|
๐ ตนแลเป็นคติของตน ที่มักกล่าวว่า คนนั้นพาไปดี คนนี้พาไปไม่ดีนั้นไม่ถูก ไม่มีผู้ใดจะพาใครไปไหนได้นอกจากเจ้าตัวจะเป็นผู้พาตัวเองไป ผู้อื่นเป็นเพียงส่วนประกอบเท่านั้น ถ้าตัวเองไม่พาตัวเองไปดีแล้วก็ไม่มีผู้อื่นใดจะสามารถนำตนไปดีได้อย่างแน่นอน เช่น มีผู้ชวนให้ทำบุญทำกุศล ถ้าตัวเองไม่ยอมเห็นด้วย ก็จะไม่ทำบุญทำกุศล ต้องตัวเองยอมเห็นด้วยจึงจะทำ ไม่ว่าเรื่องใดทั้งนั้น ถ้าตัวเองไม่เห็นดีเห็นงามตามไปด้วยแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดจะมานำไปได้ ท่านจึงว่า “ตนเป็นคติของตน” ๐ จงลืมตาดูให้เห็นแสงประทีปแห่งธรรมแล้วดำเนินไปตามทางแสงแห่งพระธรรม ถ้าชอบจะพาตนไปสู่ที่ดี ที่สว่าง ไม่ใช่ที่ชั่ว ที่มืด ก็ต้องรู้ว่าผู้นำคือตนเองนั้น จะต้องรู้ลู่ทางไปสู่ที่ดีที่สว่างให้ถนัดชัดแจ้งไม่เช่นนั้นก็จะพาไปไม่ถูก นั่นคือต้องรู้ว่า ทำอย่างไรจะไปสู่ที่ดีที่สว่างได้ ไม่หลงไปสู่ที่ชั่วที่มืด พระพุทธศาสนาชี้ทางดีทางสว่างไว้อย่างละเอียดลออหมดแล้ว ดีน้อย ดีมาก สว่างน้อย สว่างมาก มีชี้ไว้ชัดเจนในพระพุทธศาสนา พระพุทธองศ์ทรงตามประทีปไว้แล้ว เราต้องอย่าปิดตา แต่จงลืมตาดูให้เห็นแสงประทีปนั้น เห็นทางที่มีแสงประทีปนั้นส่องอยู่ แล้วดำเนินไปตามทางที่สว่าง เพื่อให้ไม่ประสบพบภยันตรายที่แอบแฝงอยู่ในความมืด พึงสังเกตว่า ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่แสงประทีปที่พระพุทธองศ์ทรงจุดตามไว้ให้เท่านั้น แต่ต้องอยู่ที่ตนเองของทุกคนด้วย ถ้าพากันปิดตามแล้วก็เดินไป ก็ย่อมจะไปสู่ที่มืด ไปสู่ที่ชั่ว มีอันตรายร้อยแปดประการได้ แต่ถ้าพากันลืมตาขึ้นดูให้เห็น แล้วก็เดินไปตามทางที่สว่าง ก็ย่อมจะไปสู่ที่สว่าง ไปสู่ที่ดีได้ นี่แหละที่ท่านกล่าวว่า “ตนเป็นคติของตน” คือเป็นทางไปของตน ๐ พึงรักษาวิธีเดินให้จงดี จักให้เดินอย่างถูกทาง ไม่มีผู้ใดอยากมีหนทางชีวิตที่มืด มีแต่อยากมีหนทางชีวิตที่สว่างด้วยกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้นก็ต้องอบรมตนให้รู้จักทางให้ดีทางมืดก็ให้รู้ ทางสว่างก็ให้รู้ ไปสู่ที่มืดก็ให้รู้ ไปสู่ที่สว่างก็ให้รู้จะรู้ได้ถูกต้องก็ด้วยอาศัยการศึกษาพระธรรม ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงสั่งสอนไว้ เมื่อรู้แล้วก็พึงศึกษาวิธีเดินทางให้จงดี เดินทางสว่างท่านเดินกันอย่างไร ต้องศึกษาให้ดี เดินอย่างไรจึงจะเป็นเดินทางมืด และขึ้นชื่อว่าทางมืดแล้ว ต้องมีอันตรายแอบแฝงอยู่อย่างไม่ต้องสงสัย จึงไม่ควรเสี่ยงเดินส่งเดชไป อบรมใจให้ดี ให้ตาใจสว่างจะได้เดินถูกทาง สามารถทำตนให้เป็นคติของตนได้ ๐ ตนแลเป็นที่รักยิ่งของตน “ตนแลเป็นที่รักอย่างยิ่ง” พระพุทธศาสนสุภาษิตนี้ เตือนให้ระลึกรู้ว่าต้องรักษาตนให้จงดี ให้เป็นผู้ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริงไม่ใช่ได้รับโทษที่แฝงมาในรูปของประโยชน์ อันประโยชน์ที่ปิดบังเร้นโทษไว้ภายในนั้นมีเป็นอันมาก แม้ไม่พิจารณาให้รอบคอบแล้วยากจะแลเห็น จะเห็นแต่ประโยชน์เพียงผิวเผิน และแม้จะได้รับประโยชน์ ก็จะได้เพียงเล็กน้อยชั่วครู่ชั่วยาม หลัลงจากนั้นก็จะได้รับโทษเป็นอันมาก ทำเช่นนี้กล่าวไว้ว่า ทำไปอย่างไม่คำนึงให้ถูกต้องว่า ตนแลเป็นที่รักอย่างยิ่ง ผู้ที่เห็นว่าตนเป็นที่รักอย่างยิ่ง มักจะมุ่งแสวงหาลาภยศให้แก่ตน คิดว่าเมื่อตนมีลาภมียศ ก็เท่ากับตนมีคุณสมบัติสมกับตนเป็นที่รักยิ่ง ถ้าเป็นลาภยศที่สุจริต ได้มาอย่างเหมาะสม ถูกต้องตามเหตุผลก็เป็นการถูกต้องที่จะมอบให้กับผู้เป็นที่รักอย่างยิ่ง คือตนนี้แลถ้าแสวงหาลาภยศอย่างไม่สุจริต ไม่เหมาะสม เพื่อมอบให้แก่ตนด้วยคิดว่าเป็นการแสดงความรักตน เช่นนี้ไม่ถูก เป็นการไม่รักตน เป้นการไม่ถือว่าตนแลเป็นที่รักอย่างยิ่ง รักตนต้องถนอมห่วงใยรักษา รักตนอย่างยิ่งต้องถนอมห่วงใยรักษาอย่างยิ่ง อย่าว่าแต่ความสกปรกมากมายเป็นความเสื่อมเสียชื่อเสียงอย่างมากเลย แม้ความมัวหมองเพียงเล็กน้อยผู้ที่รักตน มีตนเป็นที่รักอย่างยิ่งก็ไม่พึงทำ ยิ่งกว่านั้น ผู้มีตนเป็นที่รักอย่างถูกต้องแท้จริง ยังไม่เพียงรักษาแต่ชื่อเสียงเกียรติยศ อัยเป็นความงามภายนอกเท่านั้น ยังเป็นการรักษาจิตใจอันเป็นสมบัติภายในให้งามล้ำค่าอย่างยิ่งอีกด้วย ๐ มุ่งรักษาตนให้มีค่า สมกับมีตนเป็นที่รักอย่างยิ่ง ผู้มีปัญญาอย่างยิ่งทั้งหลาย ที่ท่านพยายามอบรมปัญญาที่ถูกที่ชอบ เพื่อใช้ปัญญานั้นชำระล้างความสกปรกเศร้าหมองของใจออกให้หมดสิ้น ก็เพราะท่านเห็นว่า ตนแลเป็นที่รักอย่างยิ่ง