวิตมามาก จึงเป็นที่ยกย่องสำหรับผู้ที่ได้อ่านทั่วไป ผลงานเป็นวิทยานิพนธ์ ซึ่งปัญญาชนที่ได้เห็นแล้วชมเชยสรรเสริญด้วยความจริงใจ ผมก็พลอยภูมิใจไปด้วย แต่รู้สึกว่าคุณไม่ค่อยจะยินดีเท่าที่ควร คงจะมีเหตุผลใดเป็นแน่"

ข้าพเจ้าได้ฟังดังนั้น ก็แสดงความขอบคุณท่านอดีตข้าราชการที่ได้หาเหตุผลมาอ้าง เพื่อจะทำให้คำยกย่องข้าพเจ้าหนักแน่นขึ้น แล้วข้าพเจ้าก็พูดว่า

"ความจริงผมเองก็รู้สึกพอใจที่ผลงานของผม ซึ่งผมได้ทุ่มเทจิตใจและอุทิศเวลานั้น เป็นที่สนใจนิยมของปัญญาชนและผู้ที่ได้อ่าน ตลอดทั้งเยาวชนทั่วไป เมื่อพูดถึงการยกย่องสรรเสริญแล้ว ความรู้สึกของผู้ที่มีอายุเลยห้ารอบ และได้ผ่านชีวิตมามากทั้งดีและชั่ว ทั้งความลำบากและความสบาย เมื่อเรียนรู้ความจริงแล้ว ความรู้สึกเรื่องลาภยศสรรเสริญก็ยังมีความหมายก็คงจะรู้สึกชื่นชมยินดีเป็นธรรมดาของมนุษย์ปุถุชนที่ยังลุ่มหลงอยู่ในกิเลศตัณหา แต่มาถึงในปัจจุบันนี้ ความรู้สึกเช่นนั้นของผมได้ผ่านไปแล้ว มีแต่ความชินชาด้านต่อความรู้สึก

ฉะนั้น ผมจึงไม่ค่อยยินดียินร้าย และจะไม่ยอมให้รู้สึกเกิดความโลภความหวังในลาภยศสรรเสริญ ไม่ยอมให้เกิดในบั้นปลายของชีวิต ไม่ยอมให้เข้าเกาะกินจิตใจจนถึงนาทีสุดท้ายที่จะหมดลม ชีวิตของผมได้ผ่านพบ และได้เห็นตัวอย่างชีวิตจริงของบุคคลต่างๆ มีทั้งดีและชั่วมากมาย ผมจึงได้เอามาเป็นตัวอย่างพิจารณา ศึกษาหาความรู้จะได้เตือนใจอยู่เสมอว่า อย่าประมาท จงหลีกเลี่ยงความชั่วให้ไกล ลาภ ยศ สรรเสริญ รูป รส กลิ่น เสียง ไม่มีอะไรแน่นอน ยังมีแต่ทำให้เกิดทุกข์

วันนี้เราเห็นเขามีอำนาจวาสนาอย่างน่าอิจฉา พรุ่งนี้เขาอาจมีคนตามล่าต้องหลบหนีซุกซ่อนไม่มีแผ่นดินจะอยู่ เวลานี้เราเห็นเขายกย่องสรรเสริญและมีกิริยานอบน้อม เห็นที่ไหนก็เข้ามาเคารพทักทาย แต่ถ้าหมดอำนาจวาสนาเราเห็นเขากลับคอยหลบหลีก หรือทำเป็นมองไม่เห็นและลับหลังก็เอาความเลวออกมาแช่งด่าประณาม ฉะนั้นไม่มีอะไรแน่นอนไม่มีอะไรจริง ผมค้นหามาตลอดเวลา พบความจริงข้อเดียวในชีวิตที่แน่นอน คือ เมื่อเกิดมาแล้วก็ต้องตายด้วยกันทุกคน ยิ่งมีอายุมากความตายก็ยิ่งใกล้เข้ามา ถ้าเราไม่ประมาทก็ไม่ควรสนใจหลงใหลในลาภพยศสรรเสริญ

