Home  • กระดานสนทนา  • สมาธิ  •  สติปัฏฐาน  • กฎแห่งกรรม  • นิทาน  • หนังสือ  •  บทความ  • กวีธรรม  • ข่าวกิจกรรม  • แจ้งปัญหา
คู่มือการใช้คู่มือการใช้  ค้นหาค้นหา   สมัครสมาชิกสมัครสมาชิก   รายชื่อสมาชิกรายชื่อสมาชิก  กลุ่มผู้ใช้กลุ่มผู้ใช้   ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว  เช็คข้อความส่วนตัวเช็คข้อความส่วนตัว  เข้าสู่ระบบ(Log in)เข้าสู่ระบบ(Log in)
 
ได้ทำการย้ายไปเว็บบอร์ดแห่งใหม่แล้ว คลิกที่นี่
www.dhammajak.net/forums
15 ตุลาคม 2551
 ธรรมะใส่กระปุก (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม) อ่านหัวข้อถัดไป
อ่านหัวข้อก่อนหน้า
สร้างหัวข้อใหม่ตอบ
ผู้ตั้ง ข้อความ
ลูกโป่ง
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 01 ส.ค. 2005
ตอบ: 4089

ตอบตอบเมื่อ: 28 พ.ค.2007, 5:12 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

การเจริญกรรมฐาน ขอให้ญาติโยมกำหนดจิต
นตถิ สันติปรํ สุขํ สุขยิ่งกว่าความสงบไม่มีแล้ว
อย่าไปวุ่นวายกันนะ
และใครว่าอะไรนิ่ง อย่าไปโต้ตอบ อย่าไปประกอบกรรมร้าย
จงสร้างแต่กรรมดีให้มีปัญญา
ยิ้มแย้มแจ่มใสต่อกันด้วยจิตใจเบิกบานด้วยน้ำใสใจจริง
ทุกสิ่งเกิดขึ้นด้วยความจริงในจิตใจ คือ กรรมฐาน



พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม)
วัดอัมพวัน สิงห์บุรี


สาธุ สาธุ สาธุ
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัว
ลูกโป่ง
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 01 ส.ค. 2005
ตอบ: 4089

ตอบตอบเมื่อ: 28 พ.ค.2007, 5:13 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

พูดดี...เข้าใจง่าย
พูดร้าย...เข้าใจยาก
พูดดี ต่อกัน...ไม่ทะเลาะกัน



พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม)
วัดอัมพวัน สิงห์บุรี


สาธุ สาธุ สาธุ
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัว
ลูกโป่ง
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 01 ส.ค. 2005
ตอบ: 4089

ตอบตอบเมื่อ: 28 พ.ค.2007, 5:16 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

สวดมนต์เป็นยาทา...วิปัสสนาเป็นยากิน


พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม)
วัดอัมพวัน สิงห์บุรี


สาธุ สาธุ สาธุ
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัว
ลูกโป่ง
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 01 ส.ค. 2005
ตอบ: 4089

ตอบตอบเมื่อ: 28 พ.ค.2007, 5:21 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

ทำอะไรทำจริง...งานเสร็จด้วยสัจจะ

๑. ทำด้วยศรัทธา
ขอให้ทำด้วยความตั้งใจศรัทธา ด้วยความชอบ
เหมือนเราเรียนหนังสือวิชาเอกที่เราชอบมีศรัทธา

๒. ทำด้วยความตั้งใจ

๓. ทำด้วยความเคารพ

๔. ทำด้วยจิตสงบ

๕. ทำด้วยความถูกต้อง

แต่มีคนสงสัยอยู่ข้อเดียวคือ ทำความเคารพตัวเอง
พูดตั้งใจแล้วต้องทำ
ว่าพรุ่งนี้เช้าจะต้องทำอะไรบ้าง อย่าเสียสัจจะ
ต้องทำให้เสร็จ ทำด้วยความตั้งใจแล้วเสร็จหมด



พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม)
วัดอัมพวัน สิงห์บุรี


สาธุ สาธุ สาธุ
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัว
ลูกโป่ง
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 01 ส.ค. 2005
ตอบ: 4089

ตอบตอบเมื่อ: 28 พ.ค.2007, 5:28 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

ไปไหนปากอย่าไว...ใจอย่าเบา...เรื่องเก่าอย่ารื้อฟื้น
เรื่องอื่นอย่าไปคิด...ทำกิจที่ชอบ...ปัจจุบัน ปัจจุบัน


ไปไหนปากอย่าไว...ใจอย่าเบา...เรื่องเก่าอย่ารื้อฟื้น
มันจะเสียคำเล่าของโบราณ
ท่านทั้งหลาย อย่านึกถึงเรื่องเก่าเอามาเล่ากันใหม่...มันเสียเวลา
จงทำปัจจุบันให้มันเสร็จ...อดีตหรือก็เป็นความฝัน...ปัจจุบันคือความจริง
ทุกสิ่งไม่แน่นอน...อนาคตอย่าจับมั่นคั้นให้ตาย...จะผิดหวังจะเสียใจตลอดชีวิต อย่าประมาทอาจองต่อสงครามชีวิต
ชีวิตจะอับเฉา ชีวิตจะอับจนจะข้นแค้น
จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแผนชีวิตของตนต่อไปได้



พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม)
วัดอัมพวัน สิงห์บุรี


สาธุ สาธุ สาธุ
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัว
ลูกโป่ง
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 01 ส.ค. 2005
ตอบ: 4089

ตอบตอบเมื่อ: 28 พ.ค.2007, 5:32 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

มีลูกให้เรียนหนังสือ
ถ้าลูกไม่อยากเรียนไม่ยอมเรียน...มีวิธีการ
พ่อแม่ให้แผ่เมตตาอย่าไปดุลูกไปตีลูกนะ
ไอ้ที่ภาษาโบราณที่ว่า รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี
รักมีให้ค้า รักหน้าให้คิด รักมิตรให้เตือนกัน
ตีตัวนี้ไม่ใช่ตีด้วยไม้เรียว...แต่ตีด้วยแบบอย่าง
จะพูดกับลูกจะสอนลูกอย่าโมโหนะ
ถ้าเมตตาเจือโทสะลูกจะเสียหาย

จะสอนลูกจะพูดอะไร เมตตา อย่าเจือด้วยโทสะ
พูดให้เพราะ ๆ ลูกจะเชื่อถือ จะเคารพบูชาพ่อแม่



พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม)
วัดอัมพวัน สิงห์บุรี


สาธุ สาธุ สาธุ
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัว
ลูกโป่ง
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 01 ส.ค. 2005
ตอบ: 4089

ตอบตอบเมื่อ: 28 พ.ค.2007, 5:39 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

ความสุขของคฤหัสถ์

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสว่า
ความสุขของคฤหัสถ์ จะเกิดขึ้นได้นั้น มีอยู่ด้วยกัน ๔ ประการ ได้แก่

๑)ความสุขจากการมีงานทำ
การที่เราเป็นคนดี มีงานมีการทำเป็นหลักแหล่ง
มีความขยันหมั่นเพียรในหน้าที่การงาน
ความขยันหมั่นเพียรเป็นที่มาของทรัพย์

๒)ความสุขจากการมีทรัพย์
เมื่อคนเรามีความขยันหมั่นเพียร มีความตั้งใจที่จะทำงาน
ให้เกิดความเจริญก้าวหน้า และมีผลงานในการปฏิบัติหน้าที่ของตนดี
ก็จะทำให้มีหน้าที่การงาน และรายได้สูงขึ้น
มีทรัพย์สินเงินทองสะสมไว้เป็นประโยชน์ต่อชีวิตเพื่อวันข้างหน้าต่อไป

๓)ความสุขจากการใช้จ่ายทรัพย์
เงินทองที่เราหามาได้นั้น จะเกิดความภาคภูมิใจ
อิ่มเอิบใจว่าตนได้ใช้ทรัพย์ที่ได้มาโดยชอบนั้น นำไปทำคุณทำประโยชน์
ทำกุศลผลบุญต่าง ๆ และนำไปซื้อของใช้ที่จำเป็นแก่ชีวิต หรือสร้างบ้านเรืองที่อยู่อาศัยให้เป็นหลักประกันที่มั่นคงแก่ชีวิตยิ่งขึ้น

๔)ความสุขจากการไม่เป็นหนี้ การที่เราหาทรัพย์สินมาได้ด้วยความยากลำบากและเหน็ดเหนื่อยมาก จะต้องระมัดระวังรักษาทรัพย์ และป้องกันทรัพย์มิให้สูญหายหรือหมดไป จะทำการสิ่งใดก็ต้องรู้จักแบ่งทรัพย์นั้นให้ถูกต้องเป็น ๔ สถาน

คือ เพื่อตนเองและครอบครัว

ทำบุญทำกุศลและส่วนรวมหนึ่งส่วน

เพื่อธุรกิจการงานสองส่วน

เพื่อสะสมไว้เป็นทุนสำหรับชีวิตในอนาคตอีกหนึ่งส่วน

ฉะนั้นเมื่อจะนำเงินนั้นมาลงทุน หรือดำเนินการใด ๆ
ก็จะต้องคำนึงถึงหลัก ๔ ประการนี้

ถึงแม้ว่าจะเพลี่ยงพล้ำก็ไม่เกิดเป็นทุกข์ขึ้น
การที่ทำธุรกิจเกินตัว หรือการใช้จ่ายเกินตัว จะทำให้เกิดเป็นหนี้ขึ้น

การเป็นหนี้นั้นนอกจากจะทำให้ชีวิตตัวเองไม่มีความสุขแล้ว
ยังทำให้ครอบครัวไม่มีความสุขด้วย
ผู้ที่มีความประสงค์จะมีความสุขยิ่ง ๆ ขึ้น
พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า ความสงบเป็นสุขอย่างยิ่ง
คนที่มีจิตใจสงบ ไม่วุ่นวายกับสิ่งใด ๆ
มีความตั้งใจและสมาธิที่แน่วแน่จะทำแต่สิ่งที่ดี ๆ และมีความตั้งใจที่จะทำงานของตนเองให้ดียิ่งขึ้น
ไม่ทำความชั่ว ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่ทำร้ายผู้อื่น
และไม่อยากได้ของผู้อื่น เลี้ยงชีวิตโดยชอบ
ก็จะทำให้ชีวิตนั้นมีความสุขและมีความสงบเกิดขึ้น
ส่วนผู้ที่ปฏิบัติธรรม สติปัญญาก็จะเกิดขึ้นจากความสงบนั้นแหละ บรรลุถึงการปฏิบัติธรรมในที่สุด


พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม)
วัดอัมพวัน สิงห์บุรี


สาธุ สาธุ สาธุ
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัว
ลูกโป่ง
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 01 ส.ค. 2005
ตอบ: 4089

ตอบตอบเมื่อ: 07 มิ.ย.2007, 3:30 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

ช่วยตัวเองไม่ได้...เลว
ช่วยตัวเองได้...ยังไม่ดี (เสมอตัว)
ช่วยพ่อ ช่วยแม่ได้...ดี
ช่วยสังคมได้... ดีที่สุด


พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม)
วัดอัมพวัน สิงห์บุรี


สาธุ สาธุ สาธุ
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัว
ลูกโป่ง
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 01 ส.ค. 2005
ตอบ: 4089

ตอบตอบเมื่อ: 07 มิ.ย.2007, 3:32 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

จะมีเขยมีสะไภ้....ขอให้เลือกคนดี
อย่าไปเอาลูกเศรษฐี คนดีมีปัญญา อยู่ที่ไหนก็เจริญ ฯ...

เอาละหนู....หนูไปฝึกจิตสูงเมื่อใด หนูจะได้สามีจิตสูง
ถ้าหนูจิตต่ำ เมื่อใด หนูจะได้สามีเป็นคนใจต่ำ ฯ...



พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม)
วัดอัมพวัน สิงห์บุรี


สาธุ สาธุ สาธุ
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัว
ลูกโป่ง
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 01 ส.ค. 2005
ตอบ: 4089

ตอบตอบเมื่อ: 07 มิ.ย.2007, 3:35 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

งาม 4 ที่...ดี 4 แบบ...กตัญญู 4 อย่าง

ดอกไม้ ดอกไม้ ดอกไม้

...งาม 4 ที่...

1. แต่งกายงาม

2. อวัยวะงาม

3. กิริยามารยาทงาม

4. น้ำใจงาม



...ดี 4 แบบ...

1. ชาติตระกูล

2. ทรัพย์

3. วิชาความรู้ ความสามารถ

4. ศีลธรรม



...กตัญญู 4 อย่าง ...

1. บุคคล...พ่อ แม่ ครู อาจารย์ฯ

2. สถานที่...แหล่งให้วิชาความรู้ฯ

3. เครื่องอุปกรณ์ใช้สอย

4. ตัวเอง...รักษาความดี


พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม)
วัดอัมพวัน สิงห์บุรี


สาธุ สาธุ สาธุ
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัว
ลูกโป่ง
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 01 ส.ค. 2005
ตอบ: 4089

ตอบตอบเมื่อ: 07 มิ.ย.2007, 3:37 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

วิธีแผ่เมตตาและอุทิศส่วนกุศลที่ถูกต้อง

1. ตั้งสติหายใจยาว ๆ ตอนที่กรวดน้ำเสร็จแล้วอธิษฐานจิตไว้ก่อน
อธิษฐานจิตหมายความว่า ตั้งสติสัมปชัญญะไว้ที่ลิ้นปี่

สำรวมกาย วาจา จิต ได้ตั้งมั่นแล้ว
จึงขอแผ่เมตตาไว้ในใจสักครู่หนึ่ง
แล้วก็ขออุทิศให้บิดามารดาของเราว่าเราได้บำเพ็ญกุศล
ท่านจะได้บุญได้ผลแน่ ๆ เดี๋ยวนี้ด้วย
ผมเรียนถวายนะ มิฉะนั้นผมจะอุทิศไปยุโรปได้อย่างไร


หายใจยาว ๆ ตั้งสติก่อน หายใจลึก ๆ ยาว ๆ
แล้วก็แผ่เมตตาก่อน มีเมตตาดีแล้ว ได้กุศลแล้ว
เขาก็อุทิศเลย อโหสิกรรม ไม่โกรธ ไม่เกลียด ไม่พยาบาทใครอีกต่อไป
และเราจะขออุทิศให้ใคร ญาติบุพเพสันนิวาสจะได้ก่อน
ญาติเมื่อชาติก่อนจะได้มารับ เราก็มิทราบว่าใครเป็นพ่อแม่ในชาติอดีต
ใครเป็นพี่น้องของเรา เราก็ไม่ทราบ
แต่แล้วเราจะได้ทราบตอนอุทิศส่วนกุศลนี้ไปให้
เหมือนโทรศัพท์ไป เขาจะได้รับหรือไม่ เราจะรู้ได้ทันที


ขณะที่ท่านสวดมนต์อุทิศให้ว่า ยาเทวตา...., อิมินา.... เป็นต้น
ท่านจะรู้นะว่าย้อนกลับมา เหมือนเราโทรศัพท์ไป อ๋อ มีคนรับ
เขาจะย้อนตอบเราว่าฮัลโหล เป็นต้น
นี่ก็เช่นเดียวกัน เราจะปลื้มปีติทันทีนะ
เราจะตื้นตันขึ้นมาเลย ถ้าท่านมีสมาธิ น้ำตาท่านจะร่วงนะ
ขนพองสยองเกล้าเป็นปีติเบื้องต้น
ถ้าท่านมาสวดมนต์กันส่งเดช ไม่เอาเหนือเอาใต้
ท่านไม่อุทิศ ท่านจะไม่รู้เลยนะ
ขอฝากท่านนวกะไว้ด้วย วันนี้ท่านทำบุญอะไร
สร้างความดีอะไรบ้าง ดูหนังสือ
ท่องจำบทอะไรได้บ้าง ก็อุทิศได้


2. การแผ่เมตตาจะต้องมีสมาธิก่อนมีพลังส่ง
มีเมตตาในตัวเองก่อน แล้วค่อยแผ่อุทิศให้เขาจะได้ผล

ถ้าโยมปราศจากเมตตาอย่าอุทิศ ไม่มีได้ผล
ไม่ได้ผลจริง ๆ อาตมาทำมาแล้ว
แผ่ได้ผลต้องมีเมตตาครบอย่างต่ำ ๘๐% ไม่อย่างนั้น
แผ่ไม่ออกหรอก เหมือนยิงปืนตกปากกระบอกไม่มีแรงส่ง
ขาดสมาธิ ขาดสติปัญญา
ขาดความสามารถ ขาดความเชี่ยวชาญในการฝึก


พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม)
วัดอัมพวัน สิงห์บุรี


สาธุ สาธุ สาธุ
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัว
ลูกโป่ง
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 01 ส.ค. 2005
ตอบ: 4089

ตอบตอบเมื่อ: 07 มิ.ย.2007, 3:40 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

การสร้างบุญนั้นไม่ยาก
บุญ คือ ความสุข
เป็นความสุขที่เกิดจากการชำระจิตใจให้หมดจด
จากความสกปรกเศร้าหมอง จิตแจ่มใส ใจสะอาดหมดจด นี่แหละถึงจะเรียกว่าความสุขเกิดจากบุญที่สร้าง

ที่เรามาสร้างบุญหมายความว่า ไม่ใช่เอาสตางค์มาทำบุญ
เพราะอย่างนี้เรียกว่า การบำเพ็ญทานบริจาคทาน
ถวายสังฆทาน การอุทิศ
แต่ยังไม่พบความสุขที่แน่นอนและแท้จริง
ซึ่งเกิดจากการทำใจให้สบาย ทำใจให้เป็นปกติ
ถ้าจิตใจเราปกติดีแล้ว จิตจะไม่เศร้าหมอง
จิตผ่องใส ใจสะอาด เราถึงจะสบายอกสบายใจ
ความสุขจึงเกิดจากการชำระใจ...อย่างแน่นอนที่สุด


พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม)
วัดอัมพวัน สิงห์บุรี


สาธุ สาธุ สาธุ
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัว
ลูกโป่ง
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 01 ส.ค. 2005
ตอบ: 4089

ตอบตอบเมื่อ: 07 มิ.ย.2007, 3:42 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

ท่านสาธุชนทั้งหลาย
ความสุขที่พระพุทธเจ้าสอนนั้นไม่ใช่ความสุขที่ชอบ
ที่ย้อมใจเป็นกิเลสนานาประการ
ที่เราชอบไปตามอบาย
ปากทางแห่งความเสื่อมโทรมและหายนะ
ซึ่งจะเกิดขึ้นกับเราในภายหลัง


การจะความสุขที่แน่นอนและถูกต้องนั้นยากอยู่
ถ้าโยมสาธุชนอุบาสกอุบาสิกาในวันธรรมดา ก็รักษาศีล ๕ ให้บริสุทธิ์
ถึงวันธรรมสวนะก็รักษาอุโบสถ อุโบสถมีกำหนดองค์ ๘ ประการ
เรียกว่า กายกรรม ๓ วจีกรรม ๔ มโนกรรม ๓ เป็นต้น
ก็ได้จากการชำระใจทั้งนั้น



ถ้าเรามารักษาอุโบสถในวันธรรมสวนะ เจริญกุศลภาวนาแล้ว
จิตใจของท่านจะสดชื่น

แต่ถ้าท่านมารับอุโบสถศีลกับพระแล้วนั่งที่ศาลาวัดเฉย ๆ ไม่ทำอะไร
จะเรียกว่ารักษาอุโบสถศีลได้อย่างไร
มันไม่สด มันกลับแห้งแล้งน้ำใจ
มานั่งเฉย ๆ แล้วจิตใจท่านจะมีความสุขไหม
ท่านจะไม่มีความสุขเลยนะ...


พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม)
วัดอัมพวัน สิงห์บุรี


สาธุ สาธุ สาธุ
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัว
ลูกโป่ง
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 01 ส.ค. 2005
ตอบ: 4089

ตอบตอบเมื่อ: 07 มิ.ย.2007, 3:43 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

จะทำอย่างไรดีหนอ จิตใจจึงจะสะอาด
อาบน้ำให้จิตใจบ้าง คือ การเจริญพระกรรมฐาน
ชำระให้สะอาด มีหนทางเดียวเท่านั้น
ที่จะทำให้จิตใจสะอาด เกิดความสุข
ท่านจะได้ไม่มีความทุกข์ ท่านจะไม่ชอบหรือประการใด

อย่าเอาทุกข์ไปไว้ที่จิตใจ
ทุกข์กายก็มากหลาย ทุกข์ใจก็มากมี
เราจึงสร้างความดีไม่ได้ แน่นอนที่สุด...


พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม)
วัดอัมพวัน สิงห์บุรี


สาธุ สาธุ สาธุ
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัว
ลูกโป่ง
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 01 ส.ค. 2005
ตอบ: 4089

ตอบตอบเมื่อ: 07 มิ.ย.2007, 3:46 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

การเจริญวิปัสสนากรรมฐานนั้น
ไม่มีอะไรดีไปกว่าเจริญสติปัฏฐาน 4

ขันธ์ห้า รูป นาม เป็นอารมณ์ เราจะรู้วาระจิตของคนได้
รวมหน่วยกิตไว้วันละเล็กวันละน้อย
ไม่ได้หมายความว่า ว่างแล้วมาเจริญนะ
การทำงาน การเขียนหนังสือ ก็กำหนดด้วย เห็นหนอ ๆ ๆ
ราคาหลายแสนนะจากยืนหนอ 5 ครั้ง