ความโลภ ความโกรธ ความหลง ล้วนเป็นที่เครื่องเพิ่มความสกปรกเศร้าหมองของจิต เมื่อรู้จริงว่าตนแลเป็นที่รักอย่างยิ่งก็ต้องพยายามชำระล้างความสกปรกนั้น เพื่อให้ลดน้อยจากจิตใจ จนถึงให้หมดไปในที่สุด ที่ท่านสอนให้ละความโลภ ความโกรธ ความหลง ก็เพราะท่านมุ่งให้รักษาตนให้มีค่า สมกับตนเป็นที่รักอย่างยิ่ง ผู้ใดไม่รู้สึกว่าตนแลเป็นที่รักอย่างยิ่ง ก็อาจจะไม่ต้องปฏิบัติตามที่ท่านสอนไว้นี้ แต่ถ้าผู้ใดคิดว่าตนแลเป็นที่รักอย่างยิ่ง ก็พึงปฎิบัติละโลภ โกรธ หลง ตามที่ท่านสอนไว้เถิด ๐ ความรักผู้อื่นเสมอด้วยตนไม่มี “ความรักผู้อื่นเสมอด้วยตนไม่มี” นี้เป็นพุทธศาสนสุภาษิตมีความหมายว่า ทุกคนล้วนมีตนเป็นที่รักที่สุดด้วยกันทั้งนั้น เรารักตัวเราที่สุด ผู้อื่นก็รักตัวเขาที่สุด จะคิดจะพูดจะทำอะไรทั้งนั้น ต้องไม่ลืมนึกถึงพุทธศาสนสุภาษิตบทนี้ นึกให้ฝังมั่นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับใจเพียงไร ก็จะยิ่งดีเพียงนั้น เรารักตัวเรา คนอื่นทุกคนก็รักตัวเขา เราไม่อยากให้ใครทำอะไรตัวเรา คนอื่นทุดคนก็ไม่อยากให้เราทำเช่นนั้นแก่ตัวเขาเหมือนกัน เราอยากให้ใครทำดีกับตัวเราอย่างไร คนอื่นทุกคนก็อยากให้เราทำดีกับตัวเขาอย่างนั้น ผู้ใดสามารถรักษาจิตใจ รักษาวาจา รักษาการกระทำให้เป็นไปเพื่อไม่เป็นการให้ทุกข์ให้ร้อนปก่ผู้อื่นนั้น ไม่เรียกว่าเป็นการทำเพื่อผู้อื่น แต่เป็นการทำเพื่อตนเอง เป็นการถือว่าตนเป็นที่รักของตนอย่างยิ่ง ไม่มีความรักอื่นเสมอด้วยความรักตน ๐ การที่ไม่รักผู้อื่น เป็นการทำให้ตนเองต่ำ ผู้ที่สามารถรักษากายวาจาใจของตนให้ดีได้นั้น คือผู้ที่รักตนอย่างยิ่ง เพราะความรักตนอย่างยิ่งจึงทำให้ประพฤติปฏิบัติดีเพื่อให้ตนเป็นคนดี ผู้ที่ถือเอาการได้มาวิธีต่างๆ ไม่เลือกสุจริตทุจริต ไม่ใช่ผู้รักตน ผู้ที่กิริยาวาจาหยายคายก้าวร้าว ทิ่มแทงหลอกลวงไม่ใช่ผู้รักตน ไม่ใช่ผู้ที่ทำให้ตนสวัสดีได้ ตรงกันข้าม การทำเช่นนั้นเป็นการไม่รักตน แม้จะคิดว่าเป็นการที่ทำเพราะไม่รักผู้อื่นก็ตาม แต่ความจริงแท้เป็นการไม่รักตนเป็นการทำให้ตนต่ำทราม เมื่อจะคิดชั่วพูดชั่วเมื่อใด ขอให้นึกถึงตนเอง นึกว่าตนเป็นที่รัก ไม่ควรทำลายตนเหมือนตนเป็นที่รังเกียจเกลียดชังอย่างยิ่ง