เวลานี้ก็มองเห็นแล้วว่าเพื่อนๆ ทั้งรุ่นพี่และรุ่นเดียวกัน และรุ่นน้องที่รักใคร่สนิทสนมค่อยๆ น้อยลง เพราะต่างก็ทยอยกันจากโลกนี้หายไปอย่างไม่มีวันกลับ ทิ้งแต่เพียงซากบรรจุไว้ในหีบศพที่ตกแต่งไว้อย่างสวยงาม พร้อมทั้งดอกไม้นานาชนิด แต่ภายในมีซากที่เหม็นเน่าเป็นที่รังเกียจของผู้ที่เคยรักใคร่มาก่อน ตั้งใจเพื่อให้ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ดูต่อไป ได้มีโอกาสยืนสงบจิตบนฌาปนสถาน แล้วพิจารณาถึงความจริงของชีวิต ตัวเราก็ต้องถึงเวลาเหมือนกัน เป็นตัวอย่างดีเตือนไม่ให้เราประมาท ก่อนที่ร่างนั้นจะนำเข้าเตาเผาไหม้เป็นเถ้าถ่าน

เมื่ออายุมากขึ้นก็ยิ่งได้รับบัตรเชิญขอบดำมากยิ่งขึ้น ยิ่งได้รับมากเท่าใดเพื่อนฝูงที่รักใคร่สนิทสนมก็ค่อยๆ หายไปมากเท่านั้น และวันหนึ่งข้างหน้าก็จะมาถึงเราอย่างแน่นอน จะต้องละทิ้งทรัพย์สมบัติและสิ่งที่รักหวงแหน ไม่มีอะไรที่จะนำติดตัวไปได้ นอกจากชั่วดีบุญบาปที่จะเป็นเงานำทางไปสู่ทุกข์ในภพหน้าตามกฎแห่งกรรม เมื่อเราใช้ปัญญาพิจารณารู้ความจริงแล้ว ความตายก็ไม่เป็นของที่น่ากลัว

ฉะนั้น ปัจจุบันนี้ สิ่งที่ผมต้องการคือ อยากศึกษาหาความรู้ในทางธรรม เพื่อจะได้ใช้ชีวิตบั้นปลาย เพื่อหาทางว่าจะทำอย่างไรจึงจะจากโลกนี้ไปได้อย่างสงบและสะดวกสบายและก็ได้อาศัยตำรับตำรา พระธรรมคำสั่งสอนที่ผู้ทรงความรู้บางท่านได้เขียนขึ้น และบางท่านก็ได้แปลมาจากภาษาบาลี เป็นหลักที่จะศึกษาปฏิบัติต่อไป ตำราที่มีค่ายิ่งเหล่านี้ได้มีผู้กรุณาส่งมาให้เป็นจำนวนมาก นับว่าเป็นพระคุณอย่างยิ่งและมีค่ามาก สำหรับเหตุผลของผมก็มีเพียงเท่านี้แหละครับ"

อดีตข้าราชการท่านยิ้มแล้วพูดว่า "นี่เป็นเรื่องที่น่าคิดมากสำหรับผู้ที่มีจิตเป็นกุศลอยู่แล้ว เป็นประโยชน์กับบุคคลทุกรุ่นทุกวัย นับเป็นสิ่งเตือนใจได้ดี ไม่ให้ประมาทหลงใหลใน รูป รส กลิ่น เสียง แต่สำหรับผู้ที่หมกมุ่นอยู่ในโลกีย์ ยังมัวเมาในยศศักดิ์อำนาจวาสนาแวดล้อมด้วยสุรานารี เหมือนอยู่ในวิมานเมืองฟ้าเพราะท่านยังอยู่ในท่ามกลางโลกียสุข ต้องการสิ่งใดก็ได้ทุกอย่าง เพียงแต่ออกปากอยากได้อะไร สิ่งนั้นก็มีมาพร้อมเพื่อบำรุงบำเรอในความสุขทางโลก จึงไม่มีเวลาที่จะพิจารณาความจริง จึงอยู่ในความประมาท คงไม่ยอมถือหลักความจริงที่ว่า คนเราทุกคนที่เกิดมาแล้วย่อมหนีความตายไม่พ้น ท่านเหล่านี้ เป็นพวกที่น่าสงสารมาก เพราะยังมัวเมาในกิเลสยังหลงว่าเป็นความสุขมองไม่เห็นทุกข์"

