|
๐ ธรรมอันเป็นกำลัง ๕ ประการ พุทธภิตหรือธรรมะทั้งปวง ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงสอนมีความหมายหลายระดับ ตั้งแต่ระดับตื้นมีคุณในระดับนั้น ถึงระดับลึกซึ้ง เป็นคุณอย่างยิ่ง ยังให้พ้นความพ้นทุกข์ได้เป็นลำดับ ตั้งแต่ทุกข์น้อย ทุกข์ใหญ่ จนถึงความพ้นทุกข์ได้สิ้นเชิงจริง สำคัญที่ผู้มีบุญได้สดับรับฟังแล้ว จะต้องใคร่ครวญพิจารณาอย่างประณีตรอบคอบ ประกอบพร้อมด้วยศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา อันเป็นกำลัง ๕ ผู้มีธรรมอันเป็นกำลังทั้ง ๕ ประการนี้ ย่อมสามารถเข้าถึงพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งมีคุณลักษณะ ๓ ประการ คือทรงสอนเพื่อให้มีผู้รู้ยิ่งเห็นจริงในธรรมที่ควรรู้ควรเห็น และทรงสอนเป็นอัศจรรย์ คือ ผู้ปฏิบัติตามย่อมได้ประโยชน์แก่ความปฏิบัติ ๐ ศรัทธา : ความเชื่อ ความเลื่อมใสในธรรม ศรัทธาคือความเชื่อความเลื่อมใสในธรรมเป็นกำลัง ๕ ประการ ศรทธาคือความเชื่อมั่นในพระพุทธเจ้า ว่าทรงตรัสรู้ คือทรงรู้แจ้งในทุกสิ่ง ทรงรู้แจ้งโลก ไม่มีผิดแม้แต่น้อยในสิ่งที่ทรงตรัสรู้ สิ่งใดที่รับสั่ง สิ่งใดที่ทรงแสดงสอน สิ่งทั้งปวงนั้นล้วนเป็นสัจจะ ล้วนเป็นความจริง ล้วนเป็นความถูกต้อง ๐ วิริยะ : ความเพียรบากบั่นในธรรม วิริยะคือความเพียรความบากบั่นในธรรมเป็นกำลัง ๕ ประการ วิริยะ คือความบากบั่นพากเพียรพยายามศึกษา ใคร่ครวญ ตรึกตรอง ทำความเข้าใจปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงสอนให้ได้ผลสำเร็จ ๐ สติ : ความระลึกได้ในสิ่งที่ทำ คำที่พูด สติ คือความระลึกได้ถึงสิ่งที่ทำคำที่พูดแล้วแม้นาน ในธรรมเป็นกำลัง ๕ ประการ สติ คือความระลึกได้ถึงที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ และความระลึกได้ถึงสิ่งที่ทำคำที่พูดของตนเองของผู้อื่นทั้งนั้น ที่เคยได้พูดได้ทำได้ยินได้ฟังได้รับรู้ อันเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อประกอบความคิดของตนให้เกิดปัญญา หนึ่งในธรรมเป็นกำลัง ๕ ประการ ๐ สติเปรียบดั่งหางเสือควบคุมเรือชีวิต ผู้ขยันอาจแบ่งได้เป็น ๒ ประการ คือประเภทขยันแล้วก่อให้เกิดความสำเร็จ ความเจริญ และประเภทขยันแล้วก่อให้เกิด ความล้มเหลว ความเสื่อม ผู้ขยันจึงต้องมีสติ สติเป็นตัวสำคัญ ท่านเปรียบสติเป็นหางเสือ เรือที่จะควบคุมเรือชีวิตให้ดำเนินไปอย่างสวัสดี แม้จะมีมรสุมชีวิตหนักบ้างเบาบ้างผ่านเข้ามาตามแรงแห่งกรรมของตน ๐ สติเป็นความระลึกได้ทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต ผู้มีสติ คือผู้มีความระลึกได้ถึงเหตุถึงผลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ประสบพบผ่าน เกี่ยวกับเรื่องที่ได้ยินได้ฟังได้รู้ได้เห็น เกี่ยวกับสิ่งที่ทำคำที่พูดแล้วแม้นานในอดีต มีสติระลึกได้ถึงเหตุถึงผลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่กำลังประสบพบผ่าน เกี่ยวกับเรื่องราวที่กำลังได้ยินได้ฟังได้รู้ได้เห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่จะต้องประสบพบผ่าน เกี่ยวกับเรื่องราวที่กำลังได้ยินได้ฟังได้รู้ได้เห็นเกี่ยวกับสิ่งที่กำลังทำคำกำลังพูดในปัจจุบัน มีสติระลึกได้ถึงเหตุถึงผลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่จะต้องประสบพบผ่าน เกี่ยวกับเรื่องที่จะต้องได้ยินได้ฟังได้รู้ได้เห็นเกี่ยวกับสิ่งที่จะต้องทำคำที่จะต้องพูดในอนาคต สติเป็นความระลึกได้ทั้งสามกาล ๐ ความมีสติทั้งปวงที่เกิดขึ้น เป็นเหตุแห่งความรอบคอบ ใคร่ครวญ ความมีสติระลึกได้ในเหตุในผลในเรื่องทั้งปวง ที่เกิดขึ้น ที่ประสบพบผ่าน และที่พูดที่ทำด้วยตนเอง ทั้งในอดีต ปัจจุบันและอนาคต ย่อมเป็นเหตุให้รอบคอบใคร่ครวญก่อนที่จะพูดจะฟังจะทำการทั้งปวง เพราะสติความระลึกได้ ย่อมจักทำให้ระลึกได้ว่า การพูดการทำสิ่งใดเป็นคุณหรือโทษอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการพูด การทำของตนเอง หรือการพูดการทำของผู้อื่นใดที่ตนประสบพบผ่านก็ตาม ความมีสติระลึกได้ จะทำให้เว้นจากการพูดการทำสิ่งที่เป็นโทษจะพูดจะทำแต่สิ่งที่เป็นคุณ เป็นการไม่ทำให้ความไม่ดีเกิดซ้ำรอย เป็นการทำให้ความดีเกิดเนืองๆ ความมีสติระลึกได้ จะทำให้เว้นจากการพูดการทำสิ่งที่เป็นโทษไม่เป็นประโยชน์จะพูดจะทำแต่สิ่งที่เป็นคุณเป็นประโยชน์สติความระลึกได้เช่นนี้มีคุณนัก เปรียบได้ทั้งหางเสือเรือคอยบังคับเรือชีวิตให้สวัสดี และเป็นได้ทั้งครูอบรมสั่งสอนให้รู้จักผิดชอบชั่วดี รู้จักพาล รู้จักบัณฑิต คือรู้จักคนชั่วดี
๐ ความมีสติ ทำให้มีธรรมของคนดีบริบูรณ์ สติความระลึกได้จักยังปุริสธรรม ธรรมของคนดีให้มีบริบูรณ์ทั้งความรู้จักเหตุ ความรู้จักผล ความรู้จักตน ความรู้จักประมาณ ความรู้จักกาล ความรู้จักประชุมชน ความรู้จักบุคคล ความมีสติระลึกอยู่ในเหตุผลทุกกาลเวลา ทั้งเหตุทั้งผลในอดีต ในปัจจุบัน และในอนาคต คือความมีสัปปุริสธรรม ธรรมของคนดี จักเป็นเหตุให้มีการงานสะอาด เพราะผู้มีสตินั้น ก่อนจะทำการใด จักใคร่ครวญด้วยดี เว้นการเป็นโทษ ทำแต่การเป็นคุณ และมีสติเตือนตนอยู่เสมอให้สำรวมทั้งกายวาจาใจในความดีงาม ความสงบเรียบร้อย และถูกต้อง จึงอาจกล่าวได้ว่าความมีสติจะทำให้เป็นผู้อยู่ในธรรม ไม่อยู่ในความประมาทอันเป็นทางแห่งความตาย ๐ สมาธิ : ความตั้งจิตมั่น สมาธิ คือความตั้งจิตมั่น ในธรรมเป็นกำลัง ๕ ประการ สมาธิ คือความสำรวมใจมั่นคงในศรัทธา ในวิริยะ ในสติ คือมีใจ เชื่อมั่นคงจริงใจพระพุทธเจ้าผู้ทรงตรัสรู้จริงแล้ว มีใจตั้งมั่นจริงที่จะพากเพียรศึกษา ปฏิบัติพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า มีใจมั่นแน่วแน่สำรวมสติรู้สึกตัวอยู่เสมอ ในการคิดในการพูดในการทำ รวมทั้งในการดูในการฟังเพื่อสามารถระลึกได้ทุกเวลา ถึงสิ่งที่ทำคำที่พูดแล้ว แม้นาน ทั้งของตน ทั้งของผู้อื่น พร้อมระลึกได้ถึงเหตุถึงผลของการคิดการพูดการทำนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งระลึกได้ทุกเวลาที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ อันจักนำมาซึ่งปัญญานั่นเอง ๐ ปัญญา : ความรอบรู้ ปัญญาคือความรอบรู้ ความฉลาดเกิดแต่เรียนและคิดในธรรมเป็นกำลัง ๕ ประการ ปัญญาคือความคิดใคร่ครวญข้อธรรมะที่พระพุทธองศ์ทรงสอนเป็นการใช้ปัญญาพิจารณาพระ ปัญญาของพระพุทธเจ้า เพื่อให้เกิดปัญญาเป็นความรู้ความเข้าใจจริงของตน มิใช่เป็นพระปัญญาของพระพุทธเจ้าที่ตนจดจำไว้ ผู้ใดเพียงรับฟังมาและจดจำไว้ ซึ่งความรู้จริงของผู้อื่น แต่มิได้รู้จริงด้วยในเรื่องใด ผู้นั้นยังไม่มีปัญญาในเรื่องนั้น จำนวนอ่าน: 209
Powered by AkoComment Tweaked Special Edition v.1.4.6 AkoComment © Copyright 2004 by Arthur Konze - www.mamboportal.com All right reserved |