ตั้งแต่ปลายผมลงมาปลายเท้าขึ้น ไป 5 ครั้ง
แล้วเราก็ดูคนอื่นอย่างนั้น มันเห็นด้วยปัญญา
คนนี้นิสัยไม่ได้ คบไม่ได้ จะไม่ผิดด้วย
เดินเข้ามาอีก จะรู้เลยว่า มาเอาอะไร
ตอบออกมาทันที สติบอก สัมปะชัญญะรู้
แน่นอนสัมปชัญญะออกมา สัมผัส เกิดปัญญา สติบอก
อย่างท่านทำงานอยู่ในกรมหรือทำงานอย่างอื่นก็ตาม
มันจะบอกลักษณะการออกมาทุกรูปแบบว่า คนนี้คบได้หรือไม่
เป็นนักธุรกิจเข้าหุ้นทำธุรกิจด้วยได้ไหม?
อะไรทำนองนี้ อันนี้เป็นเทคนิคอันหนึ่ง

ท่านทั้งหลายเอ๋ย ถ้าปฏิบัตินะ
หมั่นสวดมนตร์ไหว้พระ แล้วเดินจงกรม แล้วนั่งกรรมฐาน...


พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม)
วัดอัมพวัน สิงห์บุร


สาธุ สาธุ สาธุ
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัว
ลูกโป่ง
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 01 ส.ค. 2005
ตอบ: 4089

ตอบตอบเมื่อ: 07 มิ.ย.2007, 3:53 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

ยกตัวอย่างอาตมานี้ตายไปแล้ว
อาตมารู้ล่วงหน้า ๖ เดือนว่า คอจะหัก รถจะทับ
เมื่อ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๑ เวลา ๑๒.๔๕ น.
รถจะชนที่หลังตลาดปากบาง สิงห์บุรี
รถชนคอหัก รู้ล่วงหน้า ๖ เดือน
มีเวลาเตรียมตัวไป นี่คือ...เตรียมตัวก่อนตายท่านทั้งหลายเอ๋ย
จะรู้หรือไม่ว่า พรุ่งนี้รถจะชน หัวจะแตก...ถ้าท่านขาดสติ


ไม่สะสมหน่วยกิตไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์
ท่านจะไม่รู้อะไรเลยนะ ไม่มีความเข้าใจด้วย
เพราะว่าจิตใจของเราเป็นธรรมชาติต้องคิดอ่านอารมณ์
รับรู้อารมณ์ไว้ได้นานเหมือนเทปบันทึกเสียง
ไม่มีตัวตนที่จะคลำได้
ถ้าท่านไม่ใช้หลักพระศาสนาหรือคุณธรรมที่ประจำตัวแล้ว
จะไม่มีความรู้ความเข้าใจอันนี้แน่นอน


เตรียมตัวพึ่งตัวเอง คนเราตายจริงอยู่ตลอดเวลา
การเตรียมตัวตายก็ต้องเตรียมตั้งแต่ยังเป็นเด็ก
ต้องสอนลูกหลานให้งอกงามให้ได้ที่เรียกกันว่า
เลี้ยงลูกต้องให้โต ปลูกต้นโพธิ์ให้ได้ร่ม

ต้องเตรียมตรงนี้สำหรับตายจริง
การเตรียมก่อนตายสมมติ ต้องเตรียมกรรมฐานให้แน่น
ตายสูญมาจากการตายสมมติ
เมื่อเจริญกรรมฐานจิตใจก็เบิกบานหรรษา
และหมดกิเลสตัณหา จึงเรียกว่าตายสูญ

ดังนั้นเราต้องเตรียมสอนเด็ก สอนลูกก่อน
เลี้ยงลูกให้โต ปลูกต้นโพธิ์ให้ได้ร่ม
โตด้วยวิชาการ มีหลักฐานให้ลูกมีงานทำ
เลี้ยงลูกให้โตอย่างนี้ มีคู่ครองขอให้เป็นทองแผ่นเดียวกัน
มีมนุษยสัมพันธ์ในสังคม ต้องเตรียมตรงนี้
ทำไมหนอจึงต้องเลี้ยงลูกให้โต ปลูกต้นโพธิ์ให้ได้ร่มเพื่ออะไร
เลี้ยงลูกเหมือนปลูกต้นโพธิ์ เมื่อใหญ่เมื่อโตจะได้อาศัย
ยามเจ็บจะได้ฝากไข้ เวลาตายจะได้ฝากผี
ดี ๆ เอาไว้รับใช้สอยทุกกรณีได้
แต่ขอฝากข้อคิดว่า อย่านึกไปพึ่งลูก
เลี้ยงลูกเอาบุญ อย่าเอาคุณตอบแทนเลย
เดี๋ยวจะเสียใจต่อภายหลัง...