เมื่ออดีตราชการพูดด้วยความเศร้าใจ แล้วก็หันมาพูดกับข้าพเจ้าอีกครั้งหนึ่งว่า "คุณมีอะไรเป็นข้อเตือนใจในตอนท้ายการสนทนา ที่เป็นคติบ้างไหม"

ข้าพเจ้าจึงบอกว่า "ผมอยากจะฝากข้อคิดของสมัยก่อนที่ผมยังจำได้ ตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นเด็กมาจนถึงทุกวันนี้ คนสมัยก่อนให้ข้อเตือนใจว่าจะชมเมียว่าดีเลิศ ก็ให้ชมเมื่อตายจากไปแล้ว นี่เป็นคติเตือนใจของคนรุ่นเก่าที่น่าคิด เพราะคนที่ตายแล้วไม่มีโอกาสจะสร้างความดีหรือความชั่วต่อไป เป็นการสอนให้เดินสายกลาง หากผู้ตายจากไปแล้ว มีความดีจะยกย่องชมเชยเลิศลอยประการใดก็ทำได้ และเคยยกตัวอย่างให้ฟัง”

เมื่อสมัยก่อนมีภิกษุทรงศีลบริสุทธิ์ เพราะท่านบวชตั้งแต่เป็นเณรแล้วเป็นพระ ต่อมาก็ได้เป็นสมภารเจ้าวัดมีชาวพุทธเคารพนับถือกันมาก ชาวบ้านท่านก็ทุ่มเทชีวิตจิตใจเลื่อมใสศรัทธา เหมือนว่าท่านจะอยู่เหนือสิ่งใดๆ และท่านจะต้องครองผ้ากาสาวพัตร์ตลอดไปไม่มีสิ้นสุด พระรูปนั้นท่านก็รู้ดีว่า พระธรรมวินัย กับการปฏิบัติ เมื่อแยกกันแล้วก็ไม่ได้ผล เมื่อท่านเกิดประมาทไปหลงใน รูป รส กลิ่น เสียง ท่านจึงคิดว่าถ้าอยู่ในผ้ากาสาวพัสตร์ต่อไป ก็จะทำให้พระศาสนามัวหมอง จึงบอกญาติโยมว่าจะขอสึกออกมาครองเรือน

เป็นธรรมดาญาติโยมเคยเคารพอย่างฝังจิตใจกับท่าน ก็พากันตีโพยตีพาย เสียอกเสียใจเสียดายท่านที่จะสึก มิได้พิจารณาดูเหตุผลว่า ท่านได้ประพฤติชอบไม่ผิดพระธรรมวินัย แต่สมัยก่อนถือว่า การติเตียนพระสงฆ์ถือว่าบาป เลยถือเอาคติเตือนนี้มาเปรียบเทียบ แต่ผมก็เห็นว่าเหตุผลยังไม่ไกลนัก หากแต่ได้ยินคนรุ่นเก่าเล่ามา ผมก็เล่าไปจะผิดถูกประการใด ต้องขออภัยด้วย แต่เรื่องชนิดนี้เกิดขึ้นน้อยครั้ง เพราะตามธรรมดาเมื่อรู้ว่ามีผู้เคารพนับถือยกย่องความดีย่อมจะไม่ประมาท ย่อมจะพยายามทำความดียิ่งขึ้น เป็นการรักษาความดีตลอดไป"