จนถึงควรต้องทำลายเสีย การคิดชั่วพูดชั่วทำชั่ว คือการทำลายตนอย่างแน่แท้ ๐ การทำความเดือดร้อน ให้เกิดแก่คนใด สัตว์ใด เป็นบาปทั้งสิ้น บาปนั้น ส่วนหนึ่งเข้าใจกันว่าหมายถึงการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเขาเท่านั้น แต่ที่จริงมีความหมายกว้างไกลกว่านั้น การทำความเดือดร้อนให้เกิดแก่คนใด สัตว์ใด เป็นบาปทั้งสิ้น เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำทั้งสิ้น เพราะเมื่อทำแล้วย่อมเป็นไปตามพุทธศาสนสุภาษิตว่า “ตนทำบาปเอง ย่อมเศร้าหมองเอง” เมื่อจะทำบาป ไม่ว่าบาปมากบาปน้อยก็ตาม บาปมากก็คือการฆ่าเขา บาปน้อยก็คือการเขาเสื่อมเสียชื่อเสียง ทำให้เขาเจ็บซ้ำน้ำใจ ดังนี้เป็นต้น เมื่อจะทำบาปดังกล่าว แม้เป็นเพียงก่องลงมือทำ เพียงคิดจะทำ ดำริจะทำ ขอให้ดูใจของตน ดูให้เห็นว่ามีความผ่องใสหรือว่ามีความขุ่นมัว มีความเย็นหรือว่าความร้อน ขอให้ดูแล้วก็เห็น จะเห็นแน่นอนว่า ใจเป็นเช่นไร เป็นความเศร้าหมองไม่ใช่หรือ เป็นความร้อนไม่ใช่หรือ พอใจจะให้ใจเป็นเช่นนั้นหรือ ถ้าพอใจเช่นนั้นจงทำบาปกรรมนั้นเถิด ถ้าไม่พอใจ จงอย่าทำบาปกรรมนั้นเลย ๐ กรรมที่เป็นบาปเป็นอกุศลเพียงทางใจความเศร้าหมองก็จะเกิดแก่ตนเองทันที กรรมคือการกระทำ ทั้งกรรมดีคือกุศลกรรม และกรรมชั่วคืออกุศลกรรมหรือบาปกรรม ไม่เพียงพอถึงต้องลงมือกระทำทางกายแม้เพียงคิดดำริก็เป็นกรรมแล้ว เป็นกรรมทางใจ หรือที่เรียกว่านโนกรรม พูดออกมาก็เป็นกรรมทางวาจา หรือที่เรียกว่าวจีกรรม เมื่อลงมือทำจึงเป็นกรรมทางกาย หรือที่เรียกว่ากายกรรม เป็นกายกรรมเมื่อไร ก็เป็นกรรมที่สมบูรณ์พร้อมเมื่อนั้น ให้ผลเต็มพร้อม ดีก็ดีพร้อม ให้ผลชั่วก็ชั่วพร้อม แต่แม้ว่าจะเริ่มก่อกรรมแกตนเองทันที เป็นความร้อนด้วยเจตนาบ้าง เป็นความเศร้าหมองขุ่นมัวด้วยเจตนาบ้าง เป็นความสลดสังเวชหวาดกลัวที่จะต้องกระทำบ้าง เหล่านี้รวมเป็นความเศร้าหมองแก่ตนเองทั้งสิ้น การทำบาป เหมือนการน้ำโสโครกน้ำสกปรกมาทาตน ตนย่อมโสโครกย่อมสกปรก ย่อมเศร้าหมอง การไม่ทำบาปก็เปรียบเหมือนการไม่นำน้ำโสโครกมาทาตน ตนย่อมหมดจดจากความโสโครกความสกปรก บางทีการทำบาปเหมือนได้ผลดี เช่นการลักขโมยคดโกง เหมือนมีผลดี เพราะเป็นทางให้ได้มาอย่างน้อยก็ได้ทรัพย์สินเงินทองทันตาทันใจ ขโมยเขาทันทีได้เงินทันที ถ้าไม่ถูกจับได้เสียก่อนอย่างไรก็ตาม ถ้าพิจารณาพอควรย่อมเห็นความเศร้าหมองของใจก่อนทำการขโมย ในขณะขโมย และหลังขโมยแล้วแม้จะยินดีที่ได้รับทรัพย์สินเงินทอง แต่ก็มีความเศร้าหมองหวาดระแวงโทษที่จะได้รับ ส่วนผู้ไม่ได้คิดลักขโมยหรือคดโกงใครเป็นต้น อันเป็นบาป ย่อมไม่มีความเศร้าหมอง หวาดระแวง หวั่นกลัวอาญาอย่างแน่นอน ๐ ผู้มีความสุจริต จะพบความผ่องใส ไม่เศร้าหมอง ผู้มีความสุจริต คิดสุจริต พูดสุจริต ทำสุจริต แม้จะเพียงในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ชั่วเวลาใดเวลาหนึ่ง แล้วลองพิจารณาใจตนเองตลอดเวลานั้น จะพบความผ่องใส ไม่เศร้าหมอง เพราะไม่ต้องรับรู้ความจริง ว่าตนกำลังคิดไม่ดี พูดไม่ดี ทำไม่ดี อันเป็นบาป ความเศร้าหมองของผู้ทำบาปนั้น ไม่มีเพียงภายในใจเท่านั้นมีทั้งภายนอกด้วย ความรู้เห็นของผู้อื่นย่อมเป็นเหตุให้ผู้อื่นเห็นความสกปรกเศร้าหมองของผู้ทำบาป ความหมดจดของผู้ทำบาปก็เช่นกัน ไม่มีเพียงภายในใจเท่านั้นมีทั้งภายนอกด้วย ความรู้เห็นของผู้อื่นย่อมเป็นเหตุให้ผู้อื่นเห็นความหมดจดของผู้ไม่ทำบาปด้วย จึงควรพิจารณาให้ดี ว่าจะควรทำตนให้เศร้าหมองหรือให้หมดจด ๐ คนเห็นแก่ประโยชน์ คือคนเห็นแก่ตัว พุทธศาสนสุภาษิตบกหนึ่งมีความว่า”มนุษย์ผู้เห็นแก่ประโยชน์ตน เป็นคนไม่สะอาด” คนไม่สะอาดคือคนมีความมัวหมองคนเห็นแก่ประโยชน์ตนคือคนเห็นแก่ตัว สิ่งที่จะทำให้คนหรือมนุษย์มัวหมองคือกิเลส เพราะกิเลสเป็นเครื่องเศร้าหมอง ทำให้มัวหมอง คือไม่สะอาดนั่นเองผู้มีกิเลสเปรอะเปื้อน จะเป็นความสะอาดได้อย่างไร เหมือนเสื้อผ้าเปรอะเปื้อน ก็ต้องไม่ใช่ผ้าสะอาด ผ้าที่สะอาดต้องไม่ใช่ผ้าที่เปรอะเปื้อน ผู้ปรารถนาจะเป็นคนสะอาดหมดจดสวยงาม มีหนทางเดียวที่จะช่วยให้เป็นไปได้ คือต้องพยายามไกลจากความโลภ ความโกรธ ความหลง คือต้องพยายามจนถึงไกลได้จริงในวันหนึ่ง เช่นที่พระพุทธเจ้าทรงทำได้แล้ว และพระอรหัตสาวกทั้งหลายท่านทำได้แล้ว จำนวนอ่าน: 254
Powered by AkoComment Tweaked Special Edition v.1.4.6 AkoComment © Copyright 2004 by Arthur Konze - www.mamboportal.com All right reserved |