|
๑. จิตของบัณฑิต ย่อมไม่หวั่นไหว O บัณฑิตย่อมไม่หวั่นไหวในนินทาและสรรเสริญ พุทธภาษิตหนึ่งกล่าวไว้แปลความว่า “ ภูเขาแท่งทึบ ไม่สั่นสะเทือนเพราะลมฉันใด บัณฑิตย่อมไม่หวั่นไหวในนินทาและสรรเสริญ ฉันนั้น “ พระพุทธองค์ทรงเปรียบบัณฑิตดังภูเขาหินแท่งทึบ เหตุด้วยบัณฑิตไม่หวั่นไหวเพราะนินทาและสรรเสริญ นั่นคือทรงแสดงว่าบัณฑิตมีคุณลักษณะของภูเขา คือมีความหนักแน่น ความแข็งแกร่ง ความผนึกติดกับพื้นฐานใหญ่มั่นคง คือความดี ความมีสติปัญญา “บัณฑิต” ในพระพุทธศาสนาหมายถึง คนดีมีปัญญา ผู้เป็นคนดี มีปัญญาเพียงพอย่อมรู้ธรรม ย่อมเชื่อมั่นในกรรม ย่อมไม่หวั่นไหว เมื่อมีผู้เจรจาส่งเสริมเพื่อให้สูงขึ้นย่อมรู้ว่า “กรรม” คือ “การกระทำ” ความประพฤติปฎิบัติของตนเองเท่านั้นที่จะเหยียบย่ำตนให้ต่ำลงได้ หรือส่งเสริมตนให้สูงขึ้นได้ ผู้ใดอื่นหาทำได้ไม่ นินทาก็ตาม สรรเสริญก็ตาม ไม่อาจทำได้ ทั้งเพื่อให้ตนต่ำลงหรือสูงขึ้น สำหรับบัณฑิต นินทาและสรรเสริญจึงย่อมทำให้เกิดเมตตาในผู้นินทา และกตัญญูรู้น้ำใจสรรเสริญเพียงเท่านั้น มิได้ทำให้หวั่นไหวแต่อย่างใด O บัณฑิต เป็นผู้ไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรม จิตใดที่เป็นจิตของบัณฑิต คือผู้มีปัญญาในธรรม ผู้ได้ศึกษาธรรมได้ปฏิบัติธรรม ได้รับผลแห่งธรรมปฏิบัติ มีสมบัติที่เป็นธรรมคือ “ธรรมสมบัติ” จิตนั้นมีคุณลักษณะเปรียบได้ดั่งภูเขาหินแท่งทึบ ไม่หวั่นไหวในโลกธรรมอันผู้อยู่ในโลกจะต้องพบเป็นธรรมดา เพราะเป็นสิ่งมีประจำโลกผู้อยู่ในโลกจะต้องพบเป็นธรรมดา เพราะเป็นสิ่งที่ประจำโลกทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ง คือทั้งลาภ ความเสื่อมลาภยศ ความเสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข ทุกข์ ผู้มีใจเป็นบัณฑิต เพียบพร้อมด้วยคุณลักษณะแห่ฃบัณฑิตแม้ต้องเผชิญโลกธรรมทั้ง ๘ นี้อย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ว่าฝ่ายดีหรือฝ่ายชั่ว ย่อมมีใจตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว ๐ ความหวั่นไหว เป็นความผิดปกติแห่งจิตทั้งสิ้น อันความหวั่นไหวแห่งจิตนั้น เกิดขึ้นได้ไม่เฉพาะเมื่อประสบโลกธรรมฝ่ายชั่ว การประสบธรรมฝ่ายดีก็ทำให้จิตหวั่นไหวได้ ความหวั่นไหวแห่งจิต หมายถึงความที่จิตกระเพื่อมผิดจาปกติกระเพื่อมด้วยความเสียใจหรือกระเพื่อมด้วยความดีใจ เป็นความหวั่นไหวแห่งจิตทั้งสิ้น เป็นความผิดปกติแห่งจิตทั้งสิ้น และความผิดปกติแห่งจิตนั้น แม้จะเป็นไปในทางรื่นเริงยินดี ผู้มีหรือผู้เสียสติร้องไห้ ก็คือผู้เสียสตินั่นเอง ๐ จิตของบัณฑิต หนักแน่นดั่งภูเขาหินแท่งทึบ ความดีใจเพราะได้ประสบโลกธรรมฝ่ายดี หรือความเสียใจเพราะได้ประสบโลกธรรมฝ่ายชั่ว บัณฑิตผู้มีปัญญาย่อมไม่เห็นว่าเป็นความปกติแห่งจิต ย่อมเห็นเป็นความผิดปกติแห่งจิตทั้งสิ้น บัณฑิตผู้มีปัญญา ย่อมมีจิตสงบตั้งมั่นอยู่ในความเป็นปกติเสมอดั่งภูเขาหินแท่งทึบตั้งอยู่มั่นคงเป็นปกติ ไม่สั่นสะเทือน แม้ในความกระทบกระแทกรุนแรงไม่ว่างเว้นแห่งลมพายุใหญ่ ๐ ปัญญาเป็นรากฐานของความสงบแห่งจิต ความสงบตั่งมั่นเป็นปกติแห่งจิต มิได้เกิดจากอะไรอื่น แต่จากปัญญา ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุด ปัญญาที่หยั่งรู้ความจริงโดยแท้เป็นเหตุให้จิตตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว ๐ อบรมปัญญา เพื่อความสงบตั้งมั่นแห่งจิต การอบรมปัญญา คือการใช้ปัญญาให้อย่างยิ่งเสมอ จึงเป็นความจำเป็นสำหรับผู้ต้องการความสงบตั่งมั่นแห่งจิต การอบรมปัญญา ก็เช่นเดียวกันการเลี้ยงดูต้นไม้เล็กต้นไม้น้อยที่ปลูกอยู่แล้ว มีอยู่แล้ว ให้เจริญเติบโต ต้นหมากรากไม้ต้องการปุ๋ยต้องการน้ำ ปัญญาต้องการสัญญาความจำได้หมายรู้ ต้องการสติความระลึกได้ถึงที่ทำคำที่พูดของตนและของคนทั้งหลาย ที่ได้พูดได้ทำได้ยินฟังมาแล้วแม้นานได้ และต้องการความสม่ำเสมอ ๐ สัญญาความจำที่ดีงาม นำไปสู่ความสงบแห่งใจ สัญญาความจำ ต้องเป็นความจำเป็นที่เป็นปัญญา และเป็นเหตุแห่งปัญญา เช่นคำสอนในพระพุทธศษสนา อันเป็นสิ่งที่เป็นพระปัญญาในพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงสอนล้วนแต่ความดีงามเป็นปัญญาที่จะนำไปสู่ความสุขสงบบริสุทธิ์แห่งจิตใจ ๐ สัญญาความจำต้องประกอบพร้อมด้วยสติ สัญญา คือ ความจำ เป็นอนัตตา คือไม่เป็นไปตามความปรารถนาต้องการ ปรารถนาให้จำไว้ก็ไม่จำ ปรารถนาให้ลืมก็ไม่ลืม ปรารถนาไม่ให้จำก็จำ ปรารถนาไม่ให้ลืมก็ลืม และความจำที่เป็นสัญญา ก็เป็นความจำตรงไปตามมาทั้งชิ้นทั้งเรื่องดังนั้นสัญญาจึงต้องประกอบพร้อมด้วยสติ เพราะสติเป็นความระลึกได้ที่ประกอบพร้อมด้วยเหตุผล สติไม่ได้เป็นความจำแบบสัญญา ๐ “สัญญา” กับ “สติ” ต่างกันอย่างยิ่ง ความจำคือสัญญานั้น