ข้าพเจ้าพูดได้แค่นี้คนในบ้านก็เข้ามาบอกว่า บัดนี้ มีอาหารเที่ยงได้จัดไว้เรียบร้อยแล้ว ขอเชิญไปที่ห้องอาหาร เมื่อข้าพเจ้ามองดูนาฬิกาก็เห็นว่าเลยเวลาเที่ยงมานานแล้ว และรู้สึกว่าในการสนทนาในวันนี้ ได้รับความเพลิดเพลินตลอดเวลา และข้าพเจ้าก็ได้เล่าเรื่อง กีฬาที่ผิดศีล ซึ่งเป็นชีวิตที่ผ่านมาของข้าพเจ้าแล้ว หลังอาหารเที่ยงท่านจะได้ฟังเรื่องชีวิตที่ผ่านมาของนายแพทย์ต่อไป ในเรื่องสวรรค์ของคนบาป



>>>>> จบ >>>>>
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัว
new
บัวบานเต็มที่
บัวบานเต็มที่


เข้าร่วม: 23 พ.ค. 2004
ตอบ: 532

ตอบตอบเมื่อ: 18 ส.ค. 2004, 6:49 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

พระพุทธองค์ทรงสอนเวไนยสัตว์
ให้ปฏิบัติตามศีลในศาสนา
ศีลข้อหนึ่งพึงยึดมั่นชั่วชีวา
อย่าทรมาฆ่าสัตว์วิรัติกรรม
ชีวิตสัตว์หรือคนล้วนมีค่า
ต่างเกิดมาใช้เวรอย่าเห็นจำ
ทำตามพุทธบัญญัติไตรรัตน์ธรรม
กุศลนำอภัยทานสราญใจ


ท.เลียงพิบูลย์
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัว
ก้อนดิน
บัวบานเต็มที่
บัวบานเต็มที่


เข้าร่วม: 07 ก.ค. 2004
ตอบ: 624

ตอบตอบเมื่อ: 01 ธ.ค.2006, 9:54 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

สาธุ
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัว
ไลลารินทร์
บัวพ้นดิน
บัวพ้นดิน


เข้าร่วม: 14 ก.ค. 2006
ตอบ: 64

ตอบตอบเมื่อ: 14 มี.ค.2007, 12:38 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

สาธุ
 

_________________
เชื่อ ศรัทธา และเคารพพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ด้วยหัวใจอย่างไม่มีข้อกังขาใดๆ
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวYahoo Messenger
แสดงเฉพาะข้อความที่ตอบในระยะเวลา:      
สร้างหัวข้อใหม่ตอบ
 


 ไปที่:   


อ่านหัวข้อถัดไป
อ่านหัวข้อก่อนหน้า
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน
คุณ สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้


 
 
เลือกบอร์ด  • กระดานสนทนา  • สมาธิ  • สติปัฏฐาน  • กฎแห่งกรรม  • นิทานธรรมะ  • หนังสือธรรมะ  • บทความ  • กวีธรรม  • สถานที่ปฏิบัติธรรม  • ข่าวกิจกรรม
นานาสาระ  • วิทยุธรรมะ  • เสียงธรรม  • เสียงสวดมนต์  • ประวัติพระพุทธเจ้า  • ประวัติมหาสาวก  • ประวัติเอตทัคคะ  • ประวัติพระสงฆ์  • ธรรมทาน  • แจ้งปัญหา

จัดทำโดย  กลุ่มเผยแผ่หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา ธรรมจักรดอทเน็ต
เพื่อส่งเสริมคุณธรรม และจริยธรรมในสังคม
เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2546
ติดต่อ webmaster@dhammajak.net
Powered by phpBB © 2001, 2002 phpBB Group :: ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง