หน้าหลัก

๑. จิตของบัณฑิต ย่อมไม่หวั่นไหว PDF พิมพ์ ส่งอีเมล์
ความนิยมของผู้ชม: / 2
แย่มากดีมาก 

๑. จิตของบัณฑิต  ย่อมไม่หวั่นไหว

O บัณฑิตย่อมไม่หวั่นไหวในนินทาและสรรเสริญ

พุทธภาษิตหนึ่งกล่าวไว้แปลความว่า “ ภูเขาแท่งทึบ ไม่สั่นสะเทือนเพราะลมฉันใด บัณฑิตย่อมไม่หวั่นไหวในนินทาและสรรเสริญ  ฉันนั้น “

พระพุทธองค์ทรงเปรียบบัณฑิตดังภูเขาหินแท่งทึบ เหตุด้วยบัณฑิตไม่หวั่นไหวเพราะนินทาและสรรเสริญ นั่นคือทรงแสดงว่าบัณฑิตมีคุณลักษณะของภูเขา  คือมีความหนักแน่น  ความแข็งแกร่ง  ความผนึกติดกับพื้นฐานใหญ่มั่นคง  คือความดี  ความมีสติปัญญา

“บัณฑิต”  ในพระพุทธศาสนาหมายถึง  คนดีมีปัญญา  ผู้เป็นคนดี  มีปัญญาเพียงพอย่อมรู้ธรรม  ย่อมเชื่อมั่นในกรรม  ย่อมไม่หวั่นไหว  เมื่อมีผู้เจรจาส่งเสริมเพื่อให้สูงขึ้นย่อมรู้ว่า “กรรม” คือ  “การกระทำ” ความประพฤติปฎิบัติของตนเองเท่านั้นที่จะเหยียบย่ำตนให้ต่ำลงได้  หรือส่งเสริมตนให้สูงขึ้นได้  ผู้ใดอื่นหาทำได้ไม่  นินทาก็ตาม สรรเสริญก็ตาม  ไม่อาจทำได้ ทั้งเพื่อให้ตนต่ำลงหรือสูงขึ้น  สำหรับบัณฑิต นินทาและสรรเสริญจึงย่อมทำให้เกิดเมตตาในผู้นินทา  และกตัญญูรู้น้ำใจสรรเสริญเพียงเท่านั้น  มิได้ทำให้หวั่นไหวแต่อย่างใด
 
O บัณฑิต เป็นผู้ไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรม

จิตใดที่เป็นจิตของบัณฑิต คือผู้มีปัญญาในธรรม  ผู้ได้ศึกษาธรรมได้ปฏิบัติธรรม  ได้รับผลแห่งธรรมปฏิบัติ มีสมบัติที่เป็นธรรมคือ “ธรรมสมบัติ”
จิตนั้นมีคุณลักษณะเปรียบได้ดั่งภูเขาหินแท่งทึบ  ไม่หวั่นไหวในโลกธรรมอันผู้อยู่ในโลกจะต้องพบเป็นธรรมดา  เพราะเป็นสิ่งมีประจำโลกผู้อยู่ในโลกจะต้องพบเป็นธรรมดา  เพราะเป็นสิ่งที่ประจำโลกทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ง คือทั้งลาภ ความเสื่อมลาภยศ ความเสื่อมยศ  นินทา สรรเสริญ สุข ทุกข์
ผู้มีใจเป็นบัณฑิต  เพียบพร้อมด้วยคุณลักษณะแห่ฃบัณฑิตแม้ต้องเผชิญโลกธรรมทั้ง ๘ นี้อย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ว่าฝ่ายดีหรือฝ่ายชั่ว  ย่อมมีใจตั้งมั่น  ไม่หวั่นไหว

๐   ความหวั่นไหว เป็นความผิดปกติแห่งจิตทั้งสิ้น
อันความหวั่นไหวแห่งจิตนั้น  เกิดขึ้นได้ไม่เฉพาะเมื่อประสบโลกธรรมฝ่ายชั่ว การประสบธรรมฝ่ายดีก็ทำให้จิตหวั่นไหวได้
ความหวั่นไหวแห่งจิต หมายถึงความที่จิตกระเพื่อมผิดจาปกติกระเพื่อมด้วยความเสียใจหรือกระเพื่อมด้วยความดีใจ เป็นความหวั่นไหวแห่งจิตทั้งสิ้น  เป็นความผิดปกติแห่งจิตทั้งสิ้น และความผิดปกติแห่งจิตนั้น แม้จะเป็นไปในทางรื่นเริงยินดี  ผู้มีหรือผู้เสียสติร้องไห้ ก็คือผู้เสียสตินั่นเอง
๐   จิตของบัณฑิต  หนักแน่นดั่งภูเขาหินแท่งทึบ
ความดีใจเพราะได้ประสบโลกธรรมฝ่ายดี หรือความเสียใจเพราะได้ประสบโลกธรรมฝ่ายชั่ว  บัณฑิตผู้มีปัญญาย่อมไม่เห็นว่าเป็นความปกติแห่งจิต  ย่อมเห็นเป็นความผิดปกติแห่งจิตทั้งสิ้น
บัณฑิตผู้มีปัญญา  ย่อมมีจิตสงบตั้งมั่นอยู่ในความเป็นปกติเสมอดั่งภูเขาหินแท่งทึบตั้งอยู่มั่นคงเป็นปกติ  ไม่สั่นสะเทือน แม้ในความกระทบกระแทกรุนแรงไม่ว่างเว้นแห่งลมพายุใหญ่

๐   ปัญญาเป็นรากฐานของความสงบแห่งจิต
ความสงบตั่งมั่นเป็นปกติแห่งจิต  มิได้เกิดจากอะไรอื่น  แต่จากปัญญา  ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุด  ปัญญาที่หยั่งรู้ความจริงโดยแท้เป็นเหตุให้จิตตั้งมั่น  ไม่หวั่นไหว

๐   อบรมปัญญา เพื่อความสงบตั้งมั่นแห่งจิต
การอบรมปัญญา คือการใช้ปัญญาให้อย่างยิ่งเสมอ จึงเป็นความจำเป็นสำหรับผู้ต้องการความสงบตั่งมั่นแห่งจิต
การอบรมปัญญา  ก็เช่นเดียวกันการเลี้ยงดูต้นไม้เล็กต้นไม้น้อยที่ปลูกอยู่แล้ว มีอยู่แล้ว ให้เจริญเติบโต
ต้นหมากรากไม้ต้องการปุ๋ยต้องการน้ำ ปัญญาต้องการสัญญาความจำได้หมายรู้ ต้องการสติความระลึกได้ถึงที่ทำคำที่พูดของตนและของคนทั้งหลาย  ที่ได้พูดได้ทำได้ยินฟังมาแล้วแม้นานได้  และต้องการความสม่ำเสมอ

๐   สัญญาความจำที่ดีงาม  นำไปสู่ความสงบแห่งใจ
สัญญาความจำ ต้องเป็นความจำเป็นที่เป็นปัญญา และเป็นเหตุแห่งปัญญา  เช่นคำสอนในพระพุทธศษสนา  อันเป็นสิ่งที่เป็นพระปัญญาในพระพุทธเจ้า  พระพุทธเจ้าทรงสอนล้วนแต่ความดีงามเป็นปัญญาที่จะนำไปสู่ความสุขสงบบริสุทธิ์แห่งจิตใจ

๐   สัญญาความจำต้องประกอบพร้อมด้วยสติ
สัญญา คือ ความจำ  เป็นอนัตตา  คือไม่เป็นไปตามความปรารถนาต้องการ  ปรารถนาให้จำไว้ก็ไม่จำ  ปรารถนาให้ลืมก็ไม่ลืม   ปรารถนาไม่ให้จำก็จำ   ปรารถนาไม่ให้ลืมก็ลืม  และความจำที่เป็นสัญญา  ก็เป็นความจำตรงไปตามมาทั้งชิ้นทั้งเรื่องดังนั้นสัญญาจึงต้องประกอบพร้อมด้วยสติ  เพราะสติเป็นความระลึกได้ที่ประกอบพร้อมด้วยเหตุผล สติไม่ได้เป็นความจำแบบสัญญา

๐   “สัญญา” กับ “สติ” ต่างกันอย่างยิ่ง
ความจำคือสัญญานั้น  แม้จะตั้งใจรักษาไว้ก็อาจรักษาไว้ไม่ได้ต้องลืม  แต่สติความระลึกได้นั้น  เมื่อตั้งสติไว้  รู้เรื่องพร้อมกับรู้เหตุรู้ผล  ก็จะมีสติอยู่ได้  เหตุการณ์ทั้งหล่ยที่ประสบพบผ่านแม้นาน  เมื่อมีสติระลึกได้  ก็จะระลึกได้พร้อมทั้งเหตุทั้งผลทั้งปวง
สัญญาความจำกับสติความระลึกได้  มีความแตกต่างกันที่สำคัญอย่างยิ่ง ในเรื่องเดียวกัน  สัญญาอาจเป็นคุณ  แต่ก็อาจเป็นโทษส่วนสติเป็นแต่คุณไม่เป็นโทษ  ความพยายามมีสติระลึกรู้  จึงเป็นความถูกต้อง และเป็นไปได้ยิ่งกว่าพยายามจดจำด้วยสัญญา
ความจำอันเป็นสัญญานั้นมีผิด เพราะมีลืม และมีโทษเพราะไม่ประกอบพร้อมด้วยเหตุผลความรู้ถูกรู้ผิด โทษของสัญญาคือความไม่สงบแห่งจิต  แตกต่างกับความไม่ลืมมีสติระลึกได้  ซึ่งประกอบพร้อมด้วยเหตุผล ความรู้ถูกรู้ผิดอันเป็นปัญญา  และปัญญานั้นไม่มีโทษ มีแต่คุณ มีแต่นำไปสู่ความสงบแห่งทุกข์ ความสงบแห่งจิต  และจิตยิ่งสงบเพียงใด  ยิ่งตั้งมั่นเพียงใดปัญญายิ่งสว่างรุ่งโรจน์มีพลังเพียงนั้น

๐   คุณที่สำคัญของปัญญา
คุณที่สำคัญยิ่งประการหนึ่งของปัญญา  คือความเข้าใจในโลกธรรม  ความเข้าใจในชีวิต  ว่าเมื่อเกิดอยู่ในโลกก็ต้องพบโลกธรรมทั้ง ๘ และโลกธรรมนั้นก็เช่นเดียวกับสิ่งทั้งปวง ธรรมทั้งปวงย่อมเกิดขึ้นและดับไปเป็นธรรมดา  สรรเสริญและนินทาก็เป็นโลกธรรม  ย่อมต้องพบด้วยกันทุกคน  พระพุทธเจ้ายังทรงพบ  และย่อมเกิดขึ้นและดับไปเป็นธรรมเช่นกันบัณฑิต คือผู้มีปัญญา  เมื่อประสบนินทาสรรเสริญ  จึงมีจิตตั้งมั่น  ไม่หวั่นไหว

๐   ความหวั่นไหวแห่งจิต  ย่อมเป็นโทษอย่างยิ่ง เมื่อเกิดแก่ผู้ใด
ในของเขตแคบ ๆ สรรเสริญ นินทา  หมายถึงเพียงที่เกี่ยวกับตนเอง  แต่กว้างออกไป  สรรเสริญ นินทา  หมายถึงที่เกี่ยวกับผู้อื่นทั้งปวง  ที่ตนไปได้ยินได้ฟังได้รู้ได้เห็นด้วย  ไม่ว่านินทาสรรเสริญจะเกี่ยวกับใคร  บัณฑิตได้รู้ได้เห็นได้ยินได้ฟัง  ย่อมไม่หวั่นไหว  จิตตั้งมั่นสงบเป็นปกติอยู่
อันความหวั่นไหวของจิต  ไม่เพียงเป็นโทษแก่จิต  ทำให้จิตไม่ตั้งใจอยู่ในความสุขสงบเท่านั้น  แต่ยังเป็นโทษส่งออกปรากฏเป็นการกระทำทางกายทางวาจาอีกด้วย  เพราะใจที่หวั่นไหวด้วยนินทาสรรเสริญ  ย่อมทำให้คิดให้พูดให้ทำไปตามอำนาจ ความหวั่นไหว ปรากฏเป็นความลืมตัว  ความก้าวร้าว  แข็งกระด้าง  ความโศกเศร้า  ขาดสติ  ความอ่อนแอ  ความขาดเหตุผล  ความเชื่อง่ายหูเบา  เป็นต้น  อันลักษณะเช่นนี้ปรากฏในผู้ใด  ผู้นั้นย่อมไม่เป็นที่สรรเสริญโดยควร

 

๐  ผู้มีปัญญา  พึงตามรักษาจิตไม่ให้หวั่นไหว
บัณฑิตผู้มีปัญญาเข้าใจในเรื่องของโลกธรรม  รู้คุณของจิตที่ไม่หวั่นไหวด้วยโลกธรรม  รู้โทษของจิตที่หวั่นไหวด้วยโลกธรรมจึงอบรมสติอบรมปัญญา  ตามรักษาจิตทุกเวลา  ให้ทัน  ให้พ้น  ให้ไกลจากความหวั่นไหวด้วยโลกธรรม  ทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่วตั้งมั่นเป็นสุขสงบอยู่

๐   หลักธรรมสู่ความเป็นบัณฑิตทางพุทธศาสนา
ทางไปสู่ความเป็นบัณฑิตในพระพุทธศาสนานั้นมีอยู่แล้ว  คือทางที่พระพุทธเจ้าเสด็จผ่านไปแล้ว  และทรงพระมหากรุณาแสดงไว้ในพระธรรมคำสอนทั้งปวง  ยากง่ายสูงต่ำตามอัธยาศัยหัวใจพระพุทธศาสนา ๓ ประการ  ที่โปรดประทานเป็นหลักประกาศพระพุทธศาสนาแก่พระอรหันต์  ๑,๒๕๐ รูป  ในวันมาฆบูชานั้น  เพียงพอสำหรับความเป็นบัณฑิตในพระพุทธศาสนา การไม่ทำบาปทั้งปวง  การทำกุศลให้ถึงพร้อม  และการชำระจิตให้ผ่องใส  เป็นทางปฏิบัติที่เพียงพอสำหรับความเป็นบัณฑิตในพระพุทธศาสนา
บัณฑิตหมายถึงผู้มีปัญญา  ผู้เป็นปราชญ์  บัณฑิตในพระพุทธศาสนา  หรือในทางธรรม  มิได้มีความหมายตรงกับคำว่า  บัณฑิตที่ใช้ในทางโลก  ที่หมายถึงผู้สำเร็จการศึกษาจากสถานศึกษาระดับอุดมศึกษา ขณะที่บัณฑิตทางโลกหมายถึงผู้มีความรู้ในวิชาการทางโลก มีวิชาทางโลกเป็นสบัติของตน
บัณฑิตทางธรรม หมายถึง ผู้มีความรู้ในทางธรรมและปฏิบัติธรรม  มีธรรมเป็นสมบัติของตนมิใช่สักแต่เพียงรู้ธรรมด้วยการศึกษาจดจำข้อธรรมทั้งหลายไว้ขึ้นใจเท่านั้น  พูดได้สอนได้เท่านั้น  แต่ต้องปฏิบัติธรรมด้วยให้มีธรรมเป็นสมบัติของตนด้วย

๐   สมบัติของบัณฑิต คือธรรมสมบัติ
การศึกษาธรรม แม้จะรอบรู้กว้างขวางเพียงไร  ท่องจำขึ้นใจไว้ได้มากมายเพียงไหน  ถ้าไม่ปฏิบัติธรรมให้เกิดขึ้นในตน  ธรรมนั้นก็ยังหาใช่เป็นสมบัติของตนไม่
เช่นเดียวกับความรู้วิชาการทางโลก  ที่ผู้อ่านหนังสือมากมายโดยไม่เข้าใจเรื่องราว  ที่เปรียบว่าอ่านเหมือนนกแก้วนกขุนทองหัดพูด  ความรู้หรือวิชาการในหนังสือที่อ่านนั้น  ก็หาใช่สมบัติของผู้อื่นนั้นไม่อันสมบัติของบัณฑิต  ทั้งทางโลกและทางธรรม  เป็นสมบัติของผู้ใดแล้ว  ก็จะเป็นของผู้นั้นตลอดไป  ไม่มีผู้อาจช่วงชิงไปได้ผู้ใดมีความรู้ความเข้าใจใช้ประโยชน์ได้จริงในวิชาการทางโลกแล้ว  วิชาการนั้นก็จะเป็นสมบัติของผู้นั้นตลอดไป

 


๐   ผู้มีสมบัติของบัณฑิต มีจิตใจสงบเย็นเป็นสุข
ผู้ใดมีความรู้ความเข้าใจความปฏิบัติได้จริงทางธรรม  ธรรมนั้นก้จะเป็นสมบัติของผู้นั้นตลอดไป  ไม่มีผู้อื่นใดจะมาทำให้หมดสิ้นไปได้   ผู้เป็นเจ้าของเองก็ไม่อาจทำให้หมดไปได้  กาลเวลาก็หาอาจทำให้หมดไปได้  แม้จะมีเวลาลืมเลือนไปบ้าง  แต่การทบทวนก็จะทำให้กลับฟื้นคืนจำได้จนกระทั่งข้ามภพข้ามชาติแล้ว  ความรู้อันเป็นสมบัติของผู้ใดก็จะยังเป็นสมบัติของผู้นั้นอยู่พึงรู้ได้เชื่อได้จากความรู้ความสามารถและจิตใจของผู้คนทั้งหลายในชาตินี้ภพนี้  ที่มีแตกต่างกันอยู่
ธรรมข้อเดียวกัน  วิชาการเดียวกัน เริ่มศึกษาพร้อมกัน  คนหนึ่งเข้าใจง่าย  เข้าใจได้เร็ว  และเข้าใจได้ถูกต้องชัดเจน  ปฏิบัติได้มีจิตใจสงบเย็นเป็นสุข  แต่อีกคนหนึ่งเข้าใจได้ยาก  เข้าใจได้ช้าปฏิบัติได้ช้า  หรือปฏิบัติไม่ได้  เข้าใจไม่ได้เลย  มีจิตใจเร่าร้อนนี้เป็นเพราะเหตุใด  ก็เพราะในคนสองคนนั้น  คนมีมีวิชาธรรมะเป็นสมบัติอยู่แล้ว  ด้วยการศึกษาเรียนรู้  เข้าใจและปฏิบัติมาแล้ว  อาจจะในอดีตที่ใกล้หรือไกลก็ตาม  เมื่อมาได้รับการทบทวนใหม่ในวิชานั้น  ในธรรมะนั้น  ความรู้ความเข้าใจที่ได้ศึกษาอบรมมีเป็นสมบัติอยู่ก่อนแล้ว  ที่ถูกกาลเวลาทับปิดไว้ก็จะถูกเปิดออก  ปรากฏขึ้นแจ่มชัดเป็นลำดับ

๐   ความเป็นบัณฑิตในธรรม ย่อมประจักษ์แก่ตนเอง
แม้จะมีความรู้มีธรรมที่ปฏิบัติศึกษามาก่อนแล้วในอดีตกาล แต่ถ้าไม่ได้รับการรื้อฟื้นทบทวนทำใหม่เลยในปัจจุบันชาติ ความรู้ความสามารถที่อบรมในกาลก่อน  ก็จะถูกกาลเวลาปิดไว้
เฉกเช่นกับมีสมบัติแม้มากมาย  แต่ปกปิดไว้  สมบัตินั้นก็ย่อมไม่ปรากฏ  มีก็เหมือนไม่มี  ต้องเพิกเครื่องปกปิดออกสมบัติเก่าจึงจะปรากฏ  สมบัติใหม่จึงจะได้รวมเข้าเป็นส่วนเพิ่มพูนสมบัติเก่านั้น
วิทยาการทั้งหลายและธรรมปฏิบัติก็เช่นกัน  ไม่มีผู้ใดล่วงรู้สมบัติธรรมอันเป็นสมบัติเดิมของตน  ที่สะสมไว้ว่ามีมากน้อยเพียงไร  เพราะถูกกาลเวลาปกปิดไว้  ต้องศึกษาปฏิบัติในปัจจับัน  จึงจะเป็นการเกิดสมบัติเก่าให้เห็นได้  เพื่อรวมสมบัติใหม่เข้าไว้ด้วยกันให้เป็นอันหนึ่งอันเดียว แม้เป็นสมบัติของบัณฑิตคือเป็นธรรมสมบัติ  ก็จะปรากฏความเป็นบัณฑิตในธรรม ที่แม้อาจไม่ประจักษ์แก่ผู้อื่นทั่วไป  แต่ย่อมประจักษ์แก่ใจตนเองแน่นอน


จำนวนอ่าน: 290

Be first to comment this article
RSS comments

แสดงความคิดเห็น
  • 1. กรุณาใช้ถ้อยคำที่สุภาพ.
  • 2. e-mail ถ้าไม่มี ก็ปล่อยว่างไว้
ชื่อ *:
E-mail
BBCode:Web AddressEmail AddressLoad Image from WebBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ข้อความ *:



ใส่รหัสตัวเลข(ก่อนส่ง)*:* Code

Powered by AkoComment Tweaked Special Edition v.1.4.6
AkoComment © Copyright 2004 by Arthur Konze - www.mamboportal.com
All right reserved

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Tuesday, 25 March 2008 )
 
< ก่อนหน้า   บทความถัดไป >
Advertisement

www.dhammajak.net
ธรรมจักร :: เว็บธรรมะออนไลน์