แม้จะตั้งใจรักษาไว้ก็อาจรักษาไว้ไม่ได้ต้องลืม แต่สติความระลึกได้นั้น เมื่อตั้งสติไว้ รู้เรื่องพร้อมกับรู้เหตุรู้ผล ก็จะมีสติอยู่ได้ เหตุการณ์ทั้งหล่ยที่ประสบพบผ่านแม้นาน เมื่อมีสติระลึกได้ ก็จะระลึกได้พร้อมทั้งเหตุทั้งผลทั้งปวง สัญญาความจำกับสติความระลึกได้ มีความแตกต่างกันที่สำคัญอย่างยิ่ง ในเรื่องเดียวกัน สัญญาอาจเป็นคุณ แต่ก็อาจเป็นโทษส่วนสติเป็นแต่คุณไม่เป็นโทษ ความพยายามมีสติระลึกรู้ จึงเป็นความถูกต้อง และเป็นไปได้ยิ่งกว่าพยายามจดจำด้วยสัญญา ความจำอันเป็นสัญญานั้นมีผิด เพราะมีลืม และมีโทษเพราะไม่ประกอบพร้อมด้วยเหตุผลความรู้ถูกรู้ผิด โทษของสัญญาคือความไม่สงบแห่งจิต แตกต่างกับความไม่ลืมมีสติระลึกได้ ซึ่งประกอบพร้อมด้วยเหตุผล ความรู้ถูกรู้ผิดอันเป็นปัญญา และปัญญานั้นไม่มีโทษ มีแต่คุณ มีแต่นำไปสู่ความสงบแห่งทุกข์ ความสงบแห่งจิต และจิตยิ่งสงบเพียงใด ยิ่งตั้งมั่นเพียงใดปัญญายิ่งสว่างรุ่งโรจน์มีพลังเพียงนั้น ๐ คุณที่สำคัญของปัญญา คุณที่สำคัญยิ่งประการหนึ่งของปัญญา คือความเข้าใจในโลกธรรม ความเข้าใจในชีวิต ว่าเมื่อเกิดอยู่ในโลกก็ต้องพบโลกธรรมทั้ง ๘ และโลกธรรมนั้นก็เช่นเดียวกับสิ่งทั้งปวง ธรรมทั้งปวงย่อมเกิดขึ้นและดับไปเป็นธรรมดา สรรเสริญและนินทาก็เป็นโลกธรรม ย่อมต้องพบด้วยกันทุกคน พระพุทธเจ้ายังทรงพบ และย่อมเกิดขึ้นและดับไปเป็นธรรมเช่นกันบัณฑิต คือผู้มีปัญญา เมื่อประสบนินทาสรรเสริญ จึงมีจิตตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว ๐ ความหวั่นไหวแห่งจิต ย่อมเป็นโทษอย่างยิ่ง เมื่อเกิดแก่ผู้ใด ในของเขตแคบ ๆ สรรเสริญ นินทา หมายถึงเพียงที่เกี่ยวกับตนเอง แต่กว้างออกไป สรรเสริญ นินทา หมายถึงที่เกี่ยวกับผู้อื่นทั้งปวง ที่ตนไปได้ยินได้ฟังได้รู้ได้เห็นด้วย ไม่ว่านินทาสรรเสริญจะเกี่ยวกับใคร บัณฑิตได้รู้ได้เห็นได้ยินได้ฟัง ย่อมไม่หวั่นไหว จิตตั้งมั่นสงบเป็นปกติอยู่ อันความหวั่นไหวของจิต ไม่เพียงเป็นโทษแก่จิต ทำให้จิตไม่ตั้งใจอยู่ในความสุขสงบเท่านั้น แต่ยังเป็นโทษส่งออกปรากฏเป็นการกระทำทางกายทางวาจาอีกด้วย เพราะใจที่หวั่นไหวด้วยนินทาสรรเสริญ ย่อมทำให้คิดให้พูดให้ทำไปตามอำนาจ ความหวั่นไหว ปรากฏเป็นความลืมตัว ความก้าวร้าว แข็งกระด้าง ความโศกเศร้า ขาดสติ ความอ่อนแอ ความขาดเหตุผล ความเชื่อง่ายหูเบา เป็นต้น อันลักษณะเช่นนี้ปรากฏในผู้ใด ผู้นั้นย่อมไม่เป็นที่สรรเสริญโดยควร ๐ ผู้มีปัญญา พึงตามรักษาจิตไม่ให้หวั่นไหว บัณฑิตผู้มีปัญญาเข้าใจในเรื่องของโลกธรรม รู้คุณของจิตที่ไม่หวั่นไหวด้วยโลกธรรม รู้โทษของจิตที่หวั่นไหวด้วยโลกธรรมจึงอบรมสติอบรมปัญญา ตามรักษาจิตทุกเวลา ให้ทัน ให้พ้น ให้ไกลจากความหวั่นไหวด้วยโลกธรรม ทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่วตั้งมั่นเป็นสุขสงบอยู่ ๐ หลักธรรมสู่ความเป็นบัณฑิตทางพุทธศาสนา ทางไปสู่ความเป็นบัณฑิตในพระพุทธศาสนานั้นมีอยู่แล้ว คือทางที่พระพุทธเจ้าเสด็จผ่านไปแล้ว และทรงพระมหากรุณาแสดงไว้ในพระธรรมคำสอนทั้งปวง ยากง่ายสูงต่ำตามอัธยาศัยหัวใจพระพุทธศาสนา ๓ ประการ ที่โปรดประทานเป็นหลักประกาศพระพุทธศาสนาแก่พระอรหันต์ ๑,๒๕๐ รูป ในวันมาฆบูชานั้น เพียงพอสำหรับความเป็นบัณฑิตในพระพุทธศาสนา การไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลให้ถึงพร้อม และการชำระจิตให้ผ่องใส เป็นทางปฏิบัติที่เพียงพอสำหรับความเป็นบัณฑิตในพระพุทธศาสนา บัณฑิตหมายถึงผู้มีปัญญา ผู้เป็นปราชญ์ บัณฑิตในพระพุทธศาสนา หรือในทางธรรม มิได้มีความหมายตรงกับคำว่า บัณฑิตที่ใช้ในทางโลก ที่หมายถึงผู้สำเร็จการศึกษาจากสถานศึกษาระดับอุดมศึกษา ขณะที่บัณฑิตทางโลกหมายถึงผู้มีความรู้ในวิชาการทางโลก มีวิชาทางโลกเป็นสบัติของตน บัณฑิตทางธรรม หมายถึง ผู้มีความรู้ในทางธรรมและปฏิบัติธรรม มีธรรมเป็นสมบัติของตนมิใช่สักแต่เพียงรู้ธรรมด้วยการศึกษาจดจำข้อธรรมทั้งหลายไว้ขึ้นใจเท่านั้น พูดได้สอนได้เท่านั้น แต่ต้องปฏิบัติธรรมด้วยให้มีธรรมเป็นสมบัติของตนด้วย ๐ สมบัติของบัณฑิต คือธรรมสมบัติ การศึกษาธรรม แม้จะรอบรู้กว้างขวางเพียงไร ท่องจำขึ้นใจไว้ได้มากมายเพียงไหน ถ้าไม่ปฏิบัติธรรมให้เกิดขึ้นในตน ธรรมนั้นก็ยังหาใช่เป็นสมบัติของตนไม่ เช่นเดียวกับความรู้วิชาการทางโลก ที่ผู้อ่านหนังสือมากมายโดยไม่เข้าใจเรื่องราว ที่เปรียบว่าอ่านเหมือนนกแก้วนกขุนทองหัดพูด ความรู้หรือวิชาการในหนังสือที่อ่านนั้น ก็หาใช่สมบัติของผู้อื่นนั้นไม่อันสมบัติของบัณฑิต ทั้งทางโลกและทางธรรม เป็นสมบัติของผู้ใดแล้ว ก็จะเป็นของผู้นั้นตลอดไป ไม่มีผู้อาจช่วงชิงไปได้ผู้ใดมีความรู้ความเข้าใจใช้ประโยชน์ได้จริงในวิชาการทางโลกแล้ว วิชาการนั้นก็จะเป็นสมบัติของผู้นั้นตลอดไป ๐ ผู้มีสมบัติของบัณฑิต มีจิตใจสงบเย็นเป็นสุข ผู้ใดมีความรู้ความเข้าใจความปฏิบัติได้จริงทางธรรม ธรรมนั้นก้จะเป็นสมบัติของผู้นั้นตลอดไป ไม่มีผู้อื่นใดจะมาทำให้หมดสิ้นไปได้ ผู้เป็นเจ้าของเองก็ไม่อาจทำให้หมดไปได้ กาลเวลาก็หาอาจทำให้หมดไปได้ แม้จะมีเวลาลืมเลือนไปบ้าง แต่การทบทวนก็จะทำให้กลับฟื้นคืนจำได้จนกระทั่งข้ามภพข้ามชาติแล้ว ความรู้อันเป็นสมบัติของผู้ใดก็จะยังเป็นสมบัติของผู้นั้นอยู่พึงรู้ได้เชื่อได้จากความรู้ความสามารถและจิตใจของผู้คนทั้งหลายในชาตินี้ภพนี้ ที่มีแตกต่างกันอยู่ ธรรมข้อเดียวกัน วิชาการเดียวกัน เริ่มศึกษาพร้อมกัน คนหนึ่งเข้าใจง่าย เข้าใจได้เร็ว และเข้าใจได้ถูกต้องชัดเจน ปฏิบัติได้มีจิตใจสงบเย็นเป็นสุข แต่อีกคนหนึ่งเข้าใจได้ยาก เข้าใจได้ช้าปฏิบัติได้ช้า หรือปฏิบัติไม่ได้ เข้าใจไม่ได้เลย มีจิตใจเร่าร้อนนี้เป็นเพราะเหตุใด ก็เพราะในคนสองคนนั้น คนมีมีวิชาธรรมะเป็นสมบัติอยู่แล้ว ด้วยการศึกษาเรียนรู้ เข้าใจและปฏิบัติมาแล้ว อาจจะในอดีตที่ใกล้หรือไกลก็ตาม เมื่อมาได้รับการทบทวนใหม่ในวิชานั้น ในธรรมะนั้น ความรู้ความเข้าใจที่ได้ศึกษาอบรมมีเป็นสมบัติอยู่ก่อนแล้ว ที่ถูกกาลเวลาทับปิดไว้ก็จะถูกเปิดออก ปรากฏขึ้นแจ่มชัดเป็นลำดับ
๐ ความเป็นบัณฑิตในธรรม ย่อมประจักษ์แก่ตนเอง แม้จะมีความรู้มีธรรมที่ปฏิบัติศึกษามาก่อนแล้วในอดีตกาล แต่ถ้าไม่ได้รับการรื้อฟื้นทบทวนทำใหม่เลยในปัจจุบันชาติ ความรู้ความสามารถที่อบรมในกาลก่อน ก็จะถูกกาลเวลาปิดไว้ เฉกเช่นกับมีสมบัติแม้มากมาย แต่ปกปิดไว้ สมบัตินั้นก็ย่อมไม่ปรากฏ มีก็เหมือนไม่มี ต้องเพิกเครื่องปกปิดออกสมบัติเก่าจึงจะปรากฏ สมบัติใหม่จึงจะได้รวมเข้าเป็นส่วนเพิ่มพูนสมบัติเก่านั้น วิทยาการทั้งหลายและธรรมปฏิบัติก็เช่นกัน ไม่มีผู้ใดล่วงรู้สมบัติธรรมอันเป็นสมบัติเดิมของตน ที่สะสมไว้ว่ามีมากน้อยเพียงไร เพราะถูกกาลเวลาปกปิดไว้ ต้องศึกษาปฏิบัติในปัจจับัน จึงจะเป็นการเกิดสมบัติเก่าให้เห็นได้ เพื่อรวมสมบัติใหม่เข้าไว้ด้วยกันให้เป็นอันหนึ่งอันเดียว แม้เป็นสมบัติของบัณฑิตคือเป็นธรรมสมบัติ ก็จะปรากฏความเป็นบัณฑิตในธรรม ที่แม้อาจไม่ประจักษ์แก่ผู้อื่นทั่วไป แต่ย่อมประจักษ์แก่ใจตนเองแน่นอน จำนวนอ่าน: 290
Powered by AkoComment Tweaked Special Edition v.1.4.6 AkoComment © Copyright 2004 by Arthur Konze - www.mamboportal.com All right reserved |