ผู้ตั้ง |
ข้อความ |
กรัชกาย
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 24 ต.ค. 2006
ตอบ: 2348
|
ตอบเมื่อ:
21 ก.ค.2008, 11:04 pm |
  |
อ้างอิงจาก: |
พระพุทธองค์สอนอีกว่า ถ้าเธอออกไปจากสังสารวัฏ เธอจะไปอยู่ที่สภาวะใหม่ สภาวะนี้เรียกว่า นิพพาน นะ
เมื่อไปอยู่นิพพานก็ไม่ต้องทำความเห็น ให้เป็น อัตตา หรือ อนัตตา อีกแล้วครับ เพราะยังไงก็ต้องอยู่ในนิพพานอยู่แล้ว และตลอดอนันตกาลด้วยครับ เพราะในนิพพานมีแต่ นิจจัง สุขขัง ครับ ไม่ต้องไปที่ไหนอีกแล้วครับ
guest: 21 กรกฎาคม 2008, 8:13 pm |
ท่าน guest กำลังพูดอธิบายถึงนิพพานมหายานอยู่หรือครับนี่ ฟังๆดู
เหมือนนิพพานตั้งอยู่ ณ สถานที่แห่งใดแห่งหนึ่ง
มีเจตนาจะสื่อความหมายอย่างนั้น ใช่ไหมครับ |
|
_________________ สติ-การนึกไว้,การคุมจิตไว้กับอารมร์,การคุมจิตไว้กับกิจที่กำลังกระทำ-สัมปชัญญะ-การรู้ชัดสิ่งที่นึกไว้,การรู้ชัดสิ่งที่กำลังกระทำนั้น-ท่านเรียกว่าผู้มีสติสัมปชัญญะหรือมีสติปัญญา |
|
  |
 |
พลศักดิ์ วังวิวัฒน์
บัวบานเต็มที่

เข้าร่วม: 30 มิ.ย. 2008
ตอบ: 542
|
ตอบเมื่อ:
21 ก.ค.2008, 11:32 pm |
  |
คุณquestและคุณกรัชกาย และทุกท่านครับ
1. ที่ผมยกมาเป็นอนัตตลักขณะสูตร ความหมายมันออกชัดเจน พระพุทธเจ้าตรัสว่า
สิ่งใดเป็นอัตตา สิ่งใดเป็นอนัตตา
" สิ่งใดเที่ยง, ไม่มีทุกข์, ไม่ปรวนแปรเป็นธรรมดา สามารถบังคับบัญชาให้เป็นอย่างใจหวังได้ สิ่งนั้นก็ย่อมเป็น อัตตา "
" สิ่งใดไม่เที่ยง, มีทุกข์, มีความปรวนแปรเป็นธรรมดา ไม่สามารถบังคับบัญชาให้เป็นอย่างใจหวังได้ สิ่งนั้นก็ย่อมเป็น อนัตตา "
2. ไม่มีอัตตาในสังสารวัฎครับ มีแต่อนัตตา(อัตตาทิฏฐิ อัตตาอุปทาน หรือมายา) ที่เดียวที่มีอัตตาอยู่
คือ ในพระนิพพาน เพราะใน 3 ภพนั้น แม้แต่พรหมชั้นสูงสุด คือ อรูปพรหมชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ
ท่านก็มีอายุแค่ 84,000 มหากัป นั่นคือ ไม่เที่ยง นั่นเอง
แต่พระอรหันต์เป็นผู้หมดราคะ โทสะ โมหะ แล้ว พระพุทธเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความกำจัด
ความกำจัดโทสะ ความกำจัดโมหะ นี้เป็นชื่อแห่งนิพพานธาตุ ความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้น
โมหะ นี้เรียกว่า อมตภาพ "
พระอรหันต์ต่างๆในพระนิพพาน จะมีอายตนะนิพพาน หรือธรรมกาย เป็นอายตนะหรือขันธ์ของท่าน
อายตนะนิพพาน หรือธรรมกาย นั้นเป็นอมตภาพ คือ เที่ยง ไม่มีทุกข์เหลืออยู่ ไม่ปรวนแปรเป็นธรรมดา
(คือ ไม่เกิด แก่ เจ็บ ตาย) และท่านสามารถบังคับบัญชาให้เป็นอย่างใจหวังได้ นี่คือ อัตตา ครับ
ผมเปิดเผยความลับของฟ้าแล้วนะครับ แต่พวกท่านจะมีบุญบารมีจะรับได้หรือเปล่าเท่านั้น |
|
|
|
  |
 |
ขันธ์
บัวบานเต็มที่

เข้าร่วม: 19 ก.ค. 2008
ตอบ: 520
|
ตอบเมื่อ:
21 ก.ค.2008, 11:42 pm |
  |
คุณ พลศักดิ์ครับ คุณตีความได้แนบเนียนมาก นี่หลายๆคนคงจะงงๆ ว่าเออพลศักดิ์มีเหตุผล แต่บังเอิญว่า พลศักดิ์ คนนี้ผมทราบดีว่า วิชชาของเขานั้นยังไม่ถึงขั้น จึงตีความผิดไป ผมขอยกมาให้ดูดังนี้
อ้างอิงจาก: |
สังขารทั้งหลายเป็นอนัตตา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าสังขารเหล่านี้จักได้เป็นอัตตาแล้วสังขารเหล่านี้ไม่พึง
เป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลพึงได้ในสังขารทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายของ เราจงเป็นอย่างนี้เถิด
สังขารทั้งหลายของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย. |
ตรงคำว่า อัตตานี้ พระพุทธองค์ ไม่ได้พูดเป็นนัยยะว่า สิ่งใดเที่ยง สิ่งนั้นคืออัตตา แต่พระพุทธองค์ทรงหมายถึงว่า ถ้าสิ่งใดเป็นอัตตา คือ ของๆ เราจริงสิ่งนั้น เราย่อมบังคับได้ ให้เป็นไป หรือ ไม่เป็นไปตามใจเราได้
ความหมายของอัตตาในที่นี้ คือ อะไรก็ตามที่เป็นของๆ เรา อย่างแท้จริง สิ่งนั้นย่อมเป็นไปตามความต้องการของเรา
นอกจากนี้ยังมีการเปรียบเทียบว่า ทหารของพระราชานั้น พระราชาก็สามารถ บอกสั่งการให้เป็นไปตามพระราชประสงค์ได้ แสดงว่า อัตตาในทีนี้ คือ ความเห็นที่เป็นของเรา สิ่งใดๆ ที่เป็นของเราสิ่งนั้นเป็นอัตตา
คุณพลศักดิ์ตีความ นัยยะ ของคำว่า อัตตาผิดไปมาก |
|
_________________ เพราะเอาใจเข้าไปวิพากษ์ จึงมีบาปและบุญ
สรรพสิ่งมันอยู่อย่างนั้นเอง เราเองคือผู้หลงเข้าไปเอาทุกข์ |
|
  |
 |
ขันธ์
บัวบานเต็มที่

เข้าร่วม: 19 ก.ค. 2008
ตอบ: 520
|
ตอบเมื่อ:
21 ก.ค.2008, 11:47 pm |
  |
คำว่า อัตตา จึงแปลว่า เป็นของเรา ไม่ได้แปลว่า เป็นตัวตนที่เที่ยง ซึ่งแม้กระทั่งตัวตน ของเรานั้นก็เกิดจาก การยึดว่า สิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นของเรา
เราต่างกัน ก็แต่ในแง่สมมติ นะครับ คือ ความทรงจำ ประสบการณ์ ความคิด ล้วนหล่อหลอมมาให้ เราต่างกัน แล้วเราจะบอกว่า ความทรงจำอันนั้นเป็นของเรา แบบนี้ คือการยึดว่า สิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นของเราซึ่ง หากเราดูจริงๆ แล้วไม่มีสิ่งใดสักอย่างที่เป็นของเรา เพราะเราบังคับอะไรไม่ได้เลย
ทีนี้ ดูคำว่า นิพพาน นิพพานไม่ได้เป็นอัตตา คือ ไม่ใช่เรื่องของการยึดว่าเป็นของเรา หรือ ไม่ใช่ ความเป็นตัวเรา เพราะหากว่ายังมีตัวเราอยู่ก็ยังขัดกัน เพราะตัวเราประกอบขึ้นจาก ขันธ์ ทั้ง 5 อันไม่ใช่เราเลย
ข้อนี้ พยายามทบทวนให้ดี ใบไม้ คุณเชื่อผมได้แล้ว คุณไม่เคยเถียงด้วยเหตุผล สู้กับผมได้สักเรื่องหนึ่ง |
|
_________________ เพราะเอาใจเข้าไปวิพากษ์ จึงมีบาปและบุญ
สรรพสิ่งมันอยู่อย่างนั้นเอง เราเองคือผู้หลงเข้าไปเอาทุกข์ |
|
  |
 |
พลศักดิ์ วังวิวัฒน์
บัวบานเต็มที่

เข้าร่วม: 30 มิ.ย. 2008
ตอบ: 542
|
ตอบเมื่อ:
22 ก.ค.2008, 12:41 am |
  |
คุณขันธ์ ครับ
พระพุทธเจ้าตรัสดวยว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณนี้ไม่พึงเป็น
เพื่ออาพาธ (ความเสื่อม
ความเจ็บไข้ ความแปรปรวน) คือ ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย นี่เป็นสิ่งที่เรียกว่า เที่ยง ครับ
อย่านำสิ่งที่อยู่ในไตรลักษณ์ มาเทียบกับนิพพานเลย ขันธ์ทั้งหมดที่อยู่ในไตรลักษณ์ ล้วนไม่เที่ยง
แต่ขันธ์ของพรอรหันต์อนุปาทิเสสนิพพานธาตุนั้นเที่ยง เพราะพระพุทธเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความ
กำจัดราคะ ความกำจัดโทสะ ความกำจัดโมหะ นี้เป็นชื่อแห่งนิพพานธาตุ ความสิ้นราคะ
ความสิ้นโทสะ ความสิ้น โมหะ นี้เรียกว่า อมตภาพ " |
|
|
|
  |
 |
กรัชกาย
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 24 ต.ค. 2006
ตอบ: 2348
|
ตอบเมื่อ:
22 ก.ค.2008, 8:14 am |
  |
อ้างอิงจาก: |
คุณquestและคุณกรัชกาย และทุกท่านครับ
ผมเปิดเผยความลับของฟ้าแล้วนะครับ แต่พวกท่านจะมีบุญบารมี
จะรับได้หรือเปล่าเท่านั้น
พลศักดิ์ : 21 กรกฎาคม 2008, 11:32 pm |
ผมเปิดเผยความลับของฟ้าแล้วนะครับ
คุณ พลศักดิ์ พูดยังกะหนังจีนนะครับ
แต่พวกท่านจะมีบุญบารมีจะรับได้หรือเปล่า
เท่านั้น
กรัชกายรับได้ครับไม่มีปัญหา เพราะหลักวิปัสสนากรรมฐาน
สอนให้กำหนดรู้ดูทันสิ่งที่เกิดขึ้นตามที่มันเป็นแต่ละขณะๆ หมายความ
ว่า รูปนามเป็นอย่างไรก็รู้อย่างนั้น ไม่ฝืนสภาพธรรมให้เป็นตามความ
ต้องการของเรา
รู้แล้วๆ ปล่อย  |
|
_________________ สติ-การนึกไว้,การคุมจิตไว้กับอารมร์,การคุมจิตไว้กับกิจที่กำลังกระทำ-สัมปชัญญะ-การรู้ชัดสิ่งที่นึกไว้,การรู้ชัดสิ่งที่กำลังกระทำนั้น-ท่านเรียกว่าผู้มีสติสัมปชัญญะหรือมีสติปัญญา |
|
  |
 |
กรัชกาย
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 24 ต.ค. 2006
ตอบ: 2348
|
ตอบเมื่อ:
22 ก.ค.2008, 8:27 am |
  |
อ้างอิงจาก: |
พระพุทธเจ้าตรัสด้วยว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณนี้ไม่พึงเป็น
เพื่ออาพาธ (ความเสื่อม ความเจ็บไข้ ความแปรปรวน) คือ ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย นี่เป็นสิ่งที่เรียกว่า เที่ยง ครับ
อย่านำสิ่งที่อยู่ในไตรลักษณ์ มาเทียบกับนิพพานเลย ขันธ์ทั้งหมดที่อยู่ในไตรลักษณ์ ล้วนไม่เที่ยง
แต่ขันธ์ของพระอรหันต์อนุปาทิเสสนิพพานธาตุนั้นเที่ยง
เพราะพระพุทธเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความ กำจัดราคะ ความกำจัดโทสะ ความกำจัดโมหะ นี้เป็นชื่อแห่งนิพพานธาตุ ความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้น โมหะ นี้เรียกว่า อมตภาพ "
พลศักดิ์ : 22 กรกฎาคม 2008, 12:41 am |
พระพุทธเจ้าตรัสด้วยว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณนี้ไม่พึงเป็น
เพื่ออาพาธ (ความเสื่อม ความเจ็บไข้ ความแปรปรวน) คือ ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย นี่เป็นสิ่งที่เรียกว่า เที่ยง ครับ
อย่านำสิ่งที่อยู่ในไตรลักษณ์ มาเทียบกับนิพพานเลย ขันธ์ทั้งหมดที่อยู่ในไตรลักษณ์ ล้วนไม่เที่ยง
แต่ขันธ์ของพระอรหันต์อนุปาทิเสสนิพพานธาตุนั้นเที่ยง
คุณพลศักดิ์เข้าใจตีความนะครับ ไม่กลัวความตีเอาบ้างหรอครับ
นี่  |
|
_________________ สติ-การนึกไว้,การคุมจิตไว้กับอารมร์,การคุมจิตไว้กับกิจที่กำลังกระทำ-สัมปชัญญะ-การรู้ชัดสิ่งที่นึกไว้,การรู้ชัดสิ่งที่กำลังกระทำนั้น-ท่านเรียกว่าผู้มีสติสัมปชัญญะหรือมีสติปัญญา |
|
  |
 |
guest
บัวบาน

เข้าร่วม: 09 ก.ค. 2008
ตอบ: 254
|
ตอบเมื่อ:
22 ก.ค.2008, 9:26 am |
  |
คุณ กรัชกาย ครับ
อ้างอิงจาก:
"ท่าน guest กำลังพูดอธิบายถึงนิพพานมหายานอยู่หรือครับนี่ ฟังๆดู เหมือนนิพพานตั้งอยู่ ณ สถานที่แห่งใดแห่งหนึ่ง มีเจตนาจะสื่อความหมายอย่างนั้น ใช่ไหมครับ"
ตอบ :
สิ่งที่ผมกล่าวเป็นการอธิบายความหมายนิพพาน ในมุมมองอีกมุมหนึ่งเท่านั้นครับ เพียงแต่ว่าจะดูมุมบน หรือ มุมล่าง หรือ มุมซ้าย หรือ มุมขวา หรือ มุมหน้า หรือ มุมหลัง หรือ มุงเฉียง ทุกด้าน ก็เป็นนิพพานอยู่ดีครับ
เมื่อมุมต่างเมื่อมารวมกันย่อมแสดงถึงมิติที่เป็นสามมิติใช่มั้ยครับ บ่งบอกถึงสถานที่ได้ เหมือนกับดาวเทียมบนอวกาศ จะจับสัญญาณของสิ่งใดบนโลก ก็ต้องใช้มิติทั้งสามอ้างอิงครับ
แต่นิพพานนำเอามิติเหล่านี้มาอ้างไม่ได้ครับ เพราะนิพพานเป็นโลกุตรธรรม เป็นวิมุติ เหนือโลกไปแล้วครับ เอาสิ่งต่าง ๆ บนโลกมาเปรียบเทียบไม่ได้
แต่ที่ผมกล่าว เป็นเพียง สมมติบัญญัติ เพื่อให้เห็นถึงความหมายของนิพพานตามสมมติเท่านั้นครับ
ผมก็ยังไม่ถึงนิพพาน แต่ความลังเลสงสัยในนิพพานเบาบางลงอยู่บ้าง เนื่องจากการปฏิบัติธรรม ซึ่งต่างจากเรียนปริยัติธรรม เรียนไปเฉย ๆ แต่ขาดการปฏิบัติ เรียนไปเท่าใดสงสัยไปเท่านั้น เรียนนรกสังสัยนรก เรียนสวรรค์สงสัยสวรรค์ เรียนพรหมโลกสงสัยพรหมโลก เรียนนิพพานสงสัยนิพพาน สุดท้ายเรียนจนคัมภีร์แตกคิดว่านิพพานไม่มีแล้ว สุญไปแล้ว ตามพระพุทธองค์ซึ่งปรินิพพานไปแล้ว เพราะกิเลสพาให้เป็นไป หรือคิดว่านิพพานเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ไปต่าง ๆ นา ๆ
ถ้าลงได้ปฏิบัติจริงจังแล้วแม้ผู้ปฏิบัติก็ไม่สงสัยกันเอง เพราะปฏิบัติมาเหมือนกันสิ่งที่รู้สิ่งที่เห็นก็ไม่ต่างกันในหลักสำคัญ พอแย็บออกมารู้กันทันที รับกันทันที
ถึงแม้จะมีทิฎฐิมานะ ว่าเราอยู่เหนือเขา หรือต่ำกว่าเขา หรือเสมอเขา อยู่บ้าง ก็ไม่ก่อให้เกิดข้อข้องใจแก่ตนเอง ให้เป็นสิ่งที่คอยจับจ้องให้ขุ่นมัวในจิตใจ เพราะมีธรรมคอยตี คอยกำกับ เป็นเบรคห้ามล้อ ไม่ให้กิเลสมันก่อไฟในใจตน
เมื่อกิเลสมีร้อยสันพันคม ธรรมะก็ต้องมีร้อยสันพันคม อย่างนี้มันถึงจะทันกัน ไม่เช่นนั้นก็ต้องโดนกิเลสหลอกเอาทุกภพทุกชาติไป แล้วก็ต้องแบกกองทุกข์ไปไม่รู้จบสิ้น |
|
|
|
  |
 |
กรัชกาย
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 24 ต.ค. 2006
ตอบ: 2348
|
ตอบเมื่อ:
22 ก.ค.2008, 12:33 pm |
  |
อ้างอิงจาก: |
ที่ผมกล่าว เป็นเพียง สมมติบัญญัติ เพื่อให้เห็นถึงความหมายของนิพพานตามสมมติเท่านั้นครับ
ผมก็ยังไม่ถึงนิพพาน แต่ความลังเลสงสัยในนิพพานเบาบางลงอยู่บ้าง เนื่องจากการปฏิบัติธรรม ซึ่งต่างจากเรียนปริยัติธรรม
guest: 22 กรกฎาคม 2008, 9:26 am |
ขอบคุณครับ คุณ guest ที่แลกเปลี่ยนสิ่งใหม่ๆ กัน
ที่ว่า ผมก็ยังไม่ถึงนิพพาน แต่ความลังเลสงสัยใน
นิพพานเบาบางลงอยู่บ้าง เนื่องจากการปฏิบัติธรรม ซึ่งต่างจาก
เรียนปริยัติธรรม
อนุโมทนาสาธุครับ guest
แต่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่สาธุชนผู้สนใจ ช่วยบอก หรือ แนะนำการ
ปฏิบัติธรรมที่คุณกำลังปฏิบัติอยู่ด้วยครับ ว่าปฏิบัติหรือทำอย่างไร
จึงทำให้คลายความสงสัยในนิพพานลงได้ครับ
แต่ทางด้านการศึกษาเล่าเรียนสืบๆมา (ปริยัติธรรม) เมื่อกล่าวตามตัว
อักษร นิพพาน แปลว่า ไม่มีตัณหา หรือ ออกไปจากตัณหา-
(นิพพาน = นิ+วาน) หมายถึงว่าผู้บรรลุพระนิพพานขั้นใดขั้น
หนึ่ง กิเลสตัณหาจะเบาบางลง จนกระทั่งหมดสิ้นไปในที่สุด
ตามขั้นตามตอนของนิพพานที่ลุถึงนั้น  |
|
_________________ สติ-การนึกไว้,การคุมจิตไว้กับอารมร์,การคุมจิตไว้กับกิจที่กำลังกระทำ-สัมปชัญญะ-การรู้ชัดสิ่งที่นึกไว้,การรู้ชัดสิ่งที่กำลังกระทำนั้น-ท่านเรียกว่าผู้มีสติสัมปชัญญะหรือมีสติปัญญา |
|
  |
 |
พลศักดิ์ วังวิวัฒน์
บัวบานเต็มที่

เข้าร่วม: 30 มิ.ย. 2008
ตอบ: 542
|
ตอบเมื่อ:
22 ก.ค.2008, 1:17 pm |
  |
คุณ"กรัชกาย"ครับ
อย่านำสิ่งที่อยู่ในไตรลักษณ์ มาเทียบกับนิพพานเลย ขันธ์ทั้งหมดที่อยู่ในไตรลักษณ์ ล้วนไม่เที่ยง
แต่ขันธ์ของพระอรหันต์อนุปาทิเสสนิพพานธาตุนั้นเที่ยง
หลักอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันเป็นหลักของไตรลักษณ์ใช้ใน 3 ภพ แต่ทุกวันนี้สมมุติสงฆ์ และฆราวาส
ไปเอาหลักไตรลักษณ์ไปใช้ในพระนิพพานด้วย ทะลึ่งไปบอกว่า นิพพานเป็นอนัตตา
ก็คือ นิพพาน ไม่เที่ยง และยังมีทุกข์อยู่.......แล้วเราจะไปทำไมครับ นิพพาน ??? |
|
|
|
  |
 |
กรัชกาย
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 24 ต.ค. 2006
ตอบ: 2348
|
ตอบเมื่อ:
22 ก.ค.2008, 1:47 pm |
  |
อยากให้คุณพลศักดิ์ กับ คุณ guest จะสนทนาเรื่องนิพพาน
ที่กระทู้นี้ต่อจากนี้ไป
น้องคามิน จขกท. และสมาชิกคนอื่นๆ คงได้ความรู้เกี่ยวกับนิพพาน
อีกมากมาย  |
|
_________________ สติ-การนึกไว้,การคุมจิตไว้กับอารมร์,การคุมจิตไว้กับกิจที่กำลังกระทำ-สัมปชัญญะ-การรู้ชัดสิ่งที่นึกไว้,การรู้ชัดสิ่งที่กำลังกระทำนั้น-ท่านเรียกว่าผู้มีสติสัมปชัญญะหรือมีสติปัญญา |
|
  |
 |
mes
บัวบานเต็มที่

เข้าร่วม: 09 มิ.ย. 2007
ตอบ: 643
ที่อยู่ (จังหวัด): กทม.
|
ตอบเมื่อ:
22 ก.ค.2008, 2:37 pm |
  |
อัตตา เป็นที่ประชุมของเหตุปัจจัย
ถ้าอัตตาสมมุติว่าโต๊ะ ถอดขาโต๊ะออก 4ขา ความเป็นโต๊ะก็หายไปเหลือแต่แผ่นกระดาน และท่อนไม้ 4ท่อน
ถ้าอัตตาสมมุติว่านิพพาน อะไรคื่อเหตุปัจจัยของนิพพาน
เมื่อนิพานยังมีปัจจัย ก็ยังไม่ใช่ที่สิ้นสุดสัมบูรณ์ อะไรที่ยังคงเหลือเมื่อแตกแยกปัจจัยส่วนประกอบนิพพานออกมา
อย่าบอกน่ะว่านิพพานจะไม่มีการแตกแยกเหตุปัจจัย
นอกจากนิพพานไม่ใช่ที่ประชุมของเหตุปัจจัย คื่ออัตตา
สำหรับผม ยกตัวอย่างเรื่องโต๊ะอีกครั้ง
โต๊ะคื่ออัตตา คื่อที่ประชุมของแผ่นกระดานกับขาทั้ง 4 ขา เราสมมุติเรียกว่าโต๊ะ
นิพพานคงเทียบได้กับ แผ่นกระดาน กับขาโต๊ะทั้ง 4 ถูกถอดแยกชิ้นส่วน ไฟไหม้กลายเป็นถ่านไม้ที่ยังคงรูปร่างเดิมอยู่ แต่จะนำกลับมาประกอบเป็นโต๊ะไม่ได้อีกแล้ว
ที่ตอบมาทั้งหมดเป็นเพียงการพยายามยกตัวอย่างของปุถุชนคนหนึ่ง
นิพพานจริงๆเป็นอย่างไร ก็ไม่ทราบเช่นกัน
อาจเป็นเพราะบารมียังไม่ถึง
จึงยังไม่อาจล่วงรู้ความลับฟ้า
ข้าน้อยขอลา |
|
|
|
   |
 |
คามินธรรม
บัวบานเต็มที่


เข้าร่วม: 29 พ.ค. 2008
ตอบ: 860
ที่อยู่ (จังหวัด): กทม.
|
ตอบเมื่อ:
22 ก.ค.2008, 2:42 pm |
  |
ขออนุโมทนาทุกท่านที่ร่วมกันเสวนานะคับ
อันตัวน้องนี้ มิถือว่าเป็นเจ้าของกระทู้แต่อย่างใด (ปฏิบัติธรรมในตัว)
คุยกันได้อย่างสีรีตามอัธยาศัยเลยคับผม
 |
|
_________________ ฐิโต อหํ องฺคุลิมาล ตฺว ฺจ ติฏฺฐ
|
|
  |
 |
คามินธรรม
บัวบานเต็มที่


เข้าร่วม: 29 พ.ค. 2008
ตอบ: 860
ที่อยู่ (จังหวัด): กทม.
|
ตอบเมื่อ:
22 ก.ค.2008, 2:53 pm |
  |
อ้างอิงจาก: |
กรัชกาย said - คุณคามินหนุ่มรูปงาม และ คุณmes ที่นับถือครับ
|
โอว คุณพี่ ถ้ายุให้ผมโกรธนี่ก็อาจจะยากพอใช้ได้อยู่นะ
แต่ยุว่าผมรูปงามนี่ จิ๊ดโดนเส้นเลย ยุขึ้นนะคับ ขึ้นง่ายด้วย 555
 |
|
_________________ ฐิโต อหํ องฺคุลิมาล ตฺว ฺจ ติฏฺฐ
|
|
  |
 |
guest
บัวบาน

เข้าร่วม: 09 ก.ค. 2008
ตอบ: 254
|
ตอบเมื่อ:
22 ก.ค.2008, 8:12 pm |
  |
คุณ กรัชกาย ครับ
๑.นี่คือบางส่วนของการปฏิบัติของผม
ผมปฏิบัติมาอย่างนี้ครับ ในขณะที่นั่งสมาธิจิตรวมในระดับหนึ่งนั่งนานไปแล้วเกิดเวทนาที่ขา ผมส่งจิตไปยังเวทนาปรากฎว่าเกิดความรู้แสดงขึ้นมาในขณะนั้นว่า เวทนาที่ขา ร่างกาย และจิตแยก ออกเป็น สามส่วนไม่เกี่ยวข้องกัน นั้นเป็นครั้งแรก ต่อมาผมก็ปฏิบัติสมาธิภาวนาไปเรื่อย แล้ววันหนึ่งผมนั่งสมาธิไปปรากฎว่าจิตรวมลงความรู้สึกว่าร่างกายหายไปเหลือแต่จิต ผมจึงพิจารณาลงไปที่จิตปรากฎว่าเห็นสังขาร(ความคิดความปรุง) ผุดขึ้นแล้วดับไปแต่จับไม่ได้ว่าคิดอะไรบ้างเพราะสัญญา(ความจำได้หมายรู้) ไม่จับความคิด วันหนึ่งผมกำลังอาบน้ำในห้องน้ำพิจารณาธรรมไปเรื่อย ๆ แล้วมองรูปตัวเองในกระจก เห็นตัวเองในกระจกเหมือนกับอะไรที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน ไม่ใช่ตัวตน คน สัตว์ หรืออะไรบอกไม่ถูก วันหนึ่งผมเห็นผู้หญิงเกิดความกำหนัดผมใช้สติจับสัญญาในรูปผู้หญิงคนนั้นไว้ในจิต แล้วทำใจโดยแยบคายเหมือนพลิกสัญญานั้นทำให้ความกำหนัดหายไป ปัจจุบันผมขับรถไปด้วยภาวนาไปด้วยมองดูร่างกายของตนเองเป็นคนละสิ่งกับจิต มองดูแขนตนเองเหมือนกิ่งไม้ยื่นออกไปรู้สึกว่าไม่ใช่ตนเอง ปัจจุบันถ้าผมย้อนความรู้สึกเข้ามาหาจิตผมสามารถแยกความรู้สึกระหว่างร่างกายกับจิตได้ทันที และผมพยายามพิจารณาที่จิตเพื่อค้น เวทนาใน สัญญา สังขาร วิญญาณ ให้ชัดเจนขึ้นเรื่อยครับ และมีอีกหลายเหตุการณ์ครับสาธยายไม่หมดเพราะ ปฏิบัติมาแล้ว ๗ ปี และต้องรู้ว่าขันธ์ทั้ง ๕ แยกจากกันอย่างชัดเจนครับ จึงเรียกว่ารู้จักขันธ์ ๕ ครับ ความรู้ตรงนี้จะสัมผัสสัมพันธ์ไปยัง อายตนะ 12 ด้วยครับ เป็นสันทิฏฐิโก และปัจจัตตังครับ
๒.การบรรลุนิพพานมีเป็นขั้น ๆ ด้วยหรือครับ แต่ที่ผมทราบมา เมื่อถึงนิพพาน กิเลสก็ดับหมดนี่ครับ ที่เป็นขั้น ๆ ก็มีแต่ โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกิทาคามิมรรค สกิทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหันตมรรค อรหันตผล ท่านละกิเลสได้ตามขั้นของท่าน
๓.พระโสดาบันท่าน ไม่มีความสงสัยในนิพพานแล้วครับ เพราะท่านละวิจิกิจฉาได้แล้ว กระแสพระนิพพานพาดถึงท่านแล้วครับ โสดา มาจาก โสตะ แปลว่ากระแสครับ ท่านละสังโยชน์ได้ ๓ คือ สักกายะทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส
วิจิกิจฉา คือความสงสัย โดยสงสัยว่า ตายแล้วเกิด หรือตายแล้วสูญ ถ้าตายแล้วเกิด แต่จะเกิดในภพชาติที่เคยเกิดหรือไม่ หรือจะเกิดเป็นอะไรในภพต่อไป คนตายแล้วเปลี่ยภพชาติเกิดเป็นสัตว์ หรือสัตว์ตายแล้วเปลี่ยนภพชาติเกิดเป็นคนได้หรือไม่ คนตายสัตว์ตายไปอยู่ที่ไหนกัน กรรมดีกรรมชั่วมีจริงไหม และที่ทำลงไปแล้วให้ผลหรือไม่ ภพหน้าชาติหน้ามีจริงไหม นรกสวรรค์มีจริงไหม มรรคผลนิพพานมีจริงไหม ทั้งนี้อยู่ในข่ายแห่งความสงสัยทั้งนั้น พระโสดาบันบุคคล ท่านละได้เพราะท่านรู้เห็นหลักความจริงประจำใจ ซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหาทั้งมวลที่กล่าวมา และยังเชื่อกรรมและผลของกรรมอย่างฝังใจแบบถอนไม่ขึ้น ทั้งเชื่อความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าและพระธรรมว่าเป็นสวากขาตธรรมและเป็น นิยยานิกธรรม สามารถนำผู้ปฏิบัติตามให้ถึงความพ้นทุกข์ได้โดยลำดับ อย่างฝังใจอีกเช่นเดียวกัน
ผู้เจริญโสดาปัตติมรรค ก็จะคลายความสงสัยในนิพพานไปได้ตามกำลังมรรคของตน เมื่อบรรลุโสดาปัตติผล ก็หมดความสงสัยในนิพพานคือ ละวิจิกิจฉาเสียได้ |
|
|
|
  |
 |
ฌาณ
บัวเงิน


เข้าร่วม: 23 ก.ค. 2008
ตอบ: 1145
ที่อยู่ (จังหวัด): หิมพานต์
|
ตอบเมื่อ:
23 ก.ค.2008, 3:36 pm |
  |
พี่ quest ครับชื่อพี่แปลว่าอะไรครับ...รบกวนถามหน่อยอะคับ
ผมสนใจการปฏิบัติของพี่อะครับ ที่บอกว่าแยกกายแยกจิตออกแล้ว
อ้างอิงจาก: |
ผมสามารถแยกความรู้สึกระหว่างร่างกายกับจิตได้ทันที |
แยกแล้วได้อะไรครับพี่ ทำให้เราบรรลุอะไรขั้นไหนบ้างครับ
ผมสงสัยจัง....ขอพี่เมตตาให้ความรู้อะครับ  |
|
_________________ ผมจะพยายามให้ได้ดาวครบ 10 ดวงครับ |
|
  |
 |
guest
บัวบาน

เข้าร่วม: 09 ก.ค. 2008
ตอบ: 254
|
ตอบเมื่อ:
23 ก.ค.2008, 7:58 pm |
  |
สวัสดีครับคุณ ฌาณ
ที่แยกกายแยกจิต เพื่อการเข้าไปพิจารณาในจิตให้เห็นชัดเจนครับ เป้าหมายคือค้นหาตัวมหาเหตุที่อยู่ในจิตในใจเราครับ ตัวที่พาเราแบกกองทุกข์นี่ล่ะครับ ต้องเข้าไปแก้ตัวนี้ครับเพื่อหลุดจากกองทุกข์นี้ครับ
แยกกายแยกจิตได้ยังไม่ได้ขั้นอะไรครับ แต่เป็นจุดเริ่มต้นก้าวเข้าสู่ขั้น โสดาปัตติมรรค ครับ
คู่แห่งบุรุษ ๔ คู่ นับเรียงได้ ๘ บุรุษ นั่นคือสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าครับ
ชื่อที่ผมใช้คือ GUEST ครับ แปลว่า แขก เพราะครั้งแรกผมเข้ามาในเวปบอร์ด ไม่ได้ตั้งใจจะเข้ามาโพสต์เรื่อย ๆ คิดว่าโพสต์ซักครั้งสองครั้งก็ไป เลยใช้ชื่อว่า GUEST ครับ แต่เอาไปเอามาพัวพันจนถอนไม่ออกครับ แต่คิดว่าคงถึงเวลาแล้วครับ เพราะรู้สึกจิตใจมันเกาะมันเกี่ยวอยู่กับเวปบอร์ดครับ มีผลต่อการภาวนาครับ |
|
|
|
  |
 |
ฌาณ
บัวเงิน


เข้าร่วม: 23 ก.ค. 2008
ตอบ: 1145
ที่อยู่ (จังหวัด): หิมพานต์
|
ตอบเมื่อ:
23 ก.ค.2008, 9:28 pm |
  |
ขอบคุณพี่ quest ครับ
อยู่เป็นธรรมทานกับชนรุ่นหลังต่อไปนานๆนะครับ...
ผมเพิ่งมาใหม่ครับฝากตัวด้วยครับพี่  |
|
_________________ ผมจะพยายามให้ได้ดาวครบ 10 ดวงครับ |
|
  |
 |
กรัชกาย
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 24 ต.ค. 2006
ตอบ: 2348
|
ตอบเมื่อ:
24 ก.ค.2008, 10:15 pm |
  |
คุณ quest ยังอยู่นะครับ
กรัชกายอ่านผลการปฏิบัติและทัศนะของคุณที่ (quest : 22 กรกฎาคม
2008, 8:12 pm และ : 23 กรกฎาคม 2008, 7:58 pm)
แล้วมึนงงและสับสนเล็กน้อย พยายามลำดับความอยู่ วัน 2 วัน
จึงพอมองเห็นเงื่อนปมบ้างว่าเกี่ยวกับศัพท์ธรรมะ และ คุณธรรมหลาย
ข้อหลายประเด็นคลุมๆกัน
เอาอย่างนี้นะครับ กรัชกายจะลอกข้อเขียนจากหนังสือพุทธธรรม
279 ตัดๆเอาเฉพาะประเด็นที่เราสนทนาพาดถึงมาแปะ
(ที่ข้อความสีน้ำเงิน)
โดยเริ่มที่- ขั้นตอน หรือ ระดับแห่งการเข้าถึง
นิพพาน อย่างที่รู้กันทั่วไป ก็คือการแบ่งแบบมรรคผล หรือ มรรค
4 ผล 4 ได้แก่ โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกทาคามิมรรค
สกทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตตมรรค
อรหัตตผล
อย่างไรก็ดี การแบ่งแบบนี้ มักพูดถึงโดยสัมพันธ์กับบุคคลผู้
บรรลุ ฯลฯ ในที่นี้ขอย้ำไว้เพียงว่า มรรคผลนั้น ไม่ใช่
นิพพาน แต่เป็นเพียงขั้นตอนหรือระดับแห่งการเข้าถึงนิพพาน และ
มีข้อควรทราบอีกอย่างหนึ่งว่า มรรคข้อแรก คือ โสดาปัตติมรรค
มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ทัสสนะ (การเห็น) เพราะ เป็นการเห็น
นิพพานครั้งแรก-
(ข้อความที่ขีดเส้นใต้เหนือนี้ คือ คำตอบข้อสังเกตคุณที่...) ว่า
=> (๒. การบรรลุนิพพานมีเป็นขั้น ๆ ด้วยหรือครับ
แต่ที่ผมทราบมา เมื่อถึงนิพพาน กิเลสก็ดับหมดนี่ครับ)
ส่วนมรรคเบื้องสูงอีก 3 คือ สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค
อรหัตมรรค มีชื่อเรียกรวมกันอีกอย่างหนึ่งว่า ภาวนา
(การเจริญ) เพราะเป็นการเจริญในธรรมที่โสดาปัตติมรรคเห็นไว้แล้วนั่น
เอง (ม.อ.1/102; สงฺคณี อ.109; วิสุทธิ. 3/354;
วิสุทธิ.ฎีกา 3/626)
(โสดาบันบุคคล บรรลุมรรค-ผล-นิพพานครั้งแรก กิเลสยังไม่หมด
ถูกนะครับคุณ quest เพราะท่านเพิ่งบรรลุนิพพานครั้งแรก ราคะ
โทสะโมหะยังเหลืออยู่ แต่เบาบางลงแล้ว ละสังโยชน์ได้ 3 อย่างที่รู้ๆ
กัน พระโสดาบันบุคคล ยังต้องเพียรปฏิบัติต่ออีก 3 ขั้น จนถึงขั้น
สุดท้าย คืออรหัตมรรค อรหัตผล-แล้วบรรลุนิพพานอีกครั้ง
ครั้งนี้กิเลส-สังโยชน์จึงจะสิ้น) |
|
_________________ สติ-การนึกไว้,การคุมจิตไว้กับอารมร์,การคุมจิตไว้กับกิจที่กำลังกระทำ-สัมปชัญญะ-การรู้ชัดสิ่งที่นึกไว้,การรู้ชัดสิ่งที่กำลังกระทำนั้น-ท่านเรียกว่าผู้มีสติสัมปชัญญะหรือมีสติปัญญา |
|
  |
 |
กรัชกาย
บัวแก้ว


เข้าร่วม: 24 ต.ค. 2006
ตอบ: 2348
|
ตอบเมื่อ:
24 ก.ค.2008, 10:21 pm |
  |
-ประเด็นต่อๆไปอีกคับ
ผู้ปฏิบัติเพื่อเข้าถึงนิพาน ที่ประสบผลสำเร็จบรรลุจุดหมายแล้วก็ดี ผู้ที่
ดำเนินก้าวหน้ามาในทางที่ถูกจนถึงขั้นที่มองเห็นจุดหมายอยู่เบื้องหน้า
แล้วและจะต้องบรรลุถึงจุดหมายนั้นอย่างแน่นอนก็ดี ท่านจัดเข้าสังกัด
ในกลุ่มชนผู้เป็นสาวกที่แท้ของพระพุทธเจ้า ที่เรียกว่าสาวกสงฆ์ ดังข้อ
ความในบทสวดสังฆคุณว่า สุปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
ดังนี้เป็นต้น
มีคำเฉพาะสำหรับเรียกเพื่อแสดงคุณสมบัติพิเศษของท่านผู้เป็นสาวกที่
แท้เหล่านี้อีกหลายคำ คำที่ใช้กันทั่วไปและรู้จักกันมากที่สุด คงจะ
ได้แก่คำว่า อริยบุคคล หรือ พระอริยะ ซึ่งแปลว่า ผู้เจริญบ้าง
ท่านผู้ประเสริฐบ้าง ท่านผู้ไกลจากข้าศึกคือกิเลสบ้าง ฯลฯ |
|
_________________ สติ-การนึกไว้,การคุมจิตไว้กับอารมร์,การคุมจิตไว้กับกิจที่กำลังกระทำ-สัมปชัญญะ-การรู้ชัดสิ่งที่นึกไว้,การรู้ชัดสิ่งที่กำลังกระทำนั้น-ท่านเรียกว่าผู้มีสติสัมปชัญญะหรือมีสติปัญญา |
|
  |
 |
|