ขอบอกว่า ให้พึ่งตัวเองเถอะ
อตฺตาหิ อตฺโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

คนเราพึ่งตนเองมาตั้งแต่เด็ก ๆ
แต่เราไม่ค่อยได้ดูกัน เมื่อลูกร้องอุแว้ ๆ แม่ป้อนนมใส่ปาก
ถ้าเราไม่ดูด เราก็ตาย
แสดงว่าเราช่วยตัวเองตั้งแต่เป็นเด็กแล้วใช่ไหม
ลองนึกดูว่าเด็กยังช่วยตัวเองได้
เราแก่จะตายยังช่วยตัวเองไม่ได้หรือ
ท่านจะเอาอะไรเป็นหลัก ถ้าไม่พูดจุดนี้ท่านจะไม่ทราบนะ

พอโตขึ้นมาอีก อายุ ๓ - ๔ ขวบ แม่พาไปฝากโรงเรียนอนุบาล
ถ้าเขาไม่ยอมเรียนหรือจะรู้ ไม่ยอมดูหรือจะเห็น
ไม่ยอมฟังหรือจะได้ยิน ไม่ยอมทำหรือจะเป็น
จะลำเค็ญย่ำแย่จนแก่ตาย
เราต้องช่วยตัวเองก่อน ทุกคนต้องช่วยตัวเองทั้งนั้น
ถ้าไม่ช่วยตัวเองแล้วแย่มาก อย่าไปพึ่งลูกเลย
มันเป็นกฎแห่งกรรมตามที่เราเตรียมไว้
ไม่ต้องไปพึ่งใครหรอก เตรียมตัวตอนแก่ทันการหรือไม่...



พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม)
วัดอัมพวัน สิงห์บุรี


สาธุ สาธุ สาธุ
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัว
ลูกโป่ง
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 01 ส.ค. 2005
ตอบ: 4089

ตอบตอบเมื่อ: 07 มิ.ย.2007, 3:56 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

กรรมฐาน แปลว่า การกระทำให้ฐานะดี
ทำให้จิตใจเบิกบาน ทำให้อายุยืน ทำให้ไม่หลงทาง
จะมีจิตเป็นกุศล ได้ผลอนันต์
เป็นหลักฐานสำคัญในชีวิตต่อไป ณ โอกาสข้างหน้าแน่
ขอเจริญพรว่าไม่มีทางอื่น นอกเหนือจากกรรมฐานเท่านั้น
กรรมฐานแก้กรรมได้แน่ ถ้าท่านทำได้


หายใจยาว ๆ เข้าไว้ อย่าหายใจสั้น แจะแก้ปัญหาได้
เวลาโกรธ ไม่สบายใจ ให้หายใจยาว ๆ
กำหนดโกรธหนอที่ลิ้นปี่

ซึ่งอยู่ระหว่างกึ่งกลางจมูกกับสะดือ
เป็นการชาร์ทไฟเข้าหม้อแบตเตอรี่
หายใจยาว ๆ อย่าหายใจสั้น

ถ้าหายใจสั้นท่านจะแก้ปัญหาไม่ได้
ท่านจะวูบเดียวขาดสติ
หายใจช้า ๆ ช้าเพื่อไว เสียเพื่อได้

ถ้าหากท่านโกรธ อย่าให้โกรธค้างคืน
อารมณ์ค้างจะมีปัญหาตอนเช้า
ถ้าท่านเป็นครูอาจารย์จะสอนไม่ดี
ถ้าท่านเป็นนักธุรกิจการค้า ท่านจะค้าขายไม่ดี
ถ้าท่านเป็นผู้พิพากษาจะตัดสินให้เขาติดคุก
ไม่มีการลดโทษแต่ประการใด

วิธีแก้ กำหนดโกรธหนอที่ลิ้นปี่ หายใจยาว ๆ
ตั้งสติไว้ จะหายโกรธทันที
ท่านจะได้คิด ท่านจะมีโอกาสทำงานได้อีก
นั่งเขียนหนังสือที่โต๊ะเกิดไม่สบายใจ
กำหนด "ไม่สบายใจหนอ" ที่ลิ้นปี่เดี๋ยวนี้เลย
ไม่ต้องไปวัด รับรองหายแน่ภายใน ๕ นาที
และจะมีสติปัญญาครบด้วย



พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม)
วัดอัมพวัน สิงห์บุรี


สาธุ สาธุ สาธุ
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัว
ลูกโป่ง
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 01 ส.ค. 2005
ตอบ: 4089

ตอบตอบเมื่อ: 30 มิ.ย.2007, 3:08 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

ชาวไทยเรา มีความเครียดมาก
ติดอันดับ ๓ ของเอเซีย อย่างไม่น่าเชื่อ


ไม่น่าเชื่อเพราะอะไร เพราะชาวไทยมีพระพุทธศาสนาประจำชาติ
มีพุทธธรรม เป็นโอสถยาวิเศษที่ป้องกันบรรเทาและแก้ทุกข์ได้ร้อยแปด
มีพระสงฆ์เป็นครูชั้นยอดคือ แนะนำให้ทำดี ให้หมดทุกข์ได้สิ้นเชิง


แต่เหตุไรชาวไทย จึงมีความเครียดหนักหนาเช่นนั้น
คนโดยทั่วไปมักจะเข้าใจกันว่า เพราะปัญหาเศรษฐกิจรุมเร้า
ทำให้คนไทยอยู่สบาย ๆ หรือสุขสำราญอีกต่อไปไม่ได้


แต่ถ้าจะลงลึกไปอีก เราจะเห็นสาเหตุสำคัญยิ่งไปกว่านั้น
ก็เราไม่ได้ใช้พระพุทธศาสนา เป็นเครื่องจรรโลงใจกันเลย
ทั้ง ๆ ที่รู้กันดีว่า ศาสนาเป็นที่พึ่งทางใจ


ที่พึ่งทางกาย เรามีกันพอสมควรแล้ว
คือ เรามีอาหารพอกิน
เรามีเครื่องนุ่งห่มพอใช้ เรามีบ้านเรือนพออยู่
เรามียาแก้โรคทางกาย หลายต่อหลายอย่าง


แต่ที่พึ่งทางใจ เราขาดแคลนอยู่เป็นประจำ
ทำไมจึงขาดแคลน
ก็เพราะเราไม่ค่อยอยากใช้ธรรมะ ไม่อยากสนใจ
ทางพ้นทุกข์หรือทางระงับดับความเร่าร้อนใจในชีวิต
โดยเราเห็นว่า ไม่จำเป็น และไร้สาระ ช่วยอะไรไม่ได้
โดยปล่อยธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้าให้เป็นของไร้ค่าไปเสียเฉย ๆ


ถ้าเราจะมาสนใจกันหน่อย ศึกษา
และอบรมตามหลักธรรมสำคัญ ๆ
ของพระพุทธศาสนา


ให้รู้ว่าอะไรคือทุกข์ อะไรคือเหตุแห่งทุกข์ อะไรคือความดับทุกข์
และอะไรคือวิธีทำให้สิ้นสุดความทุกข์


และหลักธรรมประกอบอื่น ๆ อีกไม่กี่ข้อ เช่น เรื่องโลกธรรม ๘
เรื่องสันโดษ เรื่องกฏแห่งกรรม
เรื่องการแผ่เมตตา และเรื่องไตรลักษณ์ เป็นต้น
เราก็จะไม่ต้องพ่ายแพ้แก่ความเครียด ซึ่งมันเป็นเรื่องทางกายมากกว่า


บางที เพียงเรื่องโลกธรรมเรื่องเดียว
ถ้าเรารู้ซึ้งจนยอมรับไปคิดพิจารณาอยู่บ่อย ๆ
เราก็สามารถระงับยับยั้งทุกข์ระทมที่โหมโรมรันเราได้สำเร็จง่าย ๆ


ในโลกธรรม ๘ นั้น พระพุทธองค์ทรงสอนให้เรารู้ความจริง
หรือธรรมชาติที่ทุกชีวิตจะต้องได้รับเสมอเหมือนกัน
ไม่มีผู้วิเศษอยู่เหนืออำนาจโลกธรรม ๘ กล่าวคือ

๑. มีลาภ แล้วก็ ต้องเสื่อมลาภ

๒. มียศศักดิ์ แล้วก็ ต้องเสื่อมยศศักดิ์

๓. มีสรรเสริญ แล้วก็ ถูกนินทา

๔. มีสุข แล้วก็ ต้องมีทุกข์


- เป็นไปไม่ได้ที่จะมีแต่ลาภร่ำรวยล้นไม่หยุด

- เป็นไปไม่ได้ที่จะมีแต่ยศศักดิ์อัครฐาน ไม่เสื่อม

- เป็นไปไม่ได้ที่จะมีแต่คำยกย่องสดุดี ไม่ถูกด่าว่า

- เป็นไปไม่ได้ที่จะมีแต่สุขสนุกสนาน ไม่ทุกข์


อยู่ว่าง ๆ ณ ที่สงบสงัด ทำใจให้เป็นสมาธิ คิดพิจารณาตามที่ว่ามา
จิตที่ผิดหวัง มีทุกข์ จะค่อย ๆ มั่นคงมีเหตุผล คลายความทุกข์ได้


พระพุทธองค์ทรงสอนชาวโลกไว้แจ่มแจ้งแล้ว แต่ผู้เครียดทั้งหลาย
มิได้ใส่ใจสนใจ มิได้นำมาพินิจพิจารณา จึงต้องเครียดหนัก


ผู้ที่จะอยู่ในโลกได้อย่างสุขสบายไม่เครียด จะต้องเป็นผู้ยอมรับรู้
ยอมรับทราบ ยอมให้ตนได้รับทุกข์ โดยไม่มีการปฏิเสธ (กายจะทุกข์ก็ให้เขาทุกข์)


คล้าย ๆ ว่า แสวงหาสุขบนกองทุกข์ของตน
คือ เห็นทุกข์เป็นเพื่อนคู่ชีวิต

เห็นความลำบากเป็นทางแห่งเกียรติยศ
เห็นความโศกสลดเป็นรสชาติของชีวิต

ชีวิตที่เกรียงไกรเลิศล้ำ ต้องมีสีสัน
ต้องสามารถแสดงบทบาทโลดโผนได้อย่างดี


มิใช่ชีวิตที่ล่องลอยมาสบาย ๆ
ดังพระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า
เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ว่า


"หนทางไปสู่เกียรติศักดิ์ จักประดับดอกไม้หอมหวนยวนจิตไซร้ บ่ มี"


อาจมีคนค้านว่า "พูดหรือสอนเขานะ มันแสนยาก
แต่พอจะทำเอง มันยากนักยากหนา
คนสอนนะยังไม่เคย เป็นหนี้สินใครเป็นร้อย ๆ ล้าน
ยังไม่เคยถูกพิษร้ายถึงขนาดบริษัทพัง
ธุรกิจล่มจม ตกงาน เงินขาดมือ
จึงนึกว่าจะแก้ทุกข์ได้ง่าย"


ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ควรเครียด ไม่ควรตายอยู่ดีนั่นเอง
เหตุผลก็คือ เรายังมีร่างกาย ยังมีความรู้ ยังมีความสามารถ
และยังมีคุณค่าต่อสังคมมากต่อมาก


- ไม่ตายเสีย ก็คงมีโอกาสปลอดโปร่งสว่างไสวในชีวิต

- ไม่ตายเสีย ก็ยังมีโอกาสทำงานอื่น ๆ กอบกู้ฐานะได้

- ไม่ตายเสีย ก็คงจะมีเพื่อนผู้สามารถมาชี้แนะอุ้มชู

- ไม่ตายเสีย ก็คงมีโอกาสทำงานขอทุเลาหนี้ หรือใช้หนี้ได้
ถึงไม่อาจใช้หนี้หมดได้จริง เราก็ยังมีโอกาสพบผู้เห็นอกเห็นใจ
ผู้เห็นคุณค่าของเราบ้างจนได้


ในเมื่อพระพุทธเจ้าท่านสอนว่า
ความสุขไม่เที่ยงแท้ เป็นจริง
เราก็ต้องเข้าใจต่อไปว่า ความทุกข์
ก็ไม่อยู่กับเราตลอดไปดอก (ทุกข์ก็หมดไปได้)
มีทางสว่างไสวอยู่ในความมืดแน่นอน
ถ้าเราไม่ด่วนดับอนาคตของตัวเองง่าย ๆ ...


สาธุ สาธุ สาธุ
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัว
ลูกโป่ง
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 01 ส.ค. 2005
ตอบ: 4089

ตอบตอบเมื่อ: 30 มิ.ย.2007, 3:11 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

การสร้างความดีที่ดีที่สุด ก็คือ การพัฒนาให้เกิดปัญญาญาณ
พัฒนาตัวเอง สะสมบุญให้แก่ตัวเองเกิดความสุข
ความสนุกในการทำงานให้แก่ตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

การทำบุญที่เราสงเคราะห์คนอื่นนั้นก็ดีอยู่
แต่ก่อนที่จะไปสงเคราะห์คนอื่นเขา ช่วยเหลือคนอื่นเขา
ต้องช่วยเหลือตัวเองให้ได้ก่อน
การช่วยเหลือตัวเองนั้นเป็นการเอาบุญมาใส่ไว้ที่จิตใจของตัวเอง
ให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองวัฒนาสถาพรก่อน
แล้วค่อยจะสงเคราะห์คนอื่นเขา เรียกว่า การพัฒนาให้เกิดปัญญา
เพราะปัญญามีอยู่ในตัวเราครบ
แต่เราไม่ใช้ปัญญาในตัวเอามาเป็นประโยชน์ต่อตัวเอง
และสังคมแต่ประการใด

ปัญญาในตัวก็ได้แก่การเจริญกรรมฐาน
เจริญสติปัญญา เจริญสมาธิภาวนา เป็นต้น
อันนี้เป็นการพัฒนาชีวิตให้เกิดมีความสำคัญขึ้น
ใช้หลักที่พระพุทธเจ้าสอนมา ๓ ประการ
คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เรียกว่า ไตรสิกขา ๓
ต้องการให้มีสติ ต้องการให้มีความรู้จริงในสัมปชัญญะ
ให้มีความรู้ความคิด ให้เกิดมีสติปัญญา

ให้เกิดทักษะในชีวิตของเขา
ให้เกิดความตั้งใจที่จะใช้ชีวิตเป็นประโยชน์ต่อการงานและหน้าที่
เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติตน
และเป็นการที่จะต้องฝึกปฏิบัติให้เกิดผล
โดยประสบการณ์แก่ปัญหาชีวิตของท่าน
เรียกว่าแกนนำทำให้ความสำเร็จได้
การงานก็จะสำเร็จได้อยู่ตรงนั้น

การเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้เป็นทางสายเอกของพระพุทธเจ้า
ก็คือบำเพ็ญ ศีล สมาธิ ปัญญา นั่นเอง
สติปัฏฐาน ๔ สำคัญในแนวทางของชีวิต
ทำให้ชีวิตรุ่งเรืองวัฒนาสถาพรให้เกิดปัญญาแก้ไขปัญหาได้


สาธุ สาธุ สาธุ
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัว
ลูกโป่ง
บัวแก้ว
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 01 ส.ค. 2005
ตอบ: 4089

ตอบตอบเมื่อ: 30 มิ.ย.2007, 3:12 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

อย่าลืมว่าบุญนั้นนะ จะเกิดความสุขได้
ต้องชำระจิต ทำใจให้สบาย ทำใจให้เป็นปกติ
ท่านถึงจะมีความสุข...


สาธุ สาธุ สาธุ
 
ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัวชมเว็บส่วนตัว
แสดงเฉพาะข้อความที่ตอบในระยะเวลา:      
สร้างหัวข้อใหม่ตอบ
 


 ไปที่:   


อ่านหัวข้อถัดไป
อ่านหัวข้อก่อนหน้า
คุณไม่สามารถสร้างหัวข้อใหม่
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
คุณไม่สามารถแก้ไขข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลบข้อความของคุณ
คุณไม่สามารถลงคะแนน
คุณ สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้


 
 
เลือกบอร์ด  • กระดานสนทนา  • สมาธิ  • สติปัฏฐาน  • กฎแห่งกรรม  • นิทานธรรมะ  • หนังสือธรรมะ  • บทความ  • กวีธรรม  • สถานที่ปฏิบัติธรรม  • ข่าวกิจกรรม
นานาสาระ  • วิทยุธรรมะ  • เสียงธรรม  • เสียงสวดมนต์  • ประวัติพระพุทธเจ้า  • ประวัติมหาสาวก  • ประวัติเอตทัคคะ  • ประวัติพระสงฆ์  • ธรรมทาน  • แจ้งปัญหา

จัดทำโดย  กลุ่มเผยแผ่หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา ธรรมจักรดอทเน็ต
เพื่อส่งเสริมคุณธรรม และจริยธรรมในสังคม
เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2546
ติดต่อ webmaster@dhammajak.net
Powered by phpBB © 2001, 2002 phpBB Group